<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อซามูไรจับมือมังกร ต้านอินทรียักษ์ตะวันตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ระเบียบโลก&amp;quot; กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะบินไปจับมือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 24-25 ตุลาคมที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่ทำให้โลกปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญไม่ใช่ใครอื่น คือโดนัลด์ ทรัมป์นั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทรัมป์ไม่ได้ตั้งใจจะเชียร์ให้จีนกับญี่ปุ่นหันมารักใคร่ปรองดองกันหรอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กดดันทั้งจีนและญี่ปุ่นเพื่อประโยชน์ของอเมริกา จนถึงจุดหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่ของเอเชียทั้งสองหันมามองตากันและอุทานเกือบจะพร้อมๆ กันว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แล้วเราจะให้ทรัมป์มาหลอกใช้เราต่อไปอย่างนั้นหรือ?&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประโยคนี้อาเบะและสีจิ้นผิงไม่ได้พูด ผมจินตนาการเองว่าเบื้องหลังการตัดสินใจของผู้นำจีนและญี่ปุ่นที่ปรับเปลี่ยนท่าทีต่อกัน ก็เพราะเห็นแล้วว่าหากยังขัดแย้งกันต่อไปก็รังแต่จะกลายเป็นเครื่องมือต่อรองของทรัมป์เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์เปิดสงครามการค้ากับจีนและกดดันญี่ปุ่นให้ยอมในหลายๆ เรื่องที่อาเบะรู้สึกเสียหายและเสียหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอย่างหนักหน่วง จีนโต้แบบ &amp;quot;ตาต่อตาฟันต่อฟัน&amp;quot; ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าเจ็บทั้งคู่ แต่ก็ต้องยืนหยัดที่จะต้านอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะการยอมตอนนี้เท่ากับพ่ายแพ้ในสายตาของประชาชนตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์เจรจากับเกาหลีเหนือในหลายประเด็นโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับญี่ปุ่นก่อน ทำให้โตเกียวรู้สึกถูกโดดเดี่ยวในกระบวนการสันติภาพของคาบสมุทรเกาหลีที่ถูกกำหนดโดยอเมริกา จีน และเกาหลีใต้เป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นถือว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยหลักของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จริงอยู่ญี่ปุ่นมีความขัดแย้งกับจีนมายาวนานตลอดช่วงประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีความระหองระแหงกรณีอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซนซากุที่จีนเรียก &amp;quot;เตี๊ยวหยู&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เมื่อทั้งสองชาติต้องเผชิญกับ &amp;quot;ภัยปัจจุบัน&amp;quot; ที่เกิดจากความผันแปรของนโยบายทรัมป์ที่ไม่อาจจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ความจำเป็นที่จะต้องคบหากันด้วยแนวทาง &amp;quot;สงวนจุดต่าง แสวงจุดร่วม&amp;quot; จึงเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคงระหว่างปักกิ่งกับโตเกียวจะหยั่งรากลึกเพียงใด แต่ทั้งสองชาติก็ตระหนักว่าเศรษฐกิจของตนจะต้องพึ่งพาอีกชาติหนึ่งอย่างปฏิเสธไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากทรัมป์เล่นเกมกดดันการค้ากับจีน และเริ่มจะแสดงความเปราะบางด้านความสัมพันธ์ทางการเมืองและความมั่นคงกับญี่ปุ่น ซามูไรกับมังกรยักษ์ก็ย่อมจะต้องหันหน้ามาคบหากันในมิติใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะยอมรับอย่างเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม ญี่ปุ่นย่อมตระหนักว่าการที่ตนจะรักษาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตนให้ยั่งยืนหรือไม่ให้เสื่อมทรุดลงนั้น จำเป็นจะต้องคบหากับจีนที่กำลังมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างคึกคักยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคุยกับคนจีน เขาจะบอกว่าญี่ปุ่นถูกทรัมป์บีบจนต้องยอมกลืนเลือดเพื่อฟื้นความสัมพันธ์กับปักกิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากสนทนากับคนญี่ปุ่น เขาจะบอกว่าสีจิ้นผิงจำต้องหันมาจับมือกับอาเบะเพราะต้องการผนึกกำลังกับศัตรูเก่าในเอเชียเพื่อต้านอิทธิพลของทรัมป์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าทั้งจีนและญี่ปุ่นจำต้อง &amp;quot;รักษาหน้าและศักดิ์ศรี&amp;quot; ของตนเอาไว้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยกลายเป็นหัวข้อสำคัญที่สุดของนโยบายต่อชาติอื่นๆ อะไรๆ ที่เคยคิดว่าเกิดขึ้นไม่ได้ก็กลายเป็นเรื่องที่ &amp;quot;จำเป็นต้องเกิด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก่อนนักธุรกิจใหญ่ๆ ญี่ปุ่นเรียกการลงทุนในจีนว่าเป็น China Risk หรือ &amp;quot;ปัจจัยเสี่ยงจีน&amp;quot; แต่ความรู้สึกเช่นนั้นแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพราะการเมืองระหว่างประเทศที่ผันผวนปรวนแปรอย่างคาดไม่ถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่เรียกว่า China Risk อาจจะกำลังกลายเป็น China Advantage ก็ได้ ใครจะรู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องไม่ลืมว่าจีนเป็นคู่ค้าของญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับสองของจีนต่อจากสหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนใหญ่อันดับ 4 ของจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเช็กตัวเลขล่าสุดแล้ว พบว่าการลงทุนตรงหรือ foreign direct investment ของญี่ปุ่นในจีนเมื่อปี &amp;nbsp;2017 เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกใน 5 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และแนวโน้มทางบวกเช่นนี้ก็ต่อเนื่องมาถึง 8 เดือนแรกของปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อซามูไรจับมือกับมังกรยักษ์เพื่อต้านอินทรีตะวันตก...ประเทศเล็กๆ อย่างไทยควรจะต้องทำตัวเช่นไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะเมื่อจีนกับญี่ปุ่นประกาศจับมือกันเรื่องลงทุนร่วมในประเทศที่สาม และอันดับต้นๆ ของประเทศที่สามที่ว่านี้ก็คือประเทศไทย!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรุ่งนี้ว่าต่อครับ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21490</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
