<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักกฎหมายชี้จับกัญชา ผิดหลักการนิรโทษกรรม 90 วันถึง 20 พ.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.62 - นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก&amp;nbsp;Komsarn Pokong เกี่ยวกับข้อสงสัยทางกฎหมายกรณีการครอบครองกัญชาของมูลนิธิข้าวขวัญ โดยมีเนื้อหาบางตอนระบุว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ได้มีผลใช้บังคับโดยในบทบัญญัติมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดหลักการสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายไว้ในลักษณะของบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดในกฎหมายดังกล่าวเป็นเวลา 90 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมสัน กล่าวว่า บทบัญญัติในมาตรา 22 ระบุว่า ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัย อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษสำหรับการกระทำนั้น เมื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใน 90 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในกรณีที่เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 26/5 ให้สามารถครอบครองยาเสพติดให้โทษดังกล่าวได้ต่อไปจนกว่าการพิจารณาอนุญาตจะแล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ในกรณีนอกจาก (1) ให้แจ้งการครอบครองต่อเลขาธิการ อย.ภายในกำหนด 90 วัน ทั้งนี้ หากเป็นผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมสัน กล่าวว่า บทเฉพาะกาลดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดประเภทที่ 5 เฉพาะกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ ไม่ต้องรับโทษ หากได้ดำเนินการตามที่กำหนดในบทบัญญัติมาตรา 22 ดังกล่าว ภายในช่วงเวลา 90 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ คือ ในช่วงเวลาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ -วันที่ 20 พฤษภาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลักการของบทเฉพาะกาลนี้ เป็นบทกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นการยกเว้นการรับโทษในช่วงกฎหมายใช้บังคับ ซึ่งการมีกฎหมายใหม่จะทำให้ผู้ครอบครองกัญชาไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องได้รับผลกระทบจากการมี พรบ.ฉบับนี้ และจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ซึ่งกระทำการที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดจะได้ปฏิบัติตนให้เป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่ทันทีที่กฎหมายใช้บังคับ รวมทั้งจะมีผลทำให้เป็นการลดการกระทำความผิดกฎหมายและได้ผลในการสมัครใจเข้าสู่การดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการลดการก่ออาชญากรรมในรูปแบบมาตรการทางกฎหมายเชิงบวก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมสันกล่าวว่า บทบัญญัติมาตรา 22 ดังกล่าว มีลักษณะเดียวกับการกำหนดการนิรโทษกรรมตามบทเฉพาะกาลที่พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง ซึ่งเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายแต่ละครั้ง ก็ได้มีการนิรโทษกรรมเกือบทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อเราพิจารณาเปรียบเทียบบทบัญญัติของการตราบทเฉพาะกาลเพื่อนิรโทษกรรม ให้แก่ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนดังกล่าวข้างต้น กับบทบัญญัติมาตรา 22 แห่งพรบ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7)แล้ว ก็จะพบหลักการสำคัญในการนิรโทษกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์คณะนิติศาสตร์ กล่าวว่า ด้วยประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลในมูลนิธิข้าวขวัญ ว่ามีการผลิต ครอบครอง จำหน่ายจ่ายแจก กัญชา ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 5 ที่ได้รับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดในช่วง 90 วัน จึงเป็นการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักการของกฎหมาย และเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา 22 เพราะการมีบทเฉพาะกาลดังกล่าวเป็นไปด้วยเงื่อนไขที่หลายฝ่ายก็เข้าใจอยู่ว่า ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ &amp;nbsp;-วันที่ 20 พฤษภาคม เป็นช่วงเวลาของการนิรโทษกรรมไม่เอาผิดกับผู้ซึ่งมีไว้ในการครอบครองกัญชาในทุกกรณี ไม่ว่าจะมีไว้ในครอบครองเพื่อผลิต การค้า การจำหน่าย จ่ายแจก หรือกิจกรรมใด ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว การศึกษาวิจัย หรือเพื่อการใดๆ ซึ่งรวมถึงการมีไว้เพื่อสันทนาการ ก็ตาม ก็ได้รับประโยชน์จากบทนิรโทษกรรมดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อหลักการของกฎหมายเป็นไปดังกล่าว การกระทำของเจ้าหน้าที่ที่เข้าดำเนินการกับมูลนิธิขวัญข้าว จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักความชอบด้วยกฎหมายในสาระสำคัญของหลักนิติรัฐ คือหลักกฎหมายว่าด้วยความมาก่อนของกฎหมาย และการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราไม่รู้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเกิดจากวัตถุประสงค์ใด แต่หากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลใดต้องรับผิดทางอาญา หรือเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆในการมีสิทธิเหนือกัญชา เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งคงต้องเตรียมตัวสำหรับการรับผลจากการกระทำเอาไว้ด้วย&amp;rdquo;นายคมสัน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33302</URL_LINK>
                <HASHTAG>#SaveDecha, กฎหมายกัญชา, นายคมสัน โพธิ์คง, นายเดชา ศิริภัทร, นิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชา, พรบ.ยาเสพติดให้โทษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190409/image_big_5cac5f2ad6020.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซัด &#039;กรมที่ดิน&#039; เมินแก้ปัญหาชาวเลราไวย์ ออกโฉนดมิชอบเอื้อนายทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค.61 -&amp;nbsp;นายนิรันดร์ หยังปาน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และตัวแทนชาวเลชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ตนและชาวบ้านได้เดินทางไปประชุมร่วมกับตัวแทนของบริษัทบารอน เพื่อเจรจาถึงข้อพิพาทเรื่องที่ดิน โดยทางตัวแทนบริษัทบารอน เวิล์ดเทรด จำกัด ได้ยื่นข้อเสนอที่จะทำโครงการพัฒนาชุมชนโดยซื้อที่ดินจำนวน 2 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้าน 30 หลังอาศัยอยู่ในชุมชน ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่บริษัทบารอนอ้างกรรมสิทธิ์ และที่ดินผืนดังกล่าวมีข้อพิพาทกับเอกชนอีกรายหนึ่งที่อ้างกรรมสิทธิ์ โดยบริษัทบารอนขอแลกกับการย้ายบาไล (พื้นที่พิธีกรรมชาวเล) มาไว้ในที่ดิน 2 ไร่นี้พร้อมทั้งขอเส้นทางสาธารณะหน้าหาดที่ชาวบ้านใช้เดินไปสู่บาไล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิรันดร์ กล่าวว่า บริษัทบารอนยังยื่นข้อเสนอที่จะให้เงินสนับสนุนจัดตั้งกองทุนของชุมชนอีก 5 แสนบาท และซื้อรถเก็บขยะและรถพยาบาลให้อีกอย่างละ 1 คัน นอกจากนี้ยังจ่ายค่าหลักจอดเรือบริเวณหาดทรายให้อีกหลักละ 3 หมื่นบาทเพื่อแลกกับการย้ายพื้นที่จอดเรือออกมาจากบริเวณหน้าหาดในที่ดินที่บริษัทอ้างกรรมสิทธิ์ อย่างไรก็ตามภายหลังจากได้มีการจัดประชุมชาวบ้านเพื่อพิจารณาข้อเสนอ ที่ประชุมมีมติไม่รับข้อเสนอดังกล่าวเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังต้องการเส้นทางสาธารณะที่เดินไปสู่บาไล และไม่ต้องการให้มีการย้ายบาไลไปไว้ที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชาวบ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารับไม่ได้ที่จะต้องย้ายบาไล และไม่เอาด้วยกับโครงการที่บริษัทบารอนเสนอมา พวกเราพร้อมสู้คดีกันในศาลต่อไป แต่ได้ยินว่าเขาจะชวนชาวบ้านไปเจรจาอีกครั้งโดยมีนายกเทศมนตรีราไวย์ร่วมด้วย&amp;rdquo;นายนิรันดร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสนิท แซ่ซั่ว ผู้ประสานงานชาวเลชุมชนราไวย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีคดีที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้องและเป็นผู้ฟ้องอยู่ทั้งหมด 27 คดี ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องที่ดิน มีเพียง 2 คดีที่เป็นเรื่องแผงขายปลาหน้าหาดถูกเอกชนอ้างกรรมสิทธิ์และขับไล่ และคดีชาวบ้านถูกจับเนื่องจากออกไปหาปลาแต่ถูกตั้งข้อหาว่าจับปลาในเขตหวงห้าม ส่วนคดีที่ดินนั้นศาลฎีกาได้พิพากษาไปแล้ว 2 คดี 9 รายโดยชาวบ้านแพ้เพราะไปจ่ายค่าเช่าให้กับผู้อ้างกรรมสิทธิ์เนื่องจากไม่รู้หนังสือ แต่กรณีที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านอีกหลายครอบครัวเพราะที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นทางเข้า-ออกของหลายบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางสมพอง แซซั่ว แม่ค้าปลาชาวอูรักลาโว้ย ซึ่งถูกฟ้องขับไล่ กล่าวว่าตนขายปลาและหอยให้นักท่องเที่ยวอยู่ที่หาดราไวย์มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนปัจจุบันอายุ 52 ปี ซึ่งบริเวณที่ขายนั้น ในอดีตชาวบ้านต่างก็เอาปลามาขายได้ โดยตนได้เอาปลาจากเรือประมงที่สามีและลูกหามาได้ออกมาวางขาย แต่ถ้าได้มากก็ส่งขายพ่อค้าคนกลาง ซึ่งไม่เคยเสียค่าเช่าแผงให้ใครเพราะเป็นพื้นที่ของชุมชน แต่ปลายปี 2559 ได้มีเอกชนมาเรียกเก็บค่าเช่าเพราะเขาอ้างกรรมสิทธิ์บนที่ดินที่ยังมีปัญหากับชาวบ้านซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเรียบหาด ซึ่งแม่ค้าที่เป็นคนนอกบางแผงก็ยอมจ่ายค่าเช่า แต่ในส่วนของพวกตนที่มีอยู่ 5 แผงไม่ยอมจ่ายเพราะเราเห็นว่าเป็นที่ดินเดิมที่เราเคยขายมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พวกเราขายกันมานาน จู่ก็จะมาเก็บค่าเช่า พวกเราที่เป็นแม่ค้าชาวเลทั้ง 5 คนคุยกันแล้วว่าจะไม่ยอมและต้องสู้ มันพื้นที่ที่เราขายกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม ถ้าเรายอมแล้วต่อไปลูกหลานจะเอาพื้นที่ที่ไหนขายปลาที่จับมาได้ ทุกวันนี้เราแทบไม่เหลือที่วางขายปลาอยู่แล้ว เพราะถูกจับจองมีเจ้าของหมด เราได้อาศัยพื้นที่ที่เหลืออยู่ ใครหาปลามาได้ก็มาวางขาย&amp;rdquo;นางสมพอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าปัญหาและข้อพิพาทคดีที่ดินของชาวเลชุมชนราไวย์นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบเนื่องจากเจ้าของที่ดินเดิมอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองโดยมิชอบ ที่ผ่านมาทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คณะกรรมการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ (กบร. )และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงไปตรวจสอบและมีข้อเสนอถึงรัฐบาลหมดแล้ว เพียงแต่รัฐบาลไม่ยอมแก้ไขเพราะหน่วยงานรัฐคือ กรมที่ดินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารโฉนดมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พูดง่ายๆคือมีการทุจริตคอรัปชั่นกันในพื้นที่ ปัญหาแบบนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลจะใช้ระบบราชการในการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่ควรให้ผู้ที่ออกเอกสารสิทธิ์ ผู้ที่ตรวจสอบและผู้ที่เพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นคนๆเดียวกัน ควรต้องรีบแก้กฎหมายประมวลที่ดิน มิเช่นนั้นชาวบ้านมากมายที่กำลังเดือนร้อนจะไม่ได้รับการแก้ปัญหา ท้ายสุดเรื่องก็ไปจบลงที่ศาล และศาลก็พิจารณาแต่ในเอกสารโดยมิได้ลงเดินสำรวจ&amp;rdquo;นายคมสัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ได้เกิดการประทะกันระหว่างคนงานราว 100 คนของบริษัทบารอนเวิล์ดเทรดจำกัดและชาวเลในชุนชนราไวย์ ภายหลังจากที่บริษัทบารอนฯนำรถแบ๊กโฮเคลื่อนย้ายก้อนหินมาปิดทางเข้า-ออกเส้นทางที่ชาวราไวย์ใช้เดินไปประกอบพิธีกรรมที่บาไล โดยบริษัทบารอนฯอ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินบริเวณดังกล่าวและเตรียมพัฒนาให้เป็นโรงแรม แต่ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นเส้นทางสาธารณะของชุมชนที่ใช้กันมานาน ซึ่งทุกวันนี้ข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21021</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมที่ดิน, ข้อพิพาทชาวเลกับนายทุน, จังหวัดภูเก็ต, ชาวเลราไวย์, นายคมสัน โพธิ์คง, นายนิรันดร์ หยังปา, ออกโฉนดที่ดินมิชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd82696013db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
