<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117011</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ศาลฎีกาชี้กระบวนการยุติธรรมทุกหน่วยงานต้องทำให้คนชั่วได้รับผลจากการทุจริตโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.64 -ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา บรรยายพิเศษเรื่อง บทบาทของกระบวนการยุติธรรมกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศไทย&amp;nbsp; ในเวทีสัมมนาสาธารณะ เรื่อง กลยุทธ์การยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดยนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปรับปรามการทุจริตรระดับสูง(นยปส.) รุ่นที่ 12 ตอนหนึ่ง ว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เราคาดหมายกันว่าการทุจริตในประเทศไทยน่าจะลดลงบ้าง เพราะมีการป้องกันและปราบปราม ส่งดำเนินคดี และศาลพิพากษาไปแล้วจำนวนมาก แต่จากปริมาณคดีที่อยู่ในศาล ป.ป.ช. ป.ป.ท. เราอาจต้องยอมรับความจริงว่าเราอาจจะยังไปไม่ถึงเป้าประสงค์นั้นในเร็ววันนี้ แต่ตนเชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว ไม่ผิดหรอกที่คนจะกระทำผิดมากขึ้นในสภาพสังคมที่ต้องต่อสู้กับการปากกัดตีนถีบอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เพราะไม่มีใครอยากจะอยู่ในพื้น หรือฐานของคนอื่น แต่อยากจะอยู่ระดับที่สูงกว่าและมีอำนาจเหนือกว่าทั้งสิ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเมทินี กล่าวว่า ตนเคยคุยกับผู้ต้องขังหลายรายที่กระทำผิดไป ทั้งที่เขารู้ว่าการกระทำของเขาถ้าถูกจับกุมดำเนินคดีอาจถูกจำคุกหรือหนักกว่านั้น แต่คนกลุ่มนี้ยังเลือกกระทำทุจริตประพฤติมิชอบ เมื่อสอบถามได้รับคำตอบว่าขณะที่เขาทำไม่คิดว่าจะโดนจับ หรือพูดง่ายๆ ขณะตัดสินใจกระทำผิดเขาคิดว่ามีโอกาสรอด จากการที่เห็นหลายๆ คน หลายๆ กลุ่มที่ก็ยังสามารถรอด ลอยหน้าในสังคมได้ เป็นสิ่งกระบวนการยุติธรรมต้องกลับมามองตัวเองว่าในฐานะที่เราเป็นปลายทางของการแก้ไขปัญหาการกระทำความผิด เมื่อคนคิดว่าเขาทำความผิดแล้วจะรอด สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหาแล้ว กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำให้เขาเชื่อมั่นหรือทำให้เขาเกรงกลัวว่าเมื่อไหร่ที่เขาขยับไปทำความผิดเขาจะต้องถูกจับกุมไปดำเนินคดี เมื่อคนคิดว่าเขาคุ้มค่าที่จะเสี่ยง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเมทินี กล่าวว่า นอกจากนี้ การกระทำการทุจริตยังเป็นเรื่องการก่ออาชญากรรมที่มีความร้ายแรงแต่ไม่เห็นสภาพของความรุนแรงเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ไม่เห็นคนที่เลือดตกยางออก ไม่เห็นการบาดเจ็บ ไม่เห็นสายตาของการถูกทำร้ายเหมือนความผิดฆ่าคนตาย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วคนก็รู้สึกว่าทำได้ง่าย ไม่ต้องกระทบกระเทือนความรู้สึก คนกระทำความผิดทุจริตไม่ได้เห็นผลที่เกิดขึ้นด้วยตาตนเอง และเขาจะคิดว่าเป็นประโยชน์กับตัวเขาเองเลยกล้าที่จะทำ ความผิดในลักษณะนี้จับก็ยาก เพราะเป็นการสมประโยชน์กัน คนให้ก็ยินดีให้ เพราะสิ่งที่ให้ไปคุ้มค่าที่จะเสีย คนรับก็คิดว่าเป็นโอกาสของตัวเองที่จะรับ ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมจะยอมรับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เราเคยได้ยินกันว่า คนทำชั่วจะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นเรื่องที่ดี จนกว่าความชั่วนั้นจะให้ผล กระบวนการยุติธรรมจึงต้องสงเคราะห์ให้เขาได้เห็นผลเร็วๆ ดิฉันคิดว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน ป.ป.ช. ป.ป.ท. อัยการ ศาล รวมไปถึงหน่วยงานที่รองรับคนผิดอย่างกรมราชทัณฑ์นั้น จะต้องปรับบทบาทของตนเองในการทำหน้าที่ โดยเน้นให้เห็นความสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ความถูกต้อง เป็นธรรม แม่นยำ รวดเร็ว และโปร่งใส่ ตรวจสอบได้&amp;rdquo;นางเมทินี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเมทินี กล่าวอีกว่า เรื่องความรวดเร็วถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม แม้ศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทุกส่วนจะพยายามกำหนดมาตรฐานระยะเวลาเพื่อให้มีการพิจารณาคดีที่มีความผิดทางอาญาให้เสร็จในเวลารวดเร็ว แต่ด้วยปริมาณ หรือเหตุจำเป็น รวมไปถึงสถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้ ก็ทำให้กระบวนในการพิจารณา พิพากษาคดีอาจมีความล่าช้าไปบ้าง แต่เราจำเป็นต้องเน้นย้ำให้ความสำคัญกับคดีทุจริตเป็นเรื่องแรกๆ เรื่องต้นๆ เพราะการกระทำผิดที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน สมมุติว่า 4-5ปีที่จะลงโทษได้จนกระทั่งถึงในชั้นคำพิพากษาถึงที่สุด ทำให้คนไม่เกรงกลัวแล้ว เพราะลืมเรื่องราวนั้นไปแล้ว ในขณะที่เกิดเรื่องใหม่ๆ เป็นเรื่องอยู่บนหน้าสื่อทุกฉบับ ทุกช่อง เป็นเรื่องที่ดูร้ายแรง แต่กว่าจะที่จะผ่านเข้าสู่กระบวนการศาลพิพากษาลงโทษ ใช้เวลานานจนคนลืมเรื่องราว ลืมความร้ายแรงและรุนแรง คนจึงขาดความยับยั้งชั่งใจที่จะเกรงกลัวความผิดที่จะได้รับ ดังนั้น ความรวดเร็ว ฉับพลันในสถานการณ์หรือในคดีบางประเภทมีความจำเป็น และจะส่งผลทำให้แก้ไขปัญหาที่จะเกิดการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนั้นได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
นางเมทินี กล่าวว่า เรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้ แน่นอนว่าเราทำหน้าที่ในการค้นหาความจริงว่ามีการกระทำความผิดจริง คนที่ถูกกล่าวหาหรือจำเลยคนนั้นเป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้น คนที่จะเป็นคนทำหน้าที่ค้นหาความจริง พิสูจน์ความผิด จะต้องไม่ทุจริตเสียเอง นอกจากนี้ ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ด้วยว่าเราจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม อีกส่วนที่สำคัญคือ การคัดเลือกคนเข้ามาทำงานในองค์กรตั้งแต่ต้นทางเป็นเรื่องความสำคัญ ไม่ใช่เพียงความรู้ความสามารถ แต่ต้องมีทัศนคติที่ดี ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาได้ และตลอดระยะเวลาของการทำงานซึ่งจะจะยาวนานสำหรับข้าราชการในแต่ละส่วนงาน ต้องมีการตรวจสอบการทำงานสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพื่อการจับผิด แต่เพื่อดูคนของเราที่จะไปทำสิ่งที่มีความสำคัญ เราจะไปตรวจสอบคนอื่น ตัวเราเองต้องสุจริตเสียก่อน และต้องทำให้เห็นว่าเราสุจริตจริง เชื่อว่าทุกองค์กรมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกัน เราไม่มีทางทำให้ทุกคนเป็นคนดี และไม่ต้องอายที่มีคนไม่ดีอยู่ในองค์กร แต่เราจะอายถ้าปล่อยให้คนไม่ดีอยู่ในองค์กรของเรามากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117011</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทุจริตคอร์รัปชัน, คณะกรรมการ ป.ป.ช., นยปส., นางเมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_614420db83640.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุกไม่ได้มีไว้ขังเฉพาะคนจน! ปธ.ศาลฎีกาถ่ายทอดผ่านผู้กำกับดูแลผู้ต้องหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค. 64 - นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกากล่าวถึงการดำเนินงานของศาลยุติธรรมที่มีการนำวิธีการกำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราว&amp;nbsp; มาใช้แทนการเรียกหลักประกันตั้งเเต่ช่วงปี 2561 ว่า การปล่อยชั่วคราวหรือการประกันตัวเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งต้องถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ กฎหมายบัญญัติให้ศาลพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยต้องอนุญาตให้ประกันตัวเป็นหลัก การไม่อนุญาตให้ประกันตัวเป็นข้อยกเว้นซึ่งต้องมีเหตุที่จะไม่อนุญาตตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลยุติธรรมที่ผ่านมา แม้จะปรากฏว่ามีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวกว่าร้อยละ 90 ของคำร้องที่ยื่นขอ แต่การอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวดังกล่าวมักเรียกเงินสด ทรัพย์สิน หรือบุคคลเป็นหลักประกัน เพื่อเหนี่ยวรั้งมิให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนี ส่งผลให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอต้องถูกจองจำในระหว่างการพิจารณาคดี แม้ว่าศาลจะกำหนดมาตรฐานระยะเวลาในการพิจารณาคดีที่จำเลยถูกคุมขังให้แล้วเสร็จไปโดยเร็ว แต่การถูกคุมขังเพียงเพราะไม่มีทรัพย์สินมาประกันตัวนั้นย่อมก่อให้เกิดเหลื่อมล้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลยุติธรรมจึงนำเครื่องมือ และวิธีการต่าง ๆ มาใช้ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแทนการเรียกหลักประกันเพื่อขยายโอกาสในการปล่อยชั่วคราวให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) การทำสัญญาประกันโดยไม่เรียกหลักประกัน และการวางเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยปฏิบัติตามในระหว่างการปล่อยชั่วคราวโดยตั้งผู้กำกับดูแลให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการตั้งผู้กำกับดูแลนี้เป็นมาตรการสำคัญที่ทำให้ภาคสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมในการดูแลความปลอดภัยของสังคมร่วมกัน นับตั้งแต่ศาลตั้งผู้กำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 พบว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่อยู่ในกำกับดูแลหลบหนีน้อยกว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยที่วางหลักประกันต่อศาลในการปล่อยชั่วคราว อีกทั้งผู้ต้องหาหรือจำเลยหลายคนสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้จากการกำกับดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยพิพัฒน์ กระแสเทพ ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเเห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้กำกับดูแลคนแรกของประเทศไทยในคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่น เมื่อปี พ.ศ. 2561 เล่าให้ฟังว่า &amp;ldquo;ผมไปร่วมประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านของอำเภอบ้านด่านที่มีการจัดประชุมทุกเดือน นายอำเภอแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการประกันตัวโดยการแต่งตั้งผู้กำกับดูแลให้ทราบ ต่อมาผมได้รับการแต่งตั้งจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นผู้กำกับดูแลในคดีหนึ่ง ซึ่งผมทราบว่าเป็นคดีเรื่องแรกที่มีการตั้งผู้กำกับดูแล ผมมีหน้าที่รับรายงานตัวผู้ต้องหาตามคำสั่งของศาล&amp;nbsp; คอยตักเตือน และดูแลไม่ให้ไปกระทำผิดอีกในระหว่างที่อยู่ในการควบคุมดูแล และผมให้ผู้ต้องหาช่วยเหลืองานสาธารณะประโยชน์ในหมู่บ้านเป็นประจำ ตอนแรกที่ได้รับแต่งตั้งผมรู้สึกกังวลใจว่าถ้าให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ประกันลูกบ้าน หากระหว่างประกันแล้วลูกบ้านหนีไป ผู้ใหญ่บ้านจะต้องรับผิดชอบอย่างไรและศาลจะลงโทษผู้ใหญ่บ้านด้วยหรือไม่ แต่เมื่อได้มาทำงานจริง ๆ รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ต้องหาที่ไม่มีหลักประกัน ช่วยไม่ให้ต้องไปอยู่ในเรือนจำ ผมคิดว่ากฎหมายเกี่ยวกับการตั้งผู้กำกับดูแลเป็นกฎหมายที่ดี เพราะช่วยเหลือผู้ต้องหาที่ไม่มีหลักประกันและให้ผู้ใหญ่บ้านมาดูแลโดยการรับรายงานตัวและคอยตักเตือนสอดส่องดูแล เป็นการแบ่งเบาภาระจากศาลไปสู่ผู้นำชุมชน คดีที่ผมกำกับดูแลเป็นคดีแรก ปรากฏว่าผู้ต้องหากลับตัวเป็นคนดีได้อีกครั้ง และมาขอบคุณผมที่ช่วยเหลือไม่ให้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ผมจึงภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้&amp;nbsp; คดีของลูกบ้านคนนี้เสร็จสิ้นนานแล้ว ปัจจุบันท่านยังบวชเป็นพระอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย สวัสดิ์วนาทร กำนันตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับการแต่งตั้งจากศาลจังหวัดกาญจนบุรีให้เป็นผู้กำกับดูแล กำนันฉัตรชัยเล่าให้ฟังว่า &amp;ldquo;ผมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้กำกับดูแลมาแล้ว 4 คดี โดยเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีโทรศัพท์ติดต่อมาและแจ้งให้ผมทราบว่ามีลูกบ้านของผมถูกตำรวจจับ เจ้าหน้าที่ศาลถามผมว่า ผมรู้จักลูกบ้านคนนี้และทราบความประพฤติของลูกบ้านคนนี้หรือไม่ ผมก็เล่าความประพฤติของลูกบ้านให้ฟัง เจ้าหน้าที่ศาลถามว่าหากศาลอนุญาตให้ประกันตัวและแต่งตั้งผมให้เป็นผู้กำกับดูแลผมจะรับทำหน้าที่หรือไม่ ผมเลยตอบยินดี หลังจากได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้กำกับดูแลแล้ว ลูกบ้านจะมารายงานตัวกับผมตามกำหนดนัดที่ศาลสั่ง แต่บางครั้งลูกบ้านลืม ผมก็โทรไปตามให้มารายงานตัว บางทีผมให้สารวัตรกำนันหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไปตามมารายงานตัว ผมรู้สึกดีที่ได้ทำหน้าที่ของผู้นำชุมชนที่ต้องคอยดูแลความสงบเรียบร้อยของลูกบ้านอยู่แล้ว&amp;nbsp; และยังได้ช่วยเหลือศาลคอยดูแลคนที่ได้ประกันตัวออกมาด้วย ผู้ต้องหาบางทีก็อยู่ไกลหูไกลตาศาล กำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ในพื้นที่อยู่แล้วจึงช่วยดูแลได้ ผมรู้สึกว่าการมีผู้กำกับดูแลแบบนี้ดี ดีกว่าการให้ผู้ต้องหาไปเช่าหลักทรัพย์หรือไปกู้หนี้ยืมสินเสียเงินทองไปประกันตัว แต่ให้มาอยู่ในความดูแลของกำนันผู้ใหญ่บ้านจะได้ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนด้วย แต่ถ้าผู้ต้องหาที่มีความประพฤติไม่ดี ทำผิดข้อหาร้ายแรงหรือทำผิดซ้ำซาก กำนันผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ค่อยรับกำกับดูแล เพราะอาจทำให้ชุมชนเดือดร้อนและศาลก็ไม่ควรปล่อยคนเหล่านี้ออกมา ผมเคยเจอผู้ต้องหาที่รับเป็นผู้กำกับดูแล ไม่มีรถไม่มีเงินที่จะเดินทางไปศาลในวันที่ศาลนัด ผมก็อาสาขับรถพาไปศาล แม้ไม่ใช่หน้าที่ตามศาลสั่ง แต่ผมรับเป็นผู้กำกับดูแลแล้วก็อยากทำให้ดีที่สุด ปัจจุบันยังมีลูกบ้านอยู่ในการกำกับดูแลของผมเพราะให้การปฏิเสธต่อสู้คดีในศาล ระหว่างนี้ผมก็ช่วยดูแล คอยเตือนไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็เห็นตั้งใจทำมาหากินดี เพราะผมบอกว่าถ้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ผมจะไม่รับเป็นผู้กำกับดูแลให้ต่อ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชาติ ชูชื่น ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลระโนด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ผู้กำกับดูแลของศาลจังหวัดสงขลา เล่าให้ฟังว่า &amp;ldquo;ผมติดตามและทราบข่าวจากโทรทัศน์ในคดีดังคดีหนึ่งว่าศาลให้ประกันตัวและตั้งผู้กำกับดูแล แต่ก็ยังไม่เข้าใจคืออะไร ใครจะเป็นผู้กำกับดูแลได้บ้าง ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดสงขลามาให้ความรู้พร้อมคู่มือการปฏิบัติหน้าที่ผู้กำกับดูแล และส่งวีดีโอเรื่องผู้กำกับดูแลมาให้ดู ทำให้ผมเข้าใจ ในวันที่เจ้าหน้าที่ศาลโทรศัพท์มาสอบถามผมว่าประสงค์จะเป็นผู้กำกับดูแลโดยให้มีหน้าที่รับรายงานตัวผู้ต้องหาหรือไม่ ผมรู้สึกดีใจและยินดีจึงตอบรับ เพราะผมรู้จักผู้ต้องหาที่เป็นลูกบ้านเป็นอย่างดีและทราบข่าวแล้วว่าเขาถูกตำรวจจับตัวไป เขาเป็นคนยากจน พ่อแม่เช่าที่นาคนอื่นทำกิน ทำงานหาเช้ากินค่ำ ประกอบกับหมู่บ้านของผมห่างจากศาลจังหวัดสงขลาเกือบ 100 กิโลเมตร การเดินทางไม่สะดวกและผู้ต้องหาไม่มีรถ ผู้ต้องหาและพ่อแม่ดีใจที่ศาลให้ประกันโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว เพราะหากศาลให้ใช้หลักทรัพย์คงต้องติดคุก ผมรับรายงานตัวผู้ต้องหาตามคำสั่งศาลโดยติดต่อให้มารายงานตามวันที่ศาลกำหนด ผมกับผู้ต้องหานัดหมายกันในเวลาที่ว่างตรงกัน บ้านของผมกับผู้ต้องหาห่างกันไม่มากนัก และผมพยายามสอดส่องพฤติกรรมของเขาอยู่ตลอดเวลา ถือได้ว่าเป็นการป้องปรามอีกทางหนึ่ง ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่คนในหมู่บ้าน และอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านในการติดต่อหรือรับบริการกับส่วนราชการ รู้สึกดีใจที่ศาลให้โอกาสในการเป็นผู้กำกับดูแลและคนที่ศาลตั้งให้ผมกำกับดูแลเป็นลูกบ้านของผมเอง ซึ่งหน้าที่ในการดูแลลูกบ้านเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ใหญ่บ้านอยู่แล้ว แล้วยังได้ทำงานร่วมกับทางศาลอีก การปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลเป็นงานไม่ยุ่งยากถือว่าเป็นการช่วยราชการ ซึ่งการรับรายงานตัวแทนศาลถือว่าเป็นเกียรติแก่ผมมาก โดยเฉพาะได้ช่วยงานของศาลจังหวัดสงขลาแล้ว ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ผมยังได้รับความรู้เพิ่มขึ้นจะได้นำความรู้และประสบการณ์ไปสอนลูกบ้านต่อไป ก่อนหน้านี้ผมทราบว่าหากใครถูกจับดำเนินคดีต้องเอาเงินหรือหลักทรัพย์หรือตำแหน่งไปประกันตัว ถ้าไม่มีก็ต้องติดคุก ซึ่งคนต่างจังหวัด โดยเฉพาะคนในพื้นที่อำเภอระโนดบ้านผม ส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำและในสถานการณ์โรคโควิดระบาด การทำมาหากินก็ยาก เศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนลำบาก หากต้องให้หาเงินมาประกันตัวคงทำไม่ได้ ตั้งแต่ได้รับข้อมูลจากทางศาลว่ามีการปล่อยแบบไม่ต้องมีประกัน ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือการประกันตัวโดยแต่งตั้งผู้กำกับดูแล ทำให้ญาติพี่น้องของผมซึ่งเป็นชาวไร่ชาวนาได้เข้าถึงสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวมากขึ้น &amp;ldquo;คุกจะไม่มีไว้ขังเฉพาะคนจนอีกต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิรันดร์ พงษ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี ผู้กำกับดูแลในคดีชาวบ้านบางกลอยถูกกล่าวหาในความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ได้เล่าให้ฟังว่า &amp;ldquo;เมื่อผมได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้กำกับดูแลผู้ต้องหาในคดีนี้ ผมรู้สึกดี เพราะชาวบ้านไม่ต้องไปรายงานตัวที่ศาล ต้องขอบคุณศาลที่เข้าใจชาวบ้านว่าเวลาเดินทางมาศาลแต่ละครั้งยากลำบากมาก เนื่องจากที่พักผมห่างจากที่พักของชาวบ้านทั้ง 28 คน ผมจึงเดินทางไปยังที่พักของชาวบ้านแทนเพื่อรับรายงานตัวทุกครั้ง หลังจากรับรายงานตัวแล้วผมจะส่งภาพถ่ายทั้ง 28 คนให้เจ้าหน้าที่ศาลทางไลน์ ผมรู้สึกดีใจมากเพราะไม่นึกว่าศาลจะกรุณาชาวบ้านและไว้วางใจผมให้ดูแลแทน ผมจึงคอยดูแลชาวบ้านตลอด ไม่ให้พวกเขาไปไหนและไม่ให้ไปทำอะไรที่ผิดกฎหมายซ้ำ ผมรู้สึกว่าศาลมีความเข้าใจและเห็นใจชาวบ้านมากจึงได้แต่งตั้งผู้นำในชุมชนเพื่อเป็นผู้กำกับดูแลชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยเห็นการแต่งตั้งผู้นำชุมชนรับและคอยดูแลผู้ต้องหาแบบนี้มาก่อน ผมพร้อมที่จะทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่ศาลอย่างดีและมีความรู้สึกดีที่ศาลมีความกรุณาชาวบ้านที่กระทำความผิดโดยเจตนาหรือไม่ได้เจตนาก็ตาม ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่บ้านเมืองเรามีความยุติธรรม มีความเข้าใจและเห็นใจชาวบ้าน และชาวบ้านยังมีที่พึ่งเป็นบ้านสุดท้ายให้แก่พวกเขา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยณรงค์ สีสาร ผู้ใหญ่บ้านโนนแต้ ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมือง มหาสารคาม เล่าให้ฟังว่า &amp;quot;ผมทราบเรื่องผู้กำกับดูแลจากที่ประชุมในวันประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือน ศาลจังหวัดมหาสารคามมาแนะนำและให้ความรู้ที่หอประชุมอำเภอเมืองมหาสารคาม ผมได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้กำกับดูแล ศาลสั่งให้ผู้ต้องหามารายงานตัวที่บ้านผม ผู้ต้องหาจะถือเอกสารมาหาผมและมารายงานตัวที่ผม ผมจะถ่ายรูปการรายงานตัวไว้และส่งให้ศาลจังหวัดมหาสารคามทราบ ผมภูมิใจที่ได้รับหน้าที่ดูแลผู้ต้องหา เวลาเขาไปไหนเขาจะมาบอก ผมติดตามดูความประพฤติของเขาตลอด เป็นผลดีมากเลย ตอนนี้คดีเขาเสร็จแล้ว ตัดสินแล้ว ให้ไปรายงานตัวที่คุมประพฤติ บ้านผมกับผู้ต้องหาอยู่ใกล้กัน ห่างกันเพียงบ้านสามหลังประมาณยี่สิบเมตร ผมว่าโครงการตั้งผู้กำกับดูแลเป็นโครงการที่ดีมาก ผู้ต้องหาเขาได้อยู่บ้าน ได้ทำมาหากิน ไม่ต้องถูกขัง เขามีอาชีพค้าขาย ขายของตามตลาดนัด ทำนาด้วย เขามีนาหกไร่ ผมอยากเชิญชวนเพื่อนผู้ใหญ่บ้านให้เข้าร่วมโครงการนี้ครับ ดีมากเลยครับที่ผมที่รับมอบหมายผม ผมภูมิใจมากเลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทุกศาลทั่วประเทศมีผู้กำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวที่ขึ้นทะเบียนกับศาลไว้แล้ว และสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้จำเลยหรือผู้ต้องหามีโอกาสได้รับการปล่อยชั่วคราวได้มากขึ้น สะดวกขึ้น โดยไม่จำต้องมีหลักทรัพย์แล้ว ผู้กำกับดูแลดังกล่าวยังมีบทบาทในการให้คำแนะนำแก่จำเลยหรือผู้ต้องหาในการประกอบสัมมาชีพสุจริต กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางบุศรา เกิดวิชัย พฤกษมาศ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ผู้กำกับดูแลที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งทุกคนมีความยินดี กระตือรือร้นและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดี สามารถทำหน้าที่สอดส่องดูแลและรับรายงานตัวได้ตรงตามเวลาที่ศาลกำหนดและรายงานยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ให้ศาลทราบทางระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบ real time ทุกครั้ง ทั้งมีข้อมูลรายงานจากผู้กำกับดูแลเพื่อทำหน้าที่รับรายงานตัว สอดส่องดูแล และผู้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาว่า ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้กำกับดูแลสามารถเข้าไปดูแล ให้คำแนะนำได้อย่างใกล้ชิด จากสถิติของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังไม่ปรากฎว่ามีผู้ถูกปล่อยชั่วคราวในคดีที่ศาลตั้งผู้กำกับดูหลบหนีหรือไปก่อภัยอันตรายหรือความเสียหายในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ทำให้ผู้พิพากษามีความมั่นใจในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยนำเงื่อนไขในการตั้งผู้กำกับดูแลมาใช้เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนที่ไม่สมควรต้องถูกขังได้รับโอกาสในการปล่อยชั่วคราว ปัจจุบันศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีผู้แสดงความประสงค์เป็นผู้กำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวมากกว่า 1,500 คน ท่านก็อาจเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวโดยคำสั่งศาลได้ เพื่อช่วยกันลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นและรักษาความสงบสุขของสังคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111942</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกไม่ได้มีไว้ขังเฉพาะคนจน, นางเมทินี ชโลธร, ปธ.ศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_61079adbd0c9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้ง18ตุลาการ ‘พศวัจณ์’ผงาด ปธ.ศาลอุทธรณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ต.ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้ายตุลาการชั้นผู้ใหญ่ 18 &amp;nbsp;ตำแหน่ง &amp;quot;พศวัจณ์&amp;quot; นั่งประมุขศาลอุทธรณ์ &amp;ldquo;นุจรินทร์&amp;rdquo; รอง ปธ.ศาลฎีกาอันดับหนึ่ง &amp;ldquo;เทพ&amp;rdquo; ประธานแผนกคดีอาญานักการเมือง ส่วน &amp;quot;โชติวัฒน์&amp;rdquo; &amp;nbsp;คุมคดีแรงงานศาลฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมใหญ่ศาลฎีกา สนามหลวง นางเมทินี ชโลธร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ครั้งที่ 18/2564 โดยมีวาระที่น่าสนใจ ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบบัญชีโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ (บัญชี 2) จำนวน 18 คน ดังนี้ ชั้น 4 สับเปลี่ยนตำแหน่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.นายพศวัจณ์ กนกนาก รองประธานศาลฎีกา เป็นประธานศาลอุทธรณ์ 2.นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เป็นรองประธานศาลฎีกา 3.นายวรงค์พร จิระภาค ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา เป็นรองประธานศาลฎีกา 4.นายลาชิต ไชยอนงค์ ประธานเเผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เป็นรองประธานศาลฎีกา 5.นายอธิคม อินทุภูติ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นรองประธานศาลฎีกา 6.นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นรองประธานศาลฎีกา 7.นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นรองประธานศาลฎีกา 8.นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา 9.นายวิชิต ลีธรรมชโย หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา 10.นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นประธานแผนกคดีพาณิชย์เเละเศรษฐกิจในศาลฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.นายชัยเจริญ ดุษฎีพร หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานแผนกคดีสิ่งเเวดล้อมในศาลฎีกา 12.นายเทพ อิงคสิทธิ์ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา 13.นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา 14.นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา 15.นายประทีป อ่าววิจิตรกุล หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา 16.นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา 17.นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาในศาลฎีกา 18.นายอุดม วัตตธรรม หัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา ทุกตำแหน่งให้มีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป โดยจะมีการประชุม ก.ต.ครั้งต่อไปวันที่ 2 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อระดับบริหารของศาลที่น่าสนใจในครั้งนี้ อาทิ นายพศวัจณ์ ว่าที่ประธานศาลอุทธรณ์ ถือเป็นตำแหน่งอาวุโสรองจากประธานศาลฎีกา, นางนุจรินทร์ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในตำเเหน่งใดๆ ของศาลยุติธรรม หากได้ลงสมัครจะได้รับการรับเลือกจากตุลาการทุกครั้ง, นายอธิคม ขึ้นชื่อเรื่องเป็นคนซื่อตรงเที่ยงธรรม ล่าสุดได้รับความไว้วางใจนั่งเป็นประธานสอบข้อเท็จจริงคดีสินบนโตโยต้า, &amp;nbsp;นายโชติวัฒน์ มีคิวตามอาวุโสที่จะถูกเสนอชื่อขึ้นนั่งประธานศาลฎีกาต่อจาก น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนต่อไป หาก ก.ต.มีมติเห็นชอบ, นายชูชัย เมื่อครั้งเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญามีบุคลิกเป็นคนมีเมตตา เรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตอง อย่างในการบริหารงานคดีการเมืองได้ใช้ความยืดหยุ่นในการเเก้ปัญหา โดยใช้หลักรัฐศาสตร์ควบคู่กับนิติศาสตร์ อ่อนนอกเเข็งใน อย่างตอนเป็นประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 5 ก็เป็นศาลที่มีการปล่อยประกันแกนนำม็อบคนสำคัญในช่วงแรกๆ นอกจากนี้ยังเป็นคิวอาวุโสรองจากนายโชติวัฒน์ ที่จะได้นั่งประธานศาลอุทธรณ์คนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111451</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางเมทินี ชโลธร, นายชัยเจริญ ดุษฎีพร, นายพศวัจณ์ กนกนาก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้ายตุลาการชั้นผู้ใหญ่ 18  ตำแหน่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210101/image_big_5fee85862902b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ปิยกุล บุญเพิ่ม’ จ่อปธ.ศาลฎีกา กต.เคาะ19ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลยุติธรรมเสนอชื่อ &amp;ldquo;ปิยกุล บุญเพิ่ม&amp;rdquo; ปธ.ศาลอุทธรณ์ นั่งประธานศาลฎีกาคนที่ 47 ก.ต.นัดเคาะ 19 ก.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม เว็บไซต์สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เปิดเผยบัญชีรายชื่อที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษา วาระ 1 ต.ค.2564 (บัญชี 1) โดยมีการเสนอ น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลอุทธรณ์ ขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา คนที่ 47 โดยหากที่ประชุม ก.ต.ที่จะมีการประชุมกันวันที่ 19 ก.ค.นี้ มีมติเห็นชอบ จะถือว่าเป็นประธานศาลฎีกาหญิงคนที่สองของประเทศไทย ต่อจาก นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ น.ส.ปิยกุลนั้นเกิดวันที่ 28 ต.ค.2499 จบการศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปริญญาโทนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประวัติการทำงาน ปี 2521 นิติกร ปี 2525 ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปี 2526 ผู้พิพากษาประจำกระทรวง ปี 2527 ผู้พิพากษา จ.ร้อยเอ็ด ปี 2530 ผู้พิพากษาจังหวัดขอนแก่น ปี 2534 ผู้พิพากษาจังหวัดจันทบุรี ปีเดียวกันผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกระทรวง ปี 2536-2538 ผู้พิพากษาจังหวัดน่าน, ลำพูน และนครสวรรรค์ ปี 2540 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ปี 2542 ผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ปีเดียวกันผู้พิพากษาศาลอุธรณ์ ปี 2549 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ปี 2551 ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปี 2553 รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปี 2554 ผู้พิพากษาศาลฎีกา ปี 2558 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ปี 2560 ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1
ปี 2562 ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ก่อนขึ้นดำรงตำเเหน่งประธานศาลอุทธรณ์ในปัจจุบัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109609</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นางเมทินี ชโลธร, ปิยกุล, สำนักงานศาลยุติธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed9c13e9e90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 15:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ศาลเผยมียอดผู้ต้องโทษทำงานแทนค่าปรับเพิ่มหมื่นกว่าราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.63-นางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ตามดำรินายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและลดการคุมขังที่ไม่จำเป็น&amp;rdquo; กล่าวว่า ในปี 2563 สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง ทำให้ชาวบ้านตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะอาจต้องถูกคุมขังตามกฎหมาย เพราะไม่มีเงินเสียค่าปรับ เป็นตัวเร่งให้ศาลยุติธรรมดำเนินการเชิงรุกตามโครงการศาลยุติธรรมห่วงใย ฝ่าภัยโควิด เป็นมาตรการให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับถูกหยิบยกมาใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการคุมขังคนแทนค่าปรับเพียงเพราะความยากจน ไม่มีเงินเสียค่าปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเมทินี กล่าวว่า หลักเกณฑ์สำคัญในการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับคือ ผู้ต้องโทษปรับไม่มีเงินชำระค่าปรับและสมัครใจทำงาน ความผิดที่ทำต้องไม่ใช่ทำด้วยเจตนาร้ายหรือทุจริตฉ้อฉลที่มีผลกระทบต่อสาธารณชนส่วนรวม ความผิดที่เป็นการค้ายาเสพติด หรือฉ้อโกงประชาชน หรือความผิดที่ร้ายแรงจึงไม่เข้าข่ายที่จะทำงานแทนค่าปรับ ในการไปทำงานจะมีผู้ควบคุมดูแลทุกครั้ง &amp;nbsp;สงคมจึงวางใจได้ว่าผู้ที่ศาลให้ไปทำงานแทนค่าปรับจะไม่ไปทำความเดือดร้อนขึ้นในชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศาลอาญาได้เปิดตัวเมนูความดี ทำดีแทนค่าปรับ ซึ่งมีหน้าตาคล้ายเมนูอาหารที่แนะนำงานหลายประเภทให้ผู้ต้องโทษปรับเลือกทำ เหมือนการเลือกอาหารจากเมนู เช่น งานดูแลคนชรา คนพิการ เล่นดนตรีในบ้านพักคนชรา แปลเอกสารให้คนตาบอด ช่วยงานในห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ งานช่างอาชีพต่างๆ งานบริการเช่นทำความสะอาด ทาสี ตัดต้นไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ อาสาจราจร ปลูกต้นไม้ เพาะชำ ปล่อยพันธุ์ปลา เป็นต้น โดยได้รับความร่วมมือจากกรมประพฤติในการดูแลผู้ทำงาน รวมถึงรับเป็นแกนหลักในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่รับผู้ต้องโทษปรับจากศาลไปทำงานบริการสังคมในสถานที่ต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีหน่วยงานเข้าร่วมเป็นภาคีกับศาลหลายหน่วยงาน ในกรุงเทพมหานคร เช่น กองบัญชาการตำรวจนครบาล กระทรวงวัฒนธรรม และกรุงเทพมหานคร เมนูความดีของศาลอาญาเป็นอุบายในการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้ผู้ที่กระทำผิด นอกจากผู้กระทำผิดมีโอกาสเกิดสำนึกในระหว่างที่เลือกงานจากเมนูว่าตนเองกำลังการเลือกทำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ให้สังคม แทนที่จะซ้ำเติมความรู้สึกของตัวเองว่าเป็นคนไม่ดีที่กำลังถูกทำโทษอย่างเดียว เพื่อให้กำลังใจผู้พลาดพลั้งกระทำผิดว่าตนเองมีคุณค่าและทำความดีได้ไม่ต่างจากคนอื่น ในขณะเดียวกันยังเป็นการที่ศาลสื่อสารไปยังสังคมภายนอกให้เปิดใจรับผู้พลั้งพลาดที่ได้สำนึกผิดด้วยการทำความดีชดเชยให้ส่วนรวมแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการดำเนินการตามมาตรการให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมแทนการนำตัวไปกักขังแทนค่าปรับ ในห้วงวาระการดำรงตำแหน่งของนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา พบว่าศาลยุติธรรมทั่วประเทศให้ผู้กระทำความผิดไปทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2562 เป็นทวีคูณ ในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 &amp;nbsp;มีผู้ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับทั่วประเทศ 4,641 คน ในขณะที่ปีงบประมาณ 2563 คือตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 - สิงหาคม 2563 ภายใต้การขับเคลื่อนองค์กรศาลยุติธรรมของนายไสลเกษ มีผู้ต้องโทษปรับได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำงานแทนค่าปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10,482 คน รวมระยะเวลาทำงาน 243,219 วัน ซึ่งถ้าผู้ต้องโทษปรับเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานแทนค่าปรับ ก็ต้องถูกนำไปกักขังแทนค่าปรับเป็น 243,219 วันเท่ากัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การใช้มาตรการให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานแทนค่าปรับการกักขัง จึงสามารถลดการคุมขังได้โดยตรงอย่างเป็นรูปธรรม คืนเวลาและบุคลากรให้เป็นประโยชน์กับสังคม ลบข้อครหาของกระบวนการยุติธรรมว่าคุกมีไว้ขังคนจน ศาลยุติธรรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อสังคมภายใต้หลักการลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ควบคู่ไปกับการกำหนดมาตรการคุ้มครองความสงบสุขของสังคมและดูแลผู้เสียหาย เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขแบบยั่งยืน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78029</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำงานแทนค่าปรับ, นางเมทินี ชโลธร, ผู้ต้องโทษ, ศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f0ff25037bd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
