<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคมขานรับนโยบายรองนายกรัฐมนตรี ช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 ระดมสรรพกำลังช่วยเหลือผู้ประกันตน และนายจ้าง เต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิ สุโกศลปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางตรวจเยี่ยม มอบนโยบาย และติดตามผลการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด &amp;ndash; 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมถึงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับ การให้ความช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมกล่าวขอบคุณ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ที่ร่วมแรงใจ ให้ความช่วยเหลือ ผู้ได้รับผลกระทบฯ อย่างเต็มความสามารถ พร้อมเน้นย้ำ มาตรการยกระดับการป้องกัน เฝ้าระวังไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 ในวงกว้าง มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ว่างงาน โดยเร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์ กรณีว่างงานพร้อมเงินชดเชยการขาดรายได้แก่ผู้ประกันตน ทั้งแรงงานในระบบ นอกระบบ และแรงงาน ต่างด้าวที่ได้รับผลกระทบให้ครบถ้วนไม่ตกหล่น และทันต่อสถานการณ์อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของสำนักงานประกันสังคม นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้กล่าวถึงผลการดำเนินงานเกี่ยวกับมาตรการให้ความช่วยเหลือแรงงานและนายจ้าง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่แพร่ระบาดเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา โดยให้ความช่วยเหลือเรื่องของการลดอัตราเงินสมทบของนายจ้าง ผู้ประกันตน ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.63 นายจ้างลดเหลือ 4% ผู้ประกันตนมาตรา 33 เหลือ 1% และผู้ประกันตนมาตรา 39 เหลือ 86 บาท และครั้งที่ 2 ช่วงเดือน ก.ย.- พ.ย. 2563 ในส่วนของนายจ้าง 2% ผู้ประกันตน 2% และผู้ประกันตนมาตรา 39 ลดลงเหลือ 96 บาท เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน เหตุสุดวิสัย 62% และเลิกจ้าง 70% ลาออก สิ้นสุดสัญญาจ้าง 45% จัดให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 รักษาในสถานพยาบาลทุกแห่ง ทั้งรัฐ และเอกชน โดยไม่ต้องสำรองจ่าย จัดให้มีโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคกรณีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ให้แก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยให้สิทธิฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ณ สถานพยาบาลที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ ยังมีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจจากโรคโควิด-19 ให้สามารถรักษาการจ้างงาน ให้ผู้ประกันตนมีงานทำต่อเนื่องและอยู่ในระบบประกันสังคม ในโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน เพื่อให้สถานประกอบการกู้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการเสริมสภาพคล่องให้มีศักยภาพมีการจ้างงาน อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2563 นี้ สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการตามมาตรการให้ความช่วยเหลือแรงงาน และนายจ้าง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 92,243.69 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า สำหรับในปี 2564 ซึ่งยังคงเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ กระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการตามมาตรการ ให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกันตนและนายจ้าง ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงแรงงาน เรื่อง ปรับลด เงินสมทบ ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 เหลือในอัตราฝ่ายละร้อยละ3 และผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 ลดลงเหลือ 278 บาท ในงวดเดือนม.ค.64 และเมื่อวันที่ 19 ม.ค.64 มติคณะกรรมการประกันสังคม ยังได้เห็นชอบให้มีการปรับลดเงินสมทบในงวดเดือนก.พ. &amp;ndash; มี.ค.2564 ฝ่ายนายจ้าง 3% ฝ่ายผู้ประกันตนมาตรา 33 เหลือในอัตรา 0.5% และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ลดลงเหลือ 38 บาท ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือนายจ้าง และผู้ประกันตนที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ให้สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยแก่ผู้ประกันตน ตาม &amp;quot;กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563&amp;rdquo;เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ว่างงานจากเหตุสุดวิสัย 50% เลิกจ้าง 70% ลาออก สิ้นสุดสัญญาจ้าง 45% จัดให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 รักษาพยาบาล ทุกแห่ง ทั้งรัฐและเอกชนโดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพิ่มสิทธิการตรวจสอบคัดกรองเชิงรุก โดยออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่องหลักเกณฑ์ และอัตราค่าบริการทางการแพทย์ กรณีคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด - 19 เชิงรุกในสถานประกอบการสำหรับจังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และในปี 2564 นี้ สำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการตามมาตรการให้ความช่วยเหลือ เพื่อแบ่งภาระค่าใช้จ่ายให้กับแรงงาน นายจ้าง ประมาณการรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 62,201 ล้านบาท&lt;/p&gt;


&lt;p style=&quot;border:none; padding:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; padding:0in&quot;&gt;นายทศพลฯ กล่าวต่ออีกว่าผลงานที่ปรากฏนั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานประกันสังคม ที่พร้อมขับเคลื่อนตามมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาให้กับแรงงาน ลูกจ้าง ผู้ประกันตนที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเต็มที่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย ของนายประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนโยบายรัฐบาล ในการที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&lt;/p&gt;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90914</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงแรงงาน, นายจ้าง, ประกันสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600e38ea61b45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2020 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2020 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หม่อมเต่า รมว.แรงงาน คิกออฟโครงการจัดทำแฟ้มนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ทั่วประเทศ ตอบโจทย์รัฐบาลดิจิทัล ยกระดับการให้บริการประชาชนเข้าถึงหลากหลายช่องทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ไปเป็นประธาน&amp;nbsp;ในพิธีเปิดโครงการจัดทำแฟ้มนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ (12 มีนาคม 2563) ณ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร รุกงานจัดทำข้อมูลนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ในแฟ้มนายจ้างทั้งประเทศ กว่า 9 แสนแฟ้ม เข้าจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตอบโจทย์รัฐบาลดิจิทัล ยกระดับการให้บริการประชาชนได้เข้าถึงบริการที่ความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส หลากหลายช่องทาง พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้รองศาสตราจารย์ ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการฯ ที่ สปส.จังหวัดพิษณุโลก ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการฯ ที่ สปส.สุราษฎร์ธานี และปลัดกระทรวงแรงงาน (นายสุทธิ สุโกศล) เปิดโครงการฯ ที่ สปส.จังหวัดขอนแก่น พร้อมปฏิบัติงานทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในโอกาส เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจัดทำแฟ้มนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ ว่า กระทรวงแรงงาน ได้มอบนโยบายเร่งด่วนในปี 2563 ให้เร่งรัด &amp;ldquo;ปฏิรูปกำลังแรงงาน&amp;rdquo; หรือ Workforce Transformation และนโยบายสำคัญในการยกระดับการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ประชาชนให้เข้าถึงบริการด้วยความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส หลายช่องทาง และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ทั้งนี้ ตนได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยกันพัฒนางานให้มีการยกระดับการให้บริการประชาชนให้ดีที่สุด เพื่อให้กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงแรงงานที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไป สำหรับการพัฒนาระบบการปฏิบัติราชการจากการใช้เอกสารหลักฐานที่เป็นกระดาษไปสู่เอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมตั้งเป้าไว้กว่า 9 แสนแฟ้ม โดยในวันนี้ที่จะมีการเปิด โครงการฯ จัดทำพร้อมกันทั่วประเทศในทุกหน่วยงานสำนักงานประกันสังคม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของกระทรวงแรงงานให้ขับเคลื่อนไปสู่ Thailand 4.0 อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้านนายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมได้นำแนวนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ซึ่งโครงการจัดทำแฟ้มนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานฯ มีความมุ่งหวังจะปฏิรูประบบและวิธีการปฏิบัติราชการโดยทำให้เอกสารหลักฐานในรูปแบบกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลที่เรียกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แฟ้มอิเล็กทรอนิกส์&amp;rdquo; มาจัดการข้อมูลนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ทั่วประเทศที่มีมากถึง 926,183 แฟ้ม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้สามารถสืบค้น เข้าถึง และให้บริการข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมยกระดับการให้บริการประชาชนทางอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่รัฐบาลดิจิทัล และสามารถเข้าถึงบริการได้หลากหลายช่องทาง ครอบคลุมทุกรายละเอียด ทันสมัยครบวงจร ให้แก่ นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนทั่วไป ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว สมบูรณ์ ในการอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นการตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์ที่ 6 &amp;ldquo;การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ&amp;rdquo;พร้อมกันนี้ ยังได้กำหนดให้มีพิธีเปิดโครงการจัดทำแฟ้มนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหน่วยปฏิบัติดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 12 มีนาคม 2563 นี้ และจะมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงานทำพิธีเปิดโครงการฯ ในจังหวัดที่เป็นหลักทั้ง 4 ภาค คือ ภาคกลางที่จังหวัดสมุทรสาคร ภาคเหนือที่จังหวัดพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น และภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสำนักงานประกันสังคมกระทรวงแรงงาน เข้าสู่ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59547</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงแรงงาน, นายจ้าง, ลูกจ้าง, หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e69b88e1a5e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับต่อเนื่องแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย เผยยอดทะลุกว่า 6,500 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการจัดหางาน เผยตรวจจับดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยดำเนินคดีไปแล้ว จำนวน 6,647 คน ส่งกลับประเทศต้นทาง 6,529 คน ขณะที่ดำเนินคดีนายจ้างไปแล้ว 1,420 ราย/แห่ง รวมค่าปรับนายจ้างและแรงงานต่างด้าว กว่า 41 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.62 - นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้มีนโยบายกวาดล้างแรงงานต่างด้าวที่ทำงานผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยได้สั่งการให้กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ และสำนักงานจัดหางานจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานเป็นจำนวนมาก เช่น สมุทรสาคร ปทุมธานี สมุทรปราการ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร อาทิ เขตห้วยขวาง เขตสุขุมวิท เป็นต้น ซึ่งมีสถิติการลักลอบทำงานสูง ให้จัดชุดปฏิบัติการลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และฝ่ายปกครองตรวจเข้มการทำงานของแรงงานต่างด้าวและดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด ซึ่งตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2561 &amp;ndash; 18 มิถุนายน 2562 ได้ตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าวไปแล้ว จำนวน 417,546 คน และดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือขายสินค้า ขายอาหารตามแผงต่างๆ ขายของหน้าร้าน รวมทั้งเร่ขายสินค้า และงานอื่น ๆ ได้แก่ พนักงานรักษาความปลอดภัย วินมอเตอร์ไซต์ นวดแผนไทย และเสริมสวย ซึ่งเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามกฎหมาย จำนวน 6,647 คน ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติเมียนมามากที่สุด 4,250 คน รองลงมาเป็นกัมพูชา 1,050 คน ลาว 665 คน เวียดนาม 349 คน และอื่นๆ 333 คน โดยได้เปรียบเทียบปรับแรงงานต่างด้าว คิดเป็นเงินค่าปรับ จำนวน 28,845,200 บาท ผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว จำนวน 6,529 คน ขณะที่ตรวจสอบนายจ้าง/สถานประกอบการไปแล้ว 25,273 ราย/แห่ง &amp;nbsp;ดำเนินคดี 1,420 ราย/แห่ง &amp;nbsp;คิดเป็นเงินค่าปรับ จำนวน 12,225,400 บาท รวมค่าปรับทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าวทั้งสิ้น 41,070,600 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แรงงานต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตทำงานและทำงานตรงกับที่ระบุไว้ในใบอนุญาต โดยงานที่ทำต้องไม่ใช่งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำหรือนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 5,000-50,000 บาท หากผู้ใดพบเห็นคนต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบต่อไป&amp;rdquo; นางเพชรรัตน์ฯ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39017</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, นายจ้าง, อธิบดีกรมการจัดหางาน, เพชรรัตน์ สินอวย, แรงงานต่างด้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b2480e432e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34193</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2019 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2019 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แรงงานต่างด้าวเข้า-ออกงาน ต้องแจ้งกรมการจัดหางาน ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 20,000 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการจัดหางาน ย้ำนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงานจะต้องแจ้งการเข้า-ออกในการทำงานของคนต่างด้าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 20,000 บาท ขณะเดียวกันนายจ้างต้องจัดทำสัญญาการจ้างงาน และเก็บสัญญาจ้างงานไว้ ณ ที่ทําการของนายจ้าง และสําเนาสัญญาจ้างดังกล่าวให้ลูกจ้างเก็บรักษาไว้ ปฏิบัติตามกฎหมายสบายใจทั้งนายจ้างและลูกจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย. 62- นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ขณะนี้นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงานอยู่ในประเทศไทยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการแจ้งเข้า-ออกจากงานของคนต่างด้าว ดังนั้น กรมการจัดหางานจึงขอประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างทราบว่า พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 มาตรา 13 กำหนดให้นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงาน มีหน้าที่ต้องแจ้งให้กรมการจัดหางานทราบชื่อและสัญชาติของคนต่างด้าวและลักษณะงานที่ให้ทําภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่จ้างและเมื่อคนต่างด้าวนั้นออกจากงานก็ต้องแจ้งให้กรมการจัดหางานทราบภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คนต่างด้าวออกจากงาน พร้อมทั้งระบุเหตุแห่งการออกจากงานของคนต่างด้าวนั้นด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยตามระบบการนำเข้าแบบ &amp;nbsp;MOU &amp;nbsp;โดยการนำเข้าของผู้รับอนุญาตให้นําคนต่างด้าวมาทํางาน (บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ) เมื่อคนต่างด้าวนั้นออกจากงาน นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวจะต้องแจ้งให้ผู้รับอนุญาตฯ และกรมการจัดหางานทราบภายใน &amp;nbsp;7 วันนับตั้งแต่วันที่คนต่างด้าวออกจากงาน พร้อมทั้งระบุเหตุแห่งการออกจากงานของคนต่างด้าวนั้นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ก่อนคนต่างด้าวเข้าทํางานกับนายจ้างตามระบบการนำเข้า MOU นายจ้างต้องจัดทําสัญญาจ้างเป็นหนังสือ โดยมีรายการอย่างน้อยตามที่อธิบดีกําหนด และเก็บสัญญาจ้างงานไว้ ณ ที่ทําการของนายจ้างเพื่อให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ และสําเนาสัญญาจ้างดังกล่าวเพื่อให้ลูกจ้างเก็บรักษาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;nbsp;หากนายจ้างไม่แจ้งการเข้า-ออกจากงานของคนต่างด้าวในกรณีดังกล่าวข้างต้น จะมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท โดยนายจ้างสามารถแจ้งการเข้า-ออกจากงานของคนต่างด้าวได้ที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในเขตพื้นที่ที่เป็นสถานที่ตั้งของสถานประกอบการที่คนต่างด้าวทำงานอยู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงานโทร. 1506 &amp;nbsp;กด 2 กรมการจัดหางาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34193</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการจัดหางาน, ต่างด้าว, นายจ้าง, เพชรรัตน์ สินอวย, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190422/image_big_5cbd6dfabfc15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 21:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 21:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอนวด-ช่างตัดผม&#039;เฮ! ห้ามต่างด้าวทำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2561 - นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้ประกอบการและนายจ้างเรียกร้องให้ปลดล็อกอาชีพสงวนบางอาชีพ ว่าหลังเปิดเวทีรับฟังความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซต์ของกรม สามารถสรุปผลแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1.ไม่เป็นงานห้ามอีกต่อไป 2 งาน ประกอบด้วย งานกรรมกร และงานก่ออิฐ ช่างไม้ ช่างก่อสร้างอื่นๆ กลุ่มที่ 2.ให้ต่างด้าวทำได้ 10 งาน และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มงานห้ามเด็ดขาดมี 28 งาน อาทิ งานแกะสลักไม้ &amp;nbsp;ขับขี่ยานยนต์ ขายของหน้าร้าน เจียระไนหรือขัดเพชรพลอย งานตัดผม ดัดผม เสริมสวย งานมัคคุเทศก์ นำเที่ยว เร่ขายสินค้า โดยเพิ่มงานนวดไทย เป็นงานห้ามใหม่ 1 อาชีพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทุกงานที่ให้ทำจะเพื่อบรรเทาความขาดแคลนเท่านั้น โดยยึดหลัก 3 ประการ ต้องไม่เป็นภัยความมั่นคง ไม่กระทบการมีงานทำของคนไทย และจะอนุญาตเท่าที่จำเป็น งานใดที่มีคนไทยทำเพียงพอแล้ว จะไม่ให้ต่างด้าวทำ โดยเฉพาะขายของหน้าร้าน กับงานตัดผม เสริมสวย ซึ่งขณะนี้ได้สรุปความเห็นจากจากทุกภาคส่วน เพื่อนำเสนอต่อ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพิจารณาในวันที่ 28 พ.ค. เพื่อนำเข้าขอความเห็นชอบในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ก่อนออกประกาศเป็นกฎกระทรวง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 30 มิ.ย. เพื่อให้สอดรับกับ 1 ก.ค. ที่กฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้&amp;rdquo;นายอนุรักษ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10118</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกจ., นายจ้าง, ปลดล็อก, ผู้ประกอบการ, อธิบดีกรมการจัดหางาน, อนุรักษ์ ทศรัตน์, อาชีพสงวน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0abc6dd71a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
