<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เย้ย‘ทอน’แค่นายกฯในโพล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พปชร.เมินเสียงโพล เย้ย &amp;ldquo;ธนาธร&amp;rdquo; แค่นายกฯ ในโพล แต่ &amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์&amp;rdquo; นายกฯ ในใจคนไทย สมศักดิ์ฟันธงรัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปีแน่ ปชป.ย้ำทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐนาวาลุงตู่ ฝ่ายค้านลั่นไม่เกิน 20 ม.ค. สะเด็ดน้ำกฐินซักฟอก คาดมีไม่เกิน 7 คน รอลุ้นเพิ่มชื่อ &amp;ldquo;ประวิตร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันจันทร์ ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพล ได้เผยผลสำรวจในเรื่องของความนิยมของรัฐบาลและนักการเมือง โดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีนิด้าโพลเผยผลสำรวจเรื่องนายกรัฐมนตรีในใจ ซึ่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม อันดับ 2 ซึ่งถูกว่ามอง พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในช่วงขาลง ว่าไม่หรอก เพราะโพลส่วนใหญ่ที่สำรวจในช่วงที่รัฐบาลบริหารงานส่วนใหญ่นายกฯ ไม่ค่อยได้เป็นที่หนึ่ง และโพลก็อาจถามในกลุ่มเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง เช่น ไปทำในกลุ่มที่สนับสนุนนายธนาธร ก็อาจได้ความนิยมเยอะ แต่ถ้าเป็นโพลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ถามทีละ 5-6 หมื่นคน จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าถามถึง 300-400 คน แล้วมาชี้ว่าเป็นความคิดเห็นของคนทั้งประเทศไม่ได้ เรื่องนี้คงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งเคารพในสิทธิการทำโพลและคำวิพากษ์วิจารณ์ของทุกคน
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรค พปชร. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ว่ากันไปตามผลโพล อยู่ที่มุมมอง ซึ่งหลายสำนักโพลก็แตกต่างกันไป ขึ้นบ้างลงบ้างก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นายธนาธรก็เป็นนายกฯ โพลไป ส่วน พล.ประยุทธ์ก็เป็นนายกฯ ในใจคนไทยต่อไป ทั้งนี้ คนรัก คนไม่รักเป็นเรื่องปกติในสังคม แต่ พล.อ.ประยุทธ์รักคนไทยทุกคน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์จะมุ่งมั่นทำงานให้พี่น้องคนไทยทุกคนต่อไป
ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ขอบคุณประชาชน ต่อผลสำรวจดุสิตโพลที่สำรวจถึงความชื่นชอบพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และตนเองได้คะแนนอันดับ 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณสื่อมวลชนประจำสภาผู้แทนราษฎรที่ให้เกียรติเลือกเป็นดาวเด่นประจำสภาปี 2562 พร้อมระบุว่า ตำแหน่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย หากปราศจากการสนับสนุนและให้กำลังใจจากประชาชน ไม่มีราษฎรย่อมไม่มีผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎรต้องเป็นผู้แทนของราษฎร มิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของคณะรัฐประหารสืบทอดอำนาจ&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายสมศักดิ์ยังกล่าวถึงเสียง ส.ส.ของรัฐบาลที่ยังปริ่มน้ำว่า อาจต้องพบปะพูดคุยกันมากขึ้นก่อนพิจารณาญัตติสำคัญ โดยเมื่อมีเสียงที่ปริ่มน้ำก็เป็นธรรมดาที่จะเห็นงูเห่าเกิดขึ้นมาได้ ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลก็เคยเกิดขึ้น เป็นเรื่องคณิตศาสตร์ เพื่อนฝูงต่างพรรคก็อาจช่วยกัน จึงไม่ใช่เรื่องใหม่เลย มีเกิดขึ้นมาตลอดในทุกรัฐบาลในอดีต
เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลยังไม่ได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ นายสมศักดิ์ยอมรับว่า เมื่อเป็นรัฐบาลผสม นโยบายต้องมาแลกเปลี่ยนกัน ก็อาจทำนโยบายของแต่ละพรรคไม่ได้ 100% แต่หากทำเต็มที่แล้ว เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ โดยประชาสัมพันธ์ผลงานที่ทำไปแล้ว
&amp;ldquo;เป็นสูตรตายตัวไม่ได้ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะอยู่ครบเทอม เพราะหากเลือกตั้งบ่อยก็อาจบอบช้ำไปด้วย จึงควรใช้เวลานี้ทำประโยชน์กับประชาชน ส่วนฝ่ายค้านก็ยังไม่อยากเลือกตั้งใหม่ เพราะจะได้มีเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งผู้บริหารอาจจะอยากอยู่นานหรือไม่นานได้ทั้งนั้น&amp;rdquo; นายสมศักดิ์ตอบข้อถามว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่
นายสมศักดิ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2563 ว่า เรื่องเศรษฐกิจในปีหน้า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทั้งภายในและนอกประเทศมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่เมื่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ผ่านสภา และใช้ได้ในช่วงต้นปี 2563 ก็จะเบาใจได้&amp;nbsp;
มั่นใจเสียงรัฐบาลแน่น
ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนมิติใหม่ของพรรคในปี 2563 ว่าเป็นธรรมดา ซึ่งการมีคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคเพิ่มเติมขึ้นมาและปรับในบางส่วนของพรรคนั้น เป็นการปรับเพื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่วนการเปลี่ยนโลโก้พรรคนั้น เมื่อสมาชิกพรรคเห็นชอบเปลี่ยนโลโก้ให้เป็นลักษณะวงกลมมากขึ้นกว่าเดิม ก็เป็นมิติที่ดีแสดงถึงความกลมเกลียว ความสัมพันธ์ที่ดี และการเริ่มต้นที่ดี&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า ถึงปีหน้าจะมีอะไรที่เป็นมิติใหม่ของพรรคหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า พรรค พปชร.เป็นพรรคที่ก่อตั้งใหม่ และมีสมาชิก ส.ส.จำนวนมาก แน่นอนว่าในช่วงต้นของพรรคต้องปรับตัวกันเยอะ เพราะเราเติบโตเร็ว ดังนั้นในปีหน้าในส่วนของ กก.บห.พรรคจะเป็นมิติการยกระดับการบริหารจัดการพรรค ทั้งในเรื่องของระบบพรรคและการทำตามยุทธศาสตร์ของพรรค และต้องเร่งทำให้พรรคให้มีความเข้มแข็ง เป็นพรรคที่ทำงานเพื่อประชาชนได้ตามที่คาดหวัง เพราะการมี ส.ส.จำนวนมาก ก็ถือเป็นการคาดหวังจากพี่น้องประชาชน
&amp;ldquo;ผมคิดว่าเสียงของรัฐบาลดีขึ้นเรื่อยๆ เราเพิ่งจะได้เสียงเพิ่มจากการเลือกตั้งซ่อมที่ขอนแก่น และผมมองว่าเสถียรภาพรัฐบาลอยู่ที่ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนด้วย ดังนั้นการที่ประชาชนเลือกตั้งซ่อมที่เลือกพรรครัฐบาลนั้น เป็นสัญญาณที่ดีต่อรัฐบาล ถึงความเข้มแข็งของตัวพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐเอง เชื่อว่าเสียงที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความมั่นคงเพียงพอในการบริหาร แม้บางช่วงจะมีภาวะปริ่มน้ำบ้างอันเกิดจากสมาชิก ส.ส.ของพรรคติดภารกิจกันบ้าง แต่ความมั่นคงของรัฐบาลในเชิงของเสียงดีขึ้น อีกทั้งถ้ารัฐบาลเดินหน้ามุ่งมั่นและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ก็จะมีโอกาสที่เสียงจะมีความมั่นคงมากขึ้น&amp;quot; นายสนธิรัตน์ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า การทำงานของพรรคในปี 2563 นั้น จะเป็นการสานต่อนโยบายเดิมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และพัฒนาต่อยอดเป็นนโยบายใหม่เพื่อพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ทั้งนี้ แม้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการเมืองในปี 2563 จะมีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะฝ่ายค้านประกาศว่าจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และบางพรรคการเมืองพยายามเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนออกมาชุมนุมบนท้องถนนก็ตาม แต่พรรคจะไม่หลงกลเกมยั่วยุ เหมือนกับที่ พล.อ.ประยุทธ์พยายามอดทนอดกลั้น ไม่หลงเกมยั่วยุของฝ่ายตรงข้าม แม้ว่าหลายเรื่องจะเป็นเรื่องที่ไร้ซึ่งข้อเท็จจริงอย่างมากก็ตาม ยืนยันว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐจะมุ่งมั่นทำงาน คิดนโยบาย และต่อยอดสู่การปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยทั้งประเทศอย่างเท่าเทียม
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานในปี 2563 ว่าเราทำงานในฐานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เป็นภาพที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า การทำงานของรัฐมนตรีทุกคน เป็นการทำงานในส่วนของรัฐบาล ส่วนการขับเคลื่อนพรรคเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายใน ซึ่งคิดว่าพรรคการเมืองทุกพรรคต้องขับเคลื่อนอยู่แล้ว อาจโดยกระบวนการหรือกลไกต่างๆ ที่พรรคมี เชื่อว่าทุกพรรคทำเหมือนกัน ยืนยันว่า ปชป.เป็นหนึ่งเดียว ทำงานกับรัฐบาลด้วยความสุข และมีความสุข
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่น่ากังวล เชื่อว่ารัฐบาลจะยังคงเดินหน้าเพื่อแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องหลัก พรรคฝ่ายค้านอาจเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกบ้าง ให้มีการเลือกตั้งใหม่บ้างก็เป็นสิทธิ แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ถึงขั้นต้องให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่มีเหตุผลใด เพราะนายกฯ และรัฐบาลได้พิสูจน์ให้เห็นตามที่ได้ตั้งใจ ตามที่ได้สัญญากับพี่น้องประชาชนว่าจะนำพาพี่น้องประชาชนและประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ วันหนึ่งข้างหน้าถ้าทำไม่ได้นายกฯ ก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว
&amp;ldquo;ยังอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมกันคิดถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง อย่ามุ่งเอาชนะกันโดยไร้ซึ่งเหตุผล ที่น่าเป็นห่วงคือการไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ ไม่เคารพอำนาจศาล สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นปัญหาให้กับบ้านเมืองได้ ประวัติศาสตร์มีให้เห็นแล้วว่าเมื่อใดที่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมวันหนึ่งจะถึงทางตัน นักการเมืองต้องไม่สร้างเงื่อนไขเช่นนั้นขึ้นมาอีก ควรต่อสู้กันตามกระบวนการ สู้กันในสภา ในศาลหากกรณีที่เป็นคดีความ&amp;rdquo;
กฐินซักฟอกไม่เกิน 7 คน
ส่วนความเคลื่อนไหวของการการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจนอาจนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น นายสมศักดิ์มองว่า การปรับ ครม.ไม่น่าตกใจ เพราะเป็นไปตามสถานการณ์ และปรับเพื่อเติมในส่วนที่คิดว่าการทำงานยังไม่แน่น แต่ไม่รู้ว่านายกฯ คิดอย่างไร ซึ่งในประเพณีปฏิบัติก่อนหรือหลังการอภิปราย ผู้บริหารสูงสุดจะมองเห็นถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของการทำงานไปตามสถานการณ์ แต่คงไม่ใช่สาเหตุ เพราะถูกอภิปราย หรือมีกิจกรรมการทางการเมืองอะไร
นายธนกรกล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ถ้ามีหลักฐานจริงก็ว่ากันไป ขอแค่ว่าอย่าเป็นราคาคุยเหมือนที่ผ่านๆ มาก็แล้วกัน โหมโรงไปเรื่อย แต่พอถึงเวลาจริงกลับนำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกประเด็น และมั่นใจในการชี้แจงของรัฐมนตรีทุกท่าน&amp;nbsp;
ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ในวันที่ 3 ม.ค.2563 คณะทำงานพรรคเพื่อไทยจะประชุมกันอีกรอบเพื่อวางแนวทางการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ดูแล้วน่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ประมาณกลางเดือน ม.ค. และคาดว่าจะเข้าสู่วาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ในปลายเดือน ม.ค.หรือต้นเดือน ก.พ. แต่ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เลี่ยงช่วงเทศกาลตรุษจีนในปลายเดือน ม.ค. ส่วนรัฐมนตรีที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น คงไม่หนีไปจากรายชื่อที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว 5 คน ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, นายดอน ปรามัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ถือว่ามีความชัวร์แล้ว 80%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คนที่จะถูกยื่นอภิปรายเพิ่มเติมนั้น ต้องรอฟังจากพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย อย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อยากให้ยื่นอภิปราย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะยื่นซักฟอก พล.อ.ประวิตรเพิ่มอีกคน หรือนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ก็มีบุคคลที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ ดังนั้นต้องรอการสรุปมติจากพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย คาดว่าภายในวันที่ 20 ม.ค.น่าจะปิดสำนวนได้ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดกี่คน ประเด็นใดบ้าง แต่ดูแล้วคงไม่เกิน 7คน&amp;rdquo;
รื้อ รธน.ต้องยอมบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่า เรื่องจะแก้ไขอะไรบ้างต้องให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และเเนวทางการเเก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 พิจารณาดูก่อนว่าจะเอาประเด็นไหนขึ้นมาพิจารณาก่อนหลัง ช่วงนี้ยังเป็นแค่ช่วงพิจารณาศึกษา ส่วนการแก้ไขเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนที่เห็นต่างกัน ถ้าอะไรคิดว่าพอไปได้ เราก็ต้องยอมบ้าง บางทีต้องยอมเสียแขนขาเพื่อรักษาชีวิต อาจต้องยอมเสียบางเรื่องเพื่อให้เรื่องใหญ่ๆ ผ่านไปได้ หากจะเอาทั้งหมด เราต้องดูว่าตัวเราแข็งแรงขนาดไหน ถ้าเราแข็งแรงไม่มากเราจะไปเอาทั้งหมดก็ไม่จบ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เราต้องรู้ว่าเราจะเอาแค่ไหน จะเอามันเอาสะใจอย่างเดียว &amp;nbsp;หรือพูดให้เกิดความคิดเห็นต่างทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วเกิดความเสียหายตามมากับประเทศและประชาชน ผมว่าไม่เกิดประโยชน์อะไร ส่วนจะใช้เวลาสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องอย่างโน้นอย่างนี้&amp;rdquo; นายสมศักดิ์กล่าว
นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า มีความหวังกับคณะ กมธ.ที่มาจากทุกฝ่าย และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะ กมธ. ก็เป็นคนที่มีประสบการณ์ทางการเมือง คงสามารถสร้างสมดุลได้ เชื่อว่า กมธ.จะเห็นสภาพของการเมืองไทยที่ทุกฝ่ายรู้ดีว่ามีล็อกอยู่หลายชั้น แต่ถ้า กมธ.มองดีๆ ร่วมกันหาช่องทางได้สำเร็จ จะเป็นทางออกของทุกฝ่ายที่ทำให้การเมืองเดินไปข้างหน้าได้ด้วยระบบของตัวประชาธิปไตยเอง ไม่ทำให้เกิดการเผชิญหน้า การเมืองก็ไม่ต้องลงไปบนท้องถนน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ถ้าตั้ง กมธ.มาเเล้วใช้เวลา 120 วัน ไปกับการวนถกเถียงด้วยข้อมูลเก่าๆ โดยไม่มีข้อมูลใหม่ที่มองไปข้างหน้า อันนี้ก็เสียเวลาเปล่า จะทำให้ประชาชนไม่ได้มีความหวังไปด้วย&amp;rdquo; นายสาธิตกล่าว
ส่วนนายราเมศกล่าวเรื่องนี้ว่า กมธ.ในสัดส่วนของพรรค ปชป.จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และเชื่อว่าทุกพรรคจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53558</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายกฯในโพล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191230/image_big_5e0a09d08b143.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
