<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พี่ศรี’นำชาวงามวงศ์วาน59ร้องป.ป.ช.ฟันอธิบดีกรมธนารักษ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.2564 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โพสต์รูปและเนื้อหาบนเฟซบุ๊กว่า ได้นำตัวแทนหมู่บ้านต่างๆ ใน ซ.งามวงศ์วาน 59 เขตจตุจักร เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการใช้อำนาจของอธิบดีกรมธนารักษ์ กรณีที่นำพื้นที่ถนนสาธารณะและสวนสาธารณะริมคลองเปรมประชากรไปให้เอกชนเช่าปลูกบ้านอาศัย อันถือได้ว่าเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ กรณีนี้ สืบเนื่องจากสำนักระบายน้ำ กทม.ได้เข้ามาก่อสร้างเขื่อนและทางเดินริมคลองเปรมประชากร เพื่อพัฒนาภูมิทัศน์และป้องกันการบุกรุกของชุมชนแออัดอย่างผิดกฎหมาย บริเวณซอยงามวงศ์วาน 59 ริมคลองเปรมประชากร ตามนโยบายของรัฐบาล และเมื่อก่อสร้างเขื่อนและทางเดินเท้าเสร็จแล้ว ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวหลายหมู่บ้านกว่า 400 หลังคาเรือนซึ่งได้รวมตัวกันเป็นชมรมคนรักคลองเปรม ได้ช่วยกันพัฒนาพื้นที่ริมคลองดังกล่าวตามแนวถนนซอยงามวงศ์วาน 59 ให้สวยงาม โดยการร่วมใจ ร่วมแรง บริจาคเงินคนละเล็กละน้อย จัดซื้อจัดหาดิน ปุ๋ย และพันธุ์ไม้ มาร่วมกันปลูกต้นไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัว เพื่อให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่าพื้นที่ถนนสาธารณะและสวนสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมากว่า 80 ปีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 21 ตรว.ดังกล่าว ถูกกรมธนารักษ์ นำไปให้เอกชนเช่าในราคาถูกเพื่อสร้างบ้านพักอาศัยแล้ว โดยขณะนี้กลุ่มผู้เช่าดังกล่าวได้ออกมาแสดงสิทธิ์ในการเช่าแล้ว โดยการปักป้ายบริเวณสวนหย่อมที่ชาวบ้านร่วมกันพัฒนาขึ้นมาว่า &amp;ldquo;ห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาใช้ประโยชน์ หรือทำให้ทรัพย์สินเสื่อมเสีย เสียหาย หากผู้ใดฝ่าฝืน จะดำเนินคดีตามกฎหมาย&amp;rdquo; ทั้งๆที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นถนนสาธารณะที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางสัญจรเข้าออกหมู่บ้าน/ชุมชนมาอย่างยาวนานก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป็นที่น่าแปลกใจว่าพื้นที่ริมคลองหรือพื้นที่ริมตลิ่งนั้น ตามป.แพ่งและพาณิชย์ ม.1304(2) บัญญัติให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ 2562 ได้บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;ที่ราชพัสดุ หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิด เว้นแต่ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คือ &amp;nbsp;อสังหาริมทรัพย์สําหรับพลเมืองใช้หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ&amp;rdquo; ดังนั้น การที่กรมธนารักษ์นำที่ชายตลิ่งริมคลอง ซึ่งเป็นถนนและสวนสาธารณะมาให้เอกชนเช่า ย่อมเป็นการฝ่าฝืนย้อนแย้งกฎหมายของตนเองโดยชัดแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สมาคมฯและชาวงามวงศ์วาน 59 จึงต้องนำความมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ซ เพื่อไต่สวนสอบสวนเอาผิดกรมธนารักษ์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ ตาม พรป.ป.ป.ช.2561 และตาม ป.อ.มาตรา 306 ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107344</URL_LINK>
                <HASHTAG>งามวงศ์วาน 59, นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, นายศรีสุวรรณ จรรยา, อธิบดีกรมธนารักษ์, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2b64f736b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสมาคมต้านโลกร้อน จัดหนักปมโรงงานมาบตาพุดปล่อยควันดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.64 - นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุโรงงานหลายโรงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดปล่อยควันดำ (flare) ออกมาทางปล่องควันพร้อมกันในหลายโรงเมื่อวันที่ 14 เม.ย. 64 เวลา 12.40 น. ที่ผ่านมานั้น ปล่องควันดังกล่าวออกมาจากโรงงานของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขา 2 (GC2) , บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขา 3 , บริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด , บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขา 12 และบริษัท เอ็ช เอ็ม ซี โปลีเมอส์ จำกัด อันมีต้นเหตุมาจากโรงไฟฟ้าที่ป้อนกระแสไฟฟ้าให้โรงงานต่างๆดังกล่าวเกิดขัดข้อง ทำให้โรงงานเกิดไฟฟ้าดับในกระบวนการผลิตก่อให้เกิดเปลวไฟและควันที่หอเผามากกว่าปกติ ทำให้เกิดกลุ่มควันหรือมลพิษฟุ้งกระจายออกมาแผ่คลุมพื้นที่นิคมฯและกระจายไปยังพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง จนเกิดอาการหวาดวิตกกันไปทั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่เกิดขึ้น แม้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะพยายามโปรโมทอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ มีศูนย์ EMCC &amp;nbsp;แต่ก็ทำได้แค่รายงานเหตุการณ์และอ้างว่าได้กำชับโรงงานให้รีบดำเนินการแก้ไขเท่านั้น ไม่เคยมีมาตรการที่เด็ดขาดที่จะลงโทษโรงงานผู้ก่อเหตุให้เข็ดหลาบได้เลย ซึ่งเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากเกินไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 ก.พ.63 ก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว แต่ทว่า กนอ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่เห็นมีมาตรการลงโทษใดๆ ออกมา ทั้งๆที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามคำสั่งของศาลปกครองระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)ก็ไร้น้ำยาที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมในการกำราบผู้ก่อมลพิษเหล่านี้ได้ ทำได้แค่เอาเครื่องตรวจวัดไปติดตั้งวัดอากาศแล้วรายงานว่าค่ามลพิษ VOCs เป็นปกติไม่เกินมาตรฐาน ซึ่งขัดแย้งต่อสภาพที่ปุถุชนทั่วไปก็รู้ว่าเกินมาตรฐานหรือไม่ หรือไม่กล้าที่จะแจ้งว่าเกินมาตรฐาน กลัวอะไรอยู่หรือ ถ้ากลัวก็ลาออกไปเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรณีเช่นนี้จะเป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่เห็นขัดเจนมากที่สุด และยิ่งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน EEC ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยแล้ว แต่ กนอ.ไม่เคยมีมาตรการลงโทษโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษเข่นนี้อย่างเป็นรูปธรรมเลย หากจะลงโทษได้ก็คงทำได้แค่โรงงานเล็กๆเท่านั้น ซึ่งทางออกที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อกรณีนี้ได้ก็คือ ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู โดยต้องไล่ผู้ว่าการ กนอ.-อธิบดี คพ.และคณะผู้บริหารออกไปเสียให้หมด หลังจากนั้นจึงค่อยปลด รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.กระทรวงทรัพย์ฯ เป็นรายต่อไป จึงจะพอเรียกศรัทธาของชาวบ้านคืนมาได้บ้าง&amp;quot; นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99534</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควันดำ, นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด, ศรีสุวรรณ จรรยา, โรงงานระยอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_60779bafcf8c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ศรีสุวรรณ’ข้องใจ ‘ปริญญา’ เป็นครูสอนกฎหมายได้ไงไม่รู้เรื่องความผิดซึ่งหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ.2564 -นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ว่าจะบ้าหรือไง ไปกล่าวหาว่าตำรวจจับกุมเกินกว่าเหตุไม่ขอหมายศาล เรื่องนี้เป็นความผิดซึ่งหน้า ตาม ปอ.ม.80 เป็นครูสอน กม.ได้ไง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การโพสต์ของนายศรีสุวรรณเกิดขึ้นจากกรณีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้มีการจับกุมผู้ชุนนุมที่หน้าสถานทูตเมียนมาจนทำให้ทรัพย์สินและเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 14 นายว่าทำผิดกฎหมาย และทำเกินกว่าเหตุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91828</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, นายศรีสุวรรณ จรรยา, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600cfd2672173.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;เบนเข็มมาเรื่องชาวบ้านขีดเส้น15วันจี้ผู้ว่าฯอยุธยาเร่งแก้ปัญหาบ้านเรือนริมน้ำป่าสัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค.2563 - นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนโพสต์เฟซบุ๊กพร้อมรูประบุว่า ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และองค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆ ในพื้นที่อำเภอนครหลวง ดำเนินการบังคับใช้ พ.ร.บ.โรงงาน 2535 และ พ.ร.บ.การสาธารณสุข 2535 เพื่อมิให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญและสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านในพื้นที่ โดยศาลทยอยมีคำพิพากษามาตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 แล้วนั้น แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่มีคำพิพากษามากว่า 1 ปีแล้วทั้งอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และองค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆ ในพื้นที่อำเภอนครหลวง ยังคงปล่อยให้โรงงานต่างๆสร้างความเดือดร้อนและเสียหายให้กับชาวบ้านเหมือนเดิม ทั้งเสียงดัง ฝุ่นละอองจากถ่านหิน แป้งมัน ปุ๋ย ข้าวเปลือก ฯลฯ ฟุ้งกระจาย จากการขนถ่ายด้วยเรือบาสขนาดใหญ่เกินกว่า 500 ตันกรอส บริเวณท่าเทียบเรือที่ผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้ท่าน้ำและที่ดินริมตลิ่งและบ้านเรือนของชาวบ้านทรุดพังเสียหายหลายสิบหลังคาเรือน โดยที่นายก อบต. นายอำเภอนครหลวง และผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยา ต่างทราบเรื่องดี แต่กลับเพิกเฉยเสียสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดศาลปกครองสูงสุดได้ออกคำบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 สั่งให้อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาใช้อำนาจตาม มาตรา 35 ประกอบมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน 2535 แก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญจากฝุ่นละออง แป้ง และกลิ่นเหม็นจากการประกอบกิจการของโรงงานริมแม่น้ำป่าสัก และสั่งให้ นายก อบต.ในพื้นที่อำเภอนครหลวง แก้ไขเหตุรำคาญดังกล่าว ตามมาตรา 44 มาตรา 26 ประกอบมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.การสาธารณสุข 2535 ให้แล้วเสร็จแล้ว แต่จนบัดนี้ เวลาเนิ่นผ่านมากว่า 1 เดือนแล้ว ทั้ง 2 หน่วยงานก็ยังเพิกเฉย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจะให้เวลาหน่วยงานทั้งสอง รวมทั้งนายอำเภอนครหลวง และผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 15 วัน หากไม่สามารถแก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญและเยียวยาความเสียหายดังกล่าวได้ สมาคมและชาวบ้านจะนำความไปแจ้งความดำเนินคดี ตาม ป.อ.มาตรา 157 ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการสอบสวนกลางต่อไป และจะร้องขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสั่งสำรองราชการผู้บังคับบัญชาข้าราชการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เกี่ยวข้องข้างต้น โดยไม่ใช้วิธีโยกย้ายต่อไป&amp;rdquo;นายศรีสุวรรณโพสต์ทิ้งท้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86356</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, นายศรีสุวรรณ จรรยา, พระนครศรีอยุธยา, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd02557bca46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2020 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2020 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรีสุวรรณโวยผู้ว่าฯนนทบุรีเกียร์ว่างปล่อยหมู่บ้านจัดสรรแอบปล่อยทิ้งน้ำเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 ก.ค. 2563 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โพสต์เฟซบุ๊กว่า สมาคมฯได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในโครงการพฤกษ์ภิรมย์ ปิ่นเกล้าว่า ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการแอบปล่อยน้ำเสียออกมาจากหมู่บ้านจัดสรรต่างๆลงคลองบางค้อ(บางคูลัด)ถึงคลองบางคูเวียงเป็นจำนวนมาก ทำให้สภาพน้ำมีกลิ่นเหม็นสีคล้ำดำและมีฟองลอยเต็มคลองไปหมด ทำให้ลำคลองเป็นแหล่งเชื้อโรคและเพาะพันธุ์ยุงเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของชาวบ้านใกล้เคียง และทำให้สัตว์น้ำต่างๆในคลองล้มตาย สูญพันธุ์ไปหมดสิ้น กลายเป็นมลพิษที่อันตรายต่อทั้งสมาชิกหมู่บ้านและผู้อื่นโดยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้ปัญหามาโดยตลอดแต่กลับเพิกเฉย ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าว ชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีในฐานะประธานคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัด และร้องเรียนไปยังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะผู้ให้ความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แล้ว รวมทั้งกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งได้ลงมาตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียและการระบายน้ำทิ้งของหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่ปรากฏว่า น้ำทิ้งที่ปล่อยลงคลองไม่เป็นไปตามมาตรฐานมีค่าแขวนลอย 44.5 มก./ลิตร (มาตรฐานไม่เกิน 40) มีค่าทีดีเอสเพิ่มขึ้นจากน้ำปกติ 695 มก./ลิตร (มาตรฐานไม่เกิน 500) ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากที่ดินจัดสรรตามประกาศของกระทรวงทรัพย์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หมู่บ้านจัดสรรและหรือที่ดินจัดสรรถือได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิด &amp;nbsp;มลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ปรากฏว่าหมู่บ้านจัดสรรหลายแห่ง มิได้จัดทำระบบน้ำเสียให้เป็นไปตามมาตรฐาน แต่สร้างไว้เพื่อให้ EIA ผ่านเพื่อหลอกตาเจ้าหน้าที่เท่านั้น บางแห่งไม่ยอมเดินเครื่องบำบัด เพราะมีต้นทุนค่าบำบัดค่อนข้างสูง บางแห่งใช้วิธีการทำให้เจือจาง (Dilution) โดยการสูบน้ำดีมาผสมบริเวณปลายท่อน้ำทิ้ง ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีในฐานะประธานคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน รวมทั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางม่วง และเทศบาลตำบลปลายบาง ให้เร่งตรวจสอบและเอาผิดผู้ประกอบการหมู่บ้านจัดสรร และหรือนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรริมคลองดังกล่าวโดยเร็ว และหากยังเพิกเฉยสมาคมฯจะร่วมกับชาวบ้านในการนำหลักฐานดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาล และ ป.ป.ช. เอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71861</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, ปล่อยน้ำเสีย, ศรีสุวรรณ จรรยา, โครงการพฤกษ์ภิรมย์ ปิ่นเกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0b0d541f5c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2020 07:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2020 07:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;จ่อนำชาวสุขุมวิท61ร้องป.ป.ช.ฟันคชก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08 ก.ค.2563 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โพสต์เฟซบุ๊กว่าตามที่ชาวชุมชนซอยสุขุมวิท 61 และชุมชนเอกมัยซอย 1 เขตวัฒนา กทม.ได้ออกมาคัดค้านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ &amp;lsquo;IMPRESSION EKKAMAI&amp;rsquo; ซึ่งเป็นอาคารสูงขนาดใหญ่ขนาด 43 ชั้น เนื่องจากการก่อสร้างโครงการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชน ทั้งปัญหาการจราจร รถติด ฝุ่น PM 2.5 และฝุ่น PM 10 เสียงและความสั่นสะเทือนจากการก่อสร้างนั้น ซึ่งโครงการดังกล่าวคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ด้านอาคารการจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน กรุงเทพฯ เชิญตัวแทนชาวชุมชนซอยสุขุมวิทซอย 61 และตัวแทนบริษัท เอเอชเจ เอกมัย จำกัด เจ้าของโครงการ IMPRESSION EKKAMAI ซึ่งตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 63 เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำรายงานรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และ คชก.มีมติให้ บริษัท เอเอชเจ เอกมัย จำกัด นำข้อกังวลของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการไปปรับปรุงแก้ไขใน EIA และนำกลับมาเสนอ คชก.ภายในอีก 6 เดือน ต่อมาในช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คชก.ได้พิจารณารายงาน EIA โครงการ IMPRESSION EKKAMAI ฉบับปรับปรุงแก้ไขแล้ว และให้ตัวแทนชาวชุมชนฯเข้ารับฟังข้อมูลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่ารายงาน EIA ฉบับที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ชาวชุมชนร้องเรียน เช่น ขนาดของโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่พิเศษ จึงไม่สามารถสร้างบนถนนเอกมัยที่มีความกว้างไม่ถึง 18 เมตรได้ ระยะห่างระหว่างอาคารที่แคบเกินไป ทำให้รถดับเพลิงไม่สามารถขับรถวนรอบอาคารโครงการได้ หากเกิดไฟไหม้จะกระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่รอบข้าง รวมทั้งข้อกังวลอื่นๆอีกกว่า 40 ข้อ ซึ่งยังไม่ปรากฏว่าได้มีการปรับปรุงแก้ไขแต่อย่างใด แต่ทว่า คชก.กลับมีการนัดประชุมเพื่อมีมติพิจารณาให้เห็นชอบโครงการดังกล่าวในวันที่ 13 ก.ค.63 นี้แล้ว ทั้งๆ ที่รายงานดังกล่าวยังไม่ตอบข้อกังวลของชาวบ้านให้ครบถ้วนแต่อย่างใด ซึ่งถือว่ามีข้อพิรุธและอาจเข้าข่ายการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และอาจทุจริตต่อหน้าที่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวสุขุมวิท 61 จึงรวมตัวกันเดินทางไปยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบและเอาผิดคณะกรรมการ คชก.ชุดดังกล่าวทั้งคณะตามกฎหมายต่อไป ในวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค.63 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. นนทบุรี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70814</URL_LINK>
                <HASHTAG>EIA, นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, ศรีสุวรรณ จรรยา, สุขุมวิท 61, เขตวัฒนา วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, เฟซบุ๊ก, เอกมัยซอย 1, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f050f4f62741.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2020 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2020 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ค้าน&#039;บิ๊กป้อม&#039;ปิดป่าฤดูร้อนไม่สามารถแก้ปัญหาไฟป่าได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 เม.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ พร้อมคณะ ได้เดินทางไป จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามรับทราบความคืบหน้าการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก และมีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนระบุว่าได้มีการรายงานถึงสาเหตุของไฟป่าว่าเพราะยังมีการเผาพืชไร่และการเผาป่าจากการเข้าไปหาของป่า และพล.อ.ประวิตร ได้กล่าวเน้นย้ำกับข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า หากคุมไม่ได้ เกิดปัญหาซ้ำซาก สร้างความเดือดร้อนเสียหายเป็นวงกว้างเช่นทุกปี อาจจำเป็นต้องปิดป่าฤดูร้อนก็ต้องทำนั้น
คำพูดดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า วิธีคิดในการมองปัญหาไฟป่าของรองนายกรัฐมนตรีคับแคบเป็นความล้าหลังทางความคิด ที่ชี้ให้เห็นว่าผู้พูดไม่เข้าใจปัญหาของการเกิดไฟป่าและแนวทางแก้ไขที่ถูกต้อง เพราะสาเหตุหลักของการเผาป่าไม่ได้มาจากประชาชนทำกินหรือปลูกพืชไร่ ตามที่มีการสรุปรายงานจากข้าราชการ เพราะไฟป่าส่วนใหญ่เกิดในเขตป่าไม้ เขตป่าอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ แม้ว่ามีประชาชนโดยเฉพาะชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชนที่มีที่ดินทำกินทับซ้อนกับป่าอนุรักษ์ แต่ชุมชนมีกฎเกณฑ์และภูมิปัญญาในการจัดการไฟป่า และไม่ใช่ช่วงเวลาของการทำเกษตร ขณะที่การหาของป่า ก็ไม่ได้มีเหตุจำเป็นต้องเผาป่า ขณะที่ไฟป่าที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุหลายประการที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการสะสมของเชื้อเพลิง ซึ่งเกิดจากการจัดการไฟป่าที่ไม่มีการจัดการเชื้อเพลิง ทั้งที่ป่าหลายประเภท เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง จำเป็นต้องมีไฟป่า นอกจากนั้น การเผาป่ายังมีเบื้องหลังที่ซับซ้อนและมีมิติทางการเมืองด้วย เช่น ไฟป่าเกี่ยวข้องกับงบประมาณ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางกลับกัน ขณะที่เกิดปัญหาไฟป่าทั่วภาคเหนือ ชาวบ้านหลายร้อยหมู่บ้านได้ช่วยกันป้องกันและดับไฟป่าอย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งหลายคนเสียชีวิตจากการช่วยกันดับไฟป่า มีการระดมทุนและการสนับสนุนจากสังคมเพื่อสู้กับไฟป่ามาโดยตลอดนับแต่เกิดเหตุไฟป่าในภาคเหนือ ดังนั้น การชี้นิ้วกล่าวโทษว่าไฟป่ามาจากการเผาพืชไร่และหาของป่า จึงเป็นการลดทอนปัญหาของไฟป่าให้เหลือเพียงประชาชนเป็นแพะรับบาป กลบเกลื่อนความล้มเหลวในการจัดการไฟป่าของรัฐ และเป็นการสร้างวาทกรรมที่ทำให้เกิดคติและไม่ยุติธรรมกับประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับป่าอนุรักษ์ของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีคิดดังกล่าวนี้ จะไม่มีทางนำไปสู่การประสบความสำเร็จในการจัดการไฟป่าได้ เพราะยิ่งเป็นการแยกคนออกจากป่า การกีดกันไม่ให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการไฟป่า และยังจะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การจัดการไฟป่าที่ถูกต้อง จำเป็นที่จะต้องใช้แนวทางการร่วมมือกันของหลายฝ่าย ทั้งราชการ ชาวบ้านในชุมชน และภาคประชาสังคมมาช่วยกัน ดังนั้นแล้วการคิดปิดป่าฤดูร้อนจะทำไปเพื่ออะไร คิดหรือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ฝันไปเถอะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62869</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้านปิดป่า, นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน, ศรีสุวรรณ จรรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e69a56ea24e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
