<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะโฆษกอัยการสูงสุด ร่ายยาวคดี&#039;น้องธนาธร&#039; ก่อนเทกระจาดไปที่ &#039;ตำรวจ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค. 2563 - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด คณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชุดใหม่ นำโดย นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงข่าวกรณีการเสนอข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้องและไม่ดำเนินคดีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริษัทเรียลแอสเสท ดิวิลอปเม้นท์ จำกัด น้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กรณีให้สินบนเจ้าหน้าที่สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อเดิม) จำนวน 20 ล้านบาท โดยคดีดังกล่าว เป็นคดีระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบอำนาจให้ นายอิศรา จารุวนิชกุล ผู้กล่าวหา ดำเนินคดีกับ นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ ผู้ต้องหาที่ 1 และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช ผู้ต้องหาที่ 2 &amp;nbsp;ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหา ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม และร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยทุจริต หรือผิดกฎหมาย ให้ทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ เหตุเกิดเมื่อ มี.ค. - พ.ย. 2560 ต่อเนื่องกัน ในท้องที่แขวงดุสิต เขตดุสิต และแขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง โดยคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งจำคุกผู้ต้องหาที่ 1-2 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพรกล่าวว่า จากการตรวจสำนวน เมื่อต้นปี 2560 นายประสิทธิ์ และนายสุรกิจได้ร่วมกันปลอมหนังสือราชการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ &amp;nbsp;2 ฉบับ แล้วนำไปแสดงต่อนายสกุลธร ว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีที่ดินจะให้เช่าเพื่อทำธุรกิจ 2 แปลง ในซอยร่วมฤดี และในเขตสำนักงานใหญ่องค์การโทรศัพท์ชิดลม นายสกุลธรสนใจจึงตกลงว่าจ้างนายสุรกิจ เป็นผู้แทนดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ในวงเงินสัญญาจ้าง 500 ล้านบาท เพื่อให้นายสุรกิจให้ติดต่อนายอิศรา โดยอ้างว่านำไปจ่ายค่าจ้างดำเนินการเพี่อ &amp;rdquo;ล็อคผู้ใหญ่&amp;rdquo; โดยมีการจ่ายเงินงวดแรกเมื่อเดือน ม.ค. 2560 จำนวน 5 ล้านบาท โดยให้นายประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 นำไปให้เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินทำเอกสารปลอม ส่งให้นายสุรกิจนำไปให้นายสกุลธร เพื่อยืนยันว่าผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะเป็นผู้เช่าที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพร กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2560 นายสกุลธรได้จ่ายเงินให้อีก 5 ล้านบาท มีการนัดทำสัญญาโดยระบุว่านายสกุลธรได้สิทธิเช่าที่ดินทั้ง 2 แปลง และขอให้ผู้ต้องหาที่ 2 เร่งดำเนินการ พร้อมกับออกเอกสารเชิญบริษัทฯ ให้เข้าร่วมประชุม จึงทำให้นายสกุลธร จ่ายเงินให้ผู้ต้องหาที่ 2 อีกจำนวน 10 ล้านบาท รวมจ่าย 3 ครั้งเป็นเงิน 20 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดหมายได้มีการยกเลิกการประชุม นายสกุลธรจึงได้ทวงเงินคืน โดยผู้ต้องหาที่สองได้คืนเงินให้จำนวน 7 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพร กล่าวด้วยว่า ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินฯ ทราบเรื่อง จึงให้นายอิศราเข้าร้องทุกข์กับกองปราบฯ และได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 2 คน คือนายประสิทธิ์และนายสุรกิจ ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 จำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 6 ปี ลดโทษให้เหลือคนละ 3 ปี เนื่องจากจำเลยรับสารภาพให้การที่เป็นประโยชน์ โดยอัยการสำนักงานพิเศษฝ่ายปราบปรามการทุจริต 4 ได้เสนออัยการศาลสูงไม่อุทธรณ์ และได้ส่งสำนวนความเห็นคำสั่งไม่อุทธรณ์ไปที่ ผบ.ตร.เพื่อพิจารณาแล้ว ซึ่งทาง ผบ.ตร. เห็นชอบคำสั่งไม่อุทธรณ์คดี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชาญชัย กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงในคดีมีผู้ต้องหา 2 คนที่เกี่ยวข้องกับนายสกุลธร โดยอัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐานเรียกรับสินบน ส่วนนายสกุลธรอยู่ในฐานะพยาน แต่เมื่อปรากฏข้อมูลในศาลว่านายสกุลธรอาจไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็ได้ตั้งสำนวนอีก 1 คดี และกำลังดำเนินการสอบสวนพฤติการณ์ของนายสกุลธรมีความผิดฐานให้สินบนหรือไม่ ซึ่งอัยการยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ ถ้าพนักงานสอบสวนทำสำนวนเสร็จและส่งให้อัยการแล้ว อัยการจึงสั่งสอบเพิ่มเติมได้ ดังนั้น ตามที่ปรากฏข่าวว่าอัยการไม่ดำเนินคดีหรือไม่สั่งฟ้องนายสกุลธรนั้นไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามมีการสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนหรือไม่ว่าปัจจุบันดำเนินการถึงไหน นายชาญชัย กล่าวว่ากระบวนการสอบสวนของตำรวจมีขั้นตอนเป็นอิสระ และเป็นคนละส่วนกับอัยการ ซึ่งอัยการไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายล้วงลูกได้ แต่สุดท้ายแล้วผลการสอบสวนของตำรวจจะต้องจะส่งมาให้อัยการทำความเห็นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่าคำพิพากษาของศาลในสำนวนแรกสามารถใช้เป็นหลักฐานเอาผิดนายสกุลธรได้หรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า ศาลวินิจฉัยได้เท่าที่มีการกล่าวหาหรือฟ้องร้องกัน ส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นหลังจากนั้นพนักงานสอบสวนกำลังทำการสอบสวนอยู่ และไม่สามารถนำคำพิพากษามาเป็นส่วนหนึ่งของพยานได้ แต่ข้อเท็จจริงเดียวกันสามารถตามพยานที่ปรากฏมารวบรวมพยานหลักฐานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายประยุทธ กล่าวเสริมว่า ข่าวที่ปรากฏว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีนายสกุลธรมีความคลาดเคลื่อน เพราะนายสกุลธรยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในสำนวน หากจะถามว่าทำไมไม่แนะนำให้สอบเพิ่ม เนื่องจากพนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการ เราไม่สามารถก้าวก่ายได้ และประการสำคัญคำพิพากษาของศาลมีจำเลยเพียงแค่ 2 คน ซึ่งจำเลยรับสารภาพ จึงไม่มีการสืบพยาน ดังนั้น สำนวนคดีใหม่จะไม่อยู่ในคำพิพากษา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86392</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์, นายประยุทธ เพชรคุณ, นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายอิทธิพร แก้วทิพย์, สำนักงานอัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd06ca2cbcfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
