<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98921</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อังคณา&#039;บี้รัฐบาลดูแลผู้อพยพลี้ภัยจากเมียนมาตามหลักสิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.64 - ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน 62 องค์กร นำโดยนาง อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช นักวิชาการอิสระด้านสันติภาพ นายศิววงศ์ สุขทวี เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ ยื่นแถลงการณ์ &amp;ldquo;ผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าคือเพื่อนบ้านของประชาชนไทย&amp;rdquo; พร้อมข้อเสนอจากภาคีองค์กรภาคประชาชน 5 เม.ย. 2564 ถึงนายกรัฐมนตรี มีนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา กล่าวว่า มีการใช้ความรุนแรงและใช้อาวุธปราบปรามชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ที่ถูกกดดันให้กลับประเทศ และหากปราบปรามมากขึ้นก็จะมีการอพยพเข้ามาในไทย ท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp; ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมสถานที่ก็อาจมีปัญหาดังนั้นเราต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ในการส่งสิ่งของช่วยเหลือ จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยในการรับมือกับการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัยคือ
1.รัฐจะต้องไม่ปฏิเสธการเข้าลี้ภัย โดยหน่วยงานความมั่นคงจะต้องเปิดให้ผู้ลี้ภัย เข้าพักภายในประเทศตามหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่รัฐได้จัดไว้
2.เมื่อหน่วยงานความมั่นคงเปิดรับให้ผู้ลี้ภัยเข้าสู่พื้นที่พักพิงแล้วก็ต้องมอบความรับผิดชอบให้กับกระทรวมหาดไทยระดับอำเภอและจังหวัดในการดูแลให้ความคุ้มครอง ซึ่งจะได้ประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นให้มีบทบาทนำในด้านงานควบคุมโรคและองค์กรมนุษยธรรมซึ่งมีประสบการณ์และความพร้อมในด้านงประมาณ
3.รัฐจะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคประชาชนไทยที่ประสงค์จะช่วยเหลือผู้ลี้ภัย
4.รัฐควรอนุญาตให้สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สามารถเข้าถึงผู้ลี้ภัยกลุ่มดังกล่าวและสามารถใช้กลไกคณะกรรมการพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับความคุ้มครองตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 เพื่อคัดกรองผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเป็นการเฉพาะเนื่องจากบุคคลเหล่านี้อาจยังไม่สามารถกลับคืนถิ่นฐานพร้อมกับชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนชายแดนได้
และ 5.การตัดสินใจที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้หนีภัยกลุ่มใดหรือบุคคลใดกลับคืนถิ่นฐานจะต้องเป็นบทบาทรวมของหน่วยงานที่ให้ความคุ้มครองดูแลผู้ลี้ภัยไม่ใช่บทบาทของฝ่ายความมั่นคงแต่เพียงฝ่ายเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98921</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางอังคณา นีละไพจิตร, รัฐประหารเมียนมา, สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ, เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_606fec08dc7bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีต กสม.แขวะ &#039;กปปส.&#039; โชคดีไม่ถูกราชทัณฑ์กล้อนผม เหมือนแกนนำ 3 นิ้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ.64 - นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;#กปปส โชคดีไม่ถูกราชทัณฑ์กล้อนผม ไม่เหมือนคดีการเมือง #คณะราษฏร ขนาดรุ้งเป็นผู้หญิงยังถูกตัดสั้น ถูกเปลี่ยนสีผม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94413</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., นางอังคณา นีละไพจิตร, ราชทัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210227/image_big_6039b5f7b4541.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯชง7ข้อยูเอ็นเขย่า&#039;รัฐไทย-ธุรกิจ&#039;สร้างหลักประกันคุ้มครองนักต่อสู้สิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย.63 - &amp;nbsp;เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) และภาคีเครือข่ายอีก 53 หลากหลายองค์กร อาทิ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะผู้จัดการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน: ปัญหาท้าทายใหม่ แนวทางการดำเนินงานใหม่ เอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายนนี้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้จัดการประชุมมีการอภิปรายในประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมซึ่งเกิดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอจากเวทีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส. ปรานม สมวงศ์ องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) &amp;nbsp;กล่าวว่า การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมโดยรัฐ หรือหน่วยงานธุรกิจ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และยังเป็นการละเมิดหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดว่า &amp;ldquo;เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยบริษัท รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดการเยียวยาที่เข้มแข็งและเหมาะสมต่อผู้เสียหาย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุว่า ดังนั้นการพิจารณาของเวทีนี้ ควรมีประเด็นสำคัญอย่างการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) ของภาคธุรกิจในทุกเวทีอภิปรายด้วย โดยสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตกเป็นเป้าหมายการฟ้องคดีเพื่อขัดขวางการดำเนินงานเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดิน ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในท้องถิ่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
น.ส.ปรานม &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตัวแทนจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2557 พบว่ามีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย 440 คนถูกดำเนินคดี ซึ่งผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงยากจนในเขตเมืองที่ถูกไล่รื้อจากที่อยู่อาศัย ตามมาด้วยจำเลยที่เป็นผู้หญิงซึ่งทำงานปกป้องที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของตนเอง โดยผู้ที่เป็นคนฟ้องคดี คือ บริษัทเหมืองแร่ บริษัทปาล์มน้ำมัน และหน่วยงานของรัฐบางแห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่รัฐควรจะสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลไทยมีท่าทีเพิกเฉยในการที่บริษัทสามารถคุกคามและข่มขู่โดยผ่านกระบวนการยุติธรรมและรูปแบบอื่น ๆ เช่น บริษัทเหมืองทองคำ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง รวมทั้งมีการทำร้ายร่างกายสมาชิกกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด องค์กรชุมชนที่มีแกนนำเป็นผู้หญิงในจังหวัดเลยในปี 2557 ซึ่งบริษัทเหมืองทองคำและหน่วยงานรัฐ ได้ฟ้องดำเนินคดีถึง22 คดีต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;น.ส.ปรานม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังพบด้วยว่ามีอีกในหลายพื้นที่ที่มีการดำเนินคดีกับผู้นำชุมชน ในข้อหาละเมิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการรวมตัวประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านโครงการที่สร้างความเสียหายในพื้นที่ของตนเอง โดยคดีที่มักมีการฟ้องผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้แก่ คดีหมิ่นประมาท ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของบริษัทในการดำเนินคดีกับผู้หญิง เพราะจะส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัว และรวมถึงทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผู้หญิงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลครอบครัว เมื่อต้องใช้เวลาต่อสู้คดี ย่อมมีเวลาน้อยลงในการทำงานดูแลครอบครัว นอกจากเป็นการแทรกแซงต่อความจำเป็นในการดูแลครอบครัวแล้ว การที่ผู้หญิงต้องออกไปต่อสู้คดีทำให้ถูกมองว่าเพิกเฉยต่อหน้าที่ของตนเอง กลายเป็นตราบาปอันเป็นเหตุให้มีการมองว่าผู้หญิงไม่ได้ดูแลครอบครัวของตนเองอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่พบในชุมชนชนบท&amp;quot;น.ส.ปรานม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ปี 2562 กล่าวถึงปัญหาในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลของนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคาม ว่า การพิจารณาคดีมักเกิดขึ้นที่ศาลระดับจังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกล ทำให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิที่ถูกฟ้องมีภาระที่เพิ่มขึ้น ทั้งการดูแลบุตร การเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการสู้คดี ทำให้เกิดความเครียดและความยากลำบากในชีวิตมากขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงที่จะเป็นการปิดปากให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯไม่สามารถแสดงความเห็นที่สำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา ระบุว่า &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าดีใจที่ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) แต่แผนดังกล่าวกลับไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ ทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้หญิงยังคงมีชีวิตอยู่กับความกลัว ความไม่ปลอดภัย และการถูกคุกคามโดยเฉพาะการคุกคามทางเพศ และการคุกคามทางโซเซียลมีเดีย (Cyber Bullying)ในขณะที่การเยียวยาเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย การขอความคุ้มครองจากรัฐมักเป็นไปโดยยากลำบาก เพราะแทนที่จะให้ความคุ้มครอง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมักได้รับคำแนะนำให้หยุดแสดงความคิดเห็นหรือหยุดเคลื่อนไหว แผนปฏิบัติการชาติ (NAPs) ด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเพียงสิ่งที่เขียนไว้ในกระดาษ แต่ไม่มีผลทางปฏิบัติ&amp;quot; นางอังคณา ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ และผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม ยังเกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ที่ทำงานสนับสนุนผู้หญิงและชุมชนระดับรากหญ้า อย่างคุณอังคณาก็เป็น1ใน 22 คน รวมถึง น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน , น.ส.ธนภรณ์ สาลีผล อดีตเจ้าหน้าที่ องค์กรฟอร์ทิไฟท์ ไรทส์ , น.ส.สุธารี วรรณศิริดีต นักวิจัยประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน , นางสุชาณี คลัวเทรอ ผู้สื่อข่าว , น.ส.สุธาสีนี แก้วเหล็กไหล นักสหภาพแรงงาน, น.ส.งามศุกร์ รัตนเสถียร &amp;nbsp;อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล ที่ถูกฟ้องร้องจากบริษัทแห่งเดียวกันนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักกฎหมายผู้นี้ ระบุว่า &amp;nbsp;คดีหมิ่นประมาทต่อบุคคลเหล่านี้มีโทษจำคุกระหว่าง 8-42 ปี และมีค่าปรับระหว่าง 8แสน ถึง 4.2 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำเพียงเล็กน้อย รวมทั้งการแชร์ทวีตให้กำลังใจแรงงานข้ามชาติ ที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิด้านแรงงานของตน การถูกดำเนินคดีเช่นนี้ เป็นการโจมตีอย่างจงใจและมียุทธศาสตร์ เมื่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญถูกฟ้อง ย่อมส่งผลให้ผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่น ๆ เกิดความหวาดกลัว ถือเป็นฟ้องคดีฟ้องปิดปาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์กร Fority Rights &amp;nbsp;ระบุว่า ในระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 และหลังจากนี้ หน่วยงานธุรกิจย่อมมองหาแนวทางที่จะฟื้นฟูกิจการจากภาวะขาดทุน และมุ่งทำกำไรให้เร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จะยิ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากสุดที่จะเน้นให้เห็นปัญหาการละเมิด หรือการคุกคามต่อสิทธิมนุษยชน เพื่อประกันว่าหน่วยงานธุรกิจจะปฏิบัติตามหลักการและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน แต่การที่รัฐบาลปล่อยให้เกิดการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อไป ย่อมส่งผลให้การทำงานที่สำคัญเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนมีความเสี่ยงอันตราย และดำเนินการได้ยากขึ้น สุดท้ายแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจและสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้จดหมายเปิดผนึกของกว่า 40 องค์กรจากเครือข่ายภาคประชาชนจากชุมชนองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและต่างประเทศและผู้ลงนามบุคคลหลายท่าน กล่าวถึงข้อเสนอว่า ขอให้คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG) ใช้โอกาสนี้แสดงจุดยืนที่เข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้ปลอดจากการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการฟ้องคดีปิดปาก ด้วยการหยิบยกประเด็นเหล่านี้ไปนี้เพื่อพูดคุยกับรัฐบาลไทย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ขอให้ผู้จัดประชุมถามความคืบหน้าจากรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในปี 2561 เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการดำเนินคดีเพื่อขัดขวางการปกป้องสิทธิมนุษยชนของนักปกป้องสิทธิทั้งหญิงและชาย 2.ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การคุ้มครองหรือรับรองการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นผล แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และมติที่ให้ความคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่มีสถานะเป็นเพียงกฎ ตามมาตรา 3 ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักในแง่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่สามารถบังคับใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ศาลสามารถยกฟ้องคดี หรือห้ามบุคคลเอกชนฟ้องคดีใหม่ กรณีที่เห็นว่าเป็นการฟ้องคดี &amp;ldquo;โดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการใช้บทบัญญัติตามมาตรา 161/1 และ 165/2 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานี้ให้เป็นผล อีกทั้งในกฎหมายไม่มีการให้นิยามคำว่า &amp;ldquo;โดยไม่สุจริต&amp;rdquo; ส่งผลให้ตกเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งจนถึงปัจจุบัน การร้องขอต่อศาลให้ใช้อำนาจตามมาตรา 161/1 ในคดีต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มักถูกปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีในลักษณะที่เป็นการคุกคาม ข่มขู่ หรือตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรืออื่น ๆ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าการสั่งไม่ฟ้องคดีไม่ได้เป็นอำนาจเฉพาะของอัยการสูงสุด หากมีขั้นตอนปฏิบัติที่ยาวนาน และไม่เป็นที่ชัดเจนว่าที่ผ่านมามีการให้ทรัพยากรและความช่วยเหลืออย่างเพียงพอต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ใช้อำนาจของตนได้อย่างเป็นผลและมีประสิทธิภาพหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.นอกจากนี้ยังไม่มีการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติ หรือข้อบทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสั่งปรับ หรือการลงโทษหน่วยงานธุรกิจที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ฐานคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 6. ความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งแม้พิสูจน์ว่าเป็นจริง แต่ไม่ได้เป็นความผิดที่สร้างอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน จึงไม่ควรถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งมีบทลงโทษจำคุก และมีค่าปรับจำนวนมาก การลงโทษเช่นนี้ควรมาใช้เฉพาะกับอาชญากรรมร้ายแรง จึงขอเรียกร้องให้คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานอื่น ๆ สนับสนุนให้รัฐบาลไทยลดการเอาผิดทางอาญากับความผิดฐานหมิ่นประมาท และให้ยกเลิกบทลงโทษทางอาญาใด ๆ กับความผิดฐานหมิ่นประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ7.เรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทำงานในประเด็นธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ให้ใช้ทรัพยากรและอำนาจที่มีอยู่เพื่อประกันว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะยุติการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยทันที โดยเฉพาะต่อผู้หญิง และให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจที่ดีและมีการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ โดยเครือข่ายหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกันให้มีการคุ้มครองหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซประเทศไทย, นางอังคณา นีละไพจิตร, มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ, มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, ยูเอ็น, สกต., สิทธิมนุษยชน, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย, เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน, โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200607/image_big_5edc8ecadad7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2019 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2019 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ดีกว่าแค่การประณาม!เปิด4ข้อเสนอ&#039;อังคณา&#039;หลังชรบ.ถูกยิงดับ15ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8พ.ย.62-นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Angkhana Neelapaiji มีเนื้อหาดังนี้ เหตุการณ์ยิงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และบาดเจ็บอีก 5 คน ที่ลำพะยาเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อคนทั่วประเทศ ชรบ. อรบ. และ อส. ถือเป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือน #Militias ที่จัดตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย โดยคาดหวังให้ประชาชนปกป้องตัวเอง ทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้าน รวมถึงเป็นกำลังเสริมในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่ากองกำลังพลเรือนเหล่านี้เป็นอาสาสมัคร ได้รับการฝึกฝนน้อยทั้งเรื่องการใช้อาวุธ และทักษะ มีงบประมาณไม่เพียงพอ และขาดอุปกรณ์ต่างๆในการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ทุกฝ่ายคงต้องถามตัวเองว่า #นอกจากการออกมาประนามผู้ก่อเหตุ และสร้าง #FakeNews #FalseNews เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อนักปกป้องสิทธิแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีมาตราใดบ้างในการในการแก้ปัญหา ส่วนตัวในฐานะที่ติดตามปัญหา จชต. มายาวนาน มีข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่าย คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) นอกจากการฝึกใช้กำลังอาวุธ กองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนควรได้รับ #การฝึกเพื่อเสริมทักษะในดูแลความปลอดภัยของตัวเอง เช่น การไม่จัดประชุมหรือมีการรวมกลุ่มกันในเวลาเดิมๆโดยเฉพาะในเวลาค่ำจนทำให้ง่ายแก่การถูกจ้องโจมตี
2) กองกำลังฝ่ายพลเรือนควร #มีวัสดุอุปกรณ์เพียงพอเพื่อปกป้องตนเอง เช่น #เสื้อเกราะกันกระสุน ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ (สังเกตุผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไม่สวมเสื้อเกราะกันกระสุน)
3) #การปฏิรูปงานการข่าว ปัญหาปฏิรูปงานการข่าวเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมาก มีการของบประมาณเพื่องานการข่าวจำนวนมากในทุกปี แต่ยังเกิดเหตุร้ายขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่สามารถป้องกันได้ (เหตุการณ์ยิง ชรบ. ครั้งนี้เชื่อว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุจำนวนมาก ทั่งคนดูต้นทาง คนโรยตะปูเรือใบ เผายางรถยนต์ฯ ทำให้สามารถปฏิบัติการได้ในเวลารวดเร็ว)
4) #การแก้ปัญหาโดยใช้การเมืองนำการทหาร ยอมรับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Inclusiveness) เปิดใจกว้างและอดทนอดกลั้นในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ไม่มองคนคิดต่างเป็นศัตรู หยุดสร้างวาทกรรมการเกลียดชัง (hate speech) เพราะอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) ซึ่งยากจะแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้น่าจะดีกว่าแค่การประณาม หรือการสร้าง #IO เพื่อสร้างความเกลียดชังนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการโยนความผิดให้คนทำงานสิทธิ ทั้งที่ #รัฐเองมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิในชีวิตของบุคคลทุกคน
#AKN&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49798</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองนำการทหาร, ชรบ.ลำพะยา, นักสิทธิมนุษยชน, นางอังคณา นีละไพจิตร, สร้างความเกลียดชัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d443c0cb7012.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กสม.เหลือเพียง3คน!สมาคมสิทธิเสรีภาพฯจี้เร่งสรรหาแต่งตั้งชุดถาวรโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ส.ค.62-สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ยุติการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดชั่วคราว เร่งสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดถาวรโดยเร็ว มีเนื้อหาดังนี้
สืบเนื่องจากกรณีนางเตือนใจ ดีเทศน์ และนางอังคณา นีละไพจิตร ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ โดยก่อนหน้านี้นายสุรเชษฐ์ สถิตนิรมัย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกไปด้วยเหตุผลเดียวกัน ในเรื่องบรรยากาศในการทำงานที่ไม่สร้างสรรค์ประกอบกับเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ นายชาติชาย สุทธิกลม ได้ลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) จึงทำให้ปัจจุบันคงเหลือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพียง ๓ คนจากจำนวนทั้งสิ้น ๗ คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แถลงว่า &amp;nbsp;จะทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้ร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการทำหน้าที่เป็นการชั่วคราวให้ครบเจ็ดคน นั้น
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) เห็นว่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ๑. โดยที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นองค์กรอิสระ โดยการกำหนดให้องค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาต้องมีผู้แทนองค์กรสิทธิมนุษยชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหา ทั้งยังกำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งการกำหนดหลักการดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการปารีสว่าด้วยสถานะของสถาบันแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Paris Principles Relating to the Status of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights) &amp;nbsp;ดังนั้น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงกำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดปัจจุบันที่ได้มาโดยไม่เป็นตามหลักการปารีสต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายให้คณะกรรมการดังกล่าว ทำหน้าที่เพียงชั่วคราวในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เพื่อรอให้ให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาทำหน้าที่ต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ๒. ขณะนี้คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการสรรหาตามลำดับกำลังดำเนินการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจะมีการให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ในระหว่างวันที่ ๒-๓ สิงหาคมนี้ หลังจากนั้นจึงคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมที่เหลืออีกจำนวน ๔ คน เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน ๒-๓ เดือน อีกทั้งแม้จะเหลือกรรมการอยู่เพียง ๓ คน ไม่ถึง &amp;nbsp; &amp;nbsp;๔ คน ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่เฉพาะการที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามมาตรา ๒๐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดที่ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดจะร่วมกันแต่งตั้งบุคคลมาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนชั่วคราวเพื่อให้มีจำนวนครบ ๗ คน ตามข้อเสนอของประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยเหตุผลตามความเห็นดังกล่าว สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) จึงขอเสนอแนะดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;๑.ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดควรยุติการแต่งตั้งบุคคลมาปฏิบัติหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนชุดชั่วคราวให้มีจำนวนครบ ๗ คน ตามข้อเสนอของประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้การสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์หลักการปารีส รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;๒.คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยจะต้องพิจารณาคุณสมบัติ ประสบการณ์และผลงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ประจักษ์ของบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ ควรตระหนักถึงเป้าหมายการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอันเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42524</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., นางอังคณา นีละไพจิตร, นางเตือนใจ ดีเทศน์, นายวัส ติงสมิตร, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, องค์กรอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca43a12d937b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2019 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง&#039;กสม.&#039;ช่วยครูข้ามเพศบุรีรัมย์ถูกเลือกปฎิบัติหลังแต่งหญิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.62- ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เครือข่ายครู อาจารย์ที่มีความหลากหลายทางเพศ นำโดยนายกิตตินันท์ &amp;nbsp;ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ได้เข้ายื่นคำร้องถึง กสม.กรณีเครือข่ายครูข้ามเพศถูกเลือกปฏิบัติในสถานศึกษา มีนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการกสม. เป็นตัวแทนรับเรื่องร้องเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับครูผู้ช่วยข้ามเพศของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ถูกทางโรงเรียนออกเอกสารที่มีข้อความตักเตือนเรื่องการแต่งกายข้ามเพศ รวมทั้งให้ลงนามจนนำไปสู่การประเมินการปฏิบัติงานที่พบว่าครูผู้ช่วยคนดังกล่าว ถูกประเมินด้วยคะแนนต่ำในทุกตัวชี้วัด มีเพียงคะแนน สูงในเรื่องการสอนทั้งนี้จึงกังวลว่าจากการประเมินดังกล่าวอาจส่งผลกระทบทำให้ครูผู้ช่วยคนดังกล่าวถูกออกจากทางราชการ ประกอบกับทางผู้บริหารของโรงเรียนได้อ้างหนังสือของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ตอบข้อหารือในประเด็นเรื่องครูข้ามเพศที่ยึดตามระเบียบการแต่งกายข้าราชการพลเรือน ระเบียบและกฎสำนักนายกรัฐมนตรีที่ตอบข้อซักถาม ซึ่งพบว่ามีความย้อนแย้งกันเอง แต่สุดท้ายก็สรุปว่าให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการร้องเรียนในวันนี้ยังได้นำคลิปเสียงการสนทนาระหว่างผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้ช่วยที่ทางผู้อำนวยการระบุว่า ถ้าครูคนดังกล่าวยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม คือการแต่งกายข้ามเพศก็จะไม่ผ่านการประเมิน ทางเครือข่ายฯจึงเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีการเลือกปฏิบัติเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพ อยากให้กสม. คุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัย ซึ่งในกรณีของครูผู้ช่วยคนดังกล่าวก็ได้เป็นครูผู้ชาย แต่แต่งกายเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่การสมัครและต้องการจะใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงและได้เริ่มมีการใช้ฮอร์โมนแล้วประกอบกับก่อนหน้านี้ในการสอนที่โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง ทางผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวก็ให้ความเป็นตัวของตัวเองในการแต่งกายมากกว่าโรงเรียนปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวแทนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมองว่า กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความยอมรับที่ไม่เหมือนกันโดยยกตัวย่างกรณีครูที่เป็นผู้ชายแต่ใช้การแต่งตัวเป็นผู้หญิงเพื่อนำเสนอ หรือสอนในลักษณะตลกแล้วอ้างว่าเป็นเทคนิคการสอน สามารถทำได้ แต่ทำไมผู้ที่จะต้องการข้ามเพศเป็นผู้หญิงกลับไม่ได้รับการยอมรับ ความเป็นครูไม่เคยเลือกเพศ แต่อคติต่างหากที่ไม่เลือกเพศและครู อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่ครูข้ามเพศที่สามารถแต่งกายได้ตามเพศสภาพ อาทิ ครูปอย ดร.เอมมี่ ซึ่งแต่งกายตามเพศสภาพและให้ได้รับการยอมรับในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา กล่าวว่า กสม.จะตรวจสอบ หรืออาจส่งเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่เพื่อขอข้อมูลอย่างไรก็ตามการจะไล่ออกจะข้าราชการครู คงต้องผิดวินัยร้ายแรง และไม่ใช่เรื่องง่าย การที่โรงเรียนอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้โรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสวียงอาจะต้องออกจากราชการ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยังพบว่า พ.ร.บ.การแต่งกายข้าราชการ มีมานานยังไม่มีการปรับปรุงให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งผู้บริหารต้องเข้าใจความอ่อนไหวทางเพศสภาพที่แตะละวงการ แต่ละอาชีพมีการปฏิบัติไม่เท่ากัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41605</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., นางอังคณา นีละไพจิตร, ร้องเรียน, เครือข่ายครู อาจารย์ที่มีความหลากหลายทางเพศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d356b649f807.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
