<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป๊อก&#039; ลั่นห้ามเรียกรับผลประโยชน์ให้บัตรปชช.ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ต้องร้องเพลงชาติไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มท.ปรับปรุงแนวทางให้บัตรประชาชนผู้เฒ่าไร้สัญชาติ-กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;ldquo;บิ๊กป๊อก&amp;rdquo;กำชับห้ามเรียกรับผลประโยชน์ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชื่นชม เผยหลักเกณฑ์ใหม่เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องทดสอบร้องเพลงชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ฝ่ายประชาสัมพันธ์กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้เผยแพร่ข่าวการปรับปรุงแนวทางช่วยเหลือคนเฒ่าไร้สัญชาติ โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า มท.ได้ดำเนินการปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อแก้ไขอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิโดยได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎร์และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก&amp;nbsp;พร้อมทั้งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ให้สามารถขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้เช่นเดียวกับคนต่างด้าวอื่นทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้แปลงสัญชาติ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 วรรคสอง คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 วรรคสาม คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 วรรคสี่ และคุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย มาตรา 10 วรรคห้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ได้กำชับให้พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ให้เร่งดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายรัฐ และห้ามไม่ให้มีการแสวงหา หรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆจากการดำเนินการโดยเด็ดขาดเพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรแล้วยังทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและจริยธรรมที่ดีของเจ้าหน้าที่อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเอกสารเผยแพร่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ มท.ระบุถึงแนวทางในการปรับปรุงครั้งนี้ อาทิ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดีตามมาตรา 10 (2) ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยให้ใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน ขณะที่คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 (4) ให้นับระยะเวลาจากวันที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (จากใบสำคัญถิ่นที่อยู่) หรือวันที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แต่ถ้าเอกสารชำรุด สูญหาย หรือมีเหตุที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ให้นับระยะเวลาจากวันที่นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นได้เพิ่มชื่อผู้ขอแปลงสัญชาติในทะเบียนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทยตามมาตรา &amp;nbsp;กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติ ให้พิจารณาจากการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร คือ สามารถพูดหรือฟังภาษาไทยกลางหรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอแปลงสัญชาติเข้าใจได้ โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย หรือคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัด และไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนน&amp;rdquo; เอกสารข่าวของ มท.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่ได้เกิดไทยและต้องการแปลงสัญชาติต้องตอบคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย และต้องร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญบารมี ในการสอบในระดับอำเภอและจังหวัด ทำให้เกิดปัญหามากเพราะกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวนไม่น้อยไม่สามารถทำได้เพราะมีวิถีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ใช้แต่ภาษาถิ่น ซึ่งแนวทางใหม่ที่ออกมานี้เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องร้องเพลงชาติไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo;กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชม พล.อ.อนุพงษ์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมทีมงานที่กำหนดแนวทาง แก้ไขปัญหากลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทยแต่มีภูมิลำเนาในไทยมานาน จนกลมกลืนกับสังคมไทย ซึ่งพบปัญหาอุปสรรคในกระบวนการแปลงสัญชาติมานานมากว่า 20 ปี &amp;nbsp;ถือว่าเป็นการปลดล็อคปัญหาที่ค้างมานานอย่าง ตรงประเด็น หวังว่ามท.จะมีระบบติดตามการปฏิบัติตามนโยบายนี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดผลได้จริงโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า แต่ยังมีข้อห่วงใยที่อย่างเสนอแนะไว้คือ 1.หนังสือสั่งการที่ออกมาในครั้งนี้ &amp;nbsp;ควรจัดอบรมทีมงานฝ่ายทะเบียนของอำเภอต่างๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากเพื่อความที่เข้าใจที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ผลจริงจัง 2. กลุ่มที่เกิดนอกแต่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เด็ก เวลาเกิน 20 ปีแล้ว จะต้องขอมีใบถิ่นที่อยู่และใบต่างด้าวก่อนแล้วจึงขอแปลงสัญชาติใช่หรือไม่ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะติดเกณฑ์รายได้ซึ่งกำหนดไว้สูงถึง 25,000 บาทต่อเดือน ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ คงยากที่จะแก้ไขปัญหาให้คนกลุ่มนี้ 3.ผู้ที่ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงหรือหลังการเกิด ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภท โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางพันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์คนใดทรงสิทธิในการแปลงสัญชาติในปัจจุบันเป็นไปตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ขอให้ตระหนักว่า แนวคิดในการรับรองข้อเท็จจริงที่ก่อตั้งสิทธิในสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวทั่วไปตั้งแต่ พ.ศ.2454 จนถึงปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญเท่าใดนัก แต่ถูกตีความอย่างแตกต่างโดยผู้รักษาการตามกฎหมาย จากการใช้มากที่สุดเพื่อสร้างความกลมกลืนทางสัญชาติให้แก่ราษฎรไทยที่เกิดในต่างประเทศ มาจนถึงสถานการณ์ความคิดที่ไม่อินังขังขอบต่อราษฎรไทยดังกล่าวในช่วงเวลาที่ยาวนาน จนเกิดความอยุติธรรมทางสัญชาติในสังคมไทย จนกระทั่งเกิดแสงเรืองๆ ขึ้นเมื่อได้มีคำสั่งฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการโดยเฉพาะหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ทางการกำหนดไว้ เช่น การร้องเพลงชาติ การทดสอบภาษาไทย ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการตรวจสอบความประพฤติ จากหน่วยงานต่างๆ ที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57738</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย, กลุ่มชาติพันธุ์, คนต่างด้าว, ชนกลุ่มน้อย, นางเตือนใจ ดีเทศน์, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, พ.ร.บ.สัญชาติ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e732f94957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กสม.เหลือเพียง3คน!สมาคมสิทธิเสรีภาพฯจี้เร่งสรรหาแต่งตั้งชุดถาวรโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ส.ค.62-สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ยุติการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดชั่วคราว เร่งสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดถาวรโดยเร็ว มีเนื้อหาดังนี้
สืบเนื่องจากกรณีนางเตือนใจ ดีเทศน์ และนางอังคณา นีละไพจิตร ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ โดยก่อนหน้านี้นายสุรเชษฐ์ สถิตนิรมัย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกไปด้วยเหตุผลเดียวกัน ในเรื่องบรรยากาศในการทำงานที่ไม่สร้างสรรค์ประกอบกับเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ นายชาติชาย สุทธิกลม ได้ลาออกเพื่อไปดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) จึงทำให้ปัจจุบันคงเหลือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพียง ๓ คนจากจำนวนทั้งสิ้น ๗ คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แถลงว่า &amp;nbsp;จะทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้ร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการทำหน้าที่เป็นการชั่วคราวให้ครบเจ็ดคน นั้น
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) เห็นว่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ๑. โดยที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นองค์กรอิสระ โดยการกำหนดให้องค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาต้องมีผู้แทนองค์กรสิทธิมนุษยชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหา ทั้งยังกำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งการกำหนดหลักการดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการปารีสว่าด้วยสถานะของสถาบันแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Paris Principles Relating to the Status of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights) &amp;nbsp;ดังนั้น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงกำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดปัจจุบันที่ได้มาโดยไม่เป็นตามหลักการปารีสต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายให้คณะกรรมการดังกล่าว ทำหน้าที่เพียงชั่วคราวในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เพื่อรอให้ให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาทำหน้าที่ต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ๒. ขณะนี้คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการสรรหาตามลำดับกำลังดำเนินการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจะมีการให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ในระหว่างวันที่ ๒-๓ สิงหาคมนี้ หลังจากนั้นจึงคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมที่เหลืออีกจำนวน ๔ คน เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน ๒-๓ เดือน อีกทั้งแม้จะเหลือกรรมการอยู่เพียง ๓ คน ไม่ถึง &amp;nbsp; &amp;nbsp;๔ คน ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่เฉพาะการที่จำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามมาตรา ๒๐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดที่ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดจะร่วมกันแต่งตั้งบุคคลมาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนชั่วคราวเพื่อให้มีจำนวนครบ ๗ คน ตามข้อเสนอของประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยเหตุผลตามความเห็นดังกล่าว สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) จึงขอเสนอแนะดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;๑.ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดควรยุติการแต่งตั้งบุคคลมาปฏิบัติหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนชุดชั่วคราวให้มีจำนวนครบ ๗ คน ตามข้อเสนอของประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้การสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์หลักการปารีส รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;๒.คณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยจะต้องพิจารณาคุณสมบัติ ประสบการณ์และผลงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ประจักษ์ของบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ ควรตระหนักถึงเป้าหมายการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอันเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42524</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., นางอังคณา นีละไพจิตร, นางเตือนใจ ดีเทศน์, นายวัส ติงสมิตร, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, องค์กรอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca43a12d937b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2019 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2019 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มอแกนอึดอัดนักท่องเที่ยวใส่บิกินี่ นักวิชาการ-กสม.แนะกำหนดกติกาเข้าชมหมู่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เม.ย.62 -&amp;nbsp;ที่หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา คณะสื่อมวลชนราว 20 คน พร้อมด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางนฤมล อรุโณทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะของศูนย์มานุษวิทยาสิรินธร คณะกรรมการชาวเล เครือข่ายชาวเล มูลนิธิชุมชนไท ได้ร่วมกันลงพื้นที่หมู่บ้านมอแกน หมู่เกาะสุรินทร์ เมื่อวันที่ 28-29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวมอแกนร่วมกันให้ข้อมูลว่า ขณะนี้เรือที่ถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับบ้านจำนวน 32 ลำยังไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในช่วงหน้ามรสุมที่พวกตนไม่มีรายได้จากการท่องเที่ยวก็มักใช้เรือออกหาปลา แต่ปีนี้ไม่มีเรือ ทั้งนี้ปัจจุบันยังต้องอยู่กันอย่างแออัด บางครอบครัวอยู่กันถึง 8 คน โดยเฉพาะบ้านที่มีครอบครัวใหม่ก็ต้องอยู่รวมกับพ่อแม่เหมือนเดิมเพราะไม่สามารถขยายพื้นที่ออกไปได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการเสนอให้มีการขยับขยายชุมชนไปอีกด้านหนึ่งของชายหาดอ่าวบอน แต่ได้รับการปฎิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนักท่องเที่ยวแต่งชุดบิกินี่หรือชุดว่ายน้ำเดินขึ้นมาเที่ยวหมู่บ้านจริงๆแล้วพวกเราก็รู้สึกอึดอัด เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน แต่เราก็ไม่รู้จะห้ามอย่างไร หากไกด์หรือธุรกิจนำเที่ยวบอกกับนักท่องเที่ยวให้เคารพและให้เกียรติพวกเราหน่อยก็เป็นเรื่องดีและสามารถแก้ปัญหาได้&amp;rdquo;ชาวมอแกน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าที่หมู่เกาะสุรินทร์ มีปัญหาสถานะบุคคล จำนวน 193 คน ได้นำข้อมูลเดิมที่เคยสำรวจเมื่อปี 2559 และการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้หาพยานรู้เห็นการเกิด ตามมาตรา 23 และมาตรา 7 ทวิ ได้พบหมอตำแยที่ทำคลอด และนายอำเภอตะกั่วป่าได้ส่งปลัดฝ่ายทะเบียนมา พบว่าน่าจะเป็นไปได้ที่ใช้พยานรู้เห็นการเกิด และอาจจะสามารถยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยได้เลย และยังพบว่ามีชาวมอแกนอีกกลุ่มที่ไม่เคยได้รับสำรวจเลย เป็นกลุ่มคนไร้รัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่าการท่องเที่ยวเป็นแบบไม่มีส่วนร่วม นักท่องเที่ยวขึ้นเกาะมา ใครอยากมาเดินดูบ้านชาวมอแกนก็ดูได้ตามสบาย ปัญหาคือทำอย่างไรจะกำหนดกติกาการเข้าชุมชนสำหรับนักท่องเที่ยว กลุ่มชาติพันธุ์มอแกนมีวิถีชีวิตไม่มีพรมแดนรัฐชาติ อาจต้องประสานไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนพม่าเพื่อจัดการร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้แทนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวว่าที่นี่เป็นพื้นที่ห่างไกล การที่เจ้าหน้าที่อำเภอมาสำรวจ ก็มีค่าใช้จ่ายแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูมรสุม เด็กส่วนมากเกิดโดยการทำคลอดของหมอตำแย แล้วเมื่อหมดฤดูมรสุมจึงไปแจ้งเกิดที่อำเภอ ซึ่งหากมีการทำข้อมูลบุคคลที่ตกหล่น กรมการปกครองจะส่งเจ้าหน้าที่มาช่วย กรณีแบบนี้ที่อำเภอตะกั่วป่า จะนำไปสู่การแก้ปัญหาชาวมอแกนไร้สัญชาติ และจะทำข้อเสนอต่อกรมการปกครอง เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่น อาทิ เกาะเหลาเหลียง และ เกาะพยาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวว่า มอแกนเป็นกลุ่มที่โยกย้ายถิ่นไปมา อาจต้องมีสิทธิอีกแบบ เราไม่สามารถปิดกั้นการเดินทางข้ามพรมแดนได้เพราะพวกเขาอยู่กันมานาน ต้องดูว่าการอพยพในปัจจุบันเป็นเพราะปัจจัยอะไร เพราะปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติ การท่องเที่ยวเป็นใหญ่ จริงๆควรมีการพูดคุยหารือเรื่องปัญหาต่างๆ และทางออกร่วมกับอุทยาน ธุรกิจท่องเที่ยวและชุมชนว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมอแกนมีศักดิ์ศรี ชาวมอแกนอยู่อย่างสบายๆ แต่อะไรๆเปลี่ยนไปมากมาย ในชุมชนไม่มีผู้นำชัดเจน เป็นสังคมเท่าเทียมกัน ทุกวันนี้ชุมชนมอแกนเป็นฝ่ายตั้งรับ การที่เขาต้องการอะไรในปัจจุบันต้องวิเคราะห์ให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34809</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชน, จังหวัดพังงา, ชาวมอแกน, นางเตือนใจ ดีเทศน์, หมู่เกาะสุรินทร์, ไฟไหม้หมู่บ้านชาวมอแกน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190430/image_big_5cc81e4aa0aec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2019 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2019 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมสิทธิฯลงพื้นที่หมู่เกาะสุรินทร์ เร่งแก้ปัญหาชาวมอแกนนับร้อยไร้บัตรประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พบชาวมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์อีกนับร้อยยังไร้บัตรประชาชน กรรมการสิทธิฯ-จังหวัดพังงาจับมือเร่งแก้ไข หวั่นช่วงฤดูมรสุมหลังไฟไหม้ใหญ่ เงินทองสะสมถูกเผาหมด ระดมข้าวสารช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มี.ค.62 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคมที่ผ่านมา นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)และคณะประกอบด้วย นายจำนง จิตรนิรัตน์ กรรมการแก้ไขปัญหาชาวเล นายไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท นายวิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวเล ได้เดินทางลงพื้นที่ชุมชนมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เพื่อติดตามกรณีไฟไหม้หมู่บ้านมอแกนเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการสร้างบ้านหลังใหม่แต่ยังไม่แล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนลงพื้นที่นางเตือนใจได้เข้าหารือกับนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา โดยนายศิริพัฒ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งฟื้นฟูและเยียวยาชาวบ้านโดยเร่งสร้างบ้านหลังใหม่ซึ่งแข็งแรงมั่นคงกว่าบ้านหลังเดิม รวมทั้งดูแลเรื่องการศึกษาและสาธารณสุขโดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลทุกวัน ส่วนในเรื่องอาชีพก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะชาวมอแกนส่วนใหญ่ทำงานอยู่กับอุทยานฯอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเพิ่มพื้นที่ให้ขยายไปที่อื่นทำไม่ได้ เพราะหากร้องขอให้ขยายไปเรื่อยๆจะทำอย่างไร พื้นที่นี้เป็นเขตอุทยานฯ ตอนนี้กำลังเดินหน้าช่วยเหลือในเรื่องสัญชาติสำหรับคนที่ยังไม่มีบัตรประชาชน เรากำลังตรวจสอบเอกสารหลักฐานกันอยู่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณนี้ติดกับน่านน้ำพม่า ทำให้มีชาวมอแกนข้ามกันไปมา เราต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไร&amp;rdquo;นายศิริพัฒ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะของนางเตือนใจได้ลงพื้นที่ชุมชนมอแกนที่ไฟไหม้โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในเต็นท์ ขณะที่บางส่วนย้ายไปนอนใต้ถุนบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จซึ่งมีสาเหตุมาจากใบจากที่นำมาใช้มุงหลังคาขาดแคลนและกำลังสั่งซื้อจากนอกพื้นที่อย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุทธพจน์ คูประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ กล่าวว่าการสร้างบ้านใกล้เสร็จโดยไม่น่าจะเกินสิ้นเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามตอนนี้ข้าวของบริจาคที่ได้รับความช่วยเหลือในด้านอื่นๆมีมากเกินไปหรือไม่ เป็นเรื่องน่าพิจารณาเพราะมอแกนบางคนต้องใช้เต็นท์ 2 หลังในการเก็บข้าวของและทุกคนต่างก็มีอาชีพ ส่วนในช่วงฤดูมรสุมที่กำลังจะมาถึงก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะทุกคนต่างเตรียมอุปกรณ์หาปลาและสัตว์น้ำแบบง่ายๆ เช่น เบ็ด ฉมวงยิงปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ว่า จุดประสงค์ในการเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามดูสถานการณ์หลังจากเกิดไฟไหม้หมู่บ้านซึ่งพบว่าไม่มีอะไรน่าเป็นกังวลเนื่องจากทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันจนดำเนินการคืบหน้าไปได้มากโดยเฉพาะเรื่องการสร้างบ้าน และได้มีการแก้ไขแบบให้บ้านกว้างขวางขึ้นตามข้อเสนอของขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และอาจมีการต่อเติมในอนาคตตามความจำเป็นของแต่ละครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวว่าปัญหาหลักประการหนึ่งที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขคือเรื่องสถานะบุคคลเพราะมีชาวมอแกนประมาณ 80 คนยังไม่มีบัตรอะไรเลย นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มใหญ่ราวกว่า 100 คนที่เป็นบัตรเลขศูนย์ ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบประวัติ ถ้าเขาเกิดในประเทศไทยก็จำเป็นต้องหาหลักฐานและพยานมายืนยัน เช่น หมอตำแยที่ทำคลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับมอแกนบางกลุ่มเราจำเป็นต้องคุยกับระดับนโยบายในเรื่องของหลักการก่อน เพราะคนเหล่านี้เขาอยู่ตามเกาะต่างๆและเคลื่อนย้ายกันไปมาตามวิถีดั้งเดิม แต่เมื่อเกิดเส้นแบ่งแดนทีหลัง พวกเขาก็ยังเดินทางกันไปมาระหว่างเกาะเพื่อเยี่ยมเยียนกัน ทั้งจากเกาะที่อยู่ในประเทศไทยและเกาะที่อยู่ในพม่า ดังนั้นเราควรหารือกันว่าจะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนในระดับนโยบายและพื้นที่&amp;rdquo;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30660</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, จังหวัดพังงา, นางเตือนใจ ดีเทศน์, สถานะบุคคล, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์, แก้ปัญหาชาวเล, ไฟไหม้บ้านชาวมอแกน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190306/image_big_5c7f9e98c2d19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>UNHCRเสนอชื่อ&#039;เตือนใจ ดีเทศน์&#039;คนไทยคนแรกชิงรางวัล&#039;ผู้ลี้ภัยนันเซน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.61-สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561 สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำนครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส แถลงผลการพิจารณาการเสนอชื่อบุคคลที่มีผลงานโดดเด่น และเป็นที่ประจักษ์ในการรับรางวัล &amp;ldquo;Nansen Refugee Award&amp;rdquo; หรือรางวัลผู้ลี้ภัยนันเซน ซึ่งเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติให้แก่บุคคล หรือ องค์กรผู้อุทิศตนทำงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัย ไร้รัฐไร้สัญชาติ รวมถึงผู้พลัดถิ่นทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 โดยในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) นี้ นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะบุคคลผู้อุทิศชีวิตให้แก่การรณรงค์เพื่อพัฒนาสิทธิของบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 ของผู้เข้าชิงรางวัลโดยเป็นผู้แทนจากกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก และนับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับคัดเลือกสู่รอบสุดท้ายของรางวัลผู้ลี้ภัยนันเซน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเพีย พากิโอ ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า รางวัลนี้ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณความดีและคุณูปการของ &amp;ldquo;ฟริดทอฟ นันเซน (Fridtjof Nansen)&amp;rdquo; ผู้ปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมสัญชาตินอร์เวย์ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงใหญ่ด้านผู้ลี้ภัยคนแรกขององค์การสันติบาตชาติ (ซึ่งต่อมาคือ องค์การสหประชาชาติ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่บุคคลสัญชาติไทย คือ นางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้อุทิศตนทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และคนไทยพลัดถิ่นด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปี ได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับรางวัลผู้ลี้ภัยนันเซนนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติพิจารณาให้รางวัลแก่บุคคลที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการไร้รัฐไร้สัญชาติ อย่างไรก็ดี ปัญหาการไร้รัฐไร้สัญชาติถือเป็นปัญหาร่วมกันของคนทั้งโลก ซึ่งปัจจุบันมีประชากรโลกที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ ประมาณ 10 ล้านคน และ 1 ใน 3 ยังเป็นเด็กไร้รัฐ ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไร้รัฐในวันหน้า ทั้งนี้ การนำเสนอรางวัลดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยเห็นความสำคัญ และผลักดันการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง การประกาศชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล &amp;ldquo;Nansen Refugee Award&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประจำปีนี้ จะมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายน 2561 โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2561 จะมีพิธีมอบเหรียญรางวัลที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ทั้งนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์และสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงเพื่อแสดงความชื่นชมและยินดีให้แก่นางเตือนใจในวันที่ 12 กันยายน นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17291</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNHCR, กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นางเตือนใจ ดีเทศน์, รางวัล “Nansen Refugee Award”, รางวัลผู้ลี้ภัยนันเซน, ได้รับการเสนอชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180911/image_big_5b973b5593f82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2018 22:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผบ.สส.&#039;โต้&#039;สหรัฐ&#039;ข้อมูลเก่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บิ๊กทหารฮึ่ม โต้กลับข้อมูลกระทรวงต่างประเทศสหรัฐขุดหนังเก่ามาทำรายงาน ว่าประเทศไทยมีการจำกัดเสรีภาพพลเมือง ย้ำหมดยุคปรับทัศนคตินานแล้ว ล็อกคอจับตัวผู้เห็นต่างแค่ช่วงแรกๆ หลังรัฐประหาร กสม.จี้รัฐบาลตอบกลับเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่แค่รับทราบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา แถลงรายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ 200 ประเทศทั่วโลกประจำปี 2560 โดยรายงานส่วนของประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลปี 2559-2560 พบว่ายังมีการจำกัดเสรีภาพพลเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวเรื่องนี้ว่า ทาง กสม.ได้ทำรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนปี 2560 และรายงานการปฏิบัติงานประจำปี 2560 ได้พบกรณีที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันนี้ เช่น กรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงใช้กำลังเกินกว่าเหตุ การวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้นแล้วถูกเป็นประเด็นคำถามในระดับอาเซียนและระดับชาติ ซึ่งไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ อาทิ กรณีนายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนลาหู่ ทั้งๆ ที่ในที่เกิดเหตุเป็นด่านทหาร และมีกล้องวงจรปิด แต่กลับไม่เป็นที่เปิดเผยกล้องวงจรปิดนั้นว่าที่สุดสถานการณ์ในที่เกิดเหตุเป็นอย่างไร เช่นเดียวกันกับนายชัยภูมิ นอกจากนี้ ยังมีกรณีของนายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการพิจารณาไต่สวนมา 4 ปีแล้ว สอดคล้องกับรายงานของสหรัฐ ที่ระบุว่ามีการวิสามัญฆาตกรรมเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ทาง กสม.จะทำหนังสือถึงรัฐบาลหรือ คสช.เพื่อทักท้วงหรือเสนอแนะอย่างไรหรือไม่ นางเตือนใจกล่าวว่า โดยกฎหมาย กสม.จะต้องทำรายงานส่งให้กับคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเปิดเผยสู่สาธารณะ แต่ คสช.ไม่ใช่องค์กรที่ กสม.จะต้องรายงาน แต่เชื่อได้ว่า คสช.คงทราบข้อมูล อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.60 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงว่า เมื่อ กสม.ทำรายงานการตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสนอมาตรการทางนโยบายและกฎหมายให้คณะรัฐมนตรีแล้ว คณะรัฐมนตรีจะต้องแจ้งกลับมาที่ กสม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเตือนใจกล่าวว่า แต่ล่าสุดการประชุม 2-3 สัปดาห์ คณะรัฐมนตรีแจ้งกลับมา กสม.เพียงว่า รับทราบเท่านั้น ไม่มีการตอบในรายละเอียดว่าจากข้อเสนอดังกล่าวหน่วยงานได้นำไปปฏิบัติอย่างไร หน่วยงานปฏิบัติได้หรือไม่ได้ ดังนั้น ทาง กสม.จึงมีมติให้ทำหนังสือไปที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแจ้งว่าไม่ใช่แค่ตอบมาว่ารับทราบ แต่ต้องชี้แจงกลับมาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเตือนใจยังกล่าวถึงกรณีที่ในรายงานระบุว่า ยังมีการละเมิดสิทธิโดนการจับกุมผู้เห็นต่างทางการเมืองว่า เรื่องนี้มีการร้องเรียนเข้ามาที่ กสม.เช่นกัน ซึ่งเดิมอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการ กสม. เป็นผู้รับผิดชอบ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม. อนุกรรมการชุดนี้ก็หมดหน้าที่ไปโดยปริยาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีความชัดเจนเรื่องการจับกุมผู้เห็นต่างทางการเมืองที่เกิดขึ้นจนถึง 30 ก.ย.60 และเป็นการรายงานผลการปฏิบัติงานถึงสิ้นปี 60 เนื่องจากกรณีของไผ่ ดาวดิน เป็นกรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามาใน กสม. อย่างไรก็ตาม ครม.จะต้องนำรายงานของ กสม.ไปพิจารณาแล้วตอบกลับมาที่ กสม. ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย&amp;rdquo; นางเตือนใจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า โดยเฉพาะกรณีรายงานของสหรัฐอเมริกา มีการตำหนิรัฐบาล คสช.ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการเชิญตัว คนคิดต่างเข้าค่ายทหารว่า ปกติการเชิญตัวคนคิดต่างนั้น เราแค่เชิญไปพูดคุยทำความเข้าใจ ซึ่งไม่ได้ไปทำร้าย หรือใช้ความรุนแรงอะไร ที่สำคัญหากพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบัน จะพบว่า คสช.และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้เห็นต่างในการเชิญมาพูดคุยอย่างนุ่มนวล &amp;nbsp;เป็นการทำความเข้าใจเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การล็อกคอ จับตัวผู้เห็นต่างมา อาจจะเคยเกิดขึ้นในอดีตช่วงแรกๆ ที่ คสช.เข้ามาเท่านั้น ที่ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกิดความสงบ แต่ก็ไม่เคยไปทำร้ายใคร และตอนนี้ คสช.ก็ไม่ได้ทำแล้ว อีกทั้งมุมมองเรื่องสิทธิมนุษยชนยังขึ้นอยู่กับคำที่ใช้เรียก และช่วงเวลาที่ประเมิน ทั้งนี้ ที่มีการประเมินออกมาดังกล่าว น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะในปัจจุบัน คสช.ไม่ได้ไปลิดรอนสิทธิ์แบบนั้น เราใช้การเชิญมาพูดคุย ทำความเข้าใจ และในระยะหลังๆ นี้ จะเห็นได้ว่า คสช.ก็ไม่ได้กระทำการในลักษณะนั้น ไม่ค่อยมีการเชิญมาปรับทัศนคติแล้ว&amp;quot; พล.อ.ธารไชยยันต์ &amp;nbsp;กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเช่นกันว่า เป็นเรื่องขององค์กรแต่ละประเทศที่จะคิดอย่างไร เราห้ามไม่ได้ แต่รัฐบาลยืนยันว่าสิ่งที่เราทำในปัจจุบันนี้ทำตามข้อกฎหมาย กรณีที่ระบุว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพ เช่นการเคลื่อนไหวหรืออะไรก็ตาม คงต้องไปดูในรายละเอียดว่าบุคคลที่เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตามกฎหมายนั้น เป็นผู้ที่กระทำผิดตามกฎหมาย ต้องแยกแยะออกจากกันระหว่างสิทธิเสรีภาพกับการทำผิดกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าใครจะทำอะไรก็ได้ที่เป็นสิทธิและเสรีภาพ แต่ต้องคำนึงด้วยว่าสิ่งที่ทำแล้วบอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพขัดหลักกฎหมายหรือไม่ เพราะถ้าขัดกับหลักกฎหมายก็ทำไม่ได้ แล้วไม่ใช่ว่ากฎกติกานี้จะใช้ที่ประเทศไทยประเทศเดียว แต่ใช้ทุกประเทศในโลก รัฐบาลยืนยันว่าสิ่งที่ดำเนินการไปเป็นการดำเนินการตามข้อกฎหมาย รัฐบาลและ คสช.ไม่เคยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการดำเนินคดีกับใคร ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วนำเข้าสู่กฎหมายปกติเป็นผู้พิจารณาว่าถูกหรือผิด ถ้าผิดต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่ผิดคือไม่ผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่ถูกระบุว่ามีการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์ พล.ท.สรรเสริญย้อนถามว่า มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์ตรงไหนหรือ ทั้งหมดเป็นข้อกฎหมายทั้งนั้น คนที่ถูกดำเนินคดีคือคนที่ปล่อยข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าไปในโลกโซเชียลฯ เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นคนนั้นคนนี้ อยู่ในหลักการกฎหมายเช่นกัน หากเกิดข้อมูลอันเป็นเท็จแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินคดีจะไม่เกิดความสับสนวุ่นวายในบ้านเมืองอย่างนั้นหรือ &amp;nbsp;อะไรจริง อะไรใส่ร้ายป้ายสี ใส่ความเท็จกันไปเรื่อย เป็นการปล่อยข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่คอมพิวเตอร์ บ้านเรามีการออก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กันมาแล้ว ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองลองย้อนกลับไปดูว่าแต่ละคนเป็นคนหน้าเดิมและมีนัยอยู่ด้วยทั้งสิ้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7625</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, การจำกัดเสรีภาพพลเมือง, การล็อกคอ, การวิสามัญฆาตกรรม, คสช., นางเตือนใจ ดีเทศน์, บิ๊กทหารฮึ่ม, รัฐประหาร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมดยุคปรับทัศนคติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc997ca3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
