<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอสตร้ามอบ61ล้านโดสแน่ ดันยอดวัคซีนเร็วกว่าแผน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ประชุมทางไกลกับซีอีโอแอสตร้าเซนเนก้า &amp;nbsp;ได้รับคำยืนยันส่งมอบวัคซีนครบ 61 ล้านโดสภายในปีนี้แน่นอน ดันยอดวัคซีนรวม 120 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรกว่า 60 ล้านคน เร็วกว่าแผน! ปีหน้าซื้อสูตรใหม่อีก 60 ล้านโดส ขณะที่คนไทยฉีดวัคซีนแล้ว 27 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมเรื่องวัคซีน ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือถึงแนวทางการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายในปีนี้ 100 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ประชุมทางไกลร่วมกับนายปาสคาล โซริออต (Mr.Pascal Claude Roland Soriot) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด หารือกรอบความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการป้องกันโควิด-19 ในภาวะที่มีการแพร่ระบาดจากไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยบริษัท แอสตร้าเซนเนก้าฯ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันจะเร่งส่งมอบวัคซีนที่เหลือให้ครบ 61 ล้านโดส ภายในเดือนธันวาคม 2564 อย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยทำให้จำนวนยอดการจัดหาวัคซีนทุกประเภทในสิ้นปีนี้มีรวมกันเกินกว่า 120 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรกว่า 60 ล้านคน &amp;nbsp;ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่ตั้งเป้าจะจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดส สำหรับประชากร 50 ล้านคน ถือเป็นข่าวดีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วขึ้น &amp;nbsp;ลดภาระระบบสาธารณสุขไทย ช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ได้หารือในการเตรียมป้องกันโควิด-19 ในปีหน้าที่อาจมีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัท แอสตร้าเซนเนก้าฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 สูตรใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ ให้สามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้ดียิ่งขึ้น โดยไทยยังมีสิทธิ์เลือกวัคชีนสูตรใหม่นี้เพื่อรับมือวิวัฒนาการของไวรัสได้ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังมีแผนสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเพิ่มอีก &amp;nbsp;60 ล้านโดสสำหรับปี 2565 ซึ่งคาดว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสรุปได้ภายในเดือนกันยายน 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า เมื่อวันที่ 22 ส.ค. มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม 206,820 โดส ทำให้มียอดรวมฉีดไปแล้ว 27,038,999 โดส โดยจำนวนนี้เป็นเข็มแรก 20,430,028 โดส ซึ่งการฉีดวัคซีนเข็มแรกจะทำให้ลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตลงได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนสูงอายุและมีโรคประจำตัว ซึ่งในกรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุฉีดวัคซีนไปแล้วร้อยละ 80-90 แต่ในภาคอีสานพบปัญหาคนสูงอายุที่ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน ไม่อยากได้รับการรักษา รวมถึงไม่อยากฉีดวัคซีน อีกทั้งยังพบบางชุดข้อมูลทำให้คนกลุ่มนี้กลัวการฉีดวัคซีน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขพยายามเปลี่ยนความคิดคนกลุ่มนี้ เพื่อให้เข้ามารับวัคซีนลดการเสียชีวิตและป่วยหนัก ให้คนอีสานได้รับฟังข้อมูลตรงนี้ โดยขณะนี้มีวัคซีนกระจายตัวไปต่างจังหวัดเป็นล้านโดส ถ้าได้ฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มแรกและได้เข็มสองใน 3 สัปดาห์ จึงขอสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในภาคอีสานเข้ามาฉีดวัคซีนโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวถึงกรณีมีการเปิดจองวัคซีนไฟเซอร์แบบจ่ายเงินว่า กระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องวัคซีนแจ้งว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเฟกนิวส์ เป็นข่าวเท็จ จึงขออย่าได้แชร์ บางคนนำสลิปการจ่ายเงินมาแสดง ต้องบอกว่าตอนนี้กำลังถูกแก๊งหรือคนที่ไม่ประสงค์ดีหลอกลวง เนื่องจากไฟเซอร์เป็นหนึ่งในวัคซีนที่รัฐจัดหาให้ &amp;nbsp;และล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขได้ลงนามสัญญา ขณะที่บริษัทยืนยันว่าจะส่งมอบให้ไตรมาส 4 ดังนั้นการฉีดไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีการบอกว่าให้ชำระเงินมาก่อนแล้วจะได้เร็วขึ้น ยืนยันว่าไม่ใช่ และขอให้ประชาชนฟังข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐที่นำมาแถลงให้ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อและนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า &amp;ldquo;ขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 100 ล้านโดส ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมเอาใจช่วยให้รัฐบาลสามารถฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าปี 64 ที่ 100 ล้านโดส และผมก็หวังว่าคนไทยทุกคนเอาใจช่วยให้รัฐบาลทำสำเร็จ เพราะนี่คือแผนที่จะทำให้เราสามารถจัดการกับโรคได้ หากใครมานั่งแช่งในเรื่องนี้ก็แย่เต็มทน แต่ผมก็เชื่อว่ามีแน่นอน &amp;nbsp;เพราะการเมืองไทยระยะหลังเล่นกันแรงมาก มาถึงจุดนี้ผมเชื่อว่าเป้าฉีดให้ได้ 100 ล้านโดส เราจะไปถึงจุดนั้นได้ ด้วยปัจจัยบวก 2 ข้อ คือ 1.จำนวนวัคซีนที่ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ และ 2.การขยายจุดฉีดที่กระจายไปยังต่างจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ผมลองทำใจให้สงบแล้วหาข้อมูล ก่อนจะพบว่ารัฐบาลไทยสามารถสั่งวัคซีน เพื่อนำมาฉีดให้ประชาชนในฐานะสิทธิด้านสุขภาพกว่า 110 ล้านโดส แบ่งเป็นแอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส ซิโนแวค 19.5 ล้านโดส และไฟเซอร์ 30 ล้านโดส เหล่านี้บรรลุสัญญาแล้ว และมีการทยอยส่งมอบตลอดปีนี้แน่นอน ยังไม่นับรวมจำนวนวัคซีนที่นานาชาติสนับสนุนไทย ไปจนถึงวัคซีนทางเลือกที่มีการสั่งเข้ามาตลอด เท่ากับเราได้คลี่คลายปัญหาเรื่องการจัดหาไปได้ ในส่วนของการกระจายฉีดวัคซีน นโยบายภาครัฐล่าสุดคือ ให้ระดมฉีดในต่างจังหวัด หลังจากฉีดกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพฯ ได้ตามเป้า ล่าสุดเร่งให้ รพ.สต.ทั่วประเทศเป็นจุดบริการวัคซีน เพราะมีทั้งความพร้อมและเครื่องมือ &amp;nbsp;เท่ากับเราจะมีจุดฉีดเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ &amp;nbsp;ขณะที่ฝ่ายหนึ่งจ้องวิจารณ์ แต่คนทำงานก็ยังคงขันแข็งปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เนื่องจากประเทศไทยมีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ คนที่วิจารณ์กับคนที่ทำงาน และเราเดินไปข้างหน้าได้เพราะคนกลุ่มนี้ สู่เป้าหมาย 100 ล้านโดส&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนเอาผิดอธิบดีและรองอธิบดีกรมควบคุมโรค, &amp;nbsp;ผอ.สถาบันบำราศนราดูร นนทบุรี และอภิสิทธิ์ชนอีก 214 คน ที่ได้รับการฉีดเข็มที่ 4 ไปแล้ว ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่าน่าจะเป็นพวกอภิสิทธิ์ชนที่เป็นพรรคพวกเดียวกันกับผู้อนุมัติอนุญาต ซึ่กรณีดังกล่าวรัฐบาลโดย ศบค.ปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร ไม่ละอายใจกันบ้างเลยหรือไร ยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ที่มีมูลเหตุมาจากพวกอภิสิทธิ์ชนและผู้มีอำนาจเหล่านี้นี่เอง&amp;quot; นายศรีสุวรรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เทศบาลตำบลบ่อทอง ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี สาธารณสุขจังหวัดร่วมกับเทศบาลตำบลบ่อทองเปิดบริการฉีดวัคซีนให้ประชาชน 1,000 คน ปรากฏว่าเกินเป้า เนื่องจาก พ.จ.อ. มาหามุ หวังจิ นายกเทศมนตรีตำบลบ่อทอง ใช้เงินส่วนตัวลงทุนซื้อข้าวสารขนาด 5 กิโลกรัม กว่า 1,000 ถุง แจกให้ผู้มารับวัคซีนทุกคน อีกทั้งมีการจับฉลากรับเงินรางวัล 10,000 บาทอีกด้วย และเมื่อชาวบ้านทราบข่าวก็อยากได้ข้าวสารกับเงินรางวัลดังกล่าว ส่งผลให้ชาวบ้านทุกสารทิศแห่มารับวัคซีนกันอย่างคึกคัก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114300</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายอนุชา บูรพชัยศรี, ประชุมทางไกลกับซีอีโอแอสตร้าเซนเนก้า, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612377795ca64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สู้โควิดแบบสงบ 31สค.คลายล็อก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ลงพื้นที่ตรวจงานแยกกักตัวที่บ้านและวัคซีนฝีมือคนไทย &amp;nbsp;หวังทำไทยอยู่กับโควิดด้วยความสงบ &amp;nbsp;บอกไม่สงบจะอยู่ไม่ได้วุ่นวายร้อนรุ่มทำให้เป็นปัญหาในการทำงาน ย้ำ 31 ส.ค.มีคลายล็อกแน่ แต่ต้องขึ้นกับตัวเลข ศบค.แจงมีผู้ติดเชื้อใหม่อีก 20,902 ราย ดับเกิน 300 เป็นวันที่สอง กระจายไปแทบทุกจังหวัด สธ.แจงหลัง 20 ก.ค.ยอดติดเชื้อใหม่ต่างจังหวัดแซงหน้า กทม.แล้ว กรมอนามัยรับห่วงหญิงมีครรภ์ หลังล่าสุดสังเวยโควิดอีก 3 ราย ชี้มีความเสี่ยงทั้งแม่และเด็กกว่าคนปกติ 3 เท่า แนะเร่ง ATK ตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม ในเวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมระบบการดูแลและติดตามผู้ป่วยโควิด-19 ในระบบการแยกกักตัวที่บ้าน Home Isolation (HI) และผู้ป่วยที่ดูแลที่บ้านผ่านระบบ TeleHealth และการพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 (ชนิด mRNA) ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทันทีที่นายกฯ มาถึงได้ทักทายผู้บริหารที่มาต้อนรับ ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการและฟังบรรยายสรุประบบการดูแลและการติดตามผู้ป่วยโควิด-19 ในระบบการแยกกักตัวที่บ้าน และผู้ป่วยที่ดูแลที่บ้านผ่านระบบ TeleHealth โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นมาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ในการมีการระบบ HI ส่วนไหนที่มีการแพร่ระบาดหนักจะเป็นระบบ Bubble and Seal ซึ่งในระบบ HI จะช่วยลดความแออัด ซึ่งไม่อยากเห็นภาพผู้ป่วยไปโรงพยาบาลไหนเขาก็ไม่รับ หากโรงพยาบาลไหนรับไม่ได้ ก็ต้องพูดเหตุผลกับประชาชนด้วยว่าเป็นเพราะอะไร&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมก็อยากรู้มีโรงพยาบาลไหนไม่รับผู้ป่วย จะไม่รับอะไรเลยมันไม่ได้ จะต้องหาทางไปให้ได้ ไม่ว่าจะไปอยู่หน่วยคัดกรอง หน่วยแรกรับหรือโรงพยาบาลสนาม ก็ว่ากันไป&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถึงตอนนี้ นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รีบชี้แจงว่า ขณะนี้ดีขึ้นแล้ว โดยก่อนหน้านี้ถ้าเข้าตรวจโรงพยาบาลไหน โรงพยาบาลนั้นต้องรักษา นายกฯ จึงหันไปถามแพทย์ว่าตอนนี้ตัวเลขนิ่งและผู้รักษาหายเพิ่มมากขึ้นแล้วใช่หรือไม่ โดยแพทย์รายงานว่า ใช่ สังเกตได้จากห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่แต่ก่อนแน่นมาก ตอนนี้เบาลง นายกฯ จึงกล่าวว่า ขอบคุณ ขอบคุณมากมาย แม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายกฯ ได้มอบถุงยังชีพหรือกล่อง อว.พารอด ที่มีอุปกรณ์การแพทย์ที่จะส่งให้ผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านและชุมชน โดยนายกฯ ได้ลองใช้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว จากนั้นหันไปถามแพทย์ตัวเลขพอใจไหม ใช้ได้ไหม ก่อนยิ้มและกล่าวว่า &amp;quot;หัวใจผมเต้นแรงไปหน่อย&amp;quot; จากนั้นทดลองพูดคุยสอบถามให้กำลังใจกับผู้ป่วยที่รักษาที่บ้านผ่านระบบ TeleHealth&amp;nbsp;
ต่อมาที่อาคารจุฬาพัฒน์ 14 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมระบบการดูแลและติดตามผู้ป่วยโควิด-19 ใน HI และการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ด้วยท่าทีเนือยๆ ว่า วันนี้มาตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ และจากการคุยกับคณะหมอ สิ่งสำคัญต้องดูว่าสถานการณ์ช่วงล็อกดาวน์เป็นอย่างไร คงไม่ถึงกับทุกกิจกรรม แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าบางกิจกรรมที่เปิดคนก็ไม่กล้ามากัน เพราะกลัวติดเชื้ออะไรทำนองนี้ เราก็ต้องดูแลตัวเองกันให้ดี ในส่วนที่รัฐบาลต้องดูแลก็จะทำให้ดีที่สุด สถานการณ์วันนี้ แม้แต่ในโลกสถานการณ์ก็ยังมีปัญหาเยอะพอสมควร
หวังไทยสู้โควิดแบบสงบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์วัคซีนก็เยอะ แต่เราไม่ท้อแท้หรอก เราจะร่วมมือกันแก้ปัญหาให้ได้โดยเร็วที่สุด ขอบคุณบุคลากรทุกคน ทั้งในส่วนของรัฐบาล กระทรวง รัฐมนตรี และรองนายกฯ ทุกท่าน รัฐบาลต้องมองไปข้างหน้าหลายวันที่ผ่านมา ผมอาจไม่ได้ออกมาพบสื่อ เพราะต้องแก้ปัญหาอย่างอื่นไปด้วย ไม่ได้แก้ปัญหาโควิดอย่างเดียว ยังมีปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ แต่วันนี้ก็อยากมาดูความก้าวหน้า และรับเรื่องที่ต้องการให้สนับสนุนในระยะต่อไป ผมก็รับเรื่องทั้งหมด วันนี้เราจะต้องทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่กับโควิดให้ได้ด้วยความสงบ ถ้าเราไม่สงบมันก็อยู่ไม่ได้ มันจะวุ่นวายร้อนรุ่มไปหมด และทำให้เป็นปัญหาในการทำงาน วันนี้มาให้กำลังใจ และขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน และฝากไปถึงที่อื่นด้วย&amp;rdquo;
นายกฯ กล่าวว่า วันนี้มันเกิดหลายอย่าง แต่ถ้าเรามองสถานการณ์ติดเชื้อการแพร่ระบาด การเสียใจไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่วันนี้สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือเราจะมีระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ถ้าเราสามารถดำเนินการได้อย่างที่ได้ทำกันในตอนนี้ ทำแบบครบวงจรทั้งระบบ มันจะเตรียมการรับสถานการณ์โรคระบาดในอนาคตได้ นั่นคือเรามองวิสัยทัศน์ในภายภาคหน้า และเราจะเดินหน้าเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งก็ต้องดูควบคู่กันไป วันนี้กำลังให้พิจารณาอยู่ว่า หลังวันที่ 31 ส.ค.นี้ ขึ้นอยู่กับตัวเลขและผลการทำงานว่าจะไปได้อย่างไร เพียงแต่ขอความร่วมมือจากประชาชน นั่นก็คือในเรื่องใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือ และอย่าไปทำกิจกรรมอะไรที่เขาไม่ให้ทำ มันเป็นภาระที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมาเสียแรง เสียเวลา และมีโอกาสติดเชื้อไปที่อื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 20,902 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 20,730 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 16,885 ราย, &amp;nbsp;มาจากการค้นหาเชิงรุก 3,845 ราย และมาจากเรือนจำ 148 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 24 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 989,859 &amp;nbsp;ราย หายป่วยเพิ่มเติม 22,208 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 775,327 ราย อยู่ระหว่างรักษา 205,946 ราย อาการหนัก 5,439 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,168 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 301 ราย เป็นชาย 171 ราย หญิง 130 ราย อยู่ใน กทม.มากสุด 79 ราย รองลงมาคือ ลพบุรี 22 ราย, สมุทรปราการ 21 ราย, ชลบุรี 20 ราย, พระนครศรีอยุธยา 16 ราย, สมุทรสาคร 15 ราย, ปทุมธานี 11 ราย, สระบุรี 10 ราย, นนทบุรี 9 ราย, อ่างทอง 8 ราย และตาก 7 ราย นอกจากนั้นก็กระจายไปในจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่ 1-6 รายเกือบครบทุกจังหวัด&amp;nbsp;
นอกจากนี้ พบผู้เสียชีวิตที่บ้าน 4 ราย อยู่ที่ จ.ลพบุรี 2 ราย, จันทบุรี 1 ราย และกทม. 1 ราย นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิตเป็นหญิงตั้งครรภ์ 3 ราย อยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ตราด และยะลา รวมถึงมีพยาบาลเสียชีวิต 1 ราย โดยพยาบาลราย ดังกล่าวได้รับวัคซีนซิโนแวคสองเข็มไปเมื่อวันที่ 21 เม.ย.64 ทำให้ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 8,586 ราย ส่วน 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 19 ส.ค. ได้แก่ กทม. 4,392 ราย, สมุทรสาคร 1,739 ราย, ชลบุรี 1,322 ราย, สมุทรปราการ 937 ราย, นครปฐม 644 ราย, นครราชสีมา 639 ราย, ราชบุรี 585 ราย, นนทบุรี 495 ราย, สระบุรี 481 ราย และฉะเชิงเทรา 472 ราย&amp;nbsp;
ผู้ป่วยใหม่ ตจว.แซง กทม.
ด้าน นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้กว่า 20,000 คน แบ่งเป็นในพื้นที่ กทม. 8,600 คน น้อยกว่าในพื้นที่ 67 จังหวัดจำนวน 11,300 คน รวมผู้ติดเชื้อสะสมในระลอกใหม่ตั้งแต่ 1 เม.ย.-19 ส.ค. อยู่ที่ 960,000 คน และพบยอดผู้เสียชีวิตเกิน 300 คน ในจำนวนนี้รวมยอดผู้เสียชีวิตตกหล่น 30 คนด้วย โดยในพื้นที่ กทม.มีผู้เสียชีวิต 79 คน ปริมณฑล 62 คน ยังคงเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงที่ 171 คน และพบมากสุดในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 61% &amp;nbsp;ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงเรื่องอายุและสุขภาพ รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 3 คน พยาบาลอีก 1 คน ส่วนจำนวนผู้ที่ยังรักษาตัวอยู่ใน รพ.จำนวน 205,000 คน แบ่งเป็นอาการหนักปอดอักเสบ 5,400 คน ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,100 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เฉวตสรรกล่าวต่อว่า จากสถิติหลังวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ในต่างจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ถึง 58% แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยรายใหม่ยังคงสูงสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ 4,300 คน, สมุทรสาคร 1,700 คน, ชลบุรี 1,300 คน และสมุทรปราการ 937 คน รวมไปถึงใน จ.นครปฐม, นครราชสีมา, ราชบุรี, นนทบุรี, สระบุรี และฉะเชิงเทรา ที่ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิน 400 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ และโฆษกกรมอนามัย กล่าวว่า จากจำนวนหญิงตั้งครรภ์ในไทยกว่า 500,000 คน ในจำนวนนี้มีเพียง 20,000 คน หรือประมาณ 10% ที่ได้เข้ารับวัคซีนแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล เนื่องจากวันนี้มีรายงานการหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิดวันนี้ขยับขึ้นมากว่า 2,300 คน เฉลี่ย 50-60 คนต่อวัน และพบว่าจากการคำนวณตัวเลขการเสียชีวิต จะอยู่ในทุกวันเฉลี่ย 2-3 คน ซึ่งมีมารดาเสียชีวิตถึง 53 คน ซึ่งกว่า 50% มาจากการติดเชื้อในครอบครัว และยังพบว่าทารกเสียชีวิตอีก 23 คน หญิงตั้งครรภ์หากติดเชื้อโควิดเมื่อเทียบกับหญิงที่ไม่ได้รับเชื้อ แม้มีอาการไม่แตกต่างกัน รวมไปถึงมีโอกาสเข้ารับรักษาในห้องไอซียูสูงถึง 3 เท่า ใช้เครื่องช่วยหายใจสูงกว่า 3 เท่า และมีโอกาสเสียชีวิตอยู่ที่ 1.5-8 คน ใน 1,000 คน หรือประมาณ 2% ซึ่งปัจจัยเสี่ยงก็คืออายุที่มากกว่า 35 ปี และโรคประจำตัว หากมารดาติดเชื้อโควิดมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นปอดอักเสบ ทารกก็จะได้รับผลกระทบและมีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนดสูงถึง 1.5 เท่า มีโอกาสตายคลอดถึง 3 เท่า หากคลอดได้ก็มีโอกาสติดเชื้อโควิดมากถึง 5 เท่า แต่ส่วนใหญ่เด็กที่ติดเชื้อจะไม่มีอาการ ดังนั้นเมื่อหญิงตั้งครรภ์หากพบว่าตนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง หรือมีอาการไข้ ไอ หายใจติดขัด เจ็บคอ มีน้ำมูก ควรจบตรวจเบื้องต้นด้วย ATK ทันที&amp;nbsp;
หลายจังหวัดตัวเลขยังสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ในต่างจังหวัดนั้น นพ.พรณรงค์ ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการระบุว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 937 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 63,285 ราย และมีผู้เสียชีวิต 21 ราย เป็นเพศชาย 13 ราย และหญิง 8 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 618 ราย ส่วนที่ จ.สมุทรสาคร มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,739 ราย และเสียชีวิตเพิ่มอีก 25 ราย
จ.บุรีรัมย์ พบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 280 ราย กระจายใน 20 อำเภอ จากทั้งหมด 23 อำเภอ ที่น่าสนใจคือที่ ต.โคกขมิ้น &amp;nbsp;อ.พลับพลาชัย ได้พบคลัสเตอร์ยาย วัย 75 ปกปิดข้อมูลลูกหลานกลับจาก กทม. และไม่ยอมกักตัวตามมาตรการ ก่อนไปเคี้ยวหมากในงานศพและเดินพบปะพูดคุยคนไปทั่ว สร้างคลัสเตอร์ยายกินหมาก ทำชาวบ้านและเด็กติดเชื้อโควิด 15 คน เสี่ยงสูงกว่า 100 คน และต้องล็อกดาวน์ถึง 14 วัน ในขณะที่ จ.อำนาจเจริญ มีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่เพิ่ม 63 ราย กระจายไป 6 อำเภอ&amp;nbsp;
ส่วนจังหวัดในภาคใต้นั้น ที่ จ.ชุมพร ได้การตั้งจุดตรวจคัดกรองค้นหาเชิงรุกเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ ATK &amp;nbsp;ให้กลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและแรงงานต่างด้าวชาวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนเขตเทศบาลเมืองชุมพร เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค. ส่วนสถานการณ์ในจังหวัดนั้น มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,634 ราย เสียชีวิตสะสม 9 ราย รักษาหายป่วยแล้ว 1,199 ราย และเหลือผู้ป่วยรักษาอยู่ตามสถานพยาบาลต่างๆ 1,426 ราย
นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 221 คน เสียชีวิต 2 คน เสียชีวิตสะสม 93 คน ยอดป่วยสะสม 16,833 คน ขณะนี้รักษาหายแล้ว 14,232 คน ยังนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 2,729 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113902</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลงพื้นที่ตรวจงานแยกกักตัวที่บ้าน, วัคซีนฝีมือคนไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_6108b93a1f2c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยขอบคุณสหรัฐ-อังกฤษ สยบข่าวฉีดไฟเซอร์วีไอพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ขอบคุณรัฐบาลสหรัฐ-อังกฤษ รับมอบไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส แอสตร้าฯ 4.1 แสนโดส ย้ำบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทย สธ.แจงยิบแผนกระจายวัคซีน สยบข่าวฉีดวีไอพี ยันไฟเซอร์ยังเก็บอยู่ในคลัง เริ่มจัดส่งให้ รพ. 3 ส.ค.นี้ ตร.เจอทุจริตขายคิวฉีดวัคซีนบางซื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีรับมอบวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยมีนายไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นพิธีว่า นายกฯ กล่าวขอบคุณรัฐบาลสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมิตรแท้และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้ง 2 ประเทศที่มีมายาวนานกว่า 188 ปี รวมถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย-สหรัฐ ที่ต้องการจะแก้ไขสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ร่วมกัน พร้อมขอขอบคุณ นางแทมมี ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้ผลักดันและสนับสนุนให้ไทยได้รับวัคซีนเพิ่มเติมอีกจำนวน 1 ล้านโดส ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลจะนำวัคซีนทั้งหมดไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนคนไทยต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไมเคิลกล่าวว่า การส่งมอบวัคซีนวันนี้นับเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างสหรัฐและไทยให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และขอบคุณรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ดูแลประชาชนชาวสหรัฐในไทยเป็นอย่างดีในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของไทยจะคลี่คลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวัคซีนดังกล่าวของบริษัทไฟเซอร์ ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) จำนวน 1,503,450 โดส ได้จัดส่งถึงไทยแล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 09.30 น. นายกฯ เป็นประธานในพิธีรับมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากรัฐบาลสหราชอาณาจักร โดยมีนายเอวาน โจนส์ อุปทูตรักษาราชการแทนเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลสหราชอาณาจักร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ได้กล่าวถวายพระพรแด่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ขอให้ทรงพระเกษมสำราญ พระพลานามัยแข็งแรง และฝากความระลึกไปยังนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณในมิตรไมตรีและความห่วงใยของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ผ่านการสนับสนุนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 415,040 โดส เชื่อมั่นว่าการสนับสนุนวัคซีนครั้งนี้ช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบอริสได้ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ และกล่าวว่า ยินดีที่ได้มีส่วนช่วยเหลือประเทศไทยในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งในวันที่ 3 ส.ค. วัคซีนดังกล่าวจะเดินทางถึงประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทย 1 ส.ค. จำนวน 180,552 โดส ทำให้มียอดฉีดวัคซีนสะสม จำนวน 17,866,526 โดส ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานมาด้วยว่า ตั้งแต่ พ.ค.เป็นต้นมา ได้มีการฉีดวัคซีนให้ชาวต่างชาติแล้วกว่า 2 แสนโดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า ขณะนี้ผู้สูงอายุฉีดเข็มแรกแล้ว 2,897,520 คน หรือ 23% แต่ยังเป็นสัดส่วนน้อย ภายในเดือน ส.ค.จะมีวัคซีน 10 ล้านโดสขึ้นไป ทั้งแอสตร้าเซนเนก้า, ซิโนแวค และไฟเซอร์ โดย กทม.ได้รับวัคซีนจำนวนมากในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง ส.ค.จะได้รับการจัดสรรวัคซีน 1 ล้านโดส ส่วนที่เหลือจะกระจายไปต่างจังหวัดให้มากขึ้น โดยจะกระจายสัปดาห์ละ 1-2 ล้านโดส ฉีดในสูตรสลับไขว้ซิโนแวคและแอสตร้าฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณกล่าว​ว่า​ ขณะนี้ได้สำรวจจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในแต่ละจังหวัด และจะทยอยจัดส่งในวันที่ 3 ส.ค. ทั้งโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ขอให้ผู้ที่ประสงค์รับวัคซีนได้ไปรับตามโรงพยาบาลที่กำหนด พร้อมย้ำวัคซีนไฟเซอร์ 1 ขวด ฉีดได้ 6 คน ฉะนั้นต้องนัดหมายให้ดี พร้อมกำชับให้เปิดเผยจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับวัคซีนต่อสาธารณชนเพื่อความโปร่งใส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า เมื่อ 2-3 วันที่แล้ว มีกระแสสังคมค่อนข้างมากเรื่องการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์สำหรับที่จะฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป เมื่อเช้าวันที่ 2 ส.ค.นี้ ทาง สธ.ได้มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข และมีมติเห็นชอบในการนำเสนอความก้าวหน้าการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ โดยจะมีจัดสรรกระจายให้กับ 4 กลุ่ม คือ 1.บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ช่วยงาน หรือพนักงานเก็บศพ จำนวน 700,000 โดส 2.จังหวัดที่มีการระบาด มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จำนวน 13 จังหวัด 645,000 โดส 3.ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทยและชาวไทยผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ เช่น นักเรียน นักศึกษา รวม 150,000 โดส และ 4.ทำการศึกษาวิจัย จำนวน 5,000 โดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในกลุ่มอื่นๆ กรณีที่คิดว่าจะมีประเด็นปัญหาตกหล่น ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ หรือหน่วยบริการทุกหน่วย สามารถเสนอผ่านมาทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ให้ส่งข้อมูลมาที่กรมควบคุมโรคได้ สำหรับพื้นที่ 13 จังหวัดที่มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้ติดต่อทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ ให้ประสานกับสำนักอนามัย ขณะที่ส่วนต่างวัคซีนที่เหลือหลังจากจัดสรรให้ตามกลุ่มเป้าหมาย คณะทำงานด้านบริหารจัดการวัคซีนจะมีการปรึกษากันอีกครั้งในการจัดสรรต่อไป โดยต้องดูถึงความจำเป็นเพื่อลดภาระการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีกลุ่มวีไอพีออกมาโพสต์ทางสื่อโซเชียลว่าได้รับวัคซีนไฟเซอร์แล้ว โดยเฉพาะวัคซีนที่ได้จากสหรัฐนั้นว่า วัคซีนไฟเซอร์เพิ่งได้รับมาจากสหรัฐ ลงเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนตีสี่ของวันที่ 30 ก.ค. จากนั้นมีการนำเข้าไปเก็บที่คลังบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด ในอุณหภูมิ -70 องศา ขณะนี้วัคซีนทั้งหมดยังคงเก็บอยู่ที่คลัง ยังไม่ได้มีการกระจายออกไป เนื่องจากจะมีระบบการควบคุมอุณหภูมิ ดังนั้นกระแสข่าวที่มีกลุ่มบุคคลได้รับวัคซีนไฟเซอร์จากที่ไหนอย่างไร ยืนยันว่าไม่ใช่วัคซีนของ สธ.ที่มีการจัดสรรในรอบนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนางศิริลักษณ์ อุบลเหนือ รองผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าไปแก้ไขข้อมูลการลงทะเบียนรับวัคซีนโดยมิชอบ เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ว่า ตามที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยมี พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น รอง ผบช.ก. เป็นหัวหน้าคณะนั้น &amp;nbsp;วันนี้ พล.ต.ต.ไพบูลย์ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อรวบรวมรายละเอียดข้อเท็จจริง เอกสาร คำให้การของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากข้อมูลของกรมการแพทย์และบริษัทที่เกี่ยวข้อง พบความผิดปกติของข้อมูลการลงทะเบียนฉีดวัคซีนในหลายส่วน เช่น มีการลงข้อมูลในช่วงนอกวัน-เวลาทำการของเจ้าหน้าที่ (หลังเวลา 20.00 น.) ซึ่งการลงข้อมูลจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมเฉพาะของกรมการแพทย์ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อเท่านั้น และพบว่ามีการลงข้อมูลจำนวนมากในวันและเวลาเดียวกันทั้งหมด อีกทั้งพบว่ามีการแก้ไขข้อมูลบัญชีผู้ใช้ในการลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นต้น โดยคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจะได้นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏไปตรวจสอบ และเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาทำการสอบสวน เพื่อหาตัวกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยหากบุคคลใดได้รับการติดต่อให้มาพบพนักงานสอบสวน ขอให้มาพบตามที่นัดหมาย พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111992</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอบคุณรัฐบาลสหรัฐ-อังกฤษ, นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ย้ำบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทย, รับมอบไฟเซอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แอสตร้าฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107f2604f339.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 23:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>29จังหวัดแดงเข้ม เพิ่ม16จว.‘ล็อกดาวน’ถึง18ส.ค.ไม่ดีขึ้นลากยาวสิ้นเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ&amp;rdquo; ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพิ่มจังหวัดสีแดงเข้มอีก &amp;nbsp;16 จังหวัด รวม 29 จังหวัด พร้อมล็อกดาวน์อีก 14 วัน เริ่ม 3-18 ส.ค. หากตัวเลขไม่ดีขึ้นเตรียมลากยาวถึงสิ้นเดือน เปิดช่องร้านค้าเดลิเวอรีในห้างได้หายใจ เลิกคุมแคมป์หันมาใช้ &amp;ldquo;บับเบิลแอนด์ซีล&amp;rdquo; แทน ชี้ 1-2 &amp;nbsp;เดือนข้างหน้าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เป็นประธานการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ครั้งที่ 11/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ จากบ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 รอ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รายงานสถานการณ์การติดเชื้อต่างประเทศที่ยังสูง ซึ่งที่ประชุมได้พูดคุยและหารือเรื่องสถานการณ์ของเชื้อเดลตา ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับว่าน่าเป็นห่วง โดยนายกฯ สั่งให้หาข้อมูลสื่อสารประชาชนอย่าให้ตื่นตระหนก นอกจากนี้ สธ.ยังรายงานพบการระบาดในพื้นที่โรงงานที่กระจายไปสู่ชุมชนค่อนข้างสูง โดยส่วนนี้นายกฯ &amp;nbsp;ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มข้น เพราะส่วนใหญ่ไม่เข้ามาตรการบับเบิลแอนด์ซีล ที่เป็นการควบคุมการระบาดในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จากนั้น สธ.รายงานจำนวนการครองเตียงของรัฐและเอกชน พบว่ามีการครองเตียงมากกว่า 30,000 เตียงจนเกือบเต็ม จึงจำเป็นต้องเน้นย้ำมาตรการ Home Isolation และ Community &amp;nbsp;Isolation โดยนายกฯ ได้สั่งให้ขยายเตียงรองรับผู้ป่วยและอย่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนกว่าไม่มีเตียงรองรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สธ.ยังนำเสนอภาพกราฟิกการประเมินสถานการณ์ ถ้าหากมาตรการล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพเพียง 20% ตัวเลขผู้ป่วยอาจจะยังมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น แต่หากการล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพประมาณ &amp;nbsp;25% ประกอบกับการเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุภายใน 1-2 เดือนนี้ &amp;nbsp;จะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นายกฯ แสดงความกังวลการชุมนุมทางการเมืองที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงได้ขอให้ทุกจังหวัดร่วมมือกันทำให้มีชุมชน/หมู่บ้านปลอดเชื้อเป็นพื้นที่สีฟ้า ด้วยความร่วมมือกันทุกส่วนในชุมชน อยากให้ช่วยกันสร้างชุมชนสีฟ้าถวาย 12 สิงหาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมยังมีความเห็นแตกต่างระหว่างฝ่ายเศรษฐกิจกับสาธารณสุขในมาตรการบับเบิลแอนซีล ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ดีแต่ทำลำบาก &amp;nbsp;แต่ต้องยอมเพื่อให้เศรษฐกิจเดินได้ ซึ่งกระทรวงแรงงานเสนอขอวัคซีนไปควบคุมการระบาด นายกฯ จึงขอให้นำข้อสังเกตไปปรับพิจารณาแต่สามารถปฏิบัติได้ โดยขอให้ลดการเคลื่อนย้ายให้มากที่สุด แม้บังคับไม่ได้แต่ต้องดำเนินการด้วยมาตรการเข้มข้น เช่น สื่อสารว่าจะช่วยลดคนป่วย การรักษา และขอให้เวิร์กฟรอมโฮมให้ได้มากที่สุด โดยช่วงท้ายนายกฯ ได้ขอให้ทุกคนรับฟังกัน เปิดใจ และร่วมมือกันแก้ปัญหา ในฐานะนายกฯ ยินดีรับฟังและแก้ปัญหาทุกเรื่อง&amp;nbsp;
เพิ่มจังหวัดสีแดงเข้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.00 น. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก &amp;nbsp;ศบค.แถลงผลประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับระดับพื้นที่ โดยปรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัด ได้แก่ &amp;nbsp;กทม., ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, &amp;nbsp;ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, พระนครศรีอยุธยา, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา และนราธิวาส เป็น 29 จังหวัด โดยเพิ่มขึ้น 16 จังหวัด คือ กาญจนบุรี, &amp;nbsp;ตาก, นครนายก, นครราชสีมา, ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, เพชรบุรี, &amp;nbsp;เพชรบูรณ์, ระยอง, ราชบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สมุทรสงคราม, สระบุรี, &amp;nbsp;สุพรรณบุรี และอ่างทอง ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ปรับจาก 53 &amp;nbsp;เหลือ 37 จังหวัด ดังนี้ กาฬสินธุ์, กำแพงเพชร, ขอนแก่น, จันทบุรี, &amp;nbsp;ชัยนาท, ชัยภูมิ, ชุมพร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตรัง, ตราด, นครศรีธรรมราช, นครสวรรค์, บุรีรัมย์, พัทลุง, พิจิตร, พิษณุโลก, &amp;nbsp;มหาสารคาม, ยโสธร, ระนอง, ร้อยเอ็ด, ลำปาง, ลำพูน, เลย, &amp;nbsp;ศรีสะเกษ, สกลนคร, สตูล, สระแก้ว, สุโขทัย, สุรินทร์, หนองคาย, &amp;nbsp;หนองบัวลำภู, อุตรดิตถ์, อุทัยธานี, อุดรธานี, อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ขณะที่พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จาก 10 จังหวัด เป็น 11 จังหวัด &amp;nbsp;ดังนี้ กระบี่, นครพนม, น่าน, บึงกาฬ, พะเยา, พังงา, แพร่, ภูเก็ต, &amp;nbsp;มุกดาหาร, แม่ฮ่องสอน และสุราษฎร์ธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า มาตรการในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด &amp;nbsp;ห้ามออกนอกเคหสถาน 21.00-04.00 น. งดให้บริการขนส่งข้ามเขตจังหวัด การตั้งด่านตรวจสกัดระหว่างเขตจังหวัด ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 5 คน ห้ามบริโภคภายในร้าน ขายได้แบบนำไปบริโภคที่อื่น งดการจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน โดยเปิดได้ไม่เกิน 20.00 &amp;nbsp;น. ส่วนห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้เฉพาะร้านอาหาร/เครื่องดื่มผ่านเดลิเวอรีเท่านั้น ร้านยา/เวชภัณฑ์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดได้ไม่เกิน 20.00 &amp;nbsp;น. ปิดร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงาม ห้ามใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก ปิดสถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬา นอกจากนี้ ขอให้มีการเวิร์กฟรอมโฮมขั้นสูงสุด ถ้าเป็นไปได้ให้ 100% ทั้งภาครัฐและเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการพื้นที่สีแดง ตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ หรือจุดสกัดเพื่อตรวจคัดกรองการเดินทาง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 20 คน &amp;nbsp;บริโภคในร้านได้ เปิดได้ไม่เกิน 23.00 น. แต่งดจำหน่ายและงดการดื่มสุราในร้าน ส่วนห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้ตามเวลาปกติ โดยจำกัดจำนวนคน งดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ร้านเสริมสวย ร้านนวด &amp;nbsp;สถานเสริมความงาม เปิดบริการได้ตามปกติ ให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมากโดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ทุกประเภทไม่เกิน 21.00 น. จัดการแข่งขันโดยจำกัดผู้ชม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ส่วนมาตรการพื้นที่สีส้มไม่จำกัดการเดินทาง &amp;nbsp;ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 50 คน บริโภคในร้านได้ เปิดได้ตามปกติ แต่งดจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เปิดบริการได้ตามเวลาปกติ แต่ปิดในส่วนของเครื่องเล่นเกม สวนสนุก &amp;nbsp;ร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงามเปิดบริการได้ตามปกติ ให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติภายใต้มาตรการป้องกันโรค สถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ตามปกติ ทุกประเภทจัดการแข่งขันได้&amp;nbsp;
ไม่ดีขึ้นยืดถึงสิ้นเดือน
&amp;ldquo;ข้อกำหนดเหล่านี้จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 3 ส.ค.-18 ส.ค. จากนั้นจะมีการพิจารณาทบทวน หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นสามารถยืดไปถึง 31 &amp;nbsp;ส.ค. หรือหากกิจกรรมใดที่เริ่มดีจะมีการผ่อนคลายมาตรการได้ โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วที่สุด และจะนำมาชี้แจงรายละเอียดต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า มาตรการบับเบิลแอนด์ซีลเป็นการเน้นย้ำพื้นที่ 16 จังหวัดสีแดงเข้มที่เพิ่มเข้ามา เนื่องจากกรมควบคุมโรครายงานถึงสถานการณ์ว่าจำกัดวงอยู่ในโรงงานขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ที่มีบุคลากรเกิน 500 ราย เพื่อควบคุมโรค โดยเน้นย้ำไม่เฉพาะพื้นที่โรงงานหรือแคมป์ที่แพร่ระบาดเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงบริษัท โรงงาน แคมป์ที่ยังไม่มีการติดเชื้อด้วย ต้องทำมาตรการนี้เช่นกัน หลักการของบับเบิลแอนด์ซีล กรมควบคุมโรคได้ออกคู่มือเป็นข้อปฏิบัติให้ทุกจังหวัดศึกษารายละเอียด โดยเน้นย้ำจัดกลุ่ม คุมไว ลดแพร่กระจาย รายได้ไม่สูญเสีย โดยที่ประชุม ศบค.ตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานและสถานประกอบการ เนื่องจากมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการออกมาตรการนี้จะปรับให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจยังไปพร้อมกันได้ด้วย และก่อนจะประกาศมาตรการนี้ได้หารือกับทุกภาคส่วน กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย จังหวัด &amp;nbsp;และภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าในพื้นที่ได้พยายามจะปรับมาตรการให้เป็นไปได้มากที่สุดเพื่อให้การปฏิบัติเกิดผล&amp;rdquo;
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ &amp;nbsp;แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าใน 1-2 เดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ &amp;nbsp;ซึ่งทั่วโลกมีทิศทางการแพร่ระบาดรุนแรงและเพิ่มมากขึ้น ศบค.จึงเร่งดำเนินการในขณะนี้ ทั้งการยกระดับพื้นที่สถานการณ์ย่อยในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร และปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งนายกฯ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนและสถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้มาก จึงสั่งให้ ศบค.มีทั้งมาตรการเชิงรุกและเชิงรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทุกวัน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานต้องเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ทุกคนยังต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข DMHTT เพื่อลดโอกาสแพร่หรือติดเชื้อ &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ขณะเดียวกันก็ฝากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;แสดงแผนที่จังหวัดให้มีพื้นที่สีฟ้าทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งบางจังหวัดไม่ใช่พื้นที่สีแดงทั้งจังหวัด ยังมีพื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่สีฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สามารถควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่ทั่วประเทศในทุกจังหวัด &amp;nbsp;โอกาสนี้นายกฯ ยังห่วงใยเจ้าหน้าที่ด่านหน้าผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งอาสาสมัคร จิตอาสา ย้ำต้องจัดให้มีอุปกรณ์เพื่อป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ด้วย &amp;nbsp;พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ด้วย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111888</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, ศบค.ชุดใหญ่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หากตัวเลขไม่ดีขึ้นเตรียมลากยาวถึงสิ้นเดือน, เพิ่มจังหวัดสีแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61033d5110836.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคร่วมจูบปากนายกฯ รักเหนียวแน่นครบวาระ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลประสานเสียงไม่ทิ้ง &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; แน่นอน &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ยันเห็นใจเพราะทำงานหนัก ทำงานใหญ่ต้องหนักแน่น ด้าน &amp;quot;อนุทิน-ศักดิ์สยาม&amp;quot; ลั่นเหนียวแน่น อยู่ร่วมรัฐบาลยาวจนครบวาระ ส่วน &amp;quot;วราวุธ&amp;quot; การันตีไม่ว่าจะมีข่าวอะไรก็จะทำงานด้วยกันอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวช่วงหนึ่งในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ถึงคำถามที่สื่อมวลชนส่งให้ว่า &amp;quot;ดูแต่ละคำถามของสื่อมวลชน ถามแบบนี้จะให้ตอบอย่างไร ผมไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทุกคนช่วยกันทำงาน ผมไม่คิดว่าเป็นเวลาของการเล่นการเมือง ถ้าท่านจะออกจากผมก็แล้วแต่ ผมก็จะทำงานของผมต่อไป ผมไม่ทิ้งคุณ พวกคุณจะทิ้งผมก็ตามใจ&amp;quot; นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผยว่า เห็นใจท่านนายกฯ เพราะทำงานหนักและต้องแบกรับทุกปัญหา ซึ่งนายกฯ ก็พูดแล้วว่าขอให้ทุกฝ่ายอดทน ไม่ว่าใครถ้าจะทำงานใหญ่ต้องหนักแน่น ไม่ซ้ำเติมวิกฤติและไม่โกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พรรคประชาธิปัตย์ไม่พูดมาก ตรงไปตรงมา มุ่งทำหน้าที่เต็มความสามารถ แม้ไม่ได้ทำเรื่องโควิดโดยตรง แต่เรื่องเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบทุกอย่างก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า คำถามที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันที่จะอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่ เคยตอบเรื่องนี้ไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องตอบอะไรอีก
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่เคยคิดทิ้งนายกฯ และแน่นอนว่าพรรคภูมิใจไทยยังมั่นคง เหนียวแน่น อยู่ร่วมรัฐบาลยาวจนครบวาระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวเช่นกันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยคิดเรื่องที่จะทิ้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า ขอไม่ใช้คำว่าตัดพ้อ ขอใช้คำว่าแสดงความจริงใจให้กับพรรคร่วม ที่ไม่ว่าข่าวจะเป็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจในพรรคร่วมที่ทำงานอยู่ด้วยกัน และยังคงสนับสนุนการทำงานของทุกพรรค กับรัฐมนตรีทุกคนอยู่ ส่วนตัวรู้สึกดี ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการตัดพ้อ และรู้สึกว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้มแข็ง ไม่ว่าจะมีข่าวอะไรก็จะทำงานด้วยกันอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ส่วนตัวได้ให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ เขาตอบว่า ได้ให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์แต่ตั้งแต่เล็กจนโตได้เห็นสถานการณ์นายกรัฐมนตรีแต่ละคน ซึ่งจะต้องเผชิญหน้าอย่างนี้เหมือนๆ กัน และทุกครั้งจะมีเสียงขอให้พรรคร่วมลาออก ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกันกับหลายๆ กรณีที่เคยเห็นในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ มองเรื่องนี้อย่างไร นายวราวุธชี้แจงว่า เป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ที่ฝ่ายค้านมีสิทธิ์จะตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาล ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลก็เตรียมข้อมูลให้พร้อมที่จะชี้แจงฝ่ายค้านและประชาชนที่ได้ตั้งข้อสังเกตมา แล้วว่ากันไปในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า หากในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจมีชื่อนายวราวุธด้วย พร้อมที่จะชี้แจงหรือไม่ รมว.ทส.ตอบว่า ถ้าจะให้ดีไม่อยากให้มี แต่ถ้ามีคงต้องมาดูว่าเป็นประเด็นอะไร แล้วเราจะชี้แจงการทำงานในส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มไทยไม่ทน &amp;nbsp; คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทยและกลุ่มอาชีวะ นำโดยนายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ, นายณัทพัช อัคฮาด, นายเศวต ทินกูล และม่อน อาชีวะ แกนนำไทยไม่ทนฯ เข้ายื่นหนังสือขอให้พรรคภูมิใจไทยเพื่อขอให้ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อชาติบ้านเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายธนาวุฒิอ่านแถลงการณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองสำคัญ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาตลอด &amp;nbsp;มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพลิกขั้วรัฐบาลมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง ขณะที่ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หนีไม่พ้นความรับผิดชอบ กระแสดรามาโจมตีต่างๆ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการวัคซีน รวมถึงประสิทธิภาพในการรับมือเรื่องการแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาวุฒิกล่าวต่อว่า ทางคณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จึงขอเสนอโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยได้มีส่วนสำคัญในการพลิกสถานการณ์การเมืองไทยอีกครั้ง ด้วยการกลับมาเป็นพรรคการเมืองที่ยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชน และยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยทันที &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงต้นก่อนทำกิจกรรม กลุ่มไทยไม่ทนฯ ได้นำศพจำลองพันด้วยงูเห่ามาวางไว้บริเวณประตูทางเข้าพรรค โดยงูเห่าคาบขวดวัคซีนที่แสดงสัญลักษณ์ว่าคอยวัคซีน ทั้งนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมารอสังเกตการณ์และดูแลความเรียบร้อย ซึ่งภายหลังจากที่อ่านแถลงการณ์เสร็จ นายคณาวุฒิได้นำหนังสือเสียบไว้กับประตู เนื่องจากไม่มีผู้มารับหนังสือ เพราะเจ้าหน้าที่พรรคทำงานจากที่บ้าน นอกจากนี้ยังได้มีการแสดงเชิงสัญลักษณ์โดยมีการแสดงถึงคลัสเตอร์ผับคริสตัลที่ทองหล่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาวุฒิยังให้สัมภาษณ์ถึงการยกระดับข้อเรียกร้องหลังยื่นหนังสือถึงพรรคภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล 2 ครั้งแล้ว ว่าวันนี้มีหลายสาขาอาชีพที่ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาล แต่ต้องปรึกษาหารือกันก่อนว่าจะยกระดับข้อเรียกร้องอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคก้าวไกล นำโดย Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รวมถึง ส.ส.พรรคก้าวไกลทุกคน จะทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรให้ดีที่สุดเพื่อคืนชีวิตที่มีอนาคตให้แก่พี่น้องประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งนี้ พรรคก้าวไกลจึงขอเชิญชวนข้าราชการและพี่น้องประชาชนที่รักความถูกต้อง ความเป็นธรรม ร่วมกันส่งข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อำนาจหรือการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยท่านสามารถส่งข้อมูลต่างๆ รวมทั้งรายละเอียดการติดต่อกลับมายังพรรคก้าวไกลได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กแฟนเพจ ทวิตเตอร์ ไลน์ ฯลฯ หรือจะเป็นทางตู้ไปรษณีย์ 9 ปณศ. คลองจั่น กรุงเทพฯ 10240 และทางอีเมล office@moveforwardparty.org โดยจ่าหน้าซองและจั่วหัวข้อว่า &amp;ldquo;อภิปรายไม่ไว้วางใจ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ต้องเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาลประยุทธ์ ร่วมกันรักษาชีวิตของพี่น้องประชาชน ร่วมกันฟื้นคืนการทำมาหากินของพวกเรา ร่วมกันอภิปรายไม่ไว้วางใจ เอารัฐบาลประยุทธ์ออกไปให้จงได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110638</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210518/image_big_60a3cdd4019aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ถก40ซีอีโอสู้ไวรัส สั่งศธ.-อว.หั่นค่าเทอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; นั่งหัวโต๊ะประชุม &amp;ldquo;ตรีนุช-เอนก&amp;rdquo; ถกช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการศึกษา วาง 4 ข้อกำหนด &amp;ldquo;รมว.ศธ.&amp;rdquo; ลั่นเสนอเข้าที่ประชุม ครม. 27 ก.ค.นี้ ยึดหลักไม่ทิ้งเด็กและผู้ปกครองไว้ข้างหลัง &amp;ldquo;อว.&amp;rdquo; หั่นค่าเทอมขั้นบันได พร้อมลดรายบุคคลอีก 5,000 บาท เริ่มปีการศึกษา 2564 เชื่อมีเด็ก 1.75 ล้านคนได้ประโยชน์ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; นัด 22 ก.ค.หารือเยียวยาเศรษฐกิจหลังพูดคุย 40 ซีอีโอพลัส ย้ำเดินหน้า 120 วันเปิดประเทศ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 21 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงเช้า และในเวลา 10.30 น. นายกฯ ได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงสถานการณ์โควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลา 14.02 น. พล.อ.ประยุทธ์โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า &amp;quot;วันนี้ได้ประชุมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนในการช่วยลดภาระ ค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ครู นักเรียน และนักศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มด้อยโอกาส ยากจน และกลุ่มผู้พิการ โดยมีแนวทางในด้างต่างๆ เช่น 1.มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียน 2.ขอความร่วมมือให้ลดหรือชะลอการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ จากผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชน 3.สนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่สถานศึกษาเพื่อรองรับการเรียนแบบออนไลน์ และ 4.ช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างงาน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ที่ประชุมได้มอบหมายให้ อว.และ ศธ.จัดทำรายละเอียดและขั้นตอนในการดำเนินการในมาตรการต่างๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้าครับ&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์โพสต์ทิ้งท้าย
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. กล่าวภายหลังประชุมว่า นายกฯ มีความเป็นห่วงการเรียนของนักเรียน การจัดการเรียนการสอนของครู และค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองท่ามกลางวิกฤติโควิด จึงมอบหมายให้ ศธ.จัดทำโครงการมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ของนักเรียน ครู และผู้ปกครองในสถานการณ์โควิด ซึ่งมาตรการช่วยเหลือนี้จะครอบคลุมทั้งโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โรงเรียนสังกัด กทม. และโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยจะนำมาตรการการช่วยเหลือเหล่านี้เสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบหลักการในวันที่ 27 ก.ค.ต่อไป สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการเรื่องนี้นั้น ครม.จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้งบประมาณในส่วนใดมาดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการการช่วยเหลือนักเรียน ครู และผู้ปกครองนั้น มีหลักการเบื้องต้นคือ ศธ.จะไม่ทิ้งเด็กคนใดคนหนึ่งไว้ข้างหลังและไปให้ถึงผู้ปกครอง และมาตรการช่วยเหลือสถานศึกษาให้ได้พัฒนาเรื่องสื่อเรียนการสอน นอกจากนี้ นายกฯ ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการเรียนการสอนออนไลน์ของนักเรียนมัยมศึกษาตอนปลายมากขึ้น โดยอยากให้เปิดช่องทางการเรียนการสอนผ่าน On Air ในรูปแบบการเรียนการสอนของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมให้มากขึ้น เพื่อให้เด็กมีช่องทางการเรียนรู้อย่างหลากหลาย&amp;quot; รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. กล่าวประเด็นนี้ว่า นายกฯ ได้รับหลักการมาตรการตามที่ อว.เสนอ คือ 1.สถาบันอุดมศึกษาภาครัฐจะลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา โดยกำหนดเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา 50% ขั้นที่ 2 ส่วนตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท ลด 30% และขั้นที่ 3 ส่วนตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป ลด 10% โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณสำหรับส่วนลดนี้ 60% และสถาบันอุดมศึกษาสมทบ 40% และ 2.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน รัฐบาลจะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาคนละ 5,000 บาท โดยให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่ละแห่งพิจารณาลดค่าเล่าเรียนเพิ่มเติมและสนับสนุนมาตรการอื่นๆ เช่น ขยายเวลาผ่อนชำระหรือผ่อนจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา ตั้งกองทุนสนับสนุนการศึกษา จัดหาอุปกรณ์/โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับนักศึกษายืมเพื่อใช้ในศึกษาออนไลน์ ส่วนลดค่าหอพักนักศึกษา จัดสวัสดิการพิเศษกรณีนักศึกษาป่วยด้วยโรคโควิด-19 เป็นต้น โดยมาตรการนี้จะเริ่มใช้ทันทีในภาคศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยจะมีนิสิตนักศึกษาที่ได้รับประโยชน์เป็นจำนวนถึง 1,750,109 คน
ลุ้นมาตรการเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร กรรมการบริหารพรรคกล้า กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาเยียวยามาตรการเพิ่มเติมให้ลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพราะลูกหนี้กองทุนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างจากคนกลุ่มอื่นที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 เช่นกัน จึงขอเรียกร้องให้พักการชำระหนี้ ลดและพักเบี้ยปรับไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) กล่าวว่า ในวันที่ 22 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 3/2564 หารือสถานการณ์เศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน รวมไปถึงมาตรการเยียวยาต่างๆ ด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ 40 ซีอีโอ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้เข้าร่วมหารือ อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขณะที่ 40 ซีอีโอ นำโดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประชุมเชื่อมสัญญาณมายังตึกไทยคู่ฟ้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ กล่าวขอบคุณเอกชนที่มาร่วมหารือเพื่อช่วยกันบรรเทาสถานการณ์โควิด-19 วันนี้ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจกับการแพร่ระบาดโควิดที่รุนแรงมากขึ้นนี้ ยังเดินหน้าแก้ไขอย่างรอบด้าน ทั้งการเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชาชน โดยถึงวันที่ 20 ก.ค.มีการฉีดวัคซีนแล้วกว่า 14 ล้านโดส และการกำหนดมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาคประชาชนผ่านโครงการต่างๆ ก่อนยืนยันว่าที่ผ่านมาสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนได้ให้ข้อเสนอแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของรัฐบาลมาตลอด ข้อเสนอแนะที่ทำได้รัฐบาลดำเนินการทันที ในส่วนที่เป็นอุปสรรครัฐบาลก็พยายามเร่งแก้ไขให้ ทั้งนี้ทุกมาตรการต้องเป็นตามกฎหมายและหลักการงบประมาณ เพราะเงินที่รัฐบาลที่นำมาใช้จ่ายมาจากภาษีของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในระดับสูง ต้องลดความขัดแย้ง ช่วยกันสร้างการรับรู้ เน้นประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพราะทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การช่วยกันหาทางออกให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน&amp;rdquo; นายกฯ กล่าวในที่ประชุม
40 ซีอีโอพลัสชง 4 ข้อเสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสนั่นกล่าวว่า 40 ซีอีโอพลัส ขอบคุณนายกฯ และคณะที่ได้จัดสรรเวลาเชิญ 40 ซีอีโอพลัสหารือร่วม ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนได้เตรียมข้อสนอต่อรัฐบาลไว้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งศูนย์ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลทั้ง 25 ศูนย์ของภาคเอกชนที่ร่วมกับ กทม. สามารถแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล โดยมีศักยภาพฉีดวัคซีนได้ถึงวันละ 80,000 คน/วัน ซึ่งเอกชนพร้อมสนับสนุนภาครัฐในการจัดอุปกรณ์การแพทย์ ทั้ง Rapid Tests ยารักษา เตียงผู้ป่วยหนักและ ICU รวมทั้งมาตรการ Isolation โดยเทคโนโลยีดิจิทัล และจัด Platform ต่างๆ 2.การเยียวยาผู้ประกอบการและประชาชน เสนอให้ขยายมาตรการช่วยเหลือทั้งกิจการที่ต้องหยุดประกอบตามคำสั่งของราชการ รวมทั้งธุรกิจในห่วงโซ่ต่างๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน 3.การกระตุ้นเศรษฐกิจ แผนระยะสั้น-ระยะกลาง กระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มผู้มีรายได้และกำลังซื้อสูง กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดการจ้างงาน และ 4.การฟื้นฟูประเทศไทย เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐเอกชนขับเคลื่อนกิจกรรมที่มี Impact สูงและประชาชนไทยได้ประโยชน์&amp;nbsp;
&amp;ldquo;รัฐบาลมีความยากลำบากในการทำงาน ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดและเศรษฐกิจที่ผันผวนและไม่มีความแน่นอนสูง ภาคเอกชนให้กำลังใจนายกฯ และพร้อมให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลด้วยความจริงจัง&amp;rdquo; นายสนั่นกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวขอบคุณ และสิ่งที่ได้รับฟังข้อมูลในวันนี้สอดคล้องกับนโยบายและแนวคิดของรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า นายกฯ ครม. และ ศบค. ไม่เคยหยุดคิด หยุดทำงาน ที่สำคัญทุกฝ่ายต้องร่วมมือการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ลดความขัดแย้ง ขอยืนยันการเดินหน้าเปิดประเทศ 120 วัน ซึ่งเริ่มแล้วที่ภูเก็ตและสมุย และจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110637</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถกช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการศึกษา, นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยึดหลักไม่ทิ้งเด็กและผู้ปกครองไว้ข้างหลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f823443d9a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 22:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’มุ่งมั่นจัดหาวัคซีน ‘พปชร.-ภท.’โทษกันวุ่น!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โทรโข่งรัฐบาลยัน &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มุ่งมั่นจัดหาวัคซีนมาฉีดให้คนไทยโดยเร็ว &amp;nbsp;&amp;ldquo;อว.-สธ.&amp;rdquo; ประสานเสียงกางผลศึกษายัน &amp;ldquo;ซิโนแวค&amp;rdquo; เป็นวัคซีนมีประสิทธิภาพ ใช้ในสนามจริงได้ผลถึงกว่า 90% ต่อสู้กับสายพันธุ์อัลฟา รับสภาพต้องใช้ซิโนแวคอีก 2-3 เดือน เพราะมีของอยู่ แต่ได้สลับสูตรเพื่อเพิ่มประสิทธิผลแล้ว &amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo; แนะภูมิใจไทยหนักแน่น เร่งแก้ปัญหาดีกว่าโทษไปมา &amp;ldquo;วัฒนา&amp;rdquo; วัดใจลุงตู่ใช้อำนาจคุมราคาวัคซีนทางเลือก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ก.ค. ในเวลา 11.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร &amp;nbsp;ประธานคณะกรรมการจัดสรรวัคซีน และที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เข้าหารือ ซึ่งคาดว่าเป็นการหารือเรื่องการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ของไทย ว่าเป็นการบริหารจัดการแบบบูรณาการมีส่วนราชการที่เข้ามาร่วมกันทำงานในลักษณะคณะกรรมการในนามศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 โดยมีแผนการจัดหาและกระจายวัคซีนเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่พิจารณาร่วมกันมาโดยตลอด ซึ่งในที่ประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ได้เห็นชอบกรอบการจัดหาวัคซีน 120 ล้านโดสในปี 2565 นอกเหนือจาก 105.5 ล้านโดสที่จะจัดหามาภายในปี 2564 นี้ ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ยังเห็นชอบให้ สธ.จัดหาวัคซีนไฟเซอร์ในเบื้องต้น 20 ล้านโดส รวมทั้งให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นตัวกลางเจรจากับบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ในการจัดหาวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งคืบหน้าเป็นลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยอีกว่า แผนการจัดหาวัคซีนและการกระจายวัคซีนโดย ศบค.เป็นการทำงานร่วมกันในระดับนโยบายที่มีคำแนะนำด้านวิชาการจากคณะแพทย์ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ รัฐบาลโดย สธ.จะเป็นผู้จัดหาวัคซีนหลักที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันในส่วนของ สธ. ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เพื่อประชาชนไทย โดยมีปลัด สธ.เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจขับเคลื่อนและติดตามผลการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้เป็นไปตามแผนและกรอบเวลาที่กำหนด รวมถึงการเจรจาต่อรองกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดหาวัคซีนโควิด-19 จากผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า นายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. และที่ประชุม ศบค. ยังมีแนวทางเร่งรัดเจรจาจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมดังนี้ 1.เร่งเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนที่มีการพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 2.เร่งรัดการแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนด้วยแพลตฟอร์มอื่นๆ 3.สนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนต้นแบบรองรับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส และ 4.สนับสนุนการศึกษาภูมิคุ้มกันระยะยาวของผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาให้วัคซีนเข็มที่ 3 ในประชากรไทย รวมทั้งติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ไวรัสกลายพันธุ์อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;
ยันบิ๊กตู่มุ่งมั่นหาวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ มุ่งมั่นตั้งใจที่จะจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้มากที่สุด และฉีดให้ทุกคนในประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตให้มากที่สุด รวมทั้งปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ&amp;rdquo;นายอนุชากล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อว.ได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์การติดเชื้อและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ไทยได้ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 50 ล้านคน ซึ่งได้แก่ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, ไทย และเมียนมาร์นั้น ไทยสามารถฉีดวัคซีนได้สูงที่สุดตามสัดส่วนประชากร โดยมีคนที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วถึง 16.3% ของประชากร ตามด้วยอินโดนีเซีย 15.1%, ฟิลิปปินส์ 9.1%, เวียดนาม 4.1%และเมียนมาร์ 3.1% ส่วนประเทศขนาดเล็กในกลุ่มอาเซียนที่มีประชากรน้อยกว่า 50 ล้านคนนั้น จะมีร้อยละการฉีดวัคซีนต่อประชากรค่อนข้างสูงคือ สิงคโปร์มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 4,118,334 คน หรือ 69.9% ของประชากร, กัมพูชา 5,767,616 คน หรือ 34.1%, มาเลเซีย 9,570,974 คน หรือ 29.3%, บรูไน 106,556 คน หรือ 24.2% และลาว 1,050,818 คน หรือ 14.3%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.นพ.ดร.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า การใช้วัคซีนของไทยนั้นใช้วัคซีนซิโนแวคมากที่สุด จำนวน 7,522,418 โดส ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า 6,288,541 โดส และซิโนฟาร์ม 412,803 โดส ซึ่งยืนยันว่าการใช้วัคซีนซิโนแวคในกลุ่มความเสี่ยงสูงนั้นได้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยในช่วงระยะเริ่มต้นที่จีนได้ส่งมอบวัคซีนซิโนแวคมาตั้งแต่ ก.พ.2564 ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดแรกที่ได้รับและนำมาใช้ควบคุมสถานการณ์นั้น จากการติดตามผลการใช้งานจริงในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พบว่าวัคซีนนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการรุนแรงได้ผลดี โดยการติดตามการใช้งานที่จังหวัดภูเก็ต พบว่ามีประสิทธิผลการป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 90.7%, เชียงรายมีประสิทธิผล 82.8% และสมุทรสาครมีประสิทธิผล 90.5%&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ล่าสุดในการรายงานการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาพรวมของทั้งประเทศเกือบ 700,000 คนนั้น พบว่าในกลุ่มบุคลากรความเสี่ยงสูงซึ่งมีการติดเชื้อ 880 คน และเสียชีวิต 7 รายนั้น พบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้วมีอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอย่างมาก แสดงว่าวัคซีนซิโนแวคสามารถป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงได้&amp;rdquo; ปลัด อว.ระบุ
กางผลศึกษาซิโนแวค
ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค แถลงผลการศึกษาประสิทธิผลวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้จริงในไทยเช่นกันว่า ข้อมูล ณ วันที่ 19 ก.ค. ที่ได้ศึกษา 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 2 กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงคือ กลุ่ม จ.ภูเก็ต และสมุทรสาคร ส่วนอีกกลุ่มเป็นการศึกษาในบุคลากรสุขภาพจากเหตุการณ์การระบาดใน จ.เชียงราย และกลุ่มสุดท้าย กรมควบคุมโรคได้ดึงฐานข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุขที่มีการติดเชื้อในเดือน พ.ค.และ มิ.ย.&amp;nbsp;
&amp;ldquo;วัคซีนที่เราศึกษาในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับว่าขณะนั้นแต่ละพื้นที่ใช้วัคซีนอะไร ซึ่งช่วงเดือน เม.ย., พ.ค. และ มิ.ย. ส่วนใหญ่คนที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์จะเป็นซิโนแวค จะมีแอสตร้าเซนเนก้าบ้างเฉพาะการศึกษาเท่านั้น&amp;rdquo; นพ.ทวีทรัพย์กล่าว
นพ.ทวีทรัพย์กล่าวว่า จากข้อมูลการศึกษาประสิทธิผลในพื้นที่จริงที่ จ.ภูเก็ตช่วง เม.ย. ที่มีการฉีดวัคซีน โดยจำนวนทั้งหมดกว่า 1,500 รายของผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทั้งหมด พบติดเชื้อ 124 ราย ในจำนวนนี้เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของวัคซีนจากอยู่ที่ 90.7% ส่วน จ.สมุทรสาคร ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงมีทั้งหมดกว่า 500 ราย พบติดเชื้อ 116 ราย พบประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อพอๆ กันคือ 90.5% ดังนั้น เมื่อดูข้อมูลในช่วงการศึกษาของ 2 จังหวัด พบว่าประสิทธิผลวัคซีนซิโนแวคในช่วง เม.ย.-พ.ค. ซึ่งขณะนั้นเป็นสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ไม่ใช่เดลตา (อินเดีย) พบว่าประสิทธิผลดีพอสมควรในสนามจริง 90% ซึ่งผลการศึกษานี้ดีกว่าการศึกษาจริงในประเทศอื่น และดีกว่าตอนเริ่มทำการทดลอง ทั้งบราซิลและตุรกี อยู่ที่ 50-70%
นพ.ทวีทรัพย์ยืนยันว่า วัคซีนทุกตัวปลอดภัย ส่วนประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ภาวะความเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย แต่ประสิทธิผลของวัคซีนซิโนแวคในการใช้จริงของไทยได้ผลดีพอสมควร ประสิทธิผลป้องกันติดเชื้ออยู่ที่ 90% ในช่วงที่มีการระบาดสายพันธุ์อัลฟา และเรื่องป้องกันอาการปอดอักเสบก็ใกล้เคียงกัน ประมาณ 85% จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ และแม้ขณะนี้มีการระบาดของสายพันธุ์เดลตาเราก็ติดตามต่อเนื่อง ไม่ใช่รอว่าให้วัคซีนมีประสิทธิผลต่ำแล้วมาเปลี่ยนการใช้วัคซีน&amp;nbsp;
เมื่อถามว่าการระบาดของสายพันธุ์เดลตาเราจำเป็นต้องสั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคอีกหรือไม่ นพ.ทวีทรัพย์กล่าวว่า ซิโนแวคยังได้ผลอยู่ แต่เพื่อให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงขึ้นในการเพิ่มภูมิคุ้มกันจึงปรับการฉีดวัคซีนแทนที่จะฉีดซิโนแวค 2 เข็มก็เปลี่ยนมาเป็นฉีดซิโนแวค และตามด้วยวัคซีนต่างชนิดกัน จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงกว่าเดิม และที่เรายังต้องใช้ซิโนแวค เพราะเป็นวัคซีนที่จัดหาได้เร็ว ไม่ต้องรอคิวไปจนถึงปีหน้า หรือไตรมาส 4 ส่วนอนาคตจะปรับใช้วัคซีนชนิดอื่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์สายพันธุ์และขึ้นกับแต่ละช่วงเวลาเราจะจัดหาวัคซีนชนิดใดได้เพิ่ม แต่ช่วงการระบาด 2-3 เดือนนี้ต้องใช้วัคซีนที่มีอยู่ขณะนี้ให้เป็นประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุว่านายอนุทินเป็นแพะรับบาปของ ศบค. เพราะไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดหาวัคซีน เนื่องจากนายกฯ แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนที่มี นพ.ปิยะสกลเป็นประธาน ซึ่งมีอำนาจเหนือนายอนุทินในการจัดการเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีน โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า อยากบอกนายศุภชัยว่าทุกคนในรัฐบาลต่างมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบที่ต่างกันไป และทุกหน้าที่ของทุกคนก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่มีใครอยู่เหนือใคร กรณีนี้เชื่อว่าน่าจะเกิดความเข้าใจผิดกันมากกว่า อย่าเสียเวลาโทษคนนั้นคนนี้ว่าเป็นแพะอยู่เลย เอาเวลาไปหาทางออกให้ประเทศร่วมกันยังดูมีประโยชน์มากกว่า
พปชร.แนะบังซุปหนักแน่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่นายศุภชัยทำทีตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือไม่ และ ศบค.มองเห็นหรือไม่นั้น มองเผินๆ ก็คงไม่ต่างจากการที่นายศุภชัยกำลังโยนให้ ศบค.เป็นแพะแทนนายอนุทินใช่หรือไม่ เมื่อนายศุภชัยไม่ชอบให้หัวหน้าพรรคถูกมองเป็นแพะ ก็ไม่ควรทำให้รัฐบาลเป็นแพะ ที่นายศุภชัยบอกว่านายอนุทินวันนี้กลืนเลือด ยอมให้ด่าทุกเรื่องนั้น พล.อ.ประยุทธ์น่าจะเป็นคนที่กลืนเลือดและยอมถูกด่ามากกว่า เพราะไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลดำเนินการอะไร ท่านนายกฯ ก็ยอมถูกด่าก่อนเสมอในฐานะหัวหน้ารัฐบาล&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว
ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. เขต 2 ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวเรื่องนี้ว่า เมื่อรัฐบาลถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดีและบิดเบือนความจริงจำนวนมาก ยิ่งต้องรับแรงกดดันนั้นด้วยสติ และแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ต่อไป โดยไม่กล่าวโทษไปมา เพราะทุกการตัดสินใจก็ผ่านคณะที่ปรึกษา และ ครม.ร่วมตัดสินใจด้วย จึงอยากให้หนักแน่น เพื่อพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตินี้โดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวตอบโต้ น.ส.พัชรินทร์ว่า เขามาแถลงด้วยความไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น สิ่งที่ตนแถลงกับสิ่งที่เขาโต้เป็นคนละอย่างกัน เป็นการโชว์โง่ วันนี้สิ่งที่แถลงไปคนที่รับผิดชอบเรื่องวัคซีนเป็นคณะกรรมการที่พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้ง โดยมี นพ.ปิยะสกลเป็นประธานกรรมการในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ส่วนนายอนุทินไม่ได้เป็นคณะกรรมการในส่วนนั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นการด่าผิดคน ยิงผิดตัวอยู่ และไม่เกี่ยวกับการอนุมัติของ ครม. แต่เป็นเรื่องของ ศบค. หากโฆษก พปชร.ได้กลับไปอ่านอีกครั้งหนึ่ง อย่ามาโชว์โง่เรื่องแบบนี้ ยังใสซื่ออย่าทำซื่อบื้อออกมา ซึ่งสิ่งที่ตอบโต้มาเป็นสิ่งที่ไม่ทำการบ้าน จึงขอให้ไปทำการบ้านใหม่ก่อนที่จะออกมาพูด พรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า ขอเรียกร้องให้ ศบค.ออกมาเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการที่มีอำนาจตัดสินใจให้ไทยไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX &amp;nbsp;อย่าทำลายหลักฐานต่างๆ ก่อนที่ผู้มีอำนาจจะลงจากอำนาจ นอกจากนี้รัฐบาลต้องออกมายอมรับความผิดที่ได้ก่อไว้ต่อประชาชน หยุดถามหาความรับผิดชอบจากคนตัวเล็กตัวน้อย หยุดปัดความรับผิดชอบ หยุดปกป้องตัวเองและพรรคพวก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ปัญหาการจัดการวัคซีนกลายเป็นหนังชีวิตมีปัญหาเบื้องลึกเบื้องหลังต่อเนื่อง แต่ขอเสนอดังนี้ 1. ติดต่อจัดหาวัคซีน mRNA ให้เข้ามามากที่สุดและเร็วที่สุดในทุกวิถีทาง ทุกคอนเน็กชัน 2.กระจายการฉีดวัคซีนตามบ้านแบบสหรัฐอเมริกาทำ 3. เร่งสั่งจองวัคซีนโนวาแวกซ์ล่วงหน้าในปริมาณที่เพียงพอ และ 4.กำหนดการการกระจายฉีดวัคซีนคุณภาพให้กับประชาชนได้ครบแล้ว จึงกำหนดวันเปิดประเทศที่แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข ประธานคณะกรรมการกฎหมายและการเมืองพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นาว่า รพ.เอกชนได้คิดค่าฉีดรวม 2 เข็ม เป็นเงิน 3,400 บาท แต่ต้องจ่ายค่าจองเต็มจำนวนก่อนทันที ทั้งที่ รพ.เอกชนได้จองซื้อวัคซีนดังกล่าวจาก อภ.ในราคาโดสละ 1,100 บาท หรือ 2 เข็มเป็นเงิน 2,200 บาท รพ.เอกชนจึงได้กำไร 1,200 บาท จากต้นทุน 2,200 บาท หรือกำไรทันทีเกือบ 60% แต่สิ่งที่น่ารังเกียจคือ คณะกรรมการที่นายกฯ ได้ตั้งให้หมอปิยะสกลเป็นประธานนั้นมีตัวแทน รพ.เอกชนร่วมเป็นกรรมการเกือบ 10 คน ประชาชนจึงหวังพึ่งพากรรมการชุดนี้ลดราคาให้ไม่ได้ จึงเหลือทางเดียวคือใช้อำนาจของ กกร.ประกาศให้วัคซีนเป็นสินค้าควบคุม แต่อำนาจดังกล่าวถูกนายกฯ รวบไปแล้ว จึงต้องวัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะใช้อำนาจที่ไปยึดเอาของ รมว.พาณิชย์มาจะรักษาประโยชน์ของใครระหว่าง รพ.เอกชนกับประชาชน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f11c945d20a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
