<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 12:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จาตุรนต์’เผย’6ตุลาถึงเวลาชำระ’ต้องเปลี่ยนโครงสร้าง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดนิทรรศการ &amp;ldquo;หนี้เลือด 6 ตุลาคม 2519 ถึงเวลาชำระ&amp;rdquo; ในงานรำลึก 45 ปี 6 ตุลา 2519 ตอนหนึ่งว่า เมื่อพูดถึงชื่อนิทรรศการนี้ ตนเองและคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์หลายคน ก็จะนึกถึงคำว่าเลือดล้างด้วยเลือด ซึ่งคำนี้เป็นผลผลิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ชนชั้นนำ ผู้มีอำนาจ ใช้ความรุนแรงเข้าสังหารเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนที่เห็นต่างกับรัฐ การใช้ความรุนแรงนั้นไม่ได้นำไปสู่การปราบและการทำลายล้างผู้ที่เห็นต่างให้ราบคาบ แต่กลับกลายเป็นเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงที่มากยิ่งขึ้น จนถึงขั้นที่มีคำขวัญใช้กันว่าเลือดล้างด้วยเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ กล่าวว่า บทเรียนของสังคมไทยก็คือการที่รัฐใช้อำนาจ ใช้กำลังความรุนแรง เข้าจัดการกับนักศึกษาประชาชนอย่างโหดเหี้ยมมีแต่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคม และทางออกจากความขัดแย้งนั้น ไม่ได้เกิดจากการปราบการเข่นฆ่าให้สิ้นซาก แต่เกิดจากการหาทางออกที่จะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกัน ทำให้ผู้ที่เห็นต่างสามารถอยู่ในสังคมได้ ทั้งๆที่เห็นต่างจากรัฐ มาในวันนี้มีนิทรรศการที่บอกว่าหนี้เลือด 6 ตุลา ถึงเวลาชำระ ความหมายย่อมแตกต่างไปก็คือไม่ใช่เลือดล้างด้วยเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกความหมายที่อยากเสนอก็คือการชำระหนี้เลือด 6 ตุลา ยังเป็นเรื่องที่สังคมไทยประชาชนคนไทย จะต้องคิดว่าการปราบปรามที่โหดเหี้ยมในครั้งนั้นเกิดจากโครงสร้าง &amp;nbsp;ระบบทางสังคม อุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ อย่างไร ที่ทำให้ชนชั้นนำใช้มารักษาอำนาจผลประโยชน์ของตนเอง ใช้มาปลุกปั่น ยุยง ทำให้เกิดความโกรธแค้นเกลียดชังต่อนักศึกษาประชาชนถึงขั้น เข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ระบบโครงสร้าง อุดมการณ์ ความคิดและวัฒนธรรมนั้นยังอยู่ในสังคมไทยจนถึงปัจจุบันนี้ และยังเป็นหลักในการนำ ในการปกครอง ในการปราบประชาชนอยู่จนทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าจะชำระหนี้เลือด นอกจากจะชำระกันในทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมความยุติธรรมขึ้น ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยจะต้องคิดว่าเราจะเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยนระบบ ทำลายอุดมการณ์ ความคิด ค่านิยม และวัฒนธรรมที่พร้อมจะฆ่านักศึกษาประชาชนเพียงเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ตัวเองได้อย่างไร นิทรรศการในวันนี้จะทำให้เราเห็นภาพความโหดเหี้ยมของเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่สิ่งที่สังคมไทยจะต้องคิดต่อไปก็คือคิดถึงการให้มีการชำระหนี้เลือดทางกฎหมายโดยหลักนิติธรรม และหาทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม อุดมการณ์ ความคิด ค่านิยม ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ และการส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ทั้งหลายมีเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อสร้างสังคมอย่างที่เขาปรารถนาและอย่างที่เขาต้องการ&amp;rdquo;นายจาตุรนต์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118950</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นิทรรศการ, หนี้เลือด 6 ตุลาคม 2519 ถึงเวลาชำระ, อดีตรองนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d37185073f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ๋อยโปรดักชั่นบอกละคร’น้องตู่-พี่ป้อม’ยิ่งกว่าน้ำเน่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.2564 - ที่ลานประติมากรรม ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าขึ้นอยู่กับการหารือในพรรคร่วมรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จะตั้งรัฐมนตรีเพิ่มหรือไม่ ก็ได้ การที่ยังไม่ตั้งรัฐมนตรีใหม่ แต่มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้รองนายกฯ ดูแลงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทนรัฐมนตรี แม้จะยกเลิกคำสั่งแล้ว แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและแกนนำพรรค ไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง เพราะเป็นความขัดแย้งในเชิงอำนาจผลประโยชน์ มีความโกรธแค้นต่อกันจากการที่ล้ม หรือมีการปลดกัน ในลักษณะของการแก้แค้นและยังไม่ได้มีการเคลียร์กัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในเสถียรภาพทางการเมือง และในรัฐบาล จึงเชื่อว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่มีทางที่จะเกิดความราบรื่นในการบริหารงาน รวมทั้งยังเห็นภาพการแสดงกำลังของแต่ละฝ่ายในการลงพื้นที่ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน ยังทำให้รัฐมนตรี &amp;nbsp;ข้าราชการไม่มีสมาธิในการทำงานเพราะต้องคอยระวังว่า กำลังจะไปอยู่ในซีกไหนในความขัดแย้งนี้ และแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของอายุรัฐบาล ทั้งนายกรัฐมนตรีและพรรคแกนนำรัฐบาลควรรีบหาทางจัดการปัญหาเหล่านี้โดยเร็ว เพื่อมีเวลาและมีสมาธิในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ทั้งน้ำท่วม ปัญหาโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจ ที่เป็นเรื่องใหญ่กระทบกับคนหลายล้านคนแต่รัฐบาลยังเสียงเวลากับการชิงไหวชิงพริบล้างแค้นกันอยู่ &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ไม่มีใครทราบล่วงหน้า ทั้งหมดคือความไม่แน่นอน เพราะไม่มั่นใจว่าในรัฐบาลจะจัดการความสัมพันธ์ การร่วมมือกันได้ดีแค่ไหนระหว่างนายกรัฐมนตรีกับพรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่าหากไม่ลงตัวเปิดสภามาจะต้องลุ้นในทุกการออกกฎหมายที่สำคัญว่าจะมีการแจกกล้วยอีกหรือไม่ ต้องจับตาดูว่าจะมีการทำอะไรที่ซ่อนเร้นที่ห้องน้ำหรือไม่ เพื่อให้ผ่านกฎหมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นสภาก็จะมีปัญหาไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งสมัยหน้าหรือไม่ นายจาตุรนต์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหนึ่งในผู้สร้างพรรคพลังประชารัฐร่วมกับ 3 ป.และพรรคพลังประชารัฐก็สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่เกิดการพัฒนากลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งเป็นความขัดแย้งเสมือนละครน้ำเน่าและมากกว่าเรื่องหลักการอุดมการณ์ หรือนโยบายใดๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118940</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปรับคณะรัฐมนตรี, ขัดแย้ง, ครม., นายจาตุรนต์ ฉายแสง, อดีตรองนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d223c484a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซัด&#039;จาตุรนต์อับแสง&#039;โหนเพนกวิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.2564 - นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊กโหนกระแสนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน เพื่อด่ารัฐบาลและผู้มีอำนาจว่า ไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้เห็นต่างทางการเมือง คุมขังโดยไม่มีเหตุผลว่า วันนี้นายจาตุรนต์อับแสง ไม่ได้ฉายแสงทางปัญหาเหมือนก่อนแล้ว นายจาตุรนต์คงถูกความมืดเข้าปกคลุมจิตใจแล้ว มีอคติ อยากบอกนายจาตุรนต์ว่า รัฐบาลไม่สามารถไปแทรกแซงกระบวนการของศาลยุติธรรมได้ &amp;nbsp;เมื่อมีการกระทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีเสมอภาคเท่าเทียม &amp;nbsp;ไม่ใช่พวกตัวเองกระทำผิดถูกดำเนินคดีก็มาบอกว่าไม่เป็นธรรม แต่พอฝ่ายตรงข้ามโดนบอกเป็นธรรมแล้ว &amp;nbsp;กระบวนการของศาลยุติธรรมไม่มี 2 มาตรฐาน ประชาชนยังเชื่อมั่นและศรัทธา ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน นายจาตุรนต์อย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็นทำลายความน่าเชื่อถือของศาล ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองมีการกระทำผิดก็ถูกดำเนินคดี ติดคุกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ทั้ง กปปส.และ นปช.ทุกคนก็ยอมรับกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวอีกว่า สำหรับนายพริษฐ์ ที่ผ่านมาศาลก็ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่าไม่ให้ประกันตัวเพราะออกมาก็ทำผิดซ้ำๆ ซากๆ วันนี้เมื่อยอมรับเงื่อนไขของศาลที่จะไม่กระทำผิดซ้ำ ศาลก็มีความเมตตาให้ประกันตัวออกมา ไม่เข้าใจนายจาตุรนต์เลย นายจาตุรนต์ยืนเคียงข้างกลุ่มคนที่ออกมาจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ &amp;nbsp;ที่ผ่านมานายจาตุรนต์เป็นคนที่มีเหตุมีผล แต่พักหลังชักเข้ารกเข้าพง มาบอกว่าคุมขังคณะราษฏรแบบไม่มีเหตุผล เป็นความไม่ยุติธรรม นายจาตุรนต์ไม่รู้ไม่เห็นเลยหรือว่าคนเหล่านี้ทำอะไรกับบ้านเมืองบ้าง ย่ำยีหัวใจพี่น้องคนไทยแค่ไหน ที่สำคัญเครือข่ายคณะราษฏรได้ไปชุมนุม ข่มขู่คุกคามผู้พิพากษา รวมถึงครอบครัวผู้พิพากษาแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากปล่อยไว้บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร นายจาตุรนต์ควรคิดถึงบ้านเมืองบ้าง กลับตัวกลับใจมาทำความดีให้กับประเทศชาติบ้าง ให้คนได้จดจำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102645</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายธนกร วังบุญคงชนะ, เพนกวิน, เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_608618b7370f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พลาด!&#039;จาตุรนต์&#039;โหน&#039;เพนกวิน&#039;ด่ารัฐ-ผู้มีอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.2564 - นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่าเพนกวินและน้องๆ บางคนได้รับการประกันตัวออกมาแล้ว หลังจากต่อสู้มายาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพนกวิน ถูกคุมขังมาตั้งแต่ 9 ก.พ.2564 พร้อมแกนนำอีกหลายคน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด หลังจากนั้นทั้งเพนกวินและผู้คนในสังคมหลายฝ่ายต่างก็ช่วยกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง 15 มี.ค.2564 เพนกวินได้ประกาศต่อศาลว่าจะอดอาหารเพื่อประท้วงเรื่องสิทธิประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังศาลไต่สวนคำร้องขอประกันตัวครั้งที่ 10 (11 พ.ค.2564) เพนกวินถึงได้รับสิทธินั้น ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิโดยชอบที่เขาควรได้รับตั้งแต่แรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้เขาต้องถูกคุมขังอยู่นานกว่า 91 วัน และต้องอดอาหารไปกว่า 57 วันเพื่อเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม&amp;nbsp;
ต้องย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาตั้งแต่ถูกดำเนินคดีเป็นต้นมา แสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างชัดแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิทธิในการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ควรจะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นจึงเป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ผ่านมามีการคุมขังพวกเขาไว้โดยไม่มีเหตุผล เป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ยังมีผู้เห็นต่างจากรัฐ ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ต้องเผชิญกับความอยุติธรรมและความโหดร้ายของผู้มีอำนาจอยู่อีกหลายคน และยังมีหลายครอบครัวที่ต้องขมขื่นจากระบบที่ไม่ยุติธรรมนี้ บางคนมีรายงานด้วยว่าติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปล่อยให้ผู้ต้องขังในเรือนจำติดเชื้อโควิด เป็นความบกพร่องของรัฐ ควรจะมีการสอบสวนว่าพวกเขาติดมาจากไหน อย่างไร เมื่อพบว่ามีคนหนึ่งติดเชื้อโควิดแล้วกลับยังไม่รีบดูแลคนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงหรือต้องอยู่ใกล้กันให้ดี ไม่ช่วยให้เขาได้รับการประกันตัว ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิโดยชอบของเขา ถือเป็นความโหดเหี้ยมของผู้มีอำนาจทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมของไทยถูกตั้งคำถามอย่างมากมาหลายเรื่องมาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งคนที่เคยติดคุกในต่างประเทศเพราะกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก็กลับถูกตัดสินให้สามารถเป็นรัฐมนตรีต่อไปได้ วันนี้ยิ่งถูกตั้งคำถามในเรื่องสิทธิมนุษยชนพื้นฐานซ้ำอีก สั่นคลอนศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102616</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทษช., นายจาตุรนต์ ฉายแสง, อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ, เพนกวิน, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b3ecc042eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จาตุรนต์&#039;โชว์กึ๋นอดีตรัฐมนตรีร่ายยาวแนะวิธีสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.2564 - &amp;nbsp;นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง โพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะบทความเรื่อง &amp;ldquo;บทเรียน &amp;ldquo;โควิด-19&amp;rdquo; ยังไม่สายเกินไป ที่รัฐจะเรียนรู้และปรับปรุง&amp;ldquo; มีเนื้อหาว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull;ลักษณะพิเศษของการแพร่ระบาดในไทย
การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากหลายๆ ประเทศ ขณะที่บางประเทศอาจมีปัญหาเรื่องภูมิอากาศ วัฒนธรรมหรือความเชื่อที่ไม่เอื้อต่อการจัดระยะห่าง การใช้หน้ากากอนามัยและการล้างมือ ซึ่งสังคมไทยมีปัญหาเหล่านี้น้อย แต่การระบาด 2 รอบที่ผ่านมากลับมีสาเหตุปัญหาจากการที่คนบางกลุ่มมีอภิสิทธิ์ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและการคอร์รัปชัน โดยเฉพาะในครั้งหลังนี้เกี่ยวพันกับการแสวงประโยชน์โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ซึ่งเป็นเหมือนวัฒนธรรมในการปล่อยปละละเลยเพื่อหาประโยชน์ที่โยงใยไปยังผู้มีอำนาจที่เหนือกว่า และไม่สามารถตรวจสอบได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull;ขาดการเรียนรู้และสรุปบทเรียน
การระบาดครั้งนี้น่าแปลกใจที่ภาครัฐเหมือนจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการระบาดครั้งที่แล้วเท่าใดนัก หลายเรื่องไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ายังอยู่ในสถานการณ์การระบาดและมีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น การบริหารจัดการจึงดูฉุกละหุก แม้แต่เรื่องการรักษาพยาบาลและสถานที่รักษาพยาบาล ยังไม่รวมไปถึงการเตรียมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ขาดการจัดความสมดุลระหว่างการป้องกันการแพร่ระบาดกับการดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ปัญหาใหญ่คือ ภาครัฐยังรับมือด้วยวิธีการแบบเดิมๆ คือ คนที่สั่งปิด สั่งหยุด สั่งห้ามกับคนที่ดูแลเรื่องผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องคนตกงานและผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ยังเป็นคนละส่วนและดูเหมือนไม่ได้มีการพูดคุยหารือกัน&amp;nbsp;
รัฐกำลังออกคำสั่งที่ทำให้คนตกงานเป็นล้านคน ส่วนราชการที่สั่งปิด สั่งห้าม ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบและไม่ได้เตรียมมาตรการเยียวยารองรับล่วงหน้า ทั้งๆ ที่ต้องตระหนักว่าไม่ควรทำให้คนต้องตกงานมากมายมหาศาล โดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการปิดสถานประกอบการที่ออกมานั้น ควรพิจารณาดำเนินการด้วยความระมัดระวังและสร้างความเสียหายให้น้อยที่สุด ซึ่งสามารถแยกประเภทความเสี่ยงตามลักษณะของการประกอบกิจการได้ หากกิจการไหนพอที่จะสามารถใช้มาตรการป้องกันการระบาดได้ ก็ควรพิจารณาให้เปิดและใช้มาตรการป้องกันที่เข้มงวด ซึ่งน่าจะสร้างความเสียหายน้อยกว่าการสั่งปิดแบบเหมารวม จนกลายเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ต้องดูแลผู้ประกอบการ เพื่อปกป้องแรงงาน&amp;nbsp;
ที่สำคัญและควรพิจารณาเป็นลำดับแรกๆ คือ จะทำอย่างไรไม่ให้กิจการต่างๆ ต้องล้มลงไปเสียก่อน และจะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับแรงงานจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาคน รักษางานและการจ้างงานไว้ให้มากที่สุด ไม่ให้มีการลาออกหรือเลิกจ้างมากเกินไป ซึ่งรัฐควรจะพิจารณาช่วยจ่ายค่าจ้างร่วมกับผู้ประกอบการระหว่างที่ต้องปิดกิจการเหมือนอย่างที่ทำกันในหลายประเทศ ต้องคิดว่าจะดูแลเยียวยากันอย่างไร เป็นเวลาเท่าไร ที่จำเป็นอย่างมากและยังไม่ได้มีการพูดถึงก็คือ ระบบฐานข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ เพื่อจะได้ทราบว่า มีสถานประกอบการต้องปิดตัวลงไปเท่าไร มีคนต้องหยุดงาน ถูกเลิกจ้างหรือได้รับผลกระทบเท่าไร เพื่อจะได้นำไปสู่การเยียวยาอย่างทั่วถึงและตรงจุดมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะให้ผู้ที่รับผิดชอบมองปัญหาอย่างสมดุลระหว่างการป้องกันการแพร่ระบาดกับการดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจ ศบค.น่าจะเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบนี้ควบคู่กับตัวเลขผู้ป่วยในแต่ละวันด้วย รัฐจะต้องประเมินสถานการณ์และวางระบบการเยียวยาเอาไว้แต่ต้น การใช้มาตรการเข้มข้นแบบเหวี่ยงแหนี้จะทำให้มีคนตกงานมหาศาล ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก คำถามคือรัฐบาลจะหาเงินจากไหน จะโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่ยังไม่ได้ใช้ได้มากแค่ไหน งบประมาณในปีหน้าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรและถ้าจะต้องกู้เพิ่ม จะวางแผนการใช้จ่ายอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งขณะนี้ควรมีแผนไว้แล้วว่าระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว จะต้องดำเนินการอย่างไร ถ้าปัญหาหนักหนาและยืดเยื้อ อย่างน้อยที่สุด ขั้นต่ำคือ รัฐต้องดูแลประชากรไม่ให้อดอาหาร ดังนั้นจะต้องคิดว่าจะดูแลเรื่องอาหารอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้คนต้องไปอาศัยแต่โรงเจ โรงทาน เหมือนครั้งที่แล้ว และจะต้องดูแลไม่ให้คนถูกเลิกให้เช่าที่อยู่อาศัย เพื่อให้ได้มีที่อยู่ในระหว่างนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; มีมาตรการแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการระบาดอย่างได้ผล
ในส่วนของแรงงานต่างด้าว มีปัญหาต้องแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การแพร่ระบาดครั้งที่แล้วทำให้แรงงานต่างด้าวกลับประเทศไปหลายแสนคน รัฐบาลไม่ได้หาทางให้แรงงานเหล่านี้กลับมาได้เร็วและรัดกุม ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างล่าช้า ระบบในการดูแลแรงงานต่างด้าวของไทยเราเป็นระบบที่มุ่งหารายได้จากธุรกิจแรงงานต่างด้าว ทั้งจากผู้ประกอบการหรือครัวเรือนที่อาศัยแรงงานต่างด้าวและจากแรงงานต่างด้าวเอง มีบทกำหนดโทษรุนแรง มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูงมาก จนในที่สุดก็เกิดการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ออกนอกระบบ เกิดการทุจริตผิดกฎหมายเพื่อหาประโยชน์จากการนำแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ ทำให้การดูแลป้องกันการแพร่ระบาดไม่อาจทำได้ &amp;nbsp;การระบาดครั้งนี้จึงมีแรงงานต่างด้าวติดเชื้อโควิดกันมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาเฉพาะหน้าคือจะดูแลแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศอย่างไร ไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายจนทำให้เขารู้สึกว่าต้องหนีตายออกจากระบบ สร้างแรงจูงใจให้ทุกคนให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาด ให้การรักษาพยาบาลที่ดีแก่แรงงานต่างด้าวที่ป่วยทุกคนไม่ว่าจะเข้าประเทศโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ส่วนในระยะยาว คงต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจของไทยยังต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวจำนวนมากไปอีกนาน ระบบในการดูแลแรงงานต่างด้าวที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจหรือแม้แต่สำหรับครัวเรือนนี้ ต้องมีการปรับปรุงเสียใหม่อย่างจริงจัง เรื่องนี้ต้องการมุมมองที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่อย่างมากและต้องเริ่มคิดกันอย่างจริงจังตั้งแต่บัดนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ยังไม่รู้ว่ารัฐจะแก้ไขปัญหาการระบาดอย่างครอบคลุมได้อย่างไร และถ้ายังทำแบบที่ทำอยู่ก็จะยิ่งอันตราย ซึ่งสุดท้ายจะสร้างผลกระทบกับคนไทยและประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้แรงงานเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจประเทศ ที่เดิมก็แย่อยู่แล้วก็จะแย่ไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ต้องไม่ละเลยผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน
อีกส่วนที่กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในการระบาดรอบที่ผ่านมาก็มีปัญหานี้เกิดขึ้น แต่วันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าผู้รับผิดชอบจะมีการเตรียมการรับมือที่ชัดเจน ก็คือผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรได้ทำการศึกษาและพบว่า เด็กทั่วโลกมีอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยถึงน้อยมาก แต่กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สูงอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กในครอบครัวที่ยากจนหรือในประเทศที่ยากจน โดยเฉพาะผลกระทบจากการต้องหยุดเรียน ขาดเรียนหรือขาดการเข้าถึงการเรียนออนไลน์ รวมไปถึงการขาดอาหาร การรักษาพยาบาลหรือขาดโอกาสในการได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆเนื่องจากโรงพยาบาลต้องหยุดให้บริการ การต้องประสบปัญหาครอบครัว ไม่ได้รับการดูแล ถูกรังแก ทำร้าย ต้องเผชิญกับอุบัติเหตุและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งได้สรุปออกมาว่า มีเด็กนับพันล้านคนที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้หลายประเทศประสบปัญหาการระบาดเช่นเดียวกับไทย และหลายประเทศก็มีผู้ติดเชื้อสูงกว่าไทย แต่ก็ยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าจะปิดโรงเรียนหรือไม่ เพราะเขาเห็นว่าการที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนเป็นความเสียหายที่ใหญ่มาก ขณะที่ไทยมีการถกเถียงกันในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อยเพราะภาครัฐกลับเลือกที่จะประกาศหยุดการเรียนการสอนไปเลยโดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งไม่ทราบว่าผู้รับผิดชอบฝ่ายต่างๆ มีการรวบรวมข้อมูลหรือไม่ว่ามีการหยุดเรียนกี่โรงเรียน ปิดกี่โรงเรียน มีเด็กไม่ได้เรียนกี่คน ได้เรียนกี่คน มีเครื่องมือและเข้าถึงอินเตอร์เน็ตกี่คน และที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้มีกี่คน การปิดโรงเรียนที่ผ่านมาและที่กำลังทำอยู่นี้มีผลกระทบต่อเด็กในด้านต่างๆ อย่างไร ทั้งหมดนี้จะต้องรับผิดชอบต่อพวกเขาอย่างไร ซึ่งควรจะต้องคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull;ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เลวร้ายลง
ใน 1 ปีมานี้ ที่เราต้องอยู่กับการระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนยากคนจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่แย่ลงมากนี้มีการศึกษาและให้ความสำคัญโดยองค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลหลายประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งมีปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆของโลกกลับยังเป็นมิติที่ถูกพูดถึงน้อย และรัฐบาลไทยไม่ได้พูดถึงเลยตั้งแต่การระบาดครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดการระบาดครั้งนี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88948</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทษช., นายจาตุรนต์ ฉายแสง, อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e2e4b64af2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จาตุรนต์&#039;ซัดนายกฯ&#039;รวมไทยสร้างชาติ&#039;คำพูดลมๆแล้งๆที่ไม่มีความหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.63-นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในขณะนี้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจมาเร็วและร้ายแรงกว่าที่หลายฝ่ายคิด ขณะที่ระบบโครงสร้างและวัฒนธรรมทางการเมืองกำลังเป็นอุปสรรคและซ้ำเติมให้ปัญหาเลวร้ายลงไปอีก ทำให้ประเทศอยู่ในสภาพที่ไร้อนาคต การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกคำสั่งห้ามธนาคารพาณิชย์จ่ายเงินปันผลและห้ามซื้อหุ้นคืน สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจต่างๆกำลังประสบความเสียหายเกิดหนี้เสียจำนวนมากและคงคาดการณ์ด้วยว่าจากนี้ไปจะเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกมาก ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงว่าการออกคำสั่งนี้เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์โควิด -19 แต่จริงๆแล้วการออกคำสั่งนี้กำลังสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงที่มีผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วหน้ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พลเอกประยุทธ์ประกาศชัยชนะในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยดูแต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อ ไม่ได้ดูความเสียหายในด้านอื่นๆโดยเฉพาะเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ผ่านมาการใช้มาตรการล็อคดาวน์ที่เข้มเกินไปโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของการแพร่ระบาด ไม่เตรียมการดูแลผลกระทบจาการใช้มาตรการ และไม่คิดช่วยประคับประคองธุรกิจให้สามารถจ้างงานหรือรักษากิจการไว้ไม่ให้ล้มไป ประกอบกับการเยียวยาที่ล่าช้า ทำให้เกิดความเสียหายกว่าที่จำเป็น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์กล่าวว่า สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้พูดถึงแต่เป็นที่รู้กันทั่วไปอยู่แล้วก็คือระบบเศรษฐกิจของไทยปรับตัวช้า เศรษฐกิจไทยพึ่งเศรษฐกิจโลกมาก การส่งออกและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบรุนแรง แม้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆเต็มที่แล้ว ธุรกิจจำนวนมากก็จะไม่สามารถกลับมาประกอบการได้ปัญหาหนี้เสียจึงจะรุนแรงยิ่งขึ้นและเศรษฐกิจจะถดถอยและเกิดความเสียหายรุนแรงกว่าทุกวันนี้อีกมาก วิกฤตที่ใหญ่หลวงนี้ต้องการการร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อจะได้ใช้ความรู้ประสบการณ์และความคิดเห็นมาทำให้เกิดนโยบายมาตรการและการวางแผนที่สามารถนำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ล่าสุดนายกฯได้ออกมาพูดถึงความตั้งใจที่จะรับฟังทุกฝ่ายรวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียและจะทำงานในเชิงรุก แต่การออกทีวีพูลในเรื่องสำคัญครั้งนี้กลับไม่ได้รับความสนใจ เพราะแม้จะมีคนร่างมาให้อย่างดี แต่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่านายกฯจะคิดและทำอย่างที่พูด มีการต้องถอดรหัสกันไปต่างๆนานา แต่ส่วนใหญ่ที่ตรงกันคือไม่ทำให้เกิดความหวังหรือความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น สาเหตุที่คำพูดของนายกฯไม่เป็นที่น่าเชื่อถือและจะไม่มีทางเกิดเป็นจริงได้เพราะคำพูดนั้นย้อนแย้งกับสิ่งที่พลเอกประยุทธ์ทำมาตลอดหลายปีมานี้ การตัดสินใจสั่งการต่างๆทำกันอยู่ในวงจำกัด ไม่เคยรับฟังความเห็นของฝ่ายต่างๆ ยิ่งผู้ที่เห็นต่างด้วยแล้วยิ่งถูกกดถูกห้ามหรือขัดขวางไม่ให้แสดงออกในการรับมือกับโควิด-19 รัฐบาลตามหลังปัญหามาตลอด ไม่เคยใส่ใจรับฟังผู้ที่เดือดร้อนเสียหาย ไม่เคยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ถ้าจะฟังอยู่บ้างก็มีแต่เจ้าสัวไม่กี่รายซึ่งก็มักได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษจากรัฐมากกว่าผู้อื่น ไม่เคยมีการร่วมกันวางแผนสำหรับอนาคต&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ระบุว่า นายกฯไม่มีความกระตือรือร้นสนใจที่จะฟังควมามเห็นของสภาผู้แทนราษฎรทั้งยังเห็นการวิพากษ์วิจารณ์และการเสนอแนะในสภาเป็นเรื่องน่ารำคาญและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล นอกจากนั้นการใช้พรก.ฉุกเฉินได้กลายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นถึงขั้นที่มีการใช้ไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจัดการกับผู้ที่เห็นต่าง ไม่ตรงกับข้ออ้างวัตถุประสงค์ของการใช้พรก.ฉุกเฉิน สิ่งที่นายกฯพูดทั้ง 3 ข้อจึงเป็นเรื่องย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์กล่าวว่า สภาพที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าดูผิวเผินก็อาจรู้สึกว่าเป็นเพราะบุคลิกความเคยชินส่วนตัวของพลเอกประยุทธ์ แต่ความจริงแล้ว สภาพเช่นนี้เป็นผลมาจากระบบโครงสร้างและวัฒนธรรมการเมืองของประเทศที่เป็นต้นตอ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังต้องการการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องการรวบรวมกำลังสติปัญญาของทุกฝ่าย แต่ระบบโครงสร้างทางการเมืองกลับถูกจำกัดวนเวียนกันอยู่ในกลุ่มที่ยึดโยงกับอำนาจและผลประโยชน์ สว. 250 คน นอกจากมีไว้คอยยกมือให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯและคอยเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯกันแล้ว ก็ไม่เคยทำหน้าที่สะท้อนปัญหาหรือเสนอความเห็นอะไรเลยทั้งๆที่ประเทศอยู่ท่ามกลางวิกฤต พรรคการเมืองส่วนใหญ่ถูกทำให้อ่อนแอ แตกแยก ขณะที่พรรคพลังประชารัฐกำลังเกิดการแก่งแย่งอำนาจครั้งใหญ่ที่จะส่งผลเสียต่อการบริหารประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วัฒนธรรมทางการเมืองที่นายกฯกับพวกคุ้นเคยคือการสกัดกั้นขัดขวางการแสดงความเห็นที่แตกต่างด้วยการคุกคามและการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมซึ่งนับวันจะยิ่งสร้างความขัดแย้งให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น เป็นการซ้ำ เติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศการ รวมไทยสร้างชาติ จึงเป็นเพียงคำพูดลมๆแล้งๆ ที่ไม่มีความหมายใดๆ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69299</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจาตุรนต์ ฉายแสง, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รวมไทยสร้างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191119/image_big_5dd352a75a7f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ๋อย&#039;จี้รบ.แจงคลายล็อคให้ชัดอย่ารู้กันเฉพาะวงในทำผู้ประกอบการบางรายได้เปรียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.63-นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;nbsp;
จะคลายล็อคหรือไม่ ยังไม่มีอะไรชัดเจน การให้ข่าวก็ไปคนละทิศคนละทาง ศบค.ดูจะเน้นเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นหลักและย้ำแต่ว่าเหตุใดยังไม่สามารถคลายล็อค ในขณะที่บางจังหวัดก็เริ่มพูดถึงการคลายล็อคในแบบต่างๆกัน ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆซักซ้อมกับร้านค้าในห้างแล้ว แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าจะเปิดได้เมื่อไหร่เปิดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ ระบุว่า มีการปล่อยข่าวหรือข้อมูลออกมาจากที่โน้นบ้างที่นี่บ้าง จนไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง หากปล่อยให้ทุกอย่างสับสนอยู่แบบนี้นอกจากจะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการบางส่วนรู้ข้อมูลวงในก็เตรียมพร้อมได้ก่อน ผู้ไม่ได้ข้อมูลก็ไม่กล้าเตรียมการ ถึงเวลาเปิดก็เปิดไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลควรตัดสินใจและมีแผนอย่างเป็นขั้นตอน ควรทำความเข้าใจถึงมาตรการและเงื่อนไขในการเปิดกิจการและทำกิจกรรมต่างๆว่าจะต้องมีแนวปฏิบัติอย่างไร เมื่อเปิดแล้วจะมีมาตรการทางด้านสาธารณสุขและมาตรการการจัดระยะห่างทางสังคมอย่างไร รัฐบาลควรจัดให้มีการชี้แจงของผู้รับผิดชอบด้านต่างๆทางทีวีพูลเลยปล่อยให้คลุมเครืออยู่อย่างนี้ จะเปิดก็เปิดไม่ได้ ทำให้ปัญหาวนไปเวียนมาหาทางออกไม่เจอ คนเดือดร้อนก็มากขึ้นทุกวันและเห็นได้ชัดแล้วว่ารัฐบาลดูแลไม่ไหว&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64318</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อค, นายจาตุรนต์ ฉายแสง, ผู้ประกอบการ, รัฐบาล, ศบค., โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200204/image_big_5e38c7bd5697b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
