<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลแจงข้อสงสัยฝ่ายค้านการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 2 ล้านไร่ ใช้งบคุ้มค่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 ต.ค.64 -&amp;nbsp; นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อข้อสงสัยฝ่ายค้าน ถึงผลงานการบริหารจัดการน้ำในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมในทุกมิติ เป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี นำไปสู่การร่วมกันดำเนินงานของทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนอดีตที่ผ่านมา และมีผลงานที่เป็นรูปธรรม อาทิ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้แล้วกว่า 2 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้กว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นกว่า 10 ล้านไร่ และมีจำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์กว่า 6 ล้านครัวเรือน รวมทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน 3,347 แห่ง จาก 5,472 แห่ง สระน้ำในไร่นา 190.59 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 63% พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร 118.43 ล้าน ลบ.ม. ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติ 225 แห่ง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯกล่าวว่า สำหรับโครงการชลประทานที่ดำเนินการสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนแล้ว อาทิ โครงการพัฒนาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาล่วงหน้า ขับเคลื่อนไป 133 โครงการ จาก 526 โครงการ ซึ่งประกอบด้วย แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เช่น บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บึงราชนก จ.พิษณุโลก บึงสีไฟ จ.พิจิตร หนองหาร จ.สกลนคร รวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปัจจุบันดำเนินการเสร็จ 6 โครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง โครงการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำหนองค้อ จ.ชลบุรี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณการจ่ายน้ำท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ จ.ชลบุรี โครงการสระทับมา จ.ระยอง และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองกระแส จ.ชลบุรี ประโยชน์ที่ได้คือ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อรองรับโครงการ EEC ได้รวมกันประมาณ 250.45 ล้าน ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวว่า โดยในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลได้มีการตรวจสอบข้อมูลลดความซ้ำซ้อนของแผนงานด้านน้ำ มุ่งเน้นการใช้งบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด ทำให้ประหยัดงบประมาณด้านน้ำได้กว่า 60,000 ล้านบาท รวมถึงการนำเทคโนโลยีพัฒนาแพลตฟอร์ม เชื่อมโยงข้อมูล จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) การติดตั้งระบบเพื่อการพยากรณ์น้ำและเตือนภัยลุ่มน้ำสำหรับการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ การพัฒนาฐานข้อมูลกลาง Big Data การพัฒนาแอปพลิเคชัน WMSC (Water Watch and Monitoring System For Warning Center) จัดทำคลังข้อมูลน้ำในรูปแบบ One Map ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน National Thai Water ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตรและน้ำ 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับเสมอว่า การเสนอของบประมาณจะต้องเป็นแผนงานที่ทำได้จริง เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด เช่นเดียวกับงบประมาณการบริหารจัดการน้ำ เน้นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ประกอบในการจัดทำงบประมาณด้านน้ำ เพื่อครอบคลุมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ครอบคลุมการแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม การเก็บกักน้ำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนที่มั่นคงสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และรักษาระบบนิเวศด้วย สำหรับการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัยในขณะนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่วนราชการระดับพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ทำกิน สัตว์เลี้ยง โดยรัฐบาลได้มีการจัดสรรงบประมาณเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เร็วที่สุด&amp;rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118406</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดการทรัพยากรน้ำ, นางสาวรัชดา ธนาดิเรก, ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ, แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98dceeca8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจงขยับเพดานหนี้เอื้อกู้เพิ่ม1.2ล้านล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.เห็นชอบขอบเขตโครงการขอใช้เงินกู้ ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท &amp;nbsp;&amp;ldquo;อาคม&amp;rdquo; แจงขยับเพดานหนี้เป็น 70% ช่วยรัฐมีช่องกู้เพิ่มอีก 1.2 ล้านล้านบาท ยันแค่แก้ปัญหาเงินตึงมือ เพิ่มความคล่องตัวภาคการคลัง ไม่ได้กู้เต็มเพดาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า &amp;nbsp;ครม.เห็นชอบกรอบแผนงานหรือโครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 (แผนงานที่ 3) วงเงิน 170,000 ล้านบาท ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติม &amp;nbsp;พ.ศ.2564 ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือ สถานประกอบการ SMEs, ผู้ประกอบการทั่วไป, แรงงานในระบบ, ประชาชนทั่วไป, เกษตรกร, &amp;nbsp;สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร), วิสาหกิจชุมชน, ผู้ว่างงาน &amp;nbsp;และวัยแรงงานที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยขอบเขตโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ต้องมีลักษณะเพื่อเป้าหมายอย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เพื่อรักษาระดับการจ้างงานของผู้ประกอบการ และส่งเสริมการจ้างงานของ SMEs หรือในชุมชน ลักษณะโครงการเกี่ยวกับการสร้างรายได้และอาชีพให้แก่ประชาชนในชุมชนพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ &amp;nbsp;วงเงินเบื้องต้น 70,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ ในสาขาที่ไทยมีความได้เปรียบและมีศักยภาพในการพัฒนา และสามารถกระจายผลประโยชน์ไปสู่ระดับฐานราก ลักษณะโครงการเกี่ยวกับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและบริการ โดยมีการประยุกต์ใช้ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการลงทุนที่สามารถเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะระดับชุมชนและ SMEs เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เพื่อกระตุ้นการบริโภคกระตุ้นตลาด และพยุงอุปสงค์ให้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ลักษณะโครงการเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนหรือครัวเรือน กระตุ้นให้เกิดการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ วงเงินเบื้องต้นในข้อ 2 และข้อ 3 รวมกัน 100,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรอบระยะเวลาดำเนินงาน แบ่งช่วงการพิจารณาอย่างน้อย &amp;nbsp;2 รอบ คือ รอบที่ 1 เริ่มเดือนตุลาคม 2564 กรอบวงเงิน &amp;nbsp;100,000-120,000 ล้านบาท รอบที่ 2 เริ่มเดือนมีนาคม 2565 กรอบวงเงิน 50,000-70,000 ล้านบาท ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ คือ 1.สามารถรักษาการจ้างงานผู้ประกอบการ SMEs ในระบบประกันสังคมได้ประมาณ 3.9 แสนราย 2.เกิดการยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและบริการ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะระดับชุมชนและ SMEs &amp;nbsp;ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนและท้องถิ่น 3.สามารถพยุงระดับการบริโภคภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า การปรับกรอบเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มอีก 10% เป็น 70% จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% นั้น &amp;nbsp;จะทำให้รัฐบาลมีความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มได้อีก 1.2 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีช่องแล้วรัฐบาลจะเดินหน้ากู้เงินตามจำนวนดังกล่าวทั้งหมด แต่การกู้เงินจะเป็นไปตามความจำเป็นเท่านั้น โดยปัจจุบันรัฐบาลยังมีวงเงินกู้จาก พ.ร.ก.โควิดเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท ที่ยังเหลือวงเงินสำหรับใช้ในปีงบประมาณ 2565 อีก 3.5 แสนล้านบาท &amp;nbsp;สำหรับใช้ดูแลสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;(ก.ย. 64) สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ระดับ 58.96% แม้ว่าจะยังเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง แต่ในปีงบประมาณ 2565 &amp;nbsp;รัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิดเพิ่มเติม ที่ยังเหลือวงเงินอีก 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับการกู้เงินในส่วนนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยหลุดกรอบความยั่งยืนทางการคลัง จึงจำเป็นต้องมีการขยายกรอบเพดานเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนความคืบหน้าการใช้เม็ดเงินตาม พ.ร.ก.โควิดเพิ่มเติม &amp;nbsp;วงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติกรอบการกู้เงินในปีงบประมาณ 2564 ไว้ 1.5 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันมีการกู้เงินตามโครงการที่ได้เสนอเข้ามาแล้ว 1.2 แสนล้านบาท โดยคาดว่าภายในเดือน &amp;nbsp;ก.ย.นี้จะสามารถกู้ได้ 1.4 แสนล้านบาทซึ่งเป็นไปตามแผน โดยวงเงินที่เหลืออีก 3.5 แสนล้านบาท จะดำเนินการกู้ได้ตามความต้องการใช้ในปีงบประมาณ 2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.เข้าร่วมประชุมและเห็นความจำเป็นในการปรับเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้การดำเนินนโยบายรองรับสถานการณ์การระบาดโควิด-19 และพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยประเมินว่าความเสี่ยงต่าง ๆ ยังต่ำ โดยการใช้จ่ายภาครัฐควรเน้นโครงการที่มีประสิทธิผลสูงและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และจะต้องเร่งลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้กลับมาที่ 60% ให้ได้ในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การขยายเพดานหนี้สาธารณะในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจะต้องกู้เงินเพื่อให้ถึงเพดานหนี้สาธารณะ แต่เป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินมาตรการให้ภาครัฐ เนื่องจากมาตรการทางการคลังยังจำเป็นต้องมีบทบาทต่อเนื่อง ในการช่วยเสริมรายได้ของประชาชนที่ลดลงมากเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว นอกจากนี้ &amp;nbsp;พ.ร.ก.โควิด 5 แสนล้านที่จะกู้เพิ่มเติมในปีนี้และปีหน้า เพื่อใช้เยียวยาและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอลง &amp;nbsp;คาดว่าจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงกว่า 60% ในปี 2565 อยู่ก่อนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ การใช้จ่ายของภาครัฐจะต้องเน้นโครงการที่มีประสิทธิผลสูง อาทิ มาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (co-pay) เช่น มาตรการคนละครึ่งและมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงมาตรการที่ช่วยพยุงการจ้างงาน โดยอาจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้ผลในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจ ขณะที่การเยียวต้องทำให้ตรงจุดเท่าที่จำเป็น และต้องมีกระบวนการใช้จ่ายที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยระยะต่อไปภาครัฐต้องมีแนวทางชัดเจนที่จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับลดลง เพื่อรักษาวินัย รวมทั้งสร้างพื้นที่ทางการคลังรองรับความเสี่ยงในอนาคต อาทิ การหารายได้เพิ่มเติมจากการสร้างฐานรายได้ใหม่ การควบคุมสัดส่วนของรายจ่ายประจำ และการเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างและยกศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว&amp;rdquo; นายเมธีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือดรามา เพราะเห็นได้ชัดว่าอย่างไรเสียรัฐบาลก็ต้องกู้เพิ่มแน่นอน แต่ที่สำคัญคือกู้มาแล้วนำไปใช้อะไร เงินจะไปถึงมือคนที่ต้องการหรือไม่ นี่คือคำถามที่ประชาชนอยากทราบ ตนพูดในสภาไปตั้งแต่ปีที่แล้วว่า การจัดสรรงบประมาณในภาวะวิกฤตินั้น กระสุนมีจำกัด ทุกนัดต้องเข้าเป้า ไม่ใช่ว่าไฟไหม้บ้านอยู่แต่กลับนำงบไปจัดสวน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยิ่งรัฐบาลสร้างหนี้มากก็ต้องลงทุนให้ประชาชนทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้น ให้ผู้ประกอบการมีผลตอบแทนสูงขึ้น ถ้ามาตรการที่ออกมาทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ได้ดิบได้ดี แต่คนตัวเล็กตัวน้อยต้องตายจากไป นั่นล่ะคือความผิดพลาดอย่างมหันต์ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องตรวจสอบกันอย่างเข้มข้นต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะเห็นและตระหนักในเรื่องนี้ และรีบกลับไปปรับโครงการต่างๆ ให้ตอบโจทย์&amp;rdquo; นายเกียรติระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117452</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เห็นชอบขอบเขตโครงการขอใช้เงินกู้, นางสาวรัชดา ธนาดิเรก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แจงขยับเพดานหนี้เป็น 70%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae66499436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คงแวต7%อีก2ปี ครม.เท3.5พันล. ฟื้นฟูศก.ฐานราก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ไฟเขียวขยายเวลาเก็บ VAT 7% อีก 2 ปี 1 ต.ค.64 - 30 ก.ย.66 รับทราบมาตรการยืดยื่นแบบภาษี ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ศก. 1.81 แสนล้านบาท เคาะ 3.5 พันล้านฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สั่งทบทวน &amp;quot;เราเที่ยวด้วยกัน-ทัวร์เที่ยวไทย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบขยายระยะเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จะครบกำหนดวันที่ 30 ก.ย.2564 ต่อไปอีกเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2564 ถึงวันที่ 30 ก.ย.2566 โดยยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณีในอัตราเดิม คือ ร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) หรืออัตราร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ทั้งนี้ การขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคงอัตราเดิมร้อยละ 7 จะไม่มีผลกระทบต่อการประมาณการรายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 และ พ.ศ.2566 เนื่องจากในการจัดทำงบประมาณได้มีการคำนวณประมาณการรายได้ โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานการคำนวณของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในอัตราร้อยละ 7 แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ครม.รับทราบมาตรการภาษีบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ การนำส่ง และการชำระภาษีอากรผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้อยู่ในมือประชาชนและผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจประมาณ 181,221 ล้านบาท นอกจากนี้ยังงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับกรณีที่ประชาชนและผู้ประกอบการไม่สามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดเวลา หรือยื่นแบบแสดงรายการผิดพลาด สำหรับแบบที่ต้องยื่นภายในเดือน ก.ย.-ธ.ค.2564 ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้ลดค่าปรับทางอาญากรณีดังกล่าวให้เหลืออัตราต่ำสุด โดยหากมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ลดเหลือ 1 บาท หากมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ลดเหลือ 2 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากค่าปรับทางอาญาเป็นการเปรียบเทียบปรับแทนการฟ้องร้องดำเนินคดี จึงไม่อาจงดค่าปรับให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เสนอทบทวนช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการทัวร์เที่ยวไทย พร้อมกำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดโครงการ หากทั้ง 2 โครงการดำเนินการไม่ได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ให้ยุติโครงการ และคืนวงเงินกู้ตามขั้นตอน ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยขยายระยะเวลา &amp;ldquo;โครงการกำลังใจ&amp;rdquo; จากเดิมที่สิ้นสุดระยะเวลาเบิกจ่ายภายในเดือน ส.ค.เป็นเดือน ธ.ค.2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กว่า ครม.ได้เห็นชอบข้อเสนอโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก เป็นครั้งที่ 2 เพิ่มเติมอีก 12 จังหวัด วงเงินรวม 3,587.21 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับที่ได้อนุมัติไปแล้ว 23 จังหวัด วงเงินรวม 6,170.65 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 35 จังหวัด จำนวนโครงการที่ผ่านการอนุมัติ 4,303 โครงการ รวมกรอบวงเงินจัดสรรที่ 9,757.86 ล้านบาท โดยโครงการทั้งหมดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ โครงการพัฒนาสินค้า ท่องเที่ยวบริการและการค้า โครงการยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของประชาชนให้สูงขึ้น และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการระยะเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตจากสถานการณ์โควิด-19 มีระยะเวลาในการดำเนินการระหว่างเดือน ส.ค.-ธ.ค.64 คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างน้อย 95,500 คน มีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 18 ล้านคน ทั้งนี้ ยังจะมีการอนุมัติครั้งต่อๆ ไปในจังหวัดอื่นๆ ซึ่งในขณะนี้มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายลง รัฐบาลจึงต้องเตรียมมาตรการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้ถึงประชาชนแต่ละจังหวัดให้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพราะภายในสิ้นปีนี้เราจะก้าวไปสู่การร่วมกันสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ด้วยกันอย่างยั่งยืนและมั่นคง เพื่อประโยชน์และความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114431</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.ไฟเขียวขยายเวลาเก็บ VAT 7% อีก 2 ปี, นางสาวรัชดา ธนาดิเรก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae66499436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดสินเชื่อ-พักหนี้ เยียวยาเกษตรกร ชงช่วยร้านในห้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาล&amp;quot; จัดชุดสินเชื่อ-พักหนี้-ไกล่เกลี่ยหนี้ ช่วยเกษตรกรก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19 ขณะมาตรการลดค่าเทอมเข้า ครม.อังคารนี้ สธ.พิจารณามาตรการจำหน่ายอาหารออนไลน์ สำหรับร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าแล้ว เตรียมเสนอที่ประชุม ศบค.พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการรัฐในการบรรเทาปัญหาหนี้สินประชาชนและการเข้าถึงสภาพคล่องของภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งในเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้กำชับให้การดำเนินการต้องครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคการเกษตรด้วย โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ได้ออกมาตรการสินเชื่อ 2 โครงการ วงเงินรวม 9 หมื่นล้านบาท คือ 1.โครงการสินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้แก่เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อการประกอบอาชีพเกษตร หรือลงทุนค้าขายที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก ให้กู้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี ดอกเบี้ย 4% ต่อปีปลอดชำระต้นเงิน 2 ปีแรก และ 2.โครงการสินเชื่อนวัตกรรมดี มีเงินทุน วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ให้เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปที่มีทักษะและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพนั้นๆ อาทิ กลุ่ม Smart Farmer เพื่อมีเงินไปฟื้นฟูหรือต่อยอดธุรกิจ ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 10 ปี ปลอดชำระต้นเงิน 3 ปีแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับการพักชำระหนี้ ธ.ก.ส.ได้ออกมาตรการให้การช่วยเหลือแก่ลูกค้าเกษตรกร บุคคล ผู้ประกอบการ และสถาบันเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ด้วย เป็นการพักชําระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ถึงกําหนดชําระอย่างน้อย 2 เดือน นับจากงวดชําระเดิม ทั้งนี้ แนวทางการช่วยเหลือขึ้นอยู่กับการได้รับผลกระทบและศักยภาพของลูกค้า ผู้สนใจแจ้งความประสงค์การเข้าร่วมโครงการได้ผ่านช่องทาง LINE Official : BAAC Family เว็บไซต์ https://www.baac.or.th ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการและสถาบันเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.-15 ส.ค.นี้ และสำหรับลูกค้าเกษตรกรและบุคคล 19 ก.ค.-15 ธ.ค.ปีนี้เช่นกัน คู่ขนานไปกับสองมาตรการดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวรัชดากล่าวเพิ่มว่า กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ได้จัดโครงการ &amp;ldquo;บังคับคดีร่วมใจไกล่เกลี่ยช่วยเหลือเกษตกรถูกยึดทรัพย์จำนอง&amp;rdquo; เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้เจรจากันด้วยความพึงพอใจและเป็นธรรม ผู้ไกล่เกลี่ยกรมบังคับคดีเป็นคนกลางในการเจรจา โดยเจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้ และลูกหนี้ก็สามารถชำระหนี้ได้เช่นกัน ช่วยให้ลูกหนี้ไม่ถูกยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ หรือนำไปขายทอดตลาดในที่สุด โครงการนี้มีจนถึง 15 ก.ย.นี้ ในพื้นที่กทม. และสำนักงานบังคับคดีจังหวัด/สาขาทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลได้ออกมาตรการให้การช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดโควิด-19 มุ่งหวังให้ครอบคลุมกับประชาชนทุกกลุ่ม โดยพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและภาคเอกชน เพื่อให้การขับเคลื่อนฟื้นตัวเป็นไปอย่างมีส่วนร่วมและตรงจุดให้มากที่สุด สำหรับการประชุม ครม.ในวันที่ 27 ก.ค. จะมีการพิจารณาถึงมาตรการลดค่าเทอมของนักเรียน-นักศึกษาทั้งสถาบันรัฐและเอกชน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนได้มาก&amp;rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่ประชุม ครม.ในวันที่ 20 ก.ค. และที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) วันที่ 22 ก.ค.2564 มีแนวนโยบายให้ฝ่ายแพทย์พิจารณาผ่อนคลายมาตรการสำหรับร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าให้สามารถเปิดขายออนไลน์ได้นั้น ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้พิจารณามาตรการจำหน่ายอาหารออนไลน์สำหรับร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะได้นำเสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) พิจารณาอนุญาตต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การให้มีแนวทางที่จะผ่อนคลายให้ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าสามารถเปิดขายออนไลน์ได้นี้ เนื่องมาจากรัฐบาลได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของทั้งผู้ประกอบการและประชาชนจากการเพิ่มความเข้มงวดมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 28) ที่เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2564 เป็นต้นมา ซึ่งการผ่อนคลายครั้งนี้ยังคงต้องอยู่ภายใต้มาตรการที่เข้มงวด และต้องการความร่วมมือจากทั้งผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการรับส่งสินค้า และประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางปฏิบัติเบื้องต้นที่จะผ่อนคลายให้กับร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า มีดังนี้ 1) ผู้ประกอบการจัดทำมาตรการ DMHT สำหรับพนักงานทุกคน (สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ไม่รวมกลุ่ม และไม่รับประทานอาหารร่วมกัน) เดินทางมาทำงานแบบอยู่ในเส้นทางหรือพื้นที่ที่กำหนด (sealed route) ห้ามเปิดหน้าร้าน กรณีมีอาการทางเดินหายใจ เป็นผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อ ต้องหยุดทำงาน 2.ห้างสรรพสินค้า จัดจุดรอรับอาหาร โดยเน้นมาตรการเว้นระยะห่าง ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย ไม่รวมกลุ่มกัน จุดรอเป็นสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่พลุกพล่าน และมีระบบ DMHTA &amp;nbsp;คือการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก จัดเจลล้างมือ ตรวจวัดอุณหภูมิ &amp;nbsp;ใช้แอปพลิเคชันไทยชนะ/หมอชนะ 3.พนักงานรับส่งอาหารแบบออนไลน์ เน้นย้ำมาตรการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เว้นระยะห่างผู้อื่น พกเจลแอลกอฮอล์, กรณีมีอาการทางเดินหายใจ เป็นผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อ ต้องหยุดทำงาน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111206</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดชุดสินเชื่อ-พักหนี้-ไกล่เกลี่ยหนี้, ช่วยเกษตรกรก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19, นางสาวรัชดา ธนาดิเรก, นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae66499436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 21:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยียวยาเพิ่ม3จ.ล็อกดาวน์ เติมงบอีกหมื่นล.ช่วยม.33</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.เห็นชอบขยายพื้นที่เยียวยาผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากล็อกดาวน์ครอบคลุม 13 จังหวัด อนุมัติวงเงินเยียวยาตาม ม.33 รวม 10 จว. วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ปรับ &amp;ldquo;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;rdquo; เพิ่มวงเงินคำนวณสิทธิ e-Voucher เป็น 1 หมื่นบาท/คน/วัน พร้อมขยายระยะเวลาใช้จ่ายถึง 30 พ.ย.64 &amp;quot;ออมสิน&amp;quot; ประกาศพักหนี้ 6 เดือน ช่วยลูกค้า 7.5 แสนราย ยอดหนี้กว่า 5หมื่นล้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 20 กรกฎาคม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบการขยายขอบเขตมาตรการบรรเทาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่สถานการณ์ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ก.ค.64 ให้ครอบคลุมพื้นที่จากเดิม 10 จังหวัด เป็น 13 จังหวัด เพิ่มเติมจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา โดยยังคงกลุ่มลูกจ้างและผู้ประกอบการใน 9 กลุ่มกิจการที่ได้รับผลกระทบ อัตราการจ่ายและวิธีการจ่ายเงินเช่นเดิม เป็นระยะเวลา 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.อนุมัติกรอบวงเงินโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ &amp;nbsp;ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ รวมทั้งสิ้น 10 จังหวัดสำหรับกิจการที่ได้รับผลกระทบ 9 สาขา จากเดิมที่ได้เห็นชอบไปแล้ว 2,519.38 ล้านบาท เพิ่มเป็น 13,504.696 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10,985.316 ล้านบาท ส่วนอีก 3 จังหวัดที่ ศบค.ได้มีประกาศเพิ่มเติม ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยานั้น ครม.ได้เห็นชอบในวันนี้ให้ขยายพื้นที่เยียวยาผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการโควิด เพิ่มเติมจาก 10 จังหวัด เป็น 13 จังหวัด และจะนำกรอบวงเงินที่เพิ่มขึ้นนำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติการเปลี่ยนแปลงโครงการ &amp;ldquo;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;ดังนี้ 1.ขยายระยะเวลาการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ได้รับการสนับสนุน &amp;nbsp;e-Voucher จากเดิมระหว่าง 1 ก.ค.-30 ก.ย.2564 &amp;nbsp;เป็นตั้งแต่ 1 ก.ค.-30 พ.ย.2564​ 2.เพิ่มวงเงินใช้จ่ายสูงสุดที่จะนำมาคำนวณสิทธิ ไม่เกิน 10,000 บาท/คน/วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.-30 พ.ย. โดยยังจำกัดวงเงินใช้จ่ายสูงสุดที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher &amp;nbsp;ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน​ 3.ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายของโครงการ จากเดิมที่ไม่เกิน &amp;nbsp;4 ล้านคน เป็น &amp;ldquo;ไม่เกิน 1.4 ล้าน&amp;rdquo; คน ทำให้กรอบวงเงินโครงการ ลดลงจาก 28,000 ล้านบาท เป็น 9,800 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 18,200 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าจากการประกาศข้อกำหนดของ ศบค.ที่ผ่านมา ซึ่งให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายกัน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ของประเทศ เปิดดำเนินการได้ถึงเวลา 20.00 น. และเปิดให้เฉพาะการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน รวมทั้งร้านค้าและร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าต้องปิดชั่วคราว จึงมีผลให้อาจจะมีผู้ใช้สิทธิ์น้อยลง จึงมีการปรับเปลี่ยนโครงการเพื่อความเหมาะสมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินตระหนักถึงความเดือดร้อนของลูกหนี้กลุ่มที่เป็นลูกค้ารายย่อย จึงออกมาตรการพักชำระหนี้ สูงสุด 6 งวด (พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์ยากลำบาก ซึ่งเป็นไปตามที่ครม.ได้มอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยการพักชำระหนี้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร ประเมินว่าจะสามารถช่วยเหลือลูกค้าที่มีสิทธิ์พักหนี้ตามมาตรการนี้ ในจำนวนมากถึงกว่า 750,000 ราย เป็นยอดหนี้คงเหลือกว่า 50,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อย สำหรับลูกค้าที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท และไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับผู้ได้รับผลกระทบทำให้ต้องเลิกกิจการ ถูกเลิกจ้าง ขาดรายได้ ฯลฯ (ยกเว้นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) โดยพักเงินงวดผ่อนชำระให้สูงสุด 6 งวด เริ่มตั้งแต่งวดเดือน ก.ค.-เดือน ธ.ค.2564 หลังจากนั้นเมื่อสิ้นสุดระยะการพักชำระหนี้ ให้กลับมาจ่ายเงินงวดตามเงื่อนไขเดิม โดยเงินต้นและดอกเบี้ยที่ได้พักไว้ จะถูกนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญาเงินกู้หรือข้อตกลงที่ทำกับธนาคาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยช่วงระยะเวลาที่พักชำระหนี้ ไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระและไม่ส่งผลต่อข้อมูลเครดิตของลูกค้า รวมถึงไม่มีดอกเบี้ยผิดนัดชำระและค่าปรับใดๆ โดยธนาคารแบ่งความช่วยเหลือเป็น 2 เฟส เริ่มเฟสแรกวันที่ 25 ก.ค.2564 และเฟสที่สองช่วงเดือน ส.ค. ลูกค้าจะทยอยได้รับเอสเอ็มเอส หรือการแจ้งเตือน (Notification) แจ้งทางแอปพลิเคชัน MyMo ให้สามารถกดรับสิทธิ์เพื่อขอพักชำระหนี้ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo จนเสร็จสิ้นกระบวนการ กรณีที่ลูกค้ายังไม่มีแอปพลิเคชัน สามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนใช้งานด้วยตัวเอง หรือติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อยในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรการพักชำระหนี้ทั้งหมดที่ธนาคารออมสินประกาศให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มต่างๆ อาทิ 1.มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือนแก่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่ทางราชการประกาศให้ปิดกิจการ (ให้สิทธิ์พักชำระหนี้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง) 2.มาตรการพักชำระหนี้ 6 เดือนแก่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีประเภทกิจการร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 3.มาตรการมหกรรมแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา และ 4.มาตรการแก้หนี้ สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ประสบปัญหาการชำระเงินงวด อันเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110493</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก, ยิ่งใช้ยิ่งได้, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาผู้ประกอบการและลูกจ้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602c81e5b1.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2020 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2020 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.สั่งลุยอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร วางเป้าติด TOP10 ผู้ส่งออกอาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เมษายน 2563 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2563 ว่าที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารระยะที่ 1 (พ.ศ. 2562-2570) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ว่าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารแห่งอนาคตแห่งอาเซียนควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยมีสินค้าเป้าหมาย อาทิ ข้าวและธัญพืช ปศุสัตว์ ประมง ผักและผลไม้ อาหารพร้อมรับประทาน เครื่องปรุงรส เกษตรอินทรีย์ เครื่องดื่มสุขภาพ และยังมีกลุ่มสินค้าทีจะทำตลาดได้ดีในอนาคต เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารจากเทคโนโลยีชีวภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ และกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรการในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย 1.สร้างนักรบอุตสาหกรรมพันธุ์ใหม่ สร้างผู้ประกอบการอาหารรุ่นใหม่ให้มีนวัตกรรมอาหาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างงาน สร้างรายได้ 2.สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคตสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมโครงการ อาทิ พัฒนาศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมอาหาร พัฒนาและสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ฉลาด 3.สร้างโอกาสทางธุรกิจ เป็นการเชื่อมโยงการผลิตสู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์ม ที่เหมาะสมกับผู้ผลิตทุกระดับ รวมถึงส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งด้วยการเชื่อมโยงวัฒนาธรรมและความคิดสร้างสรรค์เข้ากับผลิตภัณฑ์อาหารและการท่องเที่ยว และ 4) สร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม เป็นการสร้างสภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรม4.0 ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าว จะใช้งบประมาณ ประจำปี 2563 - 2566 ภายใต้งบบูรณาการและงบประมาณตามยุทธศาสตร์ของแต่ละหน่วยงาน จำนวน 6,671 ล้านบาท และการสนับสนุนจากภาคเอกชน 2,224 ล้านบาท โดยคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารแห่งชาติเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน &amp;nbsp;ซึ่งหากดำเนินการได้ตามเป้าประสงค์ ประเทศไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารอนาคตในอาเซียนในปี 2570 และเป็น 1 ใน 10 ของประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลก &amp;nbsp;อีกทั้ง ในเชิงเศรษฐกิจ คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจากกลุ่มอาหารจะเติบโตขึ้นเป็น 1.42 ล้านล้านบาท รายได้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น 4.5 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7% ต่อปี และจะเกิดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ 0.48 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7 ต่อปี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64533</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea7fa7753fea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
