<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 07:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 07:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คำนูณ&#039;ออกบทความ’อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ’วิเคราะห์คำวินิจฉัยก่อนศาลรธน.ชี้ชะตา11มี.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2564 - นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊กในรูปบทความเรื่อง &amp;lsquo;อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; มุมมองทางวิชาการต่อว่าที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 11 มีนา มีเนื้อหาว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้สำคัญมากถึงมากที่สุด !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ ที่นี้จะขอพูดสรุปประเด็นเฉพาะมุมมองทางวิชาการในข้อกฎหมายเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายมหาชน !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยตอบโจทย์ว่า...&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เกิดกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ (โดยห้ามเปลี่ยนแปลงหมวด 1 และหมวด 2) เสนอต่อประชาชนเพื่อลงประชามติให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ ? ซึ่งแตกต่างไปจากโจทย์ที่เคยมีไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 9 ปีที่แล้วปี 2555&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทย์เมื่อ 9 ปีก่อนถามในอีกลักษณะหนึ่งว่าญัตติเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ตอบในท้ายที่สุดว่าไม่เป็น และไม่ผิด แต่มีคำวินิจฉัยประเด็นหนึ่งในตอนต้นว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในฐานะที่รัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการลงประชามติมา ดังนั้นจึง &amp;lsquo;ควร&amp;rsquo; ไปทำประชามติก่อน ในฐานะที่ประชาชนเป็น &amp;lsquo;อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; ที่เหนือกว่าอำนาจของรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งนั้น ฮือฮากันมากตรงคำว่า &amp;lsquo;อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; (ขออนุญาตวงเล็บภาษาวิชาการสั้น ๆ ว่า pouvoir constituant) ที่เคยอยู่แต่ในตำรากฎหมายมหาชนมาปรากฎในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก
และก็ทำให้เชื่อกันตั้งแต่บัดนั้นว่าถ้าจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับในโอกาสต่อไปจะต้องมีการทำประชามติก่อน เสมือนให้ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญยินยอมอนุญาต ไม่ใช่แค่แก้ไขเพิ่มเติมมาตราว่าด้วยวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอำนาจรัฐสภาเฉย ๆ เหมือนเมื่อปี 2539 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2534 ก่อให้เกิดการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับอันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 2540
เพราะในทางทฤษฎีแล้ว &amp;lsquo;อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; เป็นอำนาจสูงสุด ไม่มีข้อจำกัด รวมทั้งการอนุญาตให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศที่เป็นต้นทางทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่อ้างอิงเป็นตัวอย่างทางวิชาการกันมากคือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ของฝรั่งเศสในปีค.ศ. 1946 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีค.ศ. 1958&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐสภาแม้มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่ก็มีข้อจำกัด เพราะถือว่าเป็นเพียงการใช้ &amp;lsquo;อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ได้รับมอบมา&amp;rsquo; (pouvoir constituant d&amp;eacute;riv&amp;eacute;) เท่านั้น
ทุกคนเคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หรือจะพูดว่าเชื่อคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ถกเถียงกันของรัฐธรรมนูญ 2560 ในช่วงต้น ๆ ของการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้คือ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- จะทำประชามติช่วงไหน จะต้องเป็นการก่อนที่จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น หรือเมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมผ่านรัฐสภาวาระ 3 แล้วก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ทำประชามติครั้งเดียว คือเมื่อผ่านวาระ 3 แล้ว หรือ 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 หลังร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นผ่านวาระ 3 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตราว่าด้วยวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 256) บัญญัติไว้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2550&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คือรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่าการแก้ไขวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ซึ่งรวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมหมวดใหม่ว่าด้วยกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) เป็น 1 ใน 6 ประเด็นที่จะต้องนำไปทำประชามติหลังผ่านรัฐสภาวาระ 3 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่โจทย์ใหม่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง และกลายเป็นญัตติที่ผ่านมติรัฐสภาเป็นคำถามส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ประเด็นข้อถกเถียงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากแต่ไปไกลกว่านี้ คือเป็นการถามใหม่ว่ารัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ หรือไม่ ? ซึ่งผู้ตั้งโจทย์เห็นว่าไม่มีอำนาจและทำไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะขัดรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะทำประชามติกี่ครั้ง เมื่อไร จึงไม่ใช่ประเด็น เพราะเมื่อขัดรัฐธรรมนูญเสียแล้วจึงเป็นเหตุต้องห้าม ไม่อาจทำประชามติได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้มีได้ 2 แนวทาง
แนวทางแรก - มีอำนาจ, ทำได้&amp;nbsp;
แนวทางที่สอง - ไม่มีอำนาจ, ทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าศาลตอบโจทย์ไปในแนวทางแรกว่ารัฐสภามีอำนาจ ทำได้ ก็เชื่อว่าจะเดินตามทิศทางของข้อแนะนำในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ที่ว่าทำได้ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องผ่านการลงประชามติก่อน เสมือนเป็นการได้รับอนุญาตจากประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ส่วนจะเป็นการทำประชามติครั้งเดียว หรือ 2 ครั้ง ด้วยคำถามอะไร ก็เชื่อว่าจะเป็นการขยายคำวินิจฉัยเมื่อ 9 ปีที่แล้วในประเด็นทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญให้ชัดเจนขึ้น โดยปรับใช้กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่บัญญัติให้การแก้ไขวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไปลงประชามติหลังผ่านกระบวนการทางรัฐสภาวาระ 3 อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้าศาลตอบโจทย์ไปในแนวทางที่สองว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจ ทำไม่ได้ - ก็จบ !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะไม่ได้จบแค่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่รอลงมติวาระ 3 ในวันที่ 17 มีนาคมเท่านั้น แต่จะจบบริบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดยาวไปเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะจะมีผลทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อประชาชนลงประชามติ จะไม่สามารถทำได้ อย่างน้อยก็ตลอดอายุของรัฐธรรมนูญ 2560 !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าทุกคนเคารพศาลรัฐธรรมนูญ และแน่นอนว่าทุกคนทุกองค์กรรวมทั้งรัฐสภาต้องผูกพันและปฏิบัติตาม
แต่จะเกิดคำถามในทางทฤษฎีกฎหมายมหาชนตามมาหรือไม่ แค่ไหน เพียงใด ก่อนอื่นต้องดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยไปในแนวทางที่สองนี้หรือไม่ และมีสารัตถะแห่งเหตุผลอย่างไรก่อนเป็นปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว &amp;lsquo;อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; ที่ตามทฤษฎีกฎหมายมหาชนบอกว่าเป็นอำนาจสูงสุด ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด ก็จะกลายเป็นมีข้อจำกัดเสียแล้ว คือไม่สามารถอนุญาตให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นข้อจำกัดอำนาจที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเคยอนุญาตให้ใช้เองจากการประชามติครั้งก่อนหน้า จะเป็นอีกบทสำคัญหนึ่งในตำราวิชากฎหมายมหาชนของประเทศไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95560</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายคำนูณ สิทธิสมาน, วิชาการ, ศาลรัฐธรรมนูญ, ส.ว., สถาปนารัฐธรรมนูญ, สมาชิกวุฒิสภา, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_604818f3d8fad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘คำนูณ&#039;แฉร่างกม.ตำรวจฉบับมีชัยที่จ่อเข้าสภาถูกตัดต่อพันธุกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.2564 - นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;วิสามัญฯร่างกม.ตำรวจฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ก่อนถึงสภา ! เปิด 8 จุดสำคัญที่หายไปจากร่างแปลงสาร&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติที่ ครม.มีมติอนุมัติเมื่อวานนี้ 19 มกราคม 2564 และน่าจะส่งถึงรัฐสภาภายในวันนี้ แม้ผมจะยังไม่เห็นตัวร่างทั้งหมด แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นร่างเดิมที่ ครม.เคยมีมติอนุมัติไปครั้งหนึ่งแล้วตั้งแต่เมื่อ 15 กันยายน 2563 โดยมีการปรับแก้เล็กน้อยในประเด็นกองทุนเพื่อการสืบสวนสอบสวนป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญาให้เป็นไปตามความเห็นของกระทรวงการคลัง คือให้ยังคงต้องอยู่ภายใต้การบังคับของพระราชบัญญัติการบริหารกองทุนหมุนเวียน แต่ไม่ใช่ร่างเดิมที่คณะกรรมการชุดท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ยกร่างมาทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากแต่ได้รับการปรับแก้โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามที่มติ ครม. 15 กันยายน 2563 ระบุไว้เองว่าเป็น &amp;lsquo;ร่างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจสอบให้เป็นไปตามรูปแบบการร่างกฎหมาย&amp;rsquo; โดยในมติ ครม.วานนี้เรียกให้งงเสียใหม่ว่า &amp;lsquo;ร่างที่สำนักงานคณะกรรมกฤษฎีกาได้แก้ไขแล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ&amp;rsquo; ซึ่งผมจะยังคงเรียกเหมือนเดิมว่า &amp;lsquo;ร่างฉบับแปลงสาร&amp;rsquo; เพราะเห็นว่าสารัตถะน่าจะไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ง (4) และกลับทำให้ยิ่งถอยห่างออกจากเป้าหมายที่ต้องการให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพ และภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน
เท่ากับเป็นการไม่เชื่อความเห็นของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบคดีบอส กระทิงแดงชุดท่านอาจารย์วิชา มหาคุณที่แถลงล่าสุดเมื่อ 30 กันยายน 2563 เสนอให้ ครม.ทบทวนมติเดิมโดยให้ส่งร่างฉบับอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์เข้ามาให้รัฐสภาพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่างฉบับอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์กับร่างฉบับแปลงสารที่กำลังจะพิจารณาในรัฐสภา มีจุดแตกต่างหลายประการด้วยกัน แต่ขอยกมาเฉพาะ 8 จุดสำคัญเรียงลำดับตามมาตรา โดยในชั้นนี้ขอกล่าวถึงเฉพาะหัวข้อและคำอธิบายสั้น ๆ ก่อนเป็นปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การระบุเกณฑ์นายตำรวจอารักขาบุคคลสำคัญไว้ เพื่อแก้ปัญหาสูญเสียกำลังพลตำรวจไปติดตามบุคคลต่าง ๆ โดยไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน - ถูกตัดออกหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.องค์ประกอบ ก.ตร. - เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่มีผลเป็นการเพิ่มสัดส่วนของกรรมการจากตำรวจให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.วิธีการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ตร. - เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ 2 ประเด็น หนึ่งคือให้ก.ตร.จัดเลือกเอง แทนที่จะเป็นองค์กรภายนอกคือก.ก.ต. อีกหนึ่งคือลดฐานตำรวจผู้มีสิทธิเลือกลง จากนายตำรวจสัญญาบัตรทุกคน เหลือเป็นตั้งแต่รองผู้กำกับขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การแบ่งระดับสถานีตำรวจเป็น 3 ระดับ เล็ก กลาง ใหญ่ และนายตำรวจที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้กำกับหรือผู้กำกับเป็นครั้งแรก ให้เริ่มจากสถานีระดับเล็กหรือระดับกลางก่อน เมื่ออยู่ครบ 2 ปีแล้ว จึงจะไปดำรงตำแหน่งในสถานีระดับใหญ่ได้ - ลดเหลือเพียง 2 ระดับ โดยยังคงกำหนดให้ดำรงตำแหน่งในสถานีระดับเล็กก่อน แต่ตัดเงื่อนเวลา 2 ปีออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การบริหารภายในสายงานสอบสวน - จากให้มีผู้บังคับบัญชาของสายงานสอบสวนโดยเฉพาะเป็นขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาทั่วไปเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ระบบคะแนนประจำตัว - ถูกตัดออก โดยยังคงใช้ระบบแบ่งกองเหมือนเดิมอยู่เป็นส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.เกณฑ์การย้ายข้ามสายงานหรือข้ามกองบัญชาการ - เข้มข้นน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การตั้งส่วนราชการหรือหน่วยงานขึ้นใหม่ในช่วง 10 ปี - ถูกตัดออกหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดหลักสำคัญที่สุดคือจุดที่ 5, 6 และ 7 จุดที่ 6, 7 และรวมถึง 4 คือการปฏิรูปใหญ่ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายที่แท้จริง ป้องกันการวิ่งเต้น ป้องกันการซื้อขายและประมูลตำแหน่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการขจัดทุกข์ของตำรวจและทุกข์ของประชาชนไปพร้อมกัน น่าเสียดายที่มาถูกวิสามัญฯเสียก่อนมาถึงรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเห็นตัวร่างกฎหมายที่ส่งมาถึงรัฐสภาชัด ๆ แล้วค่อยลงรายละเอียดเปรียบเทียบตัวบทเป็นมาตรา ๆ กันอีกทีแม้ความหวังในการปฏิรูปตำรวจจะเหลือริบหรี่มาก แต่ก็ยังคงไม่สิ้นหวังครับ หากแต่จะต้องทำงานกันหนักและยากลำบากยิ่งขึ้น เสียงจากพี่น้องประชาชนและข้าราชการตำรวจที่ต้องการระบบการแต่งตั้งโยกย้ายที่มีหลักประกันความเป็นธรรมมากกว่าปัจจุบันจะมีความหมายมากขึ้น และถ้าดังพออาจถึงขั้นมีบทบาทชี้ขาด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90398</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายคำนูณ สิทธิสมาน, มีชัย ฤชุพันธุ์, ส.ว., สมาชิกวุฒิสภา, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f993da3b7e15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;คำนูณ&#039;เสนอ3ข้อยกระดับความมั่นใจใช้เงินกู้1ล้านล.สร้างหลักประกันขจัด‘แร้งลง-รุมทึ้ง-เชื้อชั่วไม่ยอมตาย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.63-นายคำนูณ สิทธิสมาน วุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;nbsp;พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทมีมิติใหม่ขึ้นมาประการหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีควรจะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นคือได้มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 7 ให้มี &amp;lsquo;คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้&amp;rsquo; ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ปกติในพระราชกำหนดกู้เงินลักษณะนี้ฉบับก่อน ๆ จะไม่มีบัญญัติไว้ โดยจะไปอยู่ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ตราขึ้นตามพระราชกำหนดนั้น ๆ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/030/T_0001.PDF&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ประกอบด้วย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ ปลัดสานักนายกรัฐมนตรีปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสานักงบประมาณ ผู้อำนวยการสานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผู้อำนวยการสานักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ ให้รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคนหนึ่งซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมาย เป็นเลขานุการและผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทนสานักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นผู้ช่วยเลขานุการร่วมโดยให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับผิดชอบงานวิชาการและธุรการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(มาตรา 7 วรรคแรก / พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกจิและสังคม ที่ได้รับกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่ายังได้กำหนดให้มีสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิถึง 5 คนในคณะกรรมการกลั่นกรองฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นนี้เป็น &amp;lsquo;มิติใหม่&amp;rsquo; จริง ๆ !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าโครงสร้างของคณะกรรมการกลั่นกรองฯทั้งหมด 11 คนจะมาจากภาคราชการเสีย 6 คนเป็นเสียงข้างมากอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะหากนายกรัฐมนตรีตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกระบบราชการโดยให้มาจากผู้มีประสบการณ์ในภาคประชาสังคมก็จะทำให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯเป็นที่รวมภูมิปัญญามากขึ้น สามารถกลั่นกรองโครงการในส่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนทั่วประเทศ 4 แสนล้านบาทได้อย่างตอบโจทย์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทราบว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีตั้งไปเพียง 1 คน เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มาจากภาคราชการอีกนั่นแหละ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากนายกรัฐมนตรีใช้โควต้าที่เหลือในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒินี้ แต่งตั้งบุคคลจากภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมทำงานในคณะกรรมการชุดที่มีความสำคัญยิ่งนี้ เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน และตอบคำถามฝ่ายการเมืองในทั้ง 2 สภาได้อย่างองอาจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นข้อแรกที่ทำได้ และควรต้องทำทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะขณะนี้การคิดโครงการจากกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ในสัดส่วน 4 แสนล้านบาทมีความเข้มข้นมาก ขณะที่ภาคประชาสังคมก็มีข้อเสนอจำนวนไม่น้อย หากรวม ๆ แล้วเกินวงเงินแน่ จะมีหลักการในการคัดเลือกอย่างไร โดยเฉพาะหลักการที่จะทำให้โครงการเหล่านี้สามารถผลิดอกออกผล ไม่เป็นเบี้ยหัวแตก หรือแบ่งปันกันไปตามโควต้ากระทรวง เหมือนโควต้ารัฐมนตรีตามพรรคตามมุ้งที่เป็นความปกติเดิม ๆ ของสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อต่อมาที่สามารถทำได้เช่นกัน คือการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดําเนินการตามแผนงานหรือโครงกการภายใต้พระราชกำหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 พ.ศ. 2563 ที่ออกตามความในมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชกำหนดฉบับนี้ ให้มีความเข้มข้นขึ้น ในระดับเทียบเท่าหรืออย่างน้อยก็น้อง ๆ การใช้งบประมาณรายจ่ายในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเฉพาะการนำเนื้อหาในรัฐธรรมนูญมาตรา 144 มาประยุกต์บรรจุไว้เท่าที่สามารถจะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีระเบียบฯนี้ออกมาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/093/T_0001.PDF&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื้อหาสาระยังคงใกล้เคียงกับระเบียบฯฉบับเดิม ๆ ที่ออกตามพระราชกำหนดกู้เงินลักษณะนี้ในอดีตจะเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อมีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาสังคมเข้ามาอีก 4 คนเข้ามาเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองฯแล้ว ก็ให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯพิจารณาเสนอแนะนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังฉบับนี้ต่อไป โดยนำสารัตถะที่ได้จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามาประกอบการพิจารณาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และข้อสุดท้าย คือตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบการใช้เงินตามข้อเสนอของท่านส.ว.ประมนต์ สุธีวงศ์ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทรงคุณค่ายิ่งจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากภาคธุรกิจเอกชนและมีบทบาทสำคัญต่อเนื่องในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบมาโดยตลอด ทำให้รัฐบาลมี &amp;lsquo;ตัวช่วย&amp;rsquo; ที่มีประสิทธิภาพและทรงพลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 3 ข้อนี้ นายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้ทันทีตามลำดับ 1 - 2 - 3 ที่เสนอมา
ทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นการเพิ่มบทบาทให้กับภาคประชาสังคมและภาคประชาชนที่ควรจะต้องเป็นความปกติใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดินยุคหลังมหาวิกฤตโควิด-19 และเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
ทั้ง 3 ข้อนี้ จะเป็นการยกระดับความมั่นใจและความศรัทธาของประชาชนในเป้าหมายขจัดสภาวะ &amp;lsquo;แร้งลง-รุมทึ้ง-เชื้อชั่วไม่ยอมตาย&amp;rsquo; ไม่ให้มาแผ้วพานกับเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66771</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายคำนูณ สิทธิสมาน, พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200409/image_big_5e8f20112f776.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!&#039;คำนูณ&#039;ย้อนอดีตไข้หวัดใหญ่ในสยามเมื่อ101ปีก่อนป่วย2.3ล้านคนตาย8หมื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 มี.ค.63 -นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาไทย โฟสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn
เรื่อง ไข้หวัดใหญ่ในสยามเมื่อ 101 ปีก่อน มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ได้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศสยามเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว คือปี 2461 ต่อเนื่องถึงปี 2462 ซึ่งลงตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2461 เล่มที่ 35 หน้า 1855 - 1856 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2462 เล่ม 36 หน้า 1193 - 1202 จากการค้นคว้าของท่านอาจารย์กฤษฎา บุณยะสมิต โดยท่านอาจารย์สุดา วิศรุตพิชญ์นำมาบอกกล่าวต่อจนมาถึงผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านดูรายงานสรุปในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 27 กรกฎาคม 2462 เล่ม 36 หน้า 1193 - 1202 โดยเฉพาะในหน้า 1202 จะพบตัวเลขยอดรวมใน 17 มณฑล ไม่รวมกรุงเทพพระมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 2,317,662 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คิดเป็นตัวเลขกลม ๆ เท่ากับประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดใน 17 มณฑล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตาย 80,223 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐบาลสยามในขณะนั้นได้ดูแลอย่างเต็มที่ ส่งแพทย์ออกไปทั่วทุกมณฑล ดังปรากฎในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2461 เล่ม 35 หน้า 1855 - 1856&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;100 ปีผ่านมา วันนี้การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทยเจริญขึ้นมาก สามารถรักษาสถานการณ์มาได้เป็นอย่างดี ภายใต้การร่วมแรงร่วมใจกันของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินด้วยมาตรการที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของรัฐบาล พวกเราคนไทยทั้งมวลจะผ่านสถานการณ์โรคระบาดจากไวรัสโควิด-19 ไปได้อย่างดีที่สุดแน่นอนในไม่ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;________________
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์กฤษฎา บุณยะสมิต ผู้ค้นคว้าราชกิจจานุกิจจานุเบกษา และท่านอาจารย์สุดา วิศรุตพิชญ์ที่ได้ช่วยกรุณาติดต่อประสานงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61103</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุณยะสมิต, การระบาดของไวรัสโควิด-19, นายคำนูณ สิทธิสมาน, สุดา วิศรุตพิชญ์, โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศสยาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7d6a09bed55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53912</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คำนูณ&#039;คาดร่างงบประมาณปี63เข้าส.ว.ปลายม.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.63-ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ม.ค. วิปวุฒิสภา จะนัดพิจารณาเพื่อเตรียมพร้อมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาผ่านช่วงวันที่ 8-9 ม.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการพิจารณาของส.ว.มีสิทธิเฉพาะการอภิปรายและลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ภายในระยะเวลา 20 วัน เบื้องต้นคาดว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2563 จะเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา ช่วงปลายเดือนม.ค. 2563 นี้ นอกจากนี้ ในการประชุมวันดังกล่าวจะพิจารณาเกี่ยวกับการปรับแก้ไขแผนปฏิรูป 11 ด้าน ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงและรับฟังความเห็นจากประชาชนช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 2563 เบื้องต้นเคยเสนอในการประชุมวุฒิสภา ช่วงกระทู้ถามสดให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) รับฟังความเห็นของวุฒิสภาเพิ่มเติมจากการเปิดเวที 4 ภาค แต่ยังไม่มีความชัดเจนและคืบหน้าต่อประเด็นดังกล่าวจาก ครม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53912</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายคำนูณ สิทธิสมาน, ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563, ส.ว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180712/image_big_5b476a0217254.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่องว่าที่ ส.ว.‘นักลากตั้ง’  ทำสถิติเฝ้าสภาเกือบ ‘20 ปี’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รายชื่อวุฒิสภา หรือ ส.ว. 250 คน ที่ออกปรากฏเป็นข่าว ส่วนใหญ่มาจากอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), อดีตข้าราชการพลเรือน, อดีตข้าราชการทหาร, อดีตข้าราชการตำรวจ และตัวแทนภาคส่วนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี เพราะทำงานอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอดีต ส.ว. ที่กลายสภาพมาเป็นอดีตสมาชิก สนช. สปช. และ สปท. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหากได้ดำรงตำแหน่ง ส.ว.อีก 5 สมัย จะทำให้บางคนทำงานอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัตินานกว่านักเลือกตั้ง หรือ ส.ส.บางคนอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลำพังหากนับรวมตอนเป็นสมาชิก สนช. ตั้งแต่ปี 2557 และจะบวกอีก 5 ปีต่อจากนี้ จะทำให้บางคนอยู่ยาวในฝ่ายนิติบัญญัติ 10 ปีเต็มๆ เช่น พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นายกล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย ที่เคยเป็น ส.ว.กทม. ก่อนหมดวาระไป และได้รับการแต่งตั้งมาเป็นสมาชิก สนช.ในยุคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ยังมีอีกหลายคน หากได้เป็น ส.ว.จะอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติยาวนานกว่า 10 ปี โดยกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่เคยเป็น ส.ว.มาก่อน กระทั่งเกิดการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก สนช. และสมาชิก สปช. และ สปท.ต่อ เช่น นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 ซึ่งเคยเป็น ส.ว.อุตรดิตถ์ ในเดือนมีนาคม 2557&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ที่เป็น ส.ว.สรรหา มาตั้งแต่ปี 2554, พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง อดีต ส.ว.สรรหา ปี 2554, พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตสมาชิก สปช. และ สปท. ที่เคยเป็น ส.ว.สรรหา มาตั้งแต่ปี 2554, นายบุญชัย โชควัฒนา อดีต ส.ว.สรรหา ปี 2554&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่หลายคน ถ้าได้เป็น ส.ว.จะอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติเกิน 15 ปี เช่น นายมณเฑียร บุญตัน ที่เป็น ส.ว.สรรหา มาตั้งแต่ปี 2550 และได้รับการสรรหาเป็น ส.ว.สมัยที่ 2 ในปี 2554 แล้วเปลี่ยนมาเป็นสมาชิก สนช. ในปี 2557 ซึ่งหากได้เป็น ส.ว.อีกครั้ง จะทำให้อยู่ในสภานานถึง 17 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใกล้เคียงกับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 2 ซึ่งได้รับการสรรหาเป็น ส.ว.ในปี 2551 และได้รับการสรรหาให้เป็น ส.ว.สมัยที่ 2 ในปี 2554 ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช.ในปี 2557 หากเป็น ส.ว.อีกครั้ง จะอยู่ยาวในสภายาวนานถึง 16 ปี หรือหากนับรวมตอนเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2550 บวกเข้าไปด้วย จะมีระยะเวลาเท่ากับนายมณเฑียรคือ 17 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ยังพบว่า มีที่ยาวนานกว่านั้นหากได้รับแต่งตั้งให้เป็น ส.ว.อีก โดยมีถึง 3 คน ที่เคยเป็นอดีตสมาชิก สนช.ในปี 2549 หรือเมื่อครั้งรัฐประหาร 19 กันยายน 2559 ก่อนได้รับการสรรหาเป็น ส.ว.ในเวลาต่อมา ลากยาวมาจนเกิดการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และได้เป็นสมาชิก สนช.อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนแรกคือ นายตวง อันทะไชย ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช. จากภาคการพัฒนาท้องถิ่น การส่งเสริมคุณธรรม องค์กรแรงงาน องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ ในปี 2549 ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะได้รับการสรรหาให้เป็น ส.ว. กระทั่งมีการรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช.หนที่ 2 และกำลังจะได้เป็น ส.ว.อีกครั้ง เท่ากับว่าจะอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติมากถึง 19 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับ นายสมชาย แสวงการ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก สนช.จากภาคสื่อสารมวลชน นักเขียน ศิลปิน ในปี 2549 ก่อนได้รับสรรหาให้เป็น ส.ว.ยาวมาแบบเดียวกับเส้นทางของนายตวง อีกคนคือ นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิก สนช.ด้านสื่อสารมวลชน นักเขียน ศิลปิน ในปี 2549 ที่ได้รับการสรรหาเป็น ส.ว.หลังจากนั้นเรื่อยมาจนถึงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แม้จะไม่ได้เป็นสมาชิก สนช.ในครั้งนี้ แต่ก็เป็นสมาชิก สปช. สปท. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดนี้ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก มากกว่านักเลือกตั้งอาชีพ อดีต ส.ส.บางคน ที่ยังหมุนเวียนสลับหน้ากันเข้าสภาฯ ชนะเลือกตั้งบ้าง สอบตกบ้าง แต่พวกเขาเหล่านี้ แม้ไม่ใช่นักเลือกตั้ง แต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แต่อยู่ยาวจนถูกยกให้เป็น &amp;ldquo;ปู่โสมเฝ้าทรัพย์&amp;rdquo; แล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35363</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, นายคำนูณ สิทธิสมาน, พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา, ส่องว่าที่ ส.ว.‘นักลากตั้ง’  ทำสถิติเฝ้าสภาเกือบ ‘20 ปี’, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2fb064e74c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2018 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2018 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวเศร้าอีก &#039;ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช&#039; เสียชีวิตแล้ว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.61 - นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย โพสต์ภาพ พร้อมข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว Kamnoon Sidhisamarn ระบุว่า &amp;ldquo;ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับข่าวเศร้า นอกจากการเสียชีวิตกะทันหันของพี่หว่อง คาราวานแล้ว ยังเพิ่งทราบข่าวว่าท่านอาจารย์ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช&amp;rdquo; ได้จากพวกเราไปแล้วอย่างสงบเมื่อกลางดึก ขอแสดงความอาลัยและเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวท่านด้วยครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็นอดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ , อดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย , อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ , อดีตประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยเกิดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2487 เป็นบุตรของ พล.ต.ต.ชนะ สมุทวณิช นามสกุล &amp;ldquo;สมุทวณิช&amp;rdquo; เป็นนามสกุลพระราชทาน ในสมัยรัชกาลที่ 6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ชัยอนันต์ มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด เป็นหนึ่งในผู้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 100 คนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และในปี พ.ศ. 2531 ได้ร่วมกับนักวิชาการคนอื่นๆ เช่น ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ และ รศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รวบรวมนักวิชาการ 99 คนลงชื่อเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรณรงค์เรื่องนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.ชัยอนันต์ เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทเคลื่อนไหวในการเรียกร้องให้ ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชัยอนันต์ เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่มีบทความลงตีพิมพ์ และเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะมีบุตรสาวคือ พลอย จริยะเวช ที่เป็นนักเขียนด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17617</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายคำนูณ สิทธิสมาน, ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180915/image_big_5b9c7236cd703.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
