<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอโชว์ยอด โต3.8แสนล้าน ทุนไฟฟ้าผงาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บีโอไอ&amp;quot; โชว์ยอดขอส่งเสริมครึ่งปี 64 โต 158% รวมมูลค่ากว่า 3.8 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน รับอานิสงส์การลงทุนขนาดใหญ่ในกิจการพลังงานไฟฟ้า อุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์บูม รองลงมาเป็นการแพทย์ ด้านทุนต่างประเทศครึ่งปีแรกรวมมูลค่า 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8 เท่า ญี่ปุ่นยังครองแชมป์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2564 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% มูลค่าเงินลงทุน 386,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 158% ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการขนาดใหญ่ในกิจการพลังงานไฟฟ้า ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากถึง 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 120,814 ล้านบาท สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าเงินลงทุน 60,970 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมการแพทย์ มีมูลค่าเงินลงทุน 43,040 ล้านบาท, อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มีมูลค่าเงินลงทุน 28,160 ล้านบาท, อุตสาหกรรมการเกษตรและแปรรูปอาหาร มีมูลค่าเงินลงทุน 23,170 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ มีมูลค่าเงินลงทุน 20,720 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งหากพิจารณาด้านอัตราการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ พบว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเติบโตขึ้นสูงถึง 850% หรือ 9.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่จากกลุ่มทุนสหรัฐในกิจการผลิต Polylactic Acid (PLA) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท ตลอดจนกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ที่เติบโตมากกว่า 3.3 เท่า จากความต้องการอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งถุงมือยางทางการแพทย์ที่ไทยมีศักยภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 403 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 278,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 3.8 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าปี 2563 ทั้งปี (171,160 ล้านบาท) 62% โดยประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่นมีมูลค่าเงินลงทุน 42,773 ล้านบาท รองลงมาคือสหรัฐ มีมูลค่าเงินลงทุน 24,131 ล้านบาท และจีนมีมูลค่าเงินลงทุน 18,615 ล้านบาท ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการบีโอไอกล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่เป้าหมายอีอีซี มีการขอรับส่งเสริมจำนวน 232 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,640 ล้านบาท โดยจังหวัดระยองมีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 64,350 ล้านบาท รองลงมาเป็นจังหวัดชลบุรี มูลค่าเงินลงทุน 40,860 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่าเงินลงทุน 21,430 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ มีมูลค่าเงินลงทุน 5,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 132% และพื้นที่นิคมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม มีมูลค่าเงินลงทุน 184,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 133%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การขอรับส่งเสริมตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวน 83 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 12,270 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน พลังงานทดแทน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลงทุนวิจัยและพัฒนา หรือออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ตามลำดับ ขณะที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีมูลค่าเงินลงทุน 1,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112756</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot; โชว์ยอดขอส่งเสริมครึ่งปี 64 โต 158%, นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd394eb34e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอไฟเขียว 6โปรเจ็กต์ใหญ่ ลงทุนพุ่ง247%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หัวโต๊ะถก &amp;quot;บีโอไอ&amp;quot; กำชับคำนึงประโยชน์ประชาชนในพื้นที่ ลดกระแสต้าน บอร์ดไฟเขียวหนุนลงทุน 6 โครงการใหญ่ 3.7 หมื่นล้าน ปลื้มยอดขอส่งเสริมไตรมาสแรกพุ่ง 247% มั่นใจทั้งปีทะลุตามเป้า 7.2 แสนล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ครั้งที่ 2/2561 โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ กล่าวก่อนการประชุมว่า ขอเน้นย้ำการดำเนินการก่อสร้างจะทำให้เกิดสิ่งใหม่ ซึ่งต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับ เพื่อลดกระแสการต่อต้าน และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนขับเคลื่อนตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เปิดเผยว่า ภาพรวมแนวโน้มการลงทุนดีต่อเนื่อง ผลสืบเนื่องจากเศรษฐกิจของไทยเติบโตดี สังเกตได้จากการขยายตัวของจีดีพีที่เป็นบวกต่อเนื่อง การส่งออกขยายตัว การใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไตรมาสแรกปีนี้มียอดโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนรวม 366 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 205,140 ล้านบาท จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 247 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาที่มี 288 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 59,110 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ยอดขอส่งเสริมในพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 66 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12% ที่มี 59 โครงการ ด้านเงินลงทุนทำได้ 160,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้เพียง 12,440 ล้านบาท เนื่องจากส่วนใหญ่ปีนี้มีคำขอส่งเสริมการลงทุนที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และส่วนหนึ่งยังเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายอีกด้วย ดังนั้นเห็นได้ว่าเงินลงทุนส่วนใหญ่ในไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ในอีอีซีกว่า 81% ซึ่งบีโอไอมั่นใจอย่างยิ่งว่าทั้งปีนี้ คำขอส่งเสริมการลงทุนในอีอีซีจะสามารถทำได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ คือ 300,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมั่นใจว่าแนวโน้มการลงทุนจะดีต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ จึงมั่นใจว่าตลอดปีนี้จะมียอดโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนคิดเป็นมูลค่ารวม 720,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ยอดโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงุทนรวม 640,000 ล้านบาท&amp;quot; นางสาวดวงใจระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการบีโอไอกล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอได้พิจารณาให้การส่งเสริมโครงการลงทุนจำนวน 6 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 37,726 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการที่ 1 ได้รับส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตยาแผนปัจจุบัน โดยโครงการนี้จะผลิตยาแผนปัจจุบัน โดยจะผลิตยารักษาโรคและยาชีววัตถุ เงินลงทุนทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท ตั้งโครงการที่จังหวัดระยอง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และมีความมั่นคงทางยา รวมทั้งช่วยพัฒนาบุคลากรของประเทศให้สามารถผลิตยาที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการที่ 2 และโครงการที่ 3 เป็นโครงการต่อเนื่อง โดยโครงการที่ 2 เริ่มจากกิจการผลิตสารสกัดจากหญ้าหวานที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเงินลงทุนทั้งสิ้น 4,097 ล้านบาท และโครงการที่ 3 กิจการผลิตสารให้ความหวานจากหญ้าหวานที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพจากการนำสารสกัดจากหญ้าหวานมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เงินลงทุนทั้งสิ้น 4,589 ล้านบาท ตั้งโครงการที่จังหวัดระยอง ซึ่งโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมให้หญ้าหวานเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ของเกษตรกร เพิ่มโอกาสและช่องทางให้ประชาชนบริโภคสารให้ความหวานโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และจะเป็นโครงการต้นแบบสำหรับการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาพัฒนาพืชหรือสมุนไพรอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการที่ 4 เป็นกิจการผลิตเม็ดพลาสติก POLYPROPYLENE (PP) ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และเส้นใยต่างๆ เงินลงทุนทั้งสิ้น 12,200 ล้านบาท ตั้งโครงการที่จังหวัดระยอง โดยโครงการนี้จะใช้วัตถุดิบจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศ มูลค่าปีละกว่า 10,600 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการที่ 5 เป็นกิจการขนส่งทางท่อ เงินลงทุนทั้งสิ้น 9,500 ล้านบาท โดยจะวางท่อสำหรับขนส่งน้ำมันทางใต้ดินจากจังหวัดสระบุรี ถึงจังหวัดขอนแก่น ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ยังช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษจากการขนส่งน้ำมันโดยรถบรรทุกอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการที่ 6 เป็นกิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัย เงินลงทุนทั้งสิ้น 2,840 ล้านบาท ตั้งโครงการที่จังหวัดระยอง โดยจะให้บริการจัดเก็บและกระจายสินค้าประเภทเม็ดพลาสติก เหล็กแผ่นม้วน และอื่นๆ อย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอยังได้เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนกิจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน กำหนดใน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านคมนาคมขนส่ง, &amp;nbsp;ด้านการศึกษาและความเท่าเทียมกันในสังคม, ด้านความปลอดภัย, ด้านความสะดวกในการทำธุรกิจ, ด้านบริการจากภาครัฐ และด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการส่งเสริมการลงทุนจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.กิจการพัฒนาพื้นที่เมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะให้ส่งเสริมแก่ผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เมืองอัจฉริยะซึ่งต้องลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่รองรับระบบอัจฉริยะด้านต่างๆ เช่น Fiber Optic, Public Wifi ด้านการบริหารจัดการข้อมูล และต้องจัดให้มีบริการระบบอัจฉริยะพื้นฐานทั้งตามที่ได้กล่าวมา 6 ด้าน 2.ให้ส่งเสริมแก่ผู้ที่จะมาพัฒนาระบบอัจฉริยะในด้านต่างๆ ซึ่งต้องพัฒนา ติดตั้ง และให้บริการระบบเมืองอัจฉริยะที่เหมาะสมอย่างน้อย 1 ด้านจาก 6 ด้านข้างต้น โดยทั้งสองกิจการนี้จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8879</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, จีดีพีที่เป็นบวกต่อเนื่อง, นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจของไทยเติบโต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180509/image_big_5af2f8d5df4f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
