<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 06:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 06:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ปชป.&#039;อ่านเกมเลือกตั้งภาคใต้ หยัน&#039;พรรคอดีตบิ๊กมหาดไทย&#039;ระยะยาวไปไม่รอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ต.ค.64-นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง 8 สมัย ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี(จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ) และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ ที่เพิ่งลาออกเมื่อไม่นานมานี้ กล่าวถึงการเลือกตั้งหลังจากนี้ โดยเฉพาะหากมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่นำโดยนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เบื้องต้นจะเริ่มมีการสร้างฐานคะแนนในพื้นที่ภาคใต้ โดยมองว่า การแข่งขันเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ ก็เหมือนกับทุกภาค โดยสามพรรคหลักที่แข่งขันกันหนักก็คือ ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ที่ยังเป็นพรรคหลักที่แย่งชิงฐานคะแนนในภาคใต้ แต่พรรคไหนจะได้ส.ส.เท่าไหร่ก็ว่าไป แต่สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือจะมีคู่แข่งขันพรรคใหม่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ&amp;quot;พรรคก้าวไกล&amp;quot;ที่คนรุ่นใหม่สนับสนุนเยอะๆ แต่พรรคแบบนี้ ประเมินแล้ว คงไม่ได้ส.ส.ระบบเขต คงจะได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ โดยระบบเขต จะยังเป็นสามพรรคเดิมที่แย่งชิงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตรองหัวหน้าพรรคปชป.กล่าวว่า ส่วนพรรคใหม่ของนายฉัตรชัย พรหมเลิศ มองว่าพรรคนี้จะมีฐานการเมือง-ฐานคะแนนเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งระบบการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ เวลาแข่งขันกันตอนเลือกตั้ง ก็จะสู้กันจริง ไม่สามารถประนีประนอมกันได้ เว้นแต่ได้จะมีการแบ่งพื้นที่กัน เช่น บางเขตเลือกตั้ง พลังประชารัฐส่ง แต่พรรคของนายฉัตรชัย ไม่ส่งคนลงเลือกตั้ง แต่หากทั้งสองพรรคดังกล่าวส่ง คนลงเลือกตั้งหมดทุกเขตโดยเฉพาะในภาคใต้ ก็ไม่น่าจะสู้กันจริง ที่เป็นเป็นได้ว่าอาจจะมีการแบ่งพื้นที่กันแต่การทำมันก็ยาก เพราะระบบบัตรสองใบไม่เอื้อ ไม่เหมือนกับบัตรใบเดียวตอนเลือกตั้งปี 2562 ที่เราเห็นได้กันแล้วกับกรณีของพรรคเพื่อไทยกับพรรคไทยรักษาชาติ ที่แบ่งพื้นที่กันเล่น แต่ถ้าบัตรสองใบ การแตกแบงค์พันเป็นแบงค์ร้อย มันไม่น่าจะมีประโยชน์ ทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงว่า การตั้งพรรคการเมืองของอดีตข้าราชการระดับสูงที่เกษียณแล้วออกมาเล่นการเมือง มาเป็นคีย์แมนตั้งพรรคการเมืองใหม่ มองว่ามีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน นายนิพิฏฐ์ มองว่า ถ้าเป็นการตั้งพรรคโดยแสดงความเป็นเจ้าของหรือเป็นแกนนำพรรค ไม่น่าจะประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในยุคนี้ คนที่เกษียณแล้วมาเล่นการเมือง มาตั้งพรรค ไม่น่าจะประสบความสำเร็จ ดูแล้ว อาจจะไปได้ไม่ยาว เพราะยุคปัจจุบัน การตั้งพรรคการเมืองใหม่ ควรต้องตั้งโดยคนรุ่นใหม่ๆ แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น กรณี พรรคการเมืองใหญ่บางพรรค&amp;nbsp; แกนนำพรรคประเมินว่า พรรคของตัวเอง อาจจะแตกในอนาคต เลยมีการให้คนไปเตรียมตั้งพรรคการเมืองสำรองไว้ เพื่อโยกคนไป แต่ของพลังประชารัฐ เราไม่รู้เขาคิดอย่างไร ก็ไม่ขอก้าวล่วงไปวิจารณ์พรรคการเมืองอื่น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณี หากมีการเลือกตั้ง ในพื้นที่ภาคใต้ ถ้าพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคการเมืองใหม่ ที่เป็นสองพรรคซึ่งมีฐานคะแนนเดียวกันแข่งกันเอง&amp;nbsp; ก็จะทำให้คะแนนตัดกันเอง แบบนี้ก็เข้าทางพรรคประชาธิปัตย์เลย ที่จะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งในระบบเขตมากขึ้น ทางนายนิพิฎฐ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ ประเมินประเด็นนี้ว่า ยังมองไม่เห็นเหตุผลที่สองพรรคนี้ จะแข่งขันกันจริง เพราะคนกุมบังเหียนสองพรรคการเมืองดังกล่าวทั้งพลังประชารัฐและพรรคที่จะตั้งใหม่ เป็นคนกลุ่มเดียวกัน การจะให้สองพรรคมาแข่งกันเอง ผมจึงมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ และโดยเฉพาะภาคใต้ หากเขาแข่งกันจริงๆ ดูแล้ว พรรคอดีตปลัดฉิ่ง กับพลังประชารัฐ พรรคใหม่ คงสู้พลังประชารัฐไม่ได้ ผมคิดว่า ถ้าให้คนภาคใต้ เลือกระหว่างสองพรรคนี้ ก็ต้องดูว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าเล่นการเมือง พลเอกประยุทธ์จะอยู่พรรคการเมืองใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าพรรคอดีตปลัดฉิ่งเสนอชื่อพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ แล้วพลังประชารัฐไม่ได้เสนอ คะแนนเสียง ก็อาจเทไปที่พรรคอดีตปลัดฉิ่งได้ แต่ถ้าพลังประชารัฐยังเสนอพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ พรรคบิ๊กฉิ่งก็เสนอพลเอกประยุทธ์ไม่ได้แล้ว คะแนนเลือกตั้งที่พรรคใหม่ของอดีตปลัดมหาดไทย ตั้งมาก็คงไม่ได้มากในภาคใต้ &amp;quot;อดีตส.ส.ภาคใต้ 8 สมัย ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118393</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เตรียมการเลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141676bc05b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งพรรคใหม่รับบิ๊กตู่ ไม่เอาพปชร.‘เพื่อนตท.12’จับมือปลัดฉิ่งหนุนนั่งนายกฯต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้การสุชาติ-เพื่อน ตท.12&amp;quot; &amp;nbsp;ของ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ลา พปชร. เตรียมเข้าพรรคใหม่ของ &amp;ldquo;ปลัดฉิ่ง&amp;rdquo; ยอมรับคุยกันแล้ว เปิดชื่อ &amp;quot;พรรคเศรษฐกิจไทย&amp;quot; ชวน ส.ส.ใต้พปชร.-ส.ว.บางส่วนร่วมด้วย เชื่อ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ไม่อยู่ พปชร.เพราะตำแหน่งใน พปชร.เต็มหมดแล้ว ย้ำแนวทางต้องหนุน &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; โวอยู่พรรคไหนพรรคนั้นขายได้แน่ &amp;quot;จุรินทร์&amp;rdquo; แนะนายกฯ แก้ปัญหาพปชร.อย่ากระทบพรรคอื่นหลังโอน 4 กรมกระทรวงเกษตรฯ ให้ &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; นั่งคร่อม ฝ่ายค้านนัด 4 ต.ค.ยื่น ป.ป.ช.เอาผิด &amp;quot;ประยุทธ์-ครม.&amp;quot; ร่ายยาวความผิดบริหารจัดซื้อวัคซีนทุจริตพ่วงปมทุจริตยางพารา ยังยื่นเอาผิดวาระนายกฯ 8 ปี กางเจตนารมณ์ รธน.ย้ำชัดไม่ให้นายกฯอยู่รวมกันเกิน 8 ปี หวั่นเกิดวิกฤตการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ที่จะมีข้าราชการระดับสูงหลายคนเกษียณอายุราชการ โดยหนึ่งในนั้นคือนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือ &amp;quot;ปลัดฉิ่ง&amp;quot; ที่มีข่าวมาตลอดว่าจะดำเนินการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่จะเป็นพรรคพันธมิตรกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอาจเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะไปอยู่กับพรรคดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้ พรรค พปชร. และผู้ร่วมก่อตั้งพรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีมีข่าวไปร่วมงานในพรรคใหม่กับนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ว่าตนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค พปชร.คนสุดท้ายที่ประกาศชัดเจนแบบลูกทุ่งว่าจะไม่อยู่กับพรรค พปชร. และได้พูดคุยกับผู้บริหารการเลือกตั้งปี 2562 ในส่วนของภาคใต้ในเรื่องนี้ เบื้องต้นประมาณ 9 คนที่จะไปร่วมงานด้วยกันกับพรรคใหม่ อาทิ นายทวี สุระบาล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต ส.ส.ตรัง ส่วนบางคนเป็น ส.ว.และมีตำแหน่งทางการเมือง ยังไม่ขอเปิดเผย โดยพรรคใหม่ที่จะไปสังกัดอยู่นั้น เป็นไปตามข่าวที่มีนายฉัตรชัยเป็นผู้ดำเนินการด้านธุรการให้เกิดขึ้น หากขั้นตอนต่างๆ เสร็จ ก็จะพูดคุยเพื่อเข้าไปร่วมงานด้วย และเชื่อว่าผู้ก่อตั้งพรรคใหม่จะรอบคอบในการบริหารจัดการ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือน ต.ค.นี้ ส่วนชื่อพรรคใหม่นั้นเบื้องต้นคือ &amp;quot;เศรษฐกิจไทย&amp;quot; แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับ ส.ส.ภาคใต้พรรค พปชร. เพื่อชักชวนไปร่วมงานกับพรรคใหม่บ้างหรือไม่ พ.อ.สุชาติกล่าวว่า คงไม่ไปชวน ถ้าจะมาอยู่ด้วยกันก็โอเค เราต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีทางเลือกว่าจะมาอยู่กับเราหรือไม่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ แต่ถ้าไม่มาก็ไม่ว่ากัน ที่ผ่านมา ส.ส.พปชร.สามารถเอาชนะในพื้นที่ภาคใต้ได้ถึง 13 คน มาจาก 2 สาเหตุคือ กระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ และเกิดจากการบริหารจัดการเลือกตั้ง ที่ดูกระแสความต้องการในพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ดังนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน&amp;nbsp;
&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; อยู่พรรคไหนก็ขายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับนายกฯ ในฐานะเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท.12) หรือไม่ พ.อ.สุชาติกล่าวว่า เคยคุยกันเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา โดยตนระบุว่าจะไม่ขออยู่กับ พปชร.แล้ว และได้รับคำตอบกลับมาว่าถ้าไม่อยู่ก็หาพรรคใหม่สังกัด ซึ่งเป็นการพูดคุยกันตามปกติด้วยความเข้าใจ และการจะไปอยู่พรรคใหม่ ตนไม่ได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะกับหัวหน้าพรรค พปชร. โดยไม่ได้คุยกันมานานแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยอมรับว่า พปชร.มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ คนที่ชอบก็อยู่ไป และพรรคใหม่ที่ไป ไม่ใช่เป็นพรรคสำรองอย่างที่มีข้อสังเกต ถ้าจะดูให้ดี หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ การจะไปเป็นพรรคสำรองให้ใครคงทำไม่ได้ เพราะถ้าตั้งเป็นพรรคขนาดเล็กก็ตาย ถ้าเป็นพรรคขนาดกลางก็ลุ้นได้ ส.ส.ห้าสิบ-ห้าสิบ ดังนั้นพรรคที่ตั้งขึ้นใหม่จะต้องเป็นพรรคขนาดใหญ่สถานเดียว โดยที่คนเป็นหัวหน้าพรรคและผู้บริหารของพรรคจะต้องขายได้ เป็นที่ยอมรับ เพราะถ้าชาวบ้านไม่เชื่อถือก็จบเหมือนกัน และจะมีผลถึง ส.ส.และสมาชิกของพรรคนั้นๆ ด้วย&amp;quot; พ.อ.สุชาติกล่าวถึงการไปตั้งพรรคใหม่ถูกมองว่าเป็นการแยกเพื่อถ่วงดุลของ พปชร.ที่ขณะนี้นักการเมืองเข้ามามีบทบาทมาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่าคะแนนนิยมของ พปชร.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะไม่นิยมเหมือนเดิม จึงมีการตั้งพรรคใหม่มาเตรียมไว้ พ.อ.สุชาติกล่าวว่า &amp;quot;ไม่จริง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์อยู่พรรคไหนพรรคนั้นไปได้ คนส่วนใหญ่ยังให้ความเคารพนายกฯ และยังมีแฟนคลับที่ค่อยสนับสนุนอยู่ ขณะเดียวกันมองว่าการเลือกตั้งคราวหน้าของ พปชร.ก็เป็นเรื่องที่ยากเช่นเดียวกัน และเวลานี้คนมองที่ตัวของนายกฯ ไม่ใช่ที่พรรค&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พ.อ.สุชาติเปิดเผยด้วยว่า ในทีมงานเลือกตั้งของ พปชร.ในภาคใต้บางคน เขาได้มีการพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับทีมงานตั้งพรรคใหม่ของนายฉัตรชัยไว้แล้ว เรื่องนี้ต้องรอความชัดเจนอีกสักระยะหลังนายฉัตรชัยเกษียณอายุราชการ ที่คาดว่าหลังวันที่ 1 ตุลาคมทุกอย่างชัดเจนขึ้น โดยพรรคที่จะไปร่วมก่อตั้งจะต้องมีแนวทางชัดเจนคือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ พวกเรายืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไปอยู่ไหน พวกเราทีมงานเลือกตั้งภาคใต้ก็จะไปอยู่ด้วย พลังประชารัฐแจ้งเกิดได้ในภาคใต้ตอนเลือกตั้งรอบที่แล้ว ก็เพราะคนใต้เชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นเลือกตั้งรอบหน้า พล.อ.ประยุทธ์ไปอยู่พรรคไหน เชื่อเถอะว่าพรรคนั้นจะได้ ส.ส.เขต ในภาคใต้จำนวนไม่น้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ หากเล่นการเมืองต่อ ก็คงไม่อยู่กับพลังประชารัฐแล้ว เพราะตำแหน่งต่างๆ ในพลังประชารัฐเต็มหมดแล้ว ทั้งหัวหน้าพรรค ประธานยุทธศาสตร์พรรค แค่นี้ก็จบแล้ว บิ๊กตู่ต้องไปสังกัดพรรคขนาดใหญ่พรรคการเมืองใดก็ได้ที่จะเป็นการทำพรรคที่ต้องสอดรับกับระบบการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบเท่านั้น พวกเรายืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไปอยู่ไหน พวกเราทีมงานเลือกตั้งภาคใต้ก็จะไปอยู่ด้วย&amp;quot; เพื่อนร่วมรุ่น ตท. 12 กับ พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่งในการเลือกตั้งปี 2562 เป็นที่รู้กันดีในทางการเมืองว่า พ.อ.สุชาติเป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญของ พปชร.ในการวางแผนการเลือกตั้งร่วมกับอีกหลายคนทีตอนนี้มีตำแหน่งการเมือง เช่น พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา, &amp;nbsp;นายอนุมัติ อาหมัด ส.ว.และนักธุรกิจใหญ่ด้านกิจการค้าน้ำมันในภาคใต้ โดยก่อนหน้านี้ ทีม ส.ส.ภาคใต้ 13 คน เคยเสนอชื่อ พ.อ.สุชาติ ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหมหรือ รมช.มหาดไทย โดยใช้โควตาภาคใต้ แต่โควตาเต็ม ทีมภาคใต้พปชร.ยังไม่ได้โควตารัฐมนตรีจนถึงบัดนี้&amp;nbsp;
&amp;quot;จุิรนทร์&amp;quot;เซ็ง&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot;แย่งคุมงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กำกับ 4 กรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมช.เกษตรฯ จากเดิมให้นายจุรินทร์เป็นผู้ดูแลว่า ขอพูดโดยรวมว่าเห็นใจพรรคพลังประชารัฐที่จะต้องแก้ไขปัญหาภายพรรค ซึ่งให้กำลังใจมาโดยตลอด เพียงแต่การแก้ไขปัญหาควรจะยุติ ไม่ควรที่จะกระทบถึงส่วนอื่นหรือพรรคการเมืองอื่น ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นเรื่อง แทนที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดให้ลุล่วงไปได้ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งแต่ไปสร้างอีกปัญหาหนึ่งโดยไม่จำเป็น ซึ่งตนสื่อสารเรื่องนี้กับนายกฯแล้ว และนายกฯ ก็รับทราบ จึงเชื่อว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายไปได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในทางการเมือง พล.อ.ประวิตรเข้ามาในลักษณะเช่นนี้ อาจจะยึดกระทรวงเกษตรฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ไปได้ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเรื่องนี้ไม่เคยคุยกัน เป็นอีกกรณีหนึ่งซึ่งยังไม่เกิดเรื่องขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำที่ระบุว่าอาจเกิดปัญหาที่สองที่สามตามมา ตอนนี้กังวลเรื่องอะไร นายจุรินทร์กล่าวว่า ตนพูดตามหลักการเท่านั้น เพราะเข้าใจและเห็นใจรัฐบาลว่ามีปัญหาอยู่หลายด้านในขณะนี้ ฉะนั้น อะไรที่จะไม่สร้างปัญหาเพิ่มโดยไม่จำเป็น ก็ไม่ควรทำ และเชื่อว่าทุกอย่างจะออกมาได้ด้วยดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมชั้น 10 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย มีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย, &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย, นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ, นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ, นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายประเสริฐกล่าวภายหลังการประชุมว่า หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ลงนามเพื่อยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.เอาผิดนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเดินทางไปยื่นต่อ ป.ป.ช. วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม เวลา 10.00 น. มีการยื่นเอาผิด 4 ชุด ชุดแรก เป็น ครม.ทั้งคณะ, ชุดที่ 2 นายกรัฐมนตรี, ชุดที่ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข, &amp;nbsp;ชุดที่ 4 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของประเด็นที่จะยื่นนั้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีนทั้งหมด 3 เรื่อง เช่น การไม่เข้าโครงการโคแวกซ์ การผูกขาดเอื้อประโชน์วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า การทุจริตจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค ทุจริตการจัดซื้อชุดตรวจ ATK การบริหารจัดการวัคซีนที่ผิดพลาด จัดซื้อวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้คนไทย และอีกเรื่องที่เกี่ยวกับการออกมติ ครม.ที่ขัดต่อกฎหมาย โดยมีการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตสต๊อกยางพารา ส่งผลให้เกิดการขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เอื้อเอกชนรายเดียว ผิดกฎหมายการยางเรื่องการรักษาเสถียรภาพ ทำราคายางลดต่ำเพราะมีการทุ่มราคา &amp;nbsp;
ดักคอ ครม.ยื่นฟอกตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่านกล่าวว่า เรื่องการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 ระบุชัดว่า นายกฯจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ ฝ่ายค้านแทบจะไม่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะชัดเจนในตัวมันเองแล้ว ถ้าตีความแบบฝ่ายค้านตีความ ต้องนับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 และบทเฉพาะกาลมาตรา 264 ในรัฐธรรมนูญยังระบุว่า ครม.ที่เป็น ครม.อยู่ก่อน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้เป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการยื่นร้อง ถ้ายังไม่มีเหตุเกิดขึ้น ศาลคงจะไม่รับไว้ ฝ่ายค้านจึงจะไม่ยื่นในขณะนี้ เพราะยื่นไว้คงไม่เกิดประโยชน์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยธวัชกล่าวว่า ประเด็นนี้ยึดโยงกันอย่างน้อย 3 มาตราคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 158 ระบุไว้ชัดเจน ซึ่งคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ทำเอกสารอธิบายความมุ่งหมายไว้ชัดเจนว่า เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไป อันจะเป็นต้นเหตุให้เกิดวิกฤตทางการเมือง หากเรายังปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์สืบทอดอำนาจนานเท่าไหร่ จะเป็นปัญหาทางการเมือง จนเกิดวิกฤต, เรื่องนี้ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญในตอนนี้ จะเป็นการขยายอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญมากเกินจำเป็น หวังว่านายกฯจะเคารพเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่ตนเอง และแม่น้ำหลายๆ สายของตนเองยกร่างเอาไว้ เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องรอถึงสิงหาคม 2565 ทุกวันนี้รัฐบาลทราบดีว่าเราอยากได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เร็วที่สุดทุกเวลา สิงหาคมปีนี้ยังคิดว่าช้าเกินไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐไม่สามารถเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ใช่หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า หากนับการดำรงตำแหน่งเริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2557 ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้แล้ว ขณะที่พ.ต.อ.ทวีกล่าวเสริมว่า สามารถเสนอได้ แต่ประชาชนต้องตื่นรู้ว่าคุณเป็นรัฐมนตรี 7 ปี บ้านเมืองเราบอบช้ำมามากแล้ว &amp;nbsp;วันนี้ต้องเปิดโอกาสให้ผู้นำที่ประชาชนเลือกจะดีกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ากังวลหรือไม่หากฝ่ายรัฐบาลจะชิงยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เป็นอำนาจของ กกต.และ ครม. หาก กกต.ยื่นอาจจะเป็นเจตนาบริสุทธิ์ เพราะ กกต.จะทราบว่าหากจัดการเลือกตั้งจะมีปัญหาหรือไม่ ถ้าเป็น ครม.อาจจะตีความว่าเป็นการฟอกตัวได้ เชื่อว่าถ้าหากมีการยื่นจริง มีแนวโน้มว่าศาลจะรับคำร้องไว้แน่ เพราะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้ว จากกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ วินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า หากศาลตีความในช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์ครบวาระแล้ว จะเกิดเดดล็อกทางการเมืองหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ถ้ามีคำวินิจฉัยออกมาว่าวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ และเมื่อมีการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งไปนั้น มันก็มีผลแน่นอนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ถามว่าใครจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะ กกต.ที่ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติการเข้ามาสู่ตำแหน่ง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายขับไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ก่อนศาลตีความเรื่องหมดอายุพล.อ.ประยุทธ์ควรตีความตัวเองบ้าง ซื้อเวลาแก้โควิดด้วยยอดเสียชีวิตของประชาชน หารายได้ด้วยการขยายเพดานกู้แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการเป็นคู่ขัดแย้งและเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ปฏิรูปการเมืองด้วยการร่างรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจรักษาตำแหน่งด้วยการแจกกล้วยกำจัดรัฐบาลเก่าด้วยการดูดลูกพรรคไปเป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี คุยกับสัตว์สารพัดชนิดเข้าใจแต่คุยกับคนไทยไม่รู้เรื่องเกือบ &amp;nbsp;8 ปี ทำบ้านเมืองแบบนี้ยังคิดจะอยู่ต่ออีกหรือ?.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118274</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล, พรรคเศรษฐกิจไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีตประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606cf19dcd2ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อกดาวน์ให้ถึง25% ฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงทำยอดติดเชื้อ-ตายลดลงรวดเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปลัด มท.&amp;quot; สั่งทุกจังหวัดเข้มข้นมาตรการล็อกดาวน์ตามคำสั่ง ศบค. พร้อมเร่งให้ความรู้ ปชช.ในพื้นที่จำกัดการเคลื่อนย้าย-การรวมกลุ่ม &amp;quot;ศบค.&amp;quot; แย้มประเมินล็อกดาวน์ 2 สัปดาห์ ถ้าสถานการณ์ดีอาจมีผ่อนคลายก่อนสิ้น ส.ค. &amp;quot;สธ.&amp;quot; วอนล็อกดาวน์ให้ถึง 25% ร่วมกับการฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง จะทำให้ยอดผู้ติดเชื้อและตายลดลงรวดเร็ว เชื่อทุกคนทำพร้อมเพรียงคุมโควิดอยู่แน่ &amp;quot;อนุสรณ์&amp;quot; แนะใช้โคกขามโมเดลปฏิบัติการเชิงรุกแบบครบวงจร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) กล่าวถึงมาตรการล็อกดาวน์ว่า ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 30) ลงวันที่ 1 ส.ค.64 และคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 11/2564 ลงวันที่ 1 ส.ค.64 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.64 กำหนดเขตพื้นที่สถานการณ์เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุด 37 จังหวัด และพื้นที่ควบคุม 11 จังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฉัตรชัยกล่าวว่า ได้ประสานกรุงเทพมหานครและสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดรับทราบและถือปฏิบัติตามข้อกำหนดและคำสั่งดังกล่าวโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งสร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ พนักงาน ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ว่ามาตรการตามข้อกำหนดดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อลดและจำกัดการเคลื่อนย้ายของประชาชน และการรวมกลุ่มของบุคคล เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่โรคติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับจังหวัดที่ได้ปรับระดับเขตพื้นที่สถานการณ์ขึ้นใหม่ตามคำสั่ง ให้เตรียมการด้านบุคลากร สถานที่ และประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อม เพื่อการดำเนินการตามมาตรการ ข้อห้าม และข้อปฏิบัติต่างๆ เป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะจังหวัดที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด&amp;nbsp;รวมถึงสร้างการรับรู้ให้ประชาชนปฏิบัติมาตรการ&amp;nbsp;D-M-H-T-T-A&amp;nbsp;อย่างเข้มข้น&amp;quot; นายฉัตรชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัด มท.กล่าวว่า นอกจากนี้ยังให้ผู้ว่าราชการจังหวัดวางระบบประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมอบหมาย ศปก.จังหวัด ศปก.อำเภอ ศปก.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อกำกับการปฏิบัติตามมาตรการ ประกาศ หรือคำสั่งจังหวัดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และกรณีคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร หรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด&amp;nbsp;ได้มีมติให้ออกประกาศหรือคำสั่งให้ส่งประกาศหรือคำสั่งให้ ศบค.มท.ทราบโดยเร็ว เพื่อรายงานสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบประกาศหรือคำสั่งโดยทั่วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงตอนหนึ่งว่า เป้าหมายการควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ เช่น โรงงาน แคมป์ก่อสร้าง บริษัท ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่มีการระบาดแล้ว แต่รวมไปถึงพื้นที่ที่ยังไม่ระบาดเป็นคลัสเตอร์ จะต้องจัดการทำงานแบบบับเบิลแอนด์ซีลอย่างเข้มงวด เพื่อลดการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาดไปยังชุมชน ไม่ใช่ว่าเปิดไม่ได้ แต่มีเงื่อนไข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับพื้นที่เหล่านั้นหากมีพนักงานอยู่หลายฝ่ายให้จัดกันเป็นกลุ่ม ไม่ให้มีการปะปนกัน แยกพื้นที่รับประทานอาหาร สถานประกอบการใดสามารถจัดหาที่พักให้คนงานได้ให้ซีลแรงงานไว้ แต่บางโรงงานที่แรงงานยังต้องเดินทาง ขอร่วมมือบริษัทศึกษาแนวทางปฏิบัติโดยละเอียด ตรงนี้กระทรวงสาธารณสุขมีความเป็นห่วง บางบริษัทที่มีคนงานจำนวนมากอาจทำตามมาตรการไม่ได้ ให้ขอความช่วยเหลือหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด ทุกฝ่ายพร้อมให้การช่วยเหลือ และเน้นย้ำการซีลแรงงานต้องมีการดูแลเรื่องอาหาร เครื่องนุ่มห่ม และเครื่องใช้ประจำตัว เพื่อให้ 14 วันนี้แรงงานเหล่านี้จะได้ไม่ต้องไปปะปนในชุมชน หากโรงงานใดมีบริบทที่แตกต่างให้ปรึกษาคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อสามารถปรับมาตรการตามความเหมาะสมได้&amp;quot; พญ.อภิสมัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าการขยายเวลาล็อกดาวน์ครั้งนี้จะขยายถึงวันที่ 31 ส.ค.ใช่หรือไม่ ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า ข้อกำหนดฉบับที่ 30 ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้วันที่ 3 ส.ค.ให้มีผลถึงวันที่ 31 ส.ค. โดยเมื่อข้อกำหนดมีผลแล้ว ศบค.จะติดตามผลในระยะ 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ คือวันที่ 18 ส.ค. หากผลออกมาดี ข้อกำหนดอาจผ่อนคลายได้ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็ยืดไปถึง 31 ส.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;14 วันหลังจากนี้หากประชาชนจำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตจังหวัดสีแดงเข้ม เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดูหลักฐานอนุญาตการเดินทาง ดังนั้นหากไม่จำเป็นขอให้ประชาชนงดเว้นการเดินทางในช่วง 14 วันนี้ไปก่อน&amp;quot; ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แต่ละพื้นที่มีการยกระดับมาตรการ พื้นที่สีแดงเข้มขอให้เลี่ยงหรืองดเว้นการเดินทางออกนอกเคหสถานนอกที่พักโดยไม่จำเป็น และห้ามออกจากเคหสถานเวลา 21.00-04.00 น. วันรุ่งขึ้น หากทำได้พร้อมเพรียงกันก็ลดโอกาสแพร่เชื้อในพื้นที่สาธารณะที่มีการพบกันของผู้คน, งดการให้บริการขนส่งข้ามเขตจังหวัด และตั้งด่านสกัดระหว่างจังหวัดเพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อข้ามพื้นที่ โดยต้องอาศัยความร่วมมือประชาชนด้วย, ห้ามจัดกิจกรรมรวมกันมากกว่า 5 คน เพราะโอกาสแพร่เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาเร็วขึ้นติดง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับข้อมูลโมบิลิตี ติดตามการเคลื่อนย้ายรถและการเดินเท้า หลังประกาศลดการเดินทางตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่แล้วพบว่ามีแนวโน้มลดลง แต่ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อย่าง กรุงเทพฯ และ จ.ชลบุรี ปีที่แล้วสามารถลดลงได้ 80% กว่า ส่วนปีนี้ทำได้เพียง 70% กว่า ต้องขอความร่วมมือเพื่อให้ความเสี่ยงลดลง เชื้อโรคจะไม่มีที่ไปต่อ ถ้าลดการเดินทาง เชื้อโรคก็ลดโอกาสแพร่เชื้อ&amp;quot; รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กราฟแสดงสถานการณ์ของไทยในปัจจุบันสัปดาห์ที่ 30 พบผู้ป่วยใหม่ยังเพิ่มขึ้น ผู้หายป่วยก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ผู้ป่วยใหม่มากกว่าผู้หายป่วย ทั้งนี้ กราฟแสดงการคาดการณ์พบว่าตัวเลขสถานการณ์จริงทั้งการติดเชื้อและเสียชีวิตใกล้เคียงตัวเลขคาดการณ์ประสิทธิภาพการล็อกดาวน์ 20% ซึ่งหากเพิ่มประสิทธิภาพการล็อกดาวน์เป็น 25% ร่วมกับการฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ จะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงค่อนข้างมาก ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพแค่ 5% ก็จะมีผลอย่างมาก ขณะนี้เราจึงต้องร่วมกันควบคุมการติดเชื้อ ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันล็อกดาวน์ให้ถึง 25% ทั้งเรื่องของงดการเดินทาง การไปพบปะ การดูแลตนเองที่ต้องทำเข้มขึ้น จะทำให้ยอดผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงรวดเร็วเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า มาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลไม่ทำให้โควิดอ่อนกำลังลงอย่างที่โฆษณา รัฐบาลควรปฏิบัติการเชิงรุกแบบครบวงจรในการตรวจค้นหา รักษาป้องกันโควิด-19 แบบโคกขามโมเดล ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ทุกคนที่มาเข้ารับบริการหลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบประวัติบันทึกข้อมูลในระบบเบื้องต้นแล้ว ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการ หรือขั้นตอนที่เรียกว่าตรวจค้นหารักษาป้องกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) จากนั้นนั่งรอผลประมาณ 15 นาที ถ้าผลเป็นลบก็ให้ไปต่อที่การฉีดวัคซีน เมื่อฉีดวัคซีนแล้วก็นั่งพักรอสังเกตอาการจนครบ 30 นาที เจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมแล้วกลับบ้าน ขณะที่ผู้ที่มีผลเป็นบวกจะต้องเข้าสู่ห้องแยกกักตัวชั่วคราวเพื่อคัดกรองอาการของโรคทันที และทางเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้ติดเชื้อรายนั้นต้องให้ยาหรือไม่ ถ้าต้องให้ยาควรเป็นยาฟาวิพิราเวียร์ หรือฟ้าทะลายโจร และต้องใช้วิธีการกักตัวในแบบใด Home Isolation, Community Isolation โรงพยาบาลสนาม หรือโรงพยาบาลหลัก โมเดลนี้จะทำให้สามารถฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ครอบคลุมรวดเร็วขึ้น&amp;quot; นายอนุสรณ์กล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111989</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ล็อกดาวน์ตามคำสั่ง ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไวรัสโคโรนา 2019</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cea158a62bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 12:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 12:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยสร้างไทย&#039;บุก มหาดไทย ยื่นปรับปรุง พรบ.กทม.เลิกแช่แข็งส.ข.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
2 ก.ค.64 -&amp;nbsp; เมื่อเวลา 10.00 น. นายชุมพร พลรักษ์ นายประเสริฐ ทองนุ่น นายประพนธ์ เนตรรังษี&amp;nbsp; นายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย นส.เกณิกา ตาปสนันทน์ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ยื่นหนังสือต่อนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้เร่งรัดการปรับปรุง พ.ร.บ.กทม. โดยให้คงไว้ซึ่งสภาเขต และตำแหน่งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นส.เกณิกา เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ให้เข้าพบนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือขอให้เร่งรัดการปรับปรุง พ.ร.บ.กทม. โดยสาระสำคัญ คือ การให้คงไว้ซึ่งสภาเขต และตำแหน่งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เนื่องด้วยหลังจากการลงพื้นที่สอบถามประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการให้การเลือกตั้ง ส.ข. กลับคืนมา เพราะเป็นผู้แทนที่มีความใกล้ชิด เชื่อมโยงกับพื้นที่ เข้าถึงประชาชน และมาจากการเลือกตั้ง สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจและหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตัวแทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ และที่สำคัญอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาเขตไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุมพรกล่าวว่า ประชาชนในกทม.ทราบกันดีว่า สมาชิกสภาเขตสำคัญเพียงใด เพราะมีที่มาที่ยึดโยงประชาชน มาจากการเลือกตั้ง แตกต่างจาก ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ประชาชนไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยมาลงพื้นที่ดูแล ที่ผ่านมาเกิดวิกฤตการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด19 ประชาชนยิ่งคิดถึง ส.ข. เพราะหลายปีมาแล้วที่ไม่มีผู้แทนท้องถิ่นคอยดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด การผลักดันให้ ส.ข. กลับคืนมารับใช้พี่น้องประชาชนนั้นไม่ยาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พรรคไทยสร้างไทยได้ยกร่างการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. มาเสนอแล้ว หากผู้เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญสามารถเร่งเสนอต่อสภาฯ เพื่อแก้ไขให้ทันก่อนที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. และ ส.ก. ซึ่งจะสามารถจัดการเลือกตั้งในคราวเดียวกันได้เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุมพร กล่าวว่า สมาชิกพรรคไทยสร้างไทยเราลงพื้นที่อย่างหนัก ระหว่างการลงพื้นที่ใน กทม.ประชาชนจำนวนมากก็มาสอบถามว่า ส.ข.เขาหายไปไหน จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ เราก็มาพิจารณากฎหมายแล้วพบว่า พ.ร.บ.กทม.ฉบับปัจจุบัน ไม่ได้ยกเลิก ส.ข. แต่ แช่แข็ง โดยให้งดเว้นการเลือกตั้ง ประชาชนชาว กทม. จึงขาดผู้แทนระดับฐานรากที่ดูแลใกล้ชิดมากว่า 7 ปี นอกจากนี้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังกำหนดว่า ให้ดำเนินการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การคงไว้ซึ่ง ส.ข. ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับกฎหมายฉบับใด ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นๆ และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ที่มุ่งส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจและถ่ายโอนภารกิจไปให้กับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ภาครัฐและระบบบริหารราชการส่วนกลางมีขนาดเล็กลง ที่ผ่านมากระบวนการปรับปรุงกฎหมายล่าช้า และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก็ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่กว้างขวาง มีผู้แสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงกฎหมายฉบับดังกล่าวน้อยมาก หากเปรียบเทียบกับจํานวนประชากรทั้งกรุงเทพมหานคร จึงขอเรียกร้องให้ทางมหาดไทยเห็นความสำคัญและเร่งรัดแก้ไขด้วย โดยพรรคไทยสร้างไทยจะติดตามอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108381</URL_LINK>
                <HASHTAG>นส.เกณิกา ตาปสนันทน์, นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, นายชุมพร พลรักษ์, พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร, พรรคไทยสร้างไทย, สมาชิกสภาเขต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60dea4021cd01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.มท.สั่งทุกจังหวัดหากพบผู้ติดเชื้อโควิดในสถานประกอบการให้ปิดอย่างน้อย2สัปดาห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

9 เม.ย.64 - ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.)ซึ่งมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน ได้มีประเด็นข้อสั่งการ/ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 เม.ย.64 ในการดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สำหรับสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ คาราโอเกะ รวมทั้งกำกับและติดตามร้านอาหารในพื้นที่ให้ดำเนินการตามมาตรการ D-M-H-T-T อย่างเคร่งครัด
.
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้จัดการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด (ยกเว้นจังหวัดสมุทรสาคร) ดำเนินการ 1) หากพบผู้ติดเชื้อในสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ แห่งใดแห่งหนึ่ง ให้ปิดสถานประกอบการนั้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ กรณีพบในสถานประกอบการหลายแห่งในพื้นที่ใกล้เคียง ให้ปิดสถานประกอบการในพื้นที่นั้น ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และกรณีมีการแพร่ระบาดในสถานประกอบการหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดใด ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร พิจารณาปิดสถานประกอบการในพื้นที่ทั้งจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ&amp;nbsp; 2) ในการจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม สามารถดำเนินการได้ตามที่ทางราชการกำหนดในแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด ในกรณีตรวจพบผู้ติดเชื้อในสถานประกอบการ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อมีคำสั่งปิดสถานที่นั้น ๆ เพื่อจัดระเบียบและระบบป้องกันโรคโควิด-19 อย่างน้อย 2 สัปดาห์ และหากตรวจพบว่ามีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในร้านอาหารหรือเครื่องดื่มหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดใด ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานครพิจารณาเพิ่มการปิดร้านอาหารที่มีความเสี่ยง ได้แก่ สถานประกอบการที่เป็นห้องแอร์ และสถานประกอบการที่ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจกำกับการดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตามที่ทางราชการกำหนดอย่างสม่ำเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98865</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, ปิดสถานบันเทิง, ป้องกันไวรัสโควิด, ศบค.มท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_606facd21e97b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 06:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 06:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มหาดไทย&#039;สั่งทุกจังหวัดสแกนเข้มสถานประกอบการเสี่ยงสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;07 เม.ย.2564 - &amp;nbsp;ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศปก.ศบค.) เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 64 ซึ่งมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน มีประเด็นข้อสั่งการ/ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย และในการประชุมเมื่อวันที่ 5 เม.ย.64 ได้มีการพิจารณากรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสถานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำจังหวัดให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 18) ข้อ 11 การดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคและการจัดระเบียบและปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดถือปฏิบัติตามข้อกำหนดฯ ดังกล่าว โดยให้มีการตรวจสอบการใช้อาคารสถานที่และการดำเนินการของเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ ให้เป็นไปตามแนวทางมาตรการควบคุมแบบบูรณาการ มาตรการป้องกันโรค รวมทั้งการจัดระเบียบและระบบต่าง ๆ ที่ทางราชการกำหนด และปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T โดยเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนด้านเมียนมา 10 จังหวัด &amp;nbsp;คือ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง กำชับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาแจกจ่ายวัคซีนไปยังกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการสัมผัสคนจำนวนมากในบริเวณชายแดนและด่านชายแดนเป็นลำดับแรก และได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เร่งตรวจสอบสถานประกอบการ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมประชาสัมพันธ์แพลตฟอร์ม Thai Stop COVID Plus ให้สถานประกอบการ กิจการ กิจกรรม มีมาตรการป้องกันให้ครบถ้วนตามเกณฑ์การประเมิน Thai Stop COVID Plus รวมทั้งรณรงค์ให้มีการล้างทำความสะอาดสถานที่ชุมชน ที่สาธารณะ เช่น ตลาด ส้วมสาธารณะ โดยการประเมินตนเองด้วยแพลตฟอร์ม Thai Stop COVID Plus (TSC+) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98577</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, ศบค.มท., ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606cf19dcd2ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป๊อก&#039;สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัดห้ามมีบ่อน-ลักลอบเข้าเมือง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค.2563 - &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมชี้แจงข้อราชการสำคัญ โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุม และเป็นการประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์เผยว่า ตามที่ในปัจจุบันได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในหลายจังหวัด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (ผอ.รมน.จังหวัด) ต้องบูรณาการและกำชับหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งตามแนวชายแดนและพื้นที่ตอนใน ดำเนินมาตรการสกัดกั้นไม่ให้มีบุคคลที่เดินทางเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประธานชุมชน ประสานความร่วมมือจากประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนช่วยกันสอดส่องดูแลบุคคลที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ และสำหรับการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะกลุ่มที่ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองและไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 63 ได้มีมีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้คนต่างด้าวกลุ่มนี้ ทั้งที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายหรืออยู่ในประเทศโดยไม่ถูกต้อง ทั้งที่มีนายจ้าง/หรือยังไม่สามารถหานายจ้างได้ ให้มาดำเนินการตามแนวทางฯ เพื่อให้สามารถอยู่และทำงานได้อย่างถูกต้อง และทำให้ภาครัฐมีข้อมูลของคนต่างด้าวกลุ่มนี้ รวมถึงเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้วย โดยต้องมาแจ้งรายชื่อและข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 15 ม.ค. &amp;ndash; 13 ก.พ. 64 &amp;nbsp;และสามารถอยู่ทำงานได้ถึงวันที่ 13 ก.พ. 66 จึงให้ทุกจังหวัดทำความเข้าใจผู้ประกอบการ พร้อมทั้งกำกับดูแลและประสานการปฏิบัติของหน่วยงานและผู้ที่รับผิดชอบในพื้นที่ ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาที่กำหนดไว้ และไม่ให้มีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาในประเทศอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ในเรื่องการลักลอบเล่นการพนันในพื้นที่ที่ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องใช้อำนาจและสั่งการกลไกฝ่ายปกครองพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่เข้มงวดกวดขันอย่างเข้มข้น รวมไปถึงการพิจารณาปิดสถานที่ งดกิจกรรม หรือการดำเนินการอื่น ๆ ต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนดมาตรการในแต่ละพื้นที่ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กำหนด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ และในการดำเนินการกรณีพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ดำเนินการติดตามสอบสวนโรคและค้นหาบุคคลที่ใกล้ชิดเกี่ยวข้องตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มงวด ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงแต่ไม่พบเชื้อให้กักกันตนเอง (Quarantine) ตัวเอง และหากจังหวัดใดมีการพิจารณาเตรียมการเรื่องการสร้างโรงพยาบาลสนาม เพื่อแยกผู้ติดเชื้อ ต้องรณรงค์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจ และสำหรับจังหวัดที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ ให้พิจารณากำหนดมาตรการเข้มข้นตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่เพื่อป้องกันการระบาดของโรคด้วย &amp;nbsp;
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวต่อว่า ในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของยาเสพติดไม่ให้มีในประเทศอย่างเด็ดขาด และในขณะนี้เข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 ขอให้ทุกจังหวัดได้ดำเนินการขับเคลื่อนแนวทางป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 ตามแนวทางที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้กำหนดมาตรการไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องยานพาหนะ ต้องมีการตรวจสภาพรถทั้งรถส่วนตัวและรถสาธารณะให้มีสภาพพร้อมใช้งาน และเรื่องถนน ต้องวางมาตรการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยในทางร่วมทางแยกหรือทางรถไฟตัดผ่าน แต่ทั้งนี้ เพื่อสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว หลีกเลี่ยงการเดินทาง ใช้ชีวิตให้ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ และไม่ติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ทุกจังหวัด อำเภอ รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้ดี ให้เกิดความตระหนักและเน้นย้ำมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเต็มขีดความสามารถ หรือ DMHTT ทั้งการเว้นระยะระหว่างกัน (Distancing) สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเมื่อพบปะผู้อื่น (Mask Wearing) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่หรือเจลล้างมือ (Hand Washing) ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและสังเกตอาการ (Testing) &amp;nbsp;และใช้แอปพลิเคชั่นไทยชนะ (Thai Cha na) และในช่วงนี้ขอให้ทำงานร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตโควิด-19 ให้ได้ และขอขอบคุณข้าราชการทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนกลางประจำภูมิภาคทุกคนที่เป็นด่านหน้าในการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นอย่างดี และขอให้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแข็งขัน เราต้องต่อสู้กันไป เราจะหยุดกันได้ ถ้าทุกคนร่วมมือ ข้าราชการทุกคนต้องดูแลตัวเอง และขออำนวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงในเทศกาลปีใหม่ 2564
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88380</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายฉัตรชัย พรหมเลิศ, บ่อนการพนัน, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201230/image_big_5fec171d0f13f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
