<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2019 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2019 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้ ศจธ.หาทางออกรับเด็กอนุบาล 3 ของ รร.เอกชน ปี 63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 3 ก.ค. นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวถึงที่นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) ออกมาระบุว่า ขณะนี้มีโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะที่เปิดสอนระดับอนุบาลได้ยื่นขอปิดกิจการนับ 10 แห่ง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลได้ให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เปิดศูนย์เด็กเล็กเพื่อจัดการศึกษาเด็กปฐมวัย อีกทั้งโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังมีการขยายชั้นเรียน เพื่อรองรับเด็กในกลุ่มนี้ด้วยจนเกิดความซ้ำซ้อนและส่งผลให้ตัวเลขเด็กอนุบาล 3 ขวบที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนลดลงอย่างต่อเนื่องว่า เรื่องนี้ ตนได้เคยหารือกับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (อดีต รมว.ศธ.) ก่อนการเปิดรับนักเรียนประจำปีการศึกษา 2562 โดยผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วม และมีแนวทางเรื่องการรับเด็กอนุบาล 3 ขวบที่ชัดเจนตรงกันว่า หากพื้นที่ใดมีโรงเรียนเอกชนเปิดรับเด็กอนุบาล 3 ขวบอยู่ก่อนแล้ว ควรเปิดโอกาสให้โรงเรียนเอกชนเปิดรับนักเรียนก่อนจนกว่าจะเต็ม หลังจากนั้นหากโรงเรียนของ สพฐ. หรือ อปท.จะเปิดรับก็สามารถทำได้ แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงๆ บางพื้นที่อาจจะไม่ได้ทำตามแนวทางดังกล่าวจึงเกิดผลกระทบมาถึงโรงเรียนเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชลำ กล่าวต่อว่า เรื่องการรับนักเรียนคนที่จะเข้าใจสภาพปัญหาดีที่สุดคือ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เพราะแต่ละพื้นที่จะมีปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้น ศธจ.ควรเรียกทุกฝ่ายมาพูดคุยเพื่อหาทางออกให้โรงเรียนเอกชนสามารถอยู่ได้ด้วย และแน่นอนว่า สช.คงไม่สามารถไปบังคับให้เด็กไปเรียนกับโรงเรียนเอกชนได้ เพราะผู้ปกครองต้องเลือกหนทางที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกหลาน อีกทั้งโรงเรียนเอกชนบางแห่งอาจจะไม่สามารถแข่งขันกับศูนย์เด็กเล็กของ อปท. หรือโรงเรียนของ สพฐ.ได้ เนื่องจากโรงเรียนเอกชนเจ้าของต้องลงทุนด้วยตัวเอง ในขณะที่ศูนย์เด็กเล็กของ อปท. และโรงเรียนของ สพฐ.ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณรัฐทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม สช.เองจะรวบรวมปัญหาทั้งหมด ก่อนประมวลผลเพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงและทบทวนนโยบายรับนักเรียนของโรงเรียนเอกชนในปีการศึกษา 2563 ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40095</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., -นายชลำ อรรถธรรม, รับนักเรียนอนุบาล3, สมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1c747b8f574.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2019 13:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2019 13:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง&quot;รร.มงฟอร์ตฯ&quot;จัดกิจกรรมลานเบียร์ ผิดกม.ควบคุมแอลกอฮอล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6ก.พ.62- เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) - เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ และแกนนำเยาวชนกว่า 30 คน ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) เป็นผู้รับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวันชัย พูลช่วย เลขานุการเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า ทางกลุ่มของตนได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อให้ ศธ.ตรวจสอบและดำเนินการกับโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย(แผนกมัธยม) ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่พบว่ามีการจัดกิจกรรมลานเบียร์ กลางสนามโรงเรียน โดยนำหลักฐานเป็นภาพถ่าย คลิปวีดีโอ ยื่นร้องเรียนเอาผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และขัดต่อประกาศ ศธ. เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนได้จัดงาน &amp;ldquo;ปิ๊ก มงฟอร์ตบ้านเฮา ครั้งที่ 28&amp;rdquo; ขึ้น ภายในงานมีกิจกรรมแสดงคอนเสิร์ต มีการจัดตั้งโต๊ะลักษณะเป็นเหมือนลานเบียร์และตั้งร้านค้าจำหน่ายอาหาร รวมทั้งจัดให้มีการขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายยี่ห้อทั่วบริเวณงาน เครือข่ายฯ จึงมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันรัฐบาลได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558 ในการควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา (โซนนิ่ง) มีการดำเนินงานอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันนักดื่มหน้าใหม่และลดปัญหาสังคม แต่ในทางปฏิบัติพบสถานศึกษากลับกระทำการที่เข้าข่ายความผิดตามกฏหมายเสียเอง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง และส่วนใหญ่มักจะอ้างข้อยกเว้นงานเลี้ยงตามประเพณี แต่ในข้อเท็จจริงมีเพียงงานแต่งงานและพิธีการทางการทูตเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางเครือข่ายฯ ขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อ ศธ. ดังนี้ 1. ขอให้ตรวจสอบการกระทำของฝ่ายจัดงานและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีการจัดงานให้มีการจำหน่ายและและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายในโรงเรียนดังกล่าวว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ 2.ขอให้กระทรวงเข้มงวดกับสถานศึกษาที่อยู่ในกำกับดูแลทุกแห่งไม่ให้มีการกระทำผิด และ 3 ขอให้ทางกระทรวงเร่งประชาสัมพันธ์กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาทุกฉบับ เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษามีความเข้าใจและไม่กระทำผิดลักษณะเช่นนี้อีก&amp;rdquo;เลขาฯ เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชลำ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว ทางศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เชียงใหม่ ได้แจ้งไปโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย(แผนกมัธยม) เพื่อให้ชี้แจงกรณีดังกล่าว และทางโรงเรียนได้รายงานว่ามีสมาคมศิษย์เก่ามาขออนุญาตใช้สถานที่ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว และทางโรงเรียนก็อนุญาตให้ใช้ทุกปีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในหนังสืออนุญาตได้มีการกำชับ ว่า ห้ามมิให้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ดังนั้นตนคิดว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องลงไปตรวจสอบในวันที่มีกิจกรรมและเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ว่า ทางโรงเรียนได้ดำเนินการอย่างไรบ้างในขณะนั้น และจากกรณีนี้ตนเชื่อว่าจะเป็นตัวอย่างให้สังคมตระหนักว่าทุกคนเกี่ยวข้องหมด เพราะใครก็ตามที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโรงเรียนถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด รวมถึงจะประชาสัมพันธ์รณรงค์เรื่องนี้ในวงกว้างด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน อีกทั้งจะมีการกำชับไปยัง ศธจ.ทุกจังหวัดให้มีการดูแล และสร้างความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวด้วยว่าการจะอนุญาตให้มีการใช้สถานศึกษาจัดกิจกรรมอะไรนั้น จะต้องไม่ละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในกฎหมายหลายฉบับระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน เช่น ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ที่กำหนดไว้ว่าห้ามให้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานศึกษาตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ นั้นหมายรวมถึงสถานศึกษาทุกประเภทจะต้องปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกกรณี และยังไม่สามารถจำหน่าย จ่าย แจก ได้ อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ หากกิจกรรมใดที่มีความไม่ชัดเจนทางโรงเรียนก็ไม่ควรที่จะอนุญาตให้ใช้สถานที่ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงเรียน และตัวเด็กด้วย&amp;rdquo;เลขาฯ กช.กล่าว และว่า ทั้งนี้ตรวจสอบแล้วพบว่าผิดจริง ในกรณีที่การอนุญาตให้ใช้สถานที่ทางผู้บริหารโรงเรียนจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว และตามกฎหมายถือว่ามีความผิดทางอาญาด้วย ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง คงต้องสอบหาข้อเท็จจริงว่าความผิดอยู่ในระดับใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28459</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายชลำ อรรถธรรม, นายวันชัย พูลช่วย เลขานุการเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา, พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551, รร.จัดลานเบียร์, ะเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่, โรงเรียนมงฟอร์ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190206/image_big_5c5a8538adfa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2019 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2019 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.ออกกฎโรงเรียนพื้นที่&quot;วิกฤตฝุ่น&quot; จะต้องให้เด็กทุกคน&quot;ใส่หน้ากากอนามัย&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5ก.พ.62- นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) ในฐานะโฆษก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ที่มี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธาน ว่า พล.สุรเชษฐ์ ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.ศ) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงนักเรียนที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตฝุ่นละออง P.M 2.5 จึงกำชับให้ ศธ.ดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด โดยภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นนั้นถือว่าดีขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งการปิดเรียนทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชนเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตฝุ่นละออง โดยในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ยังมีโรงเรียนที่ผิดอยู่ จำนวน 6 โรงเรียน และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ มีโรงเรียนปิดอยู่ 2 โรงเรียน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันเมื่อเร็วๆ นี้ ศธ.ยังได้ตั้งคณะกรรมการศูนย์ประสานงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งมี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เป็นประธาน โดยศูนย์ดังกล่าวจะติดตามวิกฤตฝุ่นของโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงทุกวัน และจะให้โรงเรียนรายงานสถานการณ์ฝุ่นไม่เกิน 15.00 น. ทั้งนี้การแก้ปัญหาเรื่องวิกฤตฝุ่นนั้น ศธ.ได้วางมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมาตรการเร่งด่วนนั้น สถานศึกษาใดที่อยู่ในพื้นที่วิกฤตจะต้องให้เด็กใส่หน้ากากอนามัยทุกคน หากหน้ากากไม่เพียงพอให้ประสานมายังสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการผลิตเพิ่มเติมให้ นอกจากนี้ สอศ.จะติดตั้งเครื่องพ่นน้ำ จำนวน 750 เครื่องสำหรับโรงเรียนพื้นที่เสี่ยงวิกฤตฝุ่นด้วย รวมถึงข้าราชการใน ศธ.ทุกคนจะต้องนำรถยนต์ส่วนตัวมารับการตรวจควันดำและสภาพรถกับอาชีวะ ที่ได้ตั้งศูนย์ตรวจสอบสภาพรถที่บริเวณข้าง ศธ. เพราะเราได้ทำลิงค์ข้อมูลรถร่วมกับกรมการขนส่งทางบกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนมาตรการระยะยาว ให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลดการจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้ผู้คนจำนวนมาก รวมถึงรณรงค์สร้างความรับรู้ให้นักเรียนถึงวิกฤตฝุ่นไม่ว่าจะเป็นสื่อการเรียนการสอน ผลิตสื่อแอนิเมชั่นในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาใช้บริการระบบขยส่งมวลชนให้มากขึ้น นอกจากนี้จะต้องมีการสร้างเครือข่ายในโรงเรียนให้เกิดโครงการ &amp;quot;พิทักษ์ฝุ่น PM 2.5&amp;quot; ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น&amp;rdquo;โฆษก ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28386</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ปิดโรงเรียน, #หน้ากากอนามัย, -นายชลำ อรรถธรรม, PM2.5, กระทรวงศึกษาธิการ, ศธ.ออกกฎโรงเรียนพื้นที่วิกฤติฝุ่นพิษจะต้องให้เด็กใส่หน้ากาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181002/image_big_5bb3483b4f4b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งขุดลึก!รร.เอกชนปทุมฯ รับเด็กนอกบัญชี1,000คน อ้างสิทธิ์ รธน. ทำได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22ม.ค.62-โรงเรียนเอกชนปทุมธานี รับนักเรียนนอกบัญชี ดิ้นฟ้องศาลปกครอง ระงับคำสั่งศธจ.ปทุมฯ อ้างรัฐธรรมนูญปี60 เปิดช่องให้ทำได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชลำ&amp;quot; เผยพฤติกรรมไม่ชอบมาพากล ทำสมุดทะเบียนเด็ก2เล่ม กลุ่มนอกบัญชีมีถึง1,000 คน&amp;nbsp; ยังไม่นับนักเรียนที่่อยู่ในระบบปกติ ทั้งที่ได้รับอนุญาติรับเด็กได้ไม่เกิน 900คน&amp;nbsp; ล่าสุด สช.ประสานศธจ.ปทุมฯ สอบสวนลงลึก คาด 1เดือนรู้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า ตามที่มีข้อชี้แจงจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี เรื่องการจัดการเรียนการสอนในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จ ได้รายงานให้ตนรับทราบว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนดังกล่าว คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการไม่เกิน 1 เดือนก็น่าจะสามารถสรุปผลได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ ดังนั้นตนจะขอความร่วมมือไปยังศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ปทุมธานี ให้เร่งรัดการสอบสวนในครั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นก่อน 30 วันได้ ก็จะชี้แจงให้สังคมรับทราบต่อไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจมาก เพราะถือว่ามีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ดังนั้นทาง ศธจ.ปทุมธานี คงต้องเร่งตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชลำ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่โรงเรียนดังกล่าวอ้างว่าการจัดทำบัญชีรายชื่อทะเบียนนักเรียน แยกออกไว้ 2 เล่ม เนื่องจาก ต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่านักเรียนกลุ่มใดขอรับเงินอุดหนุนตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี จากรัฐบาล และนักเรียนกลุ่มใดไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วไม่ว่าจะขอรับหรือไม่ขอรับเงินอุดหนุน โรงเรียนเอกชนก็ต้องมีการลงทะเบียนรายชื่อนักเรียน เพียงเล่มเดียว และต้องมีการเรียงลำดับการเข้าเรียนที่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนที่ไม่ขอรับเงินอุดหนุนก็ถือปฏิบัติเช่นนี้โดยตลอด ดังนั้น หากโรงเรียนจะอ้างเพื่อความชัดเจนและมาแยกรายชื่อของนักเรียนคนละเล่มคงไม่ได้&amp;nbsp; ส่วนกรณีที่โรงเรียนอ้างว่ามีการฟ้องศาลปกครองกลาง เพื่อขอทุเลาคำสั่งทางปกครองกรณีที่ ศธจ.ปทุมธานี&amp;nbsp; มีคำสั่งให้โรงเรียนหยุดรับนักเรียนในโครงการดังกล่าวนั้น&amp;nbsp; เรื่องนี้เนื่องจากศาลปกครองกลางยังไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือมีคำสั่งให้ทุเลาคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น&amp;nbsp; ระหว่างนี้โรงเรียนดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามคำสั่งของ ศธจ.ปทุมธานี หากฝ่าฝืนก็ถือว่าไม่ปฏิบัติคำสั่งของเจ้าพนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสช.กล่าวอีกว่า แม้ว่าโรงเรียนเอกชนแห่งนี้จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี.2560 ว่าสามารถเปิดช่องให้โรงเรียนดำเนินการรับเด็กเข้ามาเรียนในโครงการดังกล่าวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น&amp;nbsp; โรงเรียนก็จำเป็นต้องขออนุญาตจาก ศธจ.ปทุมธานี ก่อน และเท่าที่ทราบก็ไม่ได้มีการอนุญาตให้โรงเรียนดำเนินการโครงการนี้มาก่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การที่โรงเรียนมาเปิดสอนเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดคำสั่งของเจ้าพนักงาน และหากกลับไปมองในแง่ของการออกใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษา ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ก็เห็นชัดเจนว่า โรงเรียนได้รับอนุญาตให้จัดการเรียนการสอนในระบบ แต่โครงการดังกล่าวของโรงเรียนกลับมีลักษณะเป็นการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบนอกระบบหรือตามอัธยาศัย และที่สำคัญโรงเรียนดังกล่าวได้รับอนุญาตให้รับนักเรียนได้ไม่เกิน 900 คน แต่เท่าที่ทราบขณะนี้โรงเรียนมีการรับเด็กเฉพาะในโครงการดังกล่าวกว่า 1,000 คน&amp;nbsp; แถมยังมีการรับเด็กในระบบปกติอีกด้วย ถือว่าเกินกว่าจำนวนที่ได้รับอนุญาต แค่นี้ก็ถือว่าไม่ปฏิบัติตามใบอนุญาตที่ได้รับแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27194</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คสช., #ศธจ., -นายชลำ อรรถธรรม, รับเด็กนักเรียนนอกบัญชี, โรงเรียนเอกชนจังหวัดปทุมธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190117/image_big_5c406a8c4f4c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งความรร.เอกชนในปทุมธานีเเรียกเก็บเงิน-เรียนไม่ตรงหลักสูตร และให้ใบจบการศึกษาไม่ถูกต้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ม.ค.62-นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า ตามที่ตนได้รับการประสานงานจากศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ปทุมธานี เรื่องการขอเจ้าหน้าที่นิติกรจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีพบโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ดำเนินการจัดการศึกษาในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตจาก สช. นั้น ซึ่งในปีการศึกษา 2558 โรงเรียนเอกชนแห่งดังกล่าวได้ดำเนินการรับเด็กและเยาวชน หรือประชาชนที่ไม่ได้จบการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าเรียนไม่ถูกต้อง คือ รับนักเรียนแล้วไม่ทำตามการสอนตามหลักสูตรที่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งออกเอกสารหลักฐานการศึกษาให้นักเรียนไม่ถูกต้อง รวมถึงเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองและนักเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 คน ดังนั้นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้สรุปผลการตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนไม่ได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่ได้รับอนุญาต เรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองและนักเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต ออกหลักฐานการศึกษาไม่ตรงกับความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ กช.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สช.จึงให้ ศธจ.ปทุมธานี ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้เกี่ยวข้อง กรณีจัดทำเอกสารหลักฐานการศึกษาอันเป็นเท็จและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่สถานีตำรวจภูธรหนองเสือ จ.ปทุมธานี แล้ว รวมถึงพิจารณาการลงโทษตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ดังนี้ 1.การจัดการเรียนการสอนไม่ตรงตามหลักสูตรมีความผิดตามมาตรา 20 (2) และมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทตามมาตรา 132 และ 2.การเปลี่ยนแปลงระเบียบของโรงเรียน โดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตามมาตรา 19 วรรคสาม และมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทตามมาตรา 131 นอกจากนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กำลังดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดผลกระทบต่อผู้เรียนและจะดำเนินการเยียวยาช่วยเหลือ โดยประสานงานกับ กศน.ในการจัดการศึกษานอกระบบจนจบหลักสูตรต่อไ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26911</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายชลำ อรรถธรรม, พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550, รร.เอกชนจ.ปทุมธานี ทำผิดกฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181002/image_big_5bb3483b4f4b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2019 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2019 17:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.เปิดช่องโรงเรียนตัดสินใจ&quot;หยุดเรียนได้&quot; ถ้าสถานการณ์แย่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
15ม.ค.62-นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลยาฯ กช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศธ. ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงเรียน เพื่อแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับกรณีสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล &amp;nbsp;และให้โรงเรียนเป็นผู้บริหารจัดการตามความเหมาะสม เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และจะต้องไม่เกิดผลกระทบถึงตัวนักเรียน อย่างไรก็ตาม ศธ. ได้เน้นย้ำให้โรงเรียนต่างๆ ถ่ายทอดความรู้ และวิธีรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26643</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ปิดโรงเรียน, -นายชลำ อรรถธรรม, ปัญหาฝุ่นPM2.5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190115/image_big_5c3db93e8d480.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. ยัน ไม่ได้สั่งห้ามกิจกรรมหน้าเสาธง แนะ รร. ที่อยู่ในจุดเสี่ยงให้ปรับกิจกรรมช่วงเช้าตามความเหมาะสม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15ม.ค.62-นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เกินมาตรฐาน ว่า ขณะนี้ตนกำลังตรวจสอบข้อมูลของสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ว่ามีค่าเกินมาตรฐานและมีความรุนแรงในระดับใด ดังนั้นหากโรงเรียนใดที่อยู่ในจุดเสี่ยงก็ให้ปรับกิจกรรมตอนเช้าตามความเหมาะสม ซึ่งคงต้องดูระดับความรุนแรงค่าฝุ่นของแต่ละพื้นที่ด้วย อย่างไรก็ตาม ศธ.ยืนยันว่ายังไม่ได้มีมาตรการสั่งโรงเรียนงดกิจกรรมหน้าเสาธงในตอนเช้ากิจกรรมหน้าเสาธงในตอนเช้าของทุกโรงเรียนยังคงมีอยู่ ไม่ได้สั่งห้าม แต่ให้ดูความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่มีค่าวิกฤตร้ายแรงแค่ไหน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26538</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายชลำ อรรถธรรม, ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมคอน, โรงเรียนในเขตพื้นที่ฝุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c68af788bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
