<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรุปผลกระทบ&#039;โซนร้อน&#039; สังเวย3ชีวิต7แสนระทม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปภ.สรุป &amp;quot;ปาบึก&amp;quot; ถล่ม 18 จังหวัด เดือดร้อน 2.1 แสนครัวเรือน 6.9 แสนคน เสียชีวิต 1 สูญหาย 1 ราย ยังเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง-ท่วมขัง 6 จ.ใต้ เมืองคอนอ่วม! ถนนโดนตัดขาดหลายเส้นทาง เสาไฟฟ้าล้มไฟดับบางพื้นที่ น้ำป่าทะลักสายเอเชีย 41 รถเล็กสัญจรไม่ได้ คลื่นลมแรงซัดเขื่อนชายฝั่งสงขลาจมหายไปในทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้อำนวยการกลาง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 3-5 ม.ค. อิทธิพลจากพายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; ส่งผลกระทบในพื้นที่ 18 จังหวัด รวม 90 อำเภอ 407 ตำบล 2,635 หมู่บ้าน 133 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 212,784 ครัวเรือน 696,189 คน ประชาชนยังอยู่อาศัยในศูนย์อพยพ 8 จุด รวม 1,119 คน ผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นครศรีธรรมราช 2 ราย และปัตตานี 1 ราย ผู้สูญหายในจังหวัดปัตตานี 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแยกเป็น 1.นครศรีธรรมราช เกิดน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 23 อำเภอ รวม 155 ตำบล 1,400 หมู่บ้าน 105 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 179,868 ครัวเรือน 539,847 คน ยังคงมีน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำ 4 อำเภอ อพยพประชาชนในพื้นที่ 5 อำเภอ ประชาชนยังอยู่อาศัยในศูนย์อพยพ 8 จุด รวม 1,119 คน จัดตั้งโรงครัวพระราชทานใน 4 อำเภอ จัดตั้งโรงครัวประทานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ใน 2 อำเภอ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชเปิดให้บริการตามปกติแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทยประกาศหยุดเดินรถช่วงสถานี เขาชุมทอง-สถานีนครศรีธรรมราช โดยมีรถรับ-ส่งผู้โดยสารจากสถานีนครศรีธรรมราชไปขึ้นรถไฟที่เขาชุมทอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ปัตตานี เกิดน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 11 อำเภอ รวม 49 ตำบล 126 หมู่บ้าน 1 เทศบาลตำบล 3 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,245 ครัวเรือน 17,339 คน บ้านเรือนเสียหาย 594 หลัง ปัจจุบันปิดศูนย์อพยพในพื้นที่แล้วทั้ง 22 จุด 3.สุราษฎร์ธานี เกิดน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 11 อำเภอ รวม 48 ตำบล 260 หมู่บ้าน 25 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,791 ครัวเรือน 11,013 คน บ้านเรือนเสียหาย 19 หลัง ปัจจุบันปิดศูนย์อพยพในพื้นที่แล้วทั้ง 27 จุด 4.สงขลา เกิดวาตภัยและคลื่นซัดชายฝั่งในพื้นที่ 4 อำเภอ รวม 41 ตำบล 251 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,630 ครัวเรือน 71,250 คน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 2,129 หลัง ถนนเสียหาย 5 สาย ปัจจุบันปิดศูนย์อพยพแล้วทั้ง 56 จุด 5.นราธิวาส เกิดวาตภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ รวม 15 ตำบล 75 หมู่บ้าน 1 เทศบาลตำบล ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,513 ครัวเรือน 7,062 คน สถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ชุมพร เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ 6 อำเภอ รวม 9 ตำบล 25 หมู่บ้านประชาชนได้รับผลกระทบ 2,121 คน ปัจจุบันเกิดน้ำไหลหลากจากคลองชุมพรเข้าท่วมอำเภอเมืองชุมพร 7.ตรัง เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 2 อำเภอ รวม 9 ตำบล 45 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,595 ครัวเรือน 8,419 คน 8.พัทลุง เกิดวาตภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ รวม 36 ตำบล 326 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,067 ครัวเรือน 37,620 คน สถานการณ์ภัยเริ่มคลี่คลายแล้ว ปัจจุบันปิดศูนย์อพยพแล้ว 9.ระนอง เกิดน้ำไหลหลากในอำเภอกระบุรี รวม 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 18 คน สะพาน 1 แห่ง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ 10.กระบี่ เกิดอุทกภัยในอำเภอเขาพนม รวม 6 ตำบล 54 หมู่บ้าน อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย สถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.ยะลา เกิดน้ำท่วมขังในอำเภอเมืองยะลา รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน ปัจจุบันปิดศูนย์อพยพแล้วทั้ง 27 จุด 12.เพชรบุรี เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในอำเภอเมืองเพชรบุรี รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 20 ครัวเรือน 13.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ 5 อำเภอ รวม 9 ตำบล 22 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 297 ครัวเรือน 1,500 คน บ้านเรือนเสียหาย 77 หลัง ผู้บาดเจ็บ 2 ราย เตรียมอพยพประชาชนไปยังศูนย์อพยพองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่รำพึง 1 จุด 40 ครัวเรือน 14.จันทบุรี เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ 3 อำเภอ รวม 7 ตำบล 27 หมู่บ้าน อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;15.ตราด เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ 4 อำเภอ รวม 9 ตำบล 9 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 69 ครัวเรือน 16.ระยอง เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ 3 อำเภอ รวม 3 ตำบล 3 หมู่บ้าน อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย 17.สมุทรสาคร เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในอำเภอเมืองสมุทรสาคร รวม 5 ตำบล 6 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 689 ครัวเรือน &amp;nbsp;และ 18.สมุทรสงคราม เกิดน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสมุทรสงคราม และ อ.อัมพวา รวม 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย
ยังเฝ้าระวังน้ำท่วม 6 จ.ใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงติดตามเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้
ในระยะ 1-2 วันนี้ เนื่องจากยังมีฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่อาจส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม ดังนั้น ยังคงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจล้นตลิ่งและท่วมขังที่ลุ่มต่ำริมลำน้ำ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และตรัง โดยเฉพาะบริเวณคลองท่าดี อ.เมืองฯ, คลองกลาย อ.ท่าศาลา, คลองท่าเลา อ.ทุ่งสง อ.ลานสกา และต้นแม่น้ำตาปี อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช, แม่น้ำตรัง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง, คลองบางสะพาน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์, คลองสวี อ.สวี คลองชุมพร อ.เมืองฯ จ.ชุมพร และอ่างเก็บน้ำความจุมากกว่า 90% เสี่ยงน้ำไหลล้นข้ามทางระบายน้ำล้น อ่างเก็บน้ำห้วยสามเขา อ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย อ่างเก็บน้ำทุ่งขาม จ.เพชรบุรี อ่างเก็บน้ำช่องลม อ่างเก็บน้ำคลองจะกระ อ่างเก็บน้ำคลองบึง อ่างเก็บน้ำไทรงาม จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ่างเก็บน้ำ คลองท่างิ้ว จ.ตรัง รวมทั้งภาวะน้ำเค็มรุกล้ำบริเวณปากแม่น้ำ เนื่องจากคลื่นซัดฝั่งทั้งชายทะเลภาคตะวันออกและภาคกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศประจำวันที่ 6 ม.ค.ว่า ลักษณะอากาศทั่วไป 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง มีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำได้ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดระนองขึ้นมามีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK) ปกคลุมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบน และทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังอ่อนลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความเสียหายจากพิษพายุโซนร้อนปาบึก ที่พัดถล่มหลายพื้นที่ใน จ.นครศรีธรรมราช &amp;nbsp;โดยเฉพาะพื้นที่โซนฝายฝั่งทะเลอ่าวไทย 6 อำเภอ เบื้องต้นพบว่ามีความเสียหายจำนวนมากกระจายไปทุกพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสำรวจเข้าไปถึงได้ เนื่องจากถนนหนทางถูกตัดขาดหลายเส้นทาง เพราะมีต้นไม้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังได้รับความลำบากมาก รวมทั้งมีสวนยางพารา สวนผลไม้ และสวนทุเรียนในหลายพื้นที่ถูกพายุพัดถล่มล้มราบคาบได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมทั้งด้านปศุสัตว์มีสัตว์ตายจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้ มีเสาไฟฟ้าล้มขวางถนนในหลายพื้นที่ แม้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากทั่วภาคใต้มาเร่งซ่อมและกู้เสาไฟฟ้าอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้กัน แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่มีไฟฟ้าดับอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มที่แล้วเช่นกัน ขณะที่ผู้อพยพตามศูนย์อพยพต่างๆ ได้กลับไปบ้านพักของตัวเองกันหมดแล้ว เพื่อกลับไปทำความสะอาดและเร่งซ่อมแซมบ้านพักของตัวเอง โดยมีกำลังทหารกองทัพภาคที่ 4 ตำรวจตะเวนชายแดน ตำรวจในพื้นที่ เจ้าหน้าที่มูลนิธิต่างๆ และจิตอาสาไปร่วมให้การช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านของชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายตลอดทั้งวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันที่ ในพื้นที่ ต.แหลมตะพุก อ.ปากพนัง ซึ่งเป็นพื้นหลักที่พายุโซนร้อนพัดถล่ม พบว่าบ้านเรือนราษฎรที่อยู่บริเวณชายทะเลได้รับความเสียหายจำนวนมาก มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ และประชาชนจิตอาสาจากหลายพื้นที่นำสิ่งของข้าวสารอาหารแห้งไปมอบเหลือชาวบ้าน ต.แหลมตะลุมพุกตลอดทั้งวัน ส่วนในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ระดับน้ำท่วมขังในถนนซอยต่างๆ เริ่มลดลงเรื่อยๆ&amp;nbsp;
น้ำป่าทะลักสายเอเชีย 41
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ชุมพร นายวิบูลย์ รัตนาภรวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย พล.ต.พรชัย อินทนู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44, พ.ต.อ.ภคพล ทวิชศรี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ได้ลงพื้นที่ถนนสายเอเชีย 41 ซึ่งเป็นถนนสายหลักขึ้น-ลง 14 จังหวัดภาคใต้ บริเวณสี่แยกปฐมพร-บขส.ชุมพร ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 1-3 ตำบลบ้านนาและตำบลขุนกระทิง อ.เมืองฯ เพื่อสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกผู้ใช้รถใช้ถนนสัญจร เนื่องจากถนนทั้ง 4 ช่องจราจรทั้งขาขึ้นและขาล่องมีน้ำป่าไหลทะลักเข้าท่วมขังระดับน้ำท่วมขังสูง 40 เซนติเมตร ระยะทางยาวกว่า 300 เมตร ตั้งแต่ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรห้ามรถเล็กทุกชนิดผ่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ จ.สงขลา คลื่นลมแรงยังคงพัดถล่มชายฝั่งจังหวัดสงขลาอย่างหนัก โดยเฉพาะถนนเลียบชายทะเล หมายเลข สข.2004 สายสงขลา-นาทับ ต.เกาะแต้ว อ.เมืองฯ แนวเขื่อนกันคลื่นกัดเซาะชายฝั่งแบบชั่วคราว ความยาว 70 เมตร และไหล่ทาง ที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อวันที่ 9 พ.ย.61 ถูกคลื่นลมแรงพัดถล่มจมหายไปกับคลื่นยักษ์พายุปาบึก คาดว่าคลื่นกัดเซาะชายฝั่งจนมาถึงถนนเลียบชายทะเลพังเสียหายอีกรอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ท่าเทียบเรือ โดยสารเพื่อการท่องเที่ยวปากคลองจิหลาด องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ อ.เมืองฯ จ.กระบี่ ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติทยอยเดินทางลงเรือเพื่อเดินทางไปยังเกาะพีพีจำนวนมาก ภายหลังจากที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ได้มีการประกาศยกเลิกห้ามเรือออกจากฝั่ง ในช่วงที่มีพายุโซนร้อนปาบึก เนื่องจากสถานการณ์ได้คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่บริเวณท่าเทียบเรือ เช่นเดียวกันกับที่ท่าเทียบเรือ โดยสารขนาดเล็ก บริเวณหาดอ่าวนาง และหาดนพรัตน์ธารา มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติทยอยเดินทางไปลงเรือเพื่อไปท่องเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ จำนวนมาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ตราด อบต.ไม้รูด และปลัดอำเภอคลองใหญ่ ได้ออกมาสำรวจความเสียหาย พบว่า เขื่อนกันคลื่นบริเวณหาดบานชื่น ที่มีความยาวกว่า 2 กิโลเมตร พังไป 3 ช่วง มีความยาวกว่า 100 เมตร ต้นสนชายฝั่งโค่นไป 2 ต้น และยังมีความเสี่ยงที่จะโค่นอีก 3 ต้น รวมทั้งซุ้มอาหารอีก 5-6 แห่งทรุด และมีร้านค้าหลังคาทรุดลง เหตุเพราะพื้นปูนถูกกัดเซาะเป็นหลุมลึก รวมทั้งพื้นด้านข้างห้องน้ำ 2 จุดถูกกัดเซาะเป็นหลุมลึก คาดว่าหากคลื่นทะเลยังไม่สงบจะส่งผลกระทบต่อชายฝั่ง ต.ไม้รูดอีกครั้ง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25894</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190106/image_big_5c320ad97c5ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปาบึกพัดลงอันดามัน &#039;7จังหวัด&#039;ฝนถล่มต่อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุฯ เผย &amp;quot;ปาบึก&amp;quot; ลงอันดามันแล้ว แต่ฝนยังตกหนักใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ส่วนเขตเศรษฐกิจนครศรีฯ ทุ่งสง น้ำป่าทะลักท่วมเมืองอย่างรวดเร็ว เร่งระบายน้ำ 24 ชั่วโมง ปภ.เผยประชาชนสังเวยปาบึกไป 3 ศพ ชาวบ้านอพยพกลับ ทำความสะอาดบ้านแล้ว ปลัดกระทรวงสาธารณสุขแจงสถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ 27 แห่ง ขณะที่ชายฝั่งภาคตะวันออกถูกลูกหลงถ้วนหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับที่ 25 ลงวันที่ 5 มกราคม 2562 เรื่อง &amp;ldquo;พายุ &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK)&amp;rdquo; โดยระบุว่า เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 5 ม.ค. 62 พายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK) บริเวณทะเลอันดามัน มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 55 กิโลเมตร จากชายฝั่งทางทิศตะวันตกของอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา หรือที่ละติจูด 9.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 97.8 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุนี้ได้มีการเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือค่อนทางตะวันตกเล็กน้อย ความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และภูเก็ต ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นไป และทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นไป ยังคงมีกำลังแรง โดยทะเลมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออกระวังอันตรายจากลมแรงและคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรงดการเดินเรือต่อไปอีก 1 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุ &amp;quot;ปาบึก&amp;quot; กระทบจังหวัดภาคใต้ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัตตานี สุราษฎร์ธานี สงขลา ชุมพร ยะลา พัทลุง และนราธิวาส โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้เสียชีวิต 2 คน ส่วนจังหวัดปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 1 คน นอกจากนั้น ยังเกิดปัญหากระแสไฟฟ้าดับ เสาไฟฟ้าล้มหลายต้น น้ำทะเลไหลหลาก ผลกระทบจนถึงภาคกลาง ภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร บางส่วน หลังจากนี้จะเบาบางลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับใน จ.นครศรีธรรมราช อำเภอที่ยังมีน้ำท่วมขัง คือ อ.ปากพนัง อ.ร่อนพิบูล อ.ทุ่งสง อ.ช้างคลาน จ.สุราษฎรธานี อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.ดอนสัก ส่วนที่ จ.สงขลาที่ อ.ระโนด และ อ.สทิงพระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการให้ความช่วยเหลือการฟื้นฟู จะมีการตรวจสอบกันอีกครั้ง ก่อนที่จะจ่ายเงินชดเชยและซ่อมแซม
น้ำป่าท่วมนครศรีฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรจิตต์ อินทรชิต รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศอบ.กษ.) พายุโซนร้อนปาบึก เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้เปิดศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศอบ.กษ.) พายุโซนร้อนปาบึกขึ้น เพื่อติดตามสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และความต้องการช่วยเหลือ ประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสรุปรายงาน สถานการณ์ภาพรวมเป็นรายวัน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ณ ห้องปฏิบัติการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทุกหน่วยงานจะเร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรและเข้าให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ อาทิ ด้านชลประทาน ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด ด้านปศุสัตว์ กำหนดจุดอพยพสัตว์ สำรองเสบียงสัตว์ ด้านพืช ด้านประมง กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมประมงได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมความพร้อมและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึกด้วยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สถานการณ์ของสภาพดินฟ้าอากาศถือว่าดีขึ้นมากแล้ว แม้มีเมฆอยู่บ้าง ซึ่งผู้อพยพที่ประเมินแล้วว่าพื้นที่ปลอดภัยก็ให้ทยอยเดินทางกลับบ้านแล้ว ยกเว้นพื้นที่ชายฝั่งทะเลได้ให้นายอำเภอไปสำรวจดูว่ายังคงมีคลื่นยกตัวสูงหรือไม่ ถ้ายังไม่ปลอดภัย ก็ขอให้อยู่ที่ศูนย์อพยพไปก่อน ซึ่งทางจังหวัดพร้อมที่จะดูแล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งมีผู้จมน้ำและเป็นลม และประสบอุบัติเหตุในระหว่างที่มีพายุ แต่สิ่งที่ต้องรับมือในขณะนี้หลังพายุผ่านไปคือ พื้นที่ท้ายน้ำที่เป็นลุ่มต่ำเพราะฝนตกในพื้นที่เชิงเขาค่อนข้างมาก น้ำกำลังไหลลงมาท่วม เช่น พื้นที่อำเภอทุ่งสง และเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งกำลังมีการเร่งสูบน้ำเพื่อระบายออกอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่กลับจากศูนย์อพยพไปอยู่ที่บ้านแล้ว ก็ขอให้ช่วยกันดูแลทำความสะอาดเก็บกวาดบ้านเรือนของตัวเอง ชุมชน โดยมีส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่น จิตอาสาพร้อมที่จะช่วยเหลือดูแล จากนี้ไปหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปสำรวจความเสียหาย ทั้งบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ปศุสัตว์ ประมงและทรัพย์สินต่าง ๆ
ระบายน้ำออกทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับระดับน้ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งรับมวลน้ำจากคลองท่าดี ที่ไหลลงมาจากอำเภอลานสกานั้น ขณะนี้ยังคงเข้าท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งกรมชลประทานและเทศบาลนครนครศรีธรรมราช กำลังเร่งใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งตัดต้นไม้ที่ล้มทับบ้านเรือนของประชาชนและขวางถนน โดยเฉพาะที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ต้นตะเคียนขนาดใหญ่ ถูกแรงลมพายุพัดล้มจำนวนกว่า 10 ต้น แต่ยังโชคดีที่ต้นไม้ไม่ล้มทับอนุสาวรีย์เจ้าพระยานคร (น้อย) แต่ไปล้มทับบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้รับความเสียหายบางส่วน ในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ระดมทีมช่างเทคนิคจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดใกล้เคียง เช่น ยะลา กระบี่ เป็นต้น มาช่วยเร่งปักเสาไฟฟ้าที่หักโค่น เพื่อให้สามารถจ่ายไฟเข้าสู่ระบบได้โดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีน้ำป่าจากเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราช ซึ่งเกิดจากฝนตกหนักตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ ทำให้มีมวลน้ำป่าจำนวนมากได้ไหลบ่าลงคลองท่าดี อ.ลานสกา และไหลบ่าท่วมในหลายพื้นที่ของ อ.ลานสกา และน้ำป่าได้ไหลท่วมถนนสายนครศรีธรรมราช-ลานสกา บริเวณสะพานวังก้อง ทำให้ถนนขาดรถไม่สามารถผ่านสัญจรได้ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นน้ำป่าได้ไหลท่วมหลายพื้นที่ใน อ.พระพรหม อ.เมืองนครศรีธรรมราช ใน ต.ไชยมนตรี ต.กำแพงเซา อ.มะม่วงสองต้น ต.โพธิ์เสด็จ และน้ำป่าได้ไหลเข้าท่วมถนนทุกซอกซอยต่างๆ ในเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช โดยชุมชนบ่อทรัพย์ ชุมชนหน้าสถานีรถไฟ ชุมชนประตูขาว ชุมชนท่าโพธิ์ ชุมชนมุมป้อม ชุมชนบ่ออ่าง และยังท่วมถนนเลียบทางรถไฟ ถนนเทวบุรีในระดับสูงประมาณ 30-50 ซม. ทำให้รถสัญจรไปมาไม่ได้บนถนนสายดังกล่าว คาดว่าภายใน 1-2 วันหากฝนไม่ตกลงมาซ้ำระดับน้ำในเขตเทศบาล ก็จะลดลงสู่ภาวะปกติแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุโซนร้อนปาบึกส่งผลกระทบมาถึงจังหวัดเพชรบุรีแล้ว โดยเกิดคลื่นสูง 3-4 เมตร ตลอดแนวชายฝั่งตั้งแต่พื้นที่อำเภอชะอำ หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง &amp;nbsp;และอำเภอบ้านแหลม ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูงสุดทำให้มีคลื่นสูงมากกว่าปกติ โดยน้ำทะเลได้ซัดแนวชายฝั่ง ซัดเข้าร้านอาหารที่อยู่ริมชายหาด ได้รับความเสียหายจำนวนหลายแห่ง และน้ำได้ท่วมเข้าบ้านเรือนประชาชนในขณะที่กำลังนอนหลับ โดยประชาชนเก็บสิ่งของไม่ทันได้รับความเสียหายจำนวนมาก
ภาคตะวันออกก็โดน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับชายฝั่งภาคตะวันออกได้รับผลกระทบเช่นกัน นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และนายอวิรุทธ์ วรกิตติ์ไพศาล หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจันทบุรี ได้ลงพื้นที่ไปใน 3 อำเภอ คือ อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอท่าใหม่ และอำเภอนายายอาม หลังถูกพายุปาปึกพัดถล่มในรอบ 30 ปี ทำให้บ้านเรือนของชาวบ้าน รีสอร์ต และเรือประมงได้รับเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดพบว่ามีบ้านเรือนของชาวบ้านถูกพายุพัดและน้ำทะเลซัดเข้าท่วมบ้านกว่า 30 หลังคาเรือน เรือประมงถูกคลื่นซัดจมทะเลไปกว่า 10 ลำ และรีสอร์ตที่อยู่ติดชายทะเลถูกพายุพัดเสียหายไป 5 หลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางจำปา เนินทราย ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า แฟนได้ลุกขึ้นมาตอนตี 3 พบว่าคลื่นลมแรงได้ซัดเรือประมงของตนเองที่จอดหลบคลื่นอยู่จมทะเล รวมทั้งมีเรือประมงของเพื่อนบ้านก็ถูกคลื่นซัดจมทะเลไปเช่นกัน โดยพบว่าในช่วงเช้ามีคลื่นลมแรงมากขึ้น ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบบ้านเรือนพังเสียหายเป็นวงกว้าง เพราะไม่รู้ว่าพายุลูกนี้จะซัดมาด้านจังหวัดจันทบุรี ทำให้ไม่ได้เตรียมตัวจึงเกิดผลกระทบอย่างที่เห็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนชายฝั่งทะเล จ.ตราด ตั้งบ้านปากคลองบางกระดาน อ.แหลมงอบ จ.ตราด ถึงบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด มีระดับน้ำสูงขึ้น และมีคลื่นแรง มีความสูง 2 เมตร และซัดเข้าชายฝั่งทำให้บ้านเรือนที่ปลูกอยู่ริมทะเลมีน้ำท่วมบ้าน สะพาน ชายฝั่งได้รับผลกระทบชายหาดรุนแรงและนักท่องเที่ยวไม่สามารถลงเล่นน้ำได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนท่าเรือเฟอร์รีทั้งสองแห่งมีคลื่นรุนแรง เรือเฟอร์รีเดินทางไปเกาะช้างด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม เรือเฟอร์รียังสามารถเดินทางไปเกาะช้างได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับทีมแพทย์และสาธารณสุข 16 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากพายุปาบึกว่า จากการรับรายงานข้อมูลในพื้นที่พบว่า สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 4 จังหวัด รวม 27 แห่ง คือ นครศรีธรรมราช 12 แห่ง, สงขลา 10 แห่ง, นราธิวาส 4 แห่ง และปัตตานี 1 แห่ง ส่วนใหญ่มาจากลมพัดแรงทำให้กระเบื้องหลังคาเสียหาย รวมถึงปัญหาไฟฟ้าดับ มีน้ำท่วมเข้าโรงพยาบาลบางแห่ง อาคารที่พักเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย แต่สถานพยาบาลยังสามารถให้บริการได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโรงพยาบาลแต่ละแห่งได้ใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาไปก่อน ทางส่วนกลางจะสำรวจความเสียหายทั้งหมดและจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือต่อไป
มีผู้เสียชีวิต 3 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุมกล่าวว่า สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว 3 ราย อยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช 2 ราย รายแรกเกิดจากการขับรถชนต้นไม้ อีกรายเสียชีวิตจมน้ำขณะเอาเรือเข้าฝั่ง และ จ.ปัตตานี 1 ราย เกิดอุบัติเหตุเรือล่ม ซึ่งยังทำให้เกิดผู้สูญหายอีก 1 รายด้วย ส่วนศูนย์อพยพในจังหวัดต่างๆ ขณะนี้ทยอยปิดศูนย์ ส่งประชาชนและผู้ป่วยกลับบ้านแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ตามเกาะต่างๆ รวมกว่า 200 คน ก็ได้มีการประสานเรือรบหลวงสงขลาในการไปรับตัวขึ้นฝั่ง แม้พายุโซนร้อนปาบึกได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและเคลื่อนตัวออกไปแล้ว แต่หลายพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบจากปลายหางพายุอยู่ ซึ่งกระทรวงได้เฝ้าระวังน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากทั้ง 16 จังหวัด เนื่องจากยังมีปัญหาฝนตกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และระนอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากนี้จะเข้าสู่ระยะฟื้นฟู ได้ให้สำรวจความเพียงพอของยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ สำรวจความเสียหายของสถานพยาบาล บ้านพักของบุคลากรสาธารณสุข และเตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมและแผนการจัดบริการ ไม่ให้กระทบการดูแลรักษาประชาชน โดยจัดทีมแพทย์ดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของทีมแพทย์ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมพร้อมอีก 3 ทีม คือ ทีมป้องกันควบคุมโรคที่มากับน้ำท่วม, ทีมดูแลเรื่องอนามัยสิ่งแวดล้อม และทีมดูแลสภาพจิตใจของผู้ประสบอุทกภัย&amp;rdquo; นพ.สุขุมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองอธิการบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat โดยระบุถึงผลกระทบหลายด้านจากพายุปาบึกว่า เริ่มเข้าสู่ช่วงสำรวจความเสียหายและฟื้นฟู ขอเริ่มต้นจากสัตว์ทะเลหายาก คลื่นส่งผลต่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะลูกสัตว์น้ำ เช่น ลูกโลมาอิรวดีที่ตาย และถูกพัดขึ้นมาเกยฝั่งแถวขนอม รังเต่ามะเฟืองที่เขาหลักไม่น่ามีปัญหา แต่รังที่สองที่ท่าไทร คลื่นกัดเซาะชายฝั่งเข้าไปมาก จนอยู่ห่างรังไข่เต่าไม่กี่เมตร ตอนนี้เจ้าหน้าที่กรมทะเลและอุทยานท้ายเหมืองกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุฉุกเฉินคงสามารถช่วยเหลือได้ทัน สำหรับสัตว์น้ำอื่น โดยเฉพาะสัตว์น้ำหน้าดิน อาจได้รับผลกระทบจากคลื่นบ้าง แต่ที่น่าห่วงกว่านั้น น้ำจืดจำนวนมากไหลลงทะเล ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำเบียดความเค็มแถวปากแม่น้ำและชายฝั่งจะลดลงอย่างเร็ว น้ำอาจแบ่งเป็น 2 ชั้น อาจทำให้สัตว์น้ำตายเหมือนที่เคยเกิดตามชายฝั่งเพชรบุรี-ชะอำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คราวนี้มาถึงระบบนิเวศทางทะเลบ้างระบบนิเวศที่ได้รับผลมากสุดคือแนวปะการังน้ำตื้นที่ฟื้นตัวช้า พายุปาบึกเคลื่อนที่เป็นวงกว้างทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ผลกระทบต่อแนวปะการังคือ คลื่น ตะกอน และน้ำจืดไหลลงทะเล คลื่นส่งผลทำให้ปะการังน้ำตื้นแตกหัก
กระทบแนวปะการัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลื่นจะส่งผลต่อแนวปะการังน้ำตื้นแถวสมุยและพะงันมากหน่อย เพราะทั้ง 2 เกาะรายล้อมด้วยแนวปะการังรวมถึงหมู่เกาะว่าวที่อยู่ทางตอนเหนือเกาะกระ (นคร) พื้นที่คุ้มครองทางทะเลแห่งใหม่ก็น่าจะได้รับผล เนื่องจากเป็นแนวพายุเข้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลอันดับสองคือตะกอน ซึ่งน่าจะเป็นผลกระทบแรงสุด และต่อเนื่องหลายวันตะกอนบางส่วนเกิดจากคลื่นพัดขึ้นมาจากพื้นท้องทะเล ทำให้น้ำขุ่น แสงส่องผ่านไม่ได้หลายวันตะกอนยังตกทับบนปะการัง ทำให้ปะการังอ่อนแอหรืออาจตายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลอันดับสาม น้ำจืดจำนวนมากส่งผลกับความเค็มน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ปะการังอาจฟอกขาวฉับพลันในบางพื้นที่ เพราะฉะนั้น ควรต้องสำรวจแนวปะการังในหลายพื้นที่ในภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยเกือบทั้งหมด ปัญหาอีกประการคือขยะทะเลจำนวนมาก มักเกิดหลังน้ำท่วมใหญ่ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คงต้องเตรียมการเก็บขยะตามชายหาดขยะในทะเลอ่าวไทย รวมถึงการดำน้ำเก็บขยะที่ตกค้างและสร้างความเสียหายให้แนวปะการังน้ำตื้น สมุย พะงัน ชุมพร ประจวบ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายวชิรพงศ์ สกุลรัตน์ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่ามีชาวบ้านพบซากโลมาหัวบาตรหลังเรียบที่บริเวณ หาดหน้าด่าน หมู่ที่ 5 ต.ขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติหาดขนอม หมู่เกาะทะเลใต้ พบเป็นโลมาขนาดโตเต็มวัย ไม่ทราบเพศเนื่องมาจากอวัยวะเพศเริ่มเน่ามองไม่ชัด ความยาวประมาณ 1.2เมตร สภาพผิวหนังลอกน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุการตาย น่าจะเกิดจากโลมาตัวดังกล่าวเจอมรสุมพายุปาบึกพัดผ่านในพื้นที่ทำให้คลื่นลมแรงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ซึ่งโลมาตัวดังกล่าวอาจจะ มีความอ่อนแอจึงถูกคลื่นแรงซัดจนทำให้ตายลอยมาติดหาดขนอม เจ้าหน้าที่ได้เก็บซากของโลมาตัวดังกล่าวไว้ที่ในวัดกลาง ม. 9 ต.ขนอม อ.ขนอม เพื่อรอเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างศูนย์วิจัยและพัฒนาชายฝั่ง จังหวัดสงขลานำซากไปผ่าชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25834</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำปา เนินทราย, ชยพล ธิติศักดิ์, ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา, ภูเวียง ประคำมินทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190105/image_big_5c30adb08019a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลการเอ็กซเรย์ด้วย&#039;GPR&#039;องค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชมีอายุกว่า 1,100 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8มิ.ย.61- ที่ห้องประชุมศรีปราชญ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานประชุมคณะกรรมการในนำเสนอวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช (พระบรมธาตุเจดีย์) เพื่อขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก ประจำปี 2561 ครั้งที่ 3/2561 โดยมีคณะกรรมการ คณะทำงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประชุมครั้งนี้มีวาระที่น่าสนใจประกอบด้วย การติดตามความคืบหน้าการบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ความคืบหน้าการจัดระบบ IT แนะนำวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ความคืบหน้าการเอ็กซเรย์องค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชด้วยเครื่องมือธรณีฟิสิกส์เรดาห์ทะลุดิน หรือ GPR ซึ่งขณะนี้การดำเนินการแล้วเสร็จได้ข้อสรุปที่เป็นหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่า องค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช มีองค์เดิมอยู่ภายในที่มีอายุอิฐบริเวณฐานเจดีย์ ประมาณ 1,100 ปี และเจดีย์องค์นอกมีอายุประมาณ 800 ปี หรือสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.1719&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งความก้าวหน้าในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ฝ่ายต่างๆ และการร่วมพิจารณาโครงการประชุมนานาชาติ เรื่อง นครศรีธรรมราชในประวัติศาสตร์คาบสมุทรอินโด-แปซิฟิค อย่างยิ่ง ประเด็นความคืบหน้าการจัดทำเอกสารทางวิชาการ ซึ่งเบื้องต้นเนื้อหาในเอกสารจะมีจำนวนทั้งสิ้น 8 บท รวมประมาณ 600 หน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมทางคณะผู้จัดทำได้ออกแบบจัดรูปเล่มเอกสาร ให้เป็นภาคผนวก รวม 10 เล่ม ครอบคลุมเนื้อหาครบถ้วนในทุกประเด็นตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานจนถึงสภาพปัจจุบันขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2561 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังได้ให้ความสำคัญและสั่งกำชับเป็นพิเศษเพื่อให้ภาคส่วน ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมกันคิด/หารือ เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด สว่าง สงบและสวยงาม รองรับการเดินทางมาสักการะเยี่ยมชมของพุทธศาสนิกชน ประชาชนทั่วไปและท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10944</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา, พระบรมธาตุเจดีย์, วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช, เครื่องมือธรณีฟิสิกส์เรดาห์ทะลุดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180608/image_big_5b19e3b87072b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
