<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>20787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่วมท้นมติถอดก.ต.  3,165เสียงสร้างประวัติศาสตร์ตุลาการ/ชำนาญโวโล่งอกได้ลุยตามแนวตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ชำนาญ&amp;quot; หลุดตำแหน่ง ก.ต. หลังผู้พิพากษาทั่วประเทศลงมติถอดถอนท่วมท้น 3,165 คน &amp;nbsp;จากทั้งหมด 4,635 คน กรณีถูกร้องก้าวก่ายและข่มขู่ผู้พิพากษา ถือเป็นครั้งแรกในวงการตุลาการที่มีการถอดถอน อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 แกนนำยื่นคำร้อง ชี้เป็นชัยชนะของศาลยุติธรรมที่มุ่งปกป้องความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงแม้จะจากผู้พิพากษาด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานศาลยุติธรรม ชั้น 12 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการนับคะแนนผลการลงมติเพื่อถอดถอนหรือไม่ถอดถอน นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา ออกจากตำแหน่ง ก.ต. ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติ
ธรรม พ.ศ.2543
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 61 นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2, นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และ น.ส.มณี สุขผล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้แทนยื่นคำร้องต่อนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้มีการลงมติเพื่อถอดถอนนายชำนาญออกจากตำแหน่ง ก.ต. โดยกล่าวหาว่านายชำนาญมีพฤติการณ์ก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่และข่มขู่ผู้พิพากษา ในคดีมรดกของครอบครัวนายชำนาญ ที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา สำนักงานศาลยุติธรรมและศาลทั่วประเทศได้ติดประกาศคำร้องถอดถอน พร้อมรายชื่อผู้เข้าร่วมยื่นคำร้องขอถอดถอนที่ตรวจสอบความถูกต้องแล้วจำนวน 1,735 คน โดยภายหลังมีผู้ถอนรายชื่อ 1 คน เหลือ 1,734 คน และได้ติดประกาศคำชี้แจงของนายชำนาญ ซึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าเป็นความเท็จ ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด จากนั้นได้จัดส่งบัตรลงคะแนนให้กับผู้พิพากษาทั่วประเทศทางไปรษณีย์ เพื่อลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน ซึ่งมีผู้พิพากษาส่งบัตรลงคะแนนกลับมายังสำนักงานศาลยุติธรรมทั้งหมด 3,548 ใบ จากบัตรลงคะแนนที่ส่งให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศ 4,635 ใบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรากฏว่า มีผู้พิพากษาลงคะแนนให้ถอดถอนนายชำนาญจากตำแหน่ง ก.ต. จำนวน 3,165 ใบ ไม่ถอดถอน 193 ใบ และบัตรเสีย 190 ใบ จากจำนวนผู้พิพากษาทั่วประเทศ 4,635 คน ถือว่าไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง (2,318 คน) ของผู้พิพากษาทั่วประเทศ ดังนั้น นายชำนาญต้องพ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 42 นับตั้งแต่วันนี้ 26 ต.ค.เป็นต้นไป อันเป็นวันที่นับคะแนนเสร็จสิ้น ตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติเพื่อถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2544 ข้อ 17
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 ตัวแทนผู้เข้าชื่อร้องถอดถอน ก.ต. กล่าวว่า เป็นชัยชนะของศาลยุติธรรมที่มุ่งจะปกป้องความเป็นอิสระของศาล ไม่ใช่แค่ชัยชนะของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือผู้เข้าร่วมถอดถอน ซึ่งนับตั้งแต่มีระเบียบในการถอดถอน ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิในปี 2544 เป็นต้นมา ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก การลงคะแนนเสียง 3,165 คะแนน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของผู้พิพากษา ทำให้เห็นว่าศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับหลักความเป็นอิสระ ซึ่งประชาชนจะมั่นใจว่าจะได้รับการพิจารณาที่เที่ยงธรรม ปราศจากการแทรกแซง แม้ว่าจะเป็นผู้พิพากษาด้วยกันก็ต้องถูกลงโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสืบพงษ์ยังได้เผยแพร่เอกสารขอบคุณผู้ร่วมลงมติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า &amp;ldquo;ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมกันแสดงออกถึงเจตจำนงอันบริสุทธิ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพื่อปกป้องรักษาหลักความเป็นอิสระและเที่ยงธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี ทำให้สังคมได้รับรู้ว่าผู้พิพากษาจะไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ใด แม้กระทั่งผู้ที่มีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ผู้พิพากษา ความสำเร็จในภารกิจครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะของสถาบันศาลยุติธรรมอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน &amp;nbsp;และจะได้รับการจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของศาลยุติธรรมตลอดไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของนายชำนาญในตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่นี้ได้ต่อไป การลงมติวันนี้ เป็นกรณีที่นายชำนาญถูกยื่นถอดถอนให้พ้นจากการเป็น ก.ต.ชั้นฎีกาเท่านั้น คนละส่วนกับการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่ประชุม ก.ต.ชุดใหญ่ (15 คน) มีมติวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้นกับนายชำนาญ ในการรักษาวินัยผู้พิพากษา ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 68 กรณีคู่ความในคดีร้องเรียน และ ก.ต.ได้รับทราบรายงานข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ในช่วงการพิจารณาความเหมาะสมวาระโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการตุลาการทั่วประเทศ ส่อจะทำการขัดต่อประมวลจริยธรรม แทรกแซงการทำหน้าที่หรือไม่ มีความคืบหน้าอย่างไร นายสุริยัณห์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวก็กำลังดำเนินการอยู่ตามขั้นตอนที่ ก.ต.มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชำนาญกล่าวว่า มติถอดถอนให้พ้นจาก ก.ต.ชั้นฎีกาวันนี้ ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนในตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาที่จะต้องพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งตนก็จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ต่อไปจนครบอายุราชการ 65 ปี คือเดือน ก.ย. 2562 ขณะที่วันนี้ก็มีกลุ่มเพื่อนผู้พิพากษาโทร.มาให้กำลังใจด้วย ส่วนครอบครัวของตน ที่ผ่านมาเราก็ให้กำลังใจกัน ต่อไปคือการรอพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนที่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลต่างๆ ไว้ตามกระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญกล่าวว่า กระบวนการถอดถอนมิได้มีการไต่สวน มีเพียงกระบวนการที่ให้ส่งคำชี้แจงเป็นเอกสารปิดประกาศให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศได้รับทราบ ซึ่งระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติเพื่อถอดถอนกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2544 ก็มิได้กำหนดขั้นตอนให้มีการไต่สวน ต่างกับระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561 (บังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ) ซึ่งเป็นระเบียบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ออกมาเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้กำหนดวิธีการ ขั้นตอนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยการไต่สวนไว้อย่างละเอียด ซึ่งตนเห็นว่าระเบียบดังกล่าว นักการเมืองยังมีโอกาสมากกว่า ก.ต.เสียอีก ที่จะได้นำข้อเท็จจริงมาชี้แจงและมีการไต่สวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่ประชุม ก.ต.มีมติเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชั้นต้นว่านายชำนาญได้กระทำการขัดต่อประมวลจริยธรรมผู้พิพากษาหรือไม่ นายชำนาญกล่าวว่า นี่แหละ ก็แสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาของตนยังไม่ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงให้ยุติ แต่กลับมีกระบวนการถอดถอนขึ้นมาก่อน ที่ผ่านมามีเพียงหนังสือแจ้งให้ทราบจาก ก.ต.เท่านั้นว่าให้ตั้งคณะกรรมการสอบฯ แต่กระบวนการอื่นๆ ที่จะมาสู่การชี้แจงยังไม่ได้ทำอะไรเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมาคิดว่าการทำหน้าที่ในฐานะ ก.ต.ก็เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เพราะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการดูแลให้ความเป็นธรรมแก่ผู้พิพากษา เมื่อวันนี้ต้องพ้นภารกิจนี้ที่หนักและเครียดอยู่เหมือนกัน ก็ไม่มีอะไร ผมรู้สึกโล่งใจ I&amp;rsquo;m free. ที่ได้เป็นอิสระ จากนี้ไปผมก็จะดำเนินการในส่วนของผมแบบ My Way&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ กล่าวถึงขั้นตอนดำเนินการของศาลหลังจากนายชำนาญพ้นตำแหน่งว่า ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 บัญญัติว่า จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกาแทนตำแหน่งที่ว่างลง 1 ตำแหน่ง ภายใน 45 วัน เพื่อให้ได้ ก.ต. ครบ 15 คน โดยตำแหน่ง ก.ต.ที่ว่างลง จะมีการเลือกตั้งของผู้พิพากษาในชั้นศาลฎีกา ส่วนคณะ ก.ต. ที่ยังเหลืออยู่ 14 คน ในขณะนี้ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญ ปัจจุบันอายุ 64 ปี ยังคงดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีศาลล้มละลายในศาลฎีกา ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งผู้พิพากษานี้ถึงอายุราชการ 65 ปี โดยการโยกย้ายล่าสุด นายชำนาญต้องพลาดการขึ้นตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา อาวุโสลำดับที่ 1 เนื่องจากติดปัญหาชั้นพิจารณาความเหมาะสมการดำรงตำแหน่ง จากกรณีที่ถูกร้องเรียนเรื่องที่เป็นประเด็นถอดถอนดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างมีการดำเนินกระบวนการถอดถอน นายชำนาญได้ใช้สิทธิตามกฎหมายแจ้งความดำเนินคดีคณะผู้รวบรวมรายชื่อและผู้พิพากษาเผยแพร่ข้อมูลที่นำมาสู่มาการถอดถอนจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกประกอบด้วย นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 4, นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2, นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์, นายพัลลอง มั่นดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และ น.ส.มณี สุขผล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 6 คน ฐานหมิ่นประมาท, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 พร้อมแจ้งความเพิ่มนายสืบพงษ์ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ส่วนครั้งที่สอง ได้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้พิพากษาและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์-แชร์ข้อความประเด็นยื่นถอดถอนอีก 12 คน ในข้อหาหมิ่นประมาทฯ เช่นกัน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวก่ายและข่มขู่ผู้พิพากษา, น.ส.มณี สุขผล, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์, นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์, นายสราวุธ เบญจกุล, นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล, ปราศจากการแทรกแซงแม้จะจากผู้พิพากษาด้วยกัน, มุ่งปกป้องความเป็นอิสระ, ลงมติถอดถอน, หนังสือพิมพ์, แผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181026/image_big_5bd30b9174d9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตุลาการระส่ำ!&#039;ชำนาญ&#039;ฟ้องเพิ่มผู้พิพากษา-บุคคล หมิ่นประมาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1&amp;nbsp;ต.ค.61 -&amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;กับพวก ล่ารายชื่อผู้พิพากษายื่นขอถอดถอน นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ด้วยข้อกล่าวหาว่าก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่และข่มขู่ผู้พิพากษาในคดีมรดกที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยต่อมาวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ก.ย.ที่ผ่านมา นายชำนาญได้ส่งเอกสารคำชี้แจงต่อสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อเผยแพร่ ระบุถึงคดีดังกล่าวเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของครอบครัว พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าเป็นความเท็จ ไม่เคยก้าวก่ายแทรกแซงข่มขู่ผู้พิพากษาในการพิจารณาคดี ซึ่งจะนำไปสู่การลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนโดยผู้พิพากษาทั่วประเทศที่จะมีการนับผลคะแนนวันที่&amp;nbsp;26&amp;nbsp;ต.ค. นี้ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ก.ย.ที่ผ่านมา ตนได้มอบอำนาจให้ทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษกลุ่มบุคคลรวม&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ราย ในข้อหาหมิ่นประมาท, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา&amp;nbsp;326, 328&amp;nbsp;ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค&amp;nbsp;2,2.นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา,&amp;nbsp;3.นายรพี แพ่งสภา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดชลบุรี,&amp;nbsp;4.นายศุภชัย ประไพนพ เลขานุการศาลยุติธรรมประจำภาค&amp;nbsp;2,&amp;nbsp;5.นายสุพจน์ หนูเกลี้ยง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัดมีนบุรี,&amp;nbsp;6.ผู้ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า &amp;ldquo;Isaret&amp;rdquo; และ&amp;nbsp;7.ผู้ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า &amp;ldquo;กรกฎ&amp;rdquo; จากการที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้โพสต์ข้อความและแสดงความคิดเห็นในไลน์กลุ่มผู้พิพากษาใส่ความหมิ่นประมาทตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวโทษ&amp;nbsp;8.น.ส.ตรีทิพย์ วิเศษจินดา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา,&amp;nbsp;9.นางปรานต์ปวร ศิริเวช เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และ&amp;nbsp;10.นายพิพัฒน์ อินทร์พงษ์พันธุ์ ทนายความของสำนักงานทนายความวิชัย ทองแตง ที่ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่ออนุ ก.ต.ในการพิจารณาความเหมาะสมเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ใส่ความหมิ่นประมาทตน นอกจากนี้ ยังได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ&amp;nbsp;11.นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) และ&amp;nbsp;12.นายดุสิต ฉิมพันธุ์ทวีสุทธิ์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพัทยา ที่นำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของจำเลยซึ่งใส่ความหมิ่นประมาทตนมาลงเผยแพร่ในไลน์กลุ่มผู้พิพากษา ทำให้มีข้อสงสัยว่าหนังสือของจำเลยมาอยู่ที่ผู้พิพากษาและนำออกเผยแพร่ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญ กล่าวต่อไปว่า การกระทำของคนกลุ่มนี้ทำให้ตนเสียหายต่อตำแหน่งหน้าที่และชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่มีการถอดถอนตำแหน่งสำคัญใดในโลกที่กระทำได้ง่ายเช่นนี้ ไม่ต้องมีกระบวนการไต่สวนเพื่อการถอดถอน เพียงหนังสือฉบับเดียวกับการใช้โซเชียลมีเดียปลุกระดมล่ารายชื่อก็ร้องขอให้ถอดถอนได้แล้ว เป็นเรื่องง่ายมากแต่มีผลเสียหายร้ายแรงแก่องค์กรและผู้ถูกร้องขอให้ถอดถอน ฝากไปถึงหัวโจกว่าเป็นผู้พิพากษาต้องสง่าผ่าเผย ตรงไปตรงมา อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง มีตรงไหนที่เป็นการก้าวก่ายความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ไม่ใช่การก้าวก่ายแทรกแซง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;และถ้าจะอ้างเรื่องการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษานั้น ให้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ดูว่าใครเป็นผู้ต่อสู้ แต่ความเป็นอิสระต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ถูกนำมาบิดเบือนเพื่อใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ปัจจุบันหลักการนี้เข้มแข็ง ไม่มีใครแทรกแซงความเป็นอิสระของผู้พิพากษาได้ มีแต่ผู้พิพากษาบางคนที่ไม่สุจริตเท่านั้นที่ชอบอ้างความเป็นอิสระเพื่อกระทำในสิ่งที่ผู้พิพากษาทั่วไปไม่กระทำกัน ซึ่งถูกลงโทษไล่ออกไปหมดแล้ว ถ้ากล้าบิดเบือนก็ต้องกล้าลงชื่อ เปิดเผยตัว จะได้ปราบไม่ผิดตัว&amp;rdquo; นายชำนาญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีของนายอาเล็ก ซึ่งมีตำแหน่งเป็น ก.บ.ศ.ด้วยทำนองว่า การนำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของจำเลยมาเผยแพร่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผู้พิพากษาจะทำอย่างนี้ไม่ได้ เป็นการไม่สนใจความถูกต้อง ไม่เหมาะสม การกระทำเช่นนี้ควรถอดถอนใครกันแน่ ควรต้องลาออกจากการเป็นผู้พิพากษา ส่วนกรณีของนายดุสิตส่งแล้วยังกดยกเลิกข้อความ&amp;nbsp;(Unsend)&amp;nbsp;เด็กกว่ายังรู้ การเป็น ก.บ.ศ.ซึ่งเป็นตัวแทนระดับสูงในการบริหารศาลยุติธรรมนั้น ตนเคยเป็น ก.บ.ศ.มาก่อน โดยไม่ต้องหาเสียง ใช้แค่การแสดงวิสัยทัศน์ ผู้พิพากษาก็เลือกมาเป็น ก.บ.ศ.โดยมีคะแนนเป็นอันดับ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ของศาลฎีกา ไม่ต้องเล่นการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่มีรายงานว่ามีผู้พิพากษาบางรายไม่เห็นด้วยกรณีประธานศาลฎีกามีคำสั่งโอนคดีมรดกของครอบครัวนายชำนาญ จากศาลจังหวัดฉะเชิงเทราไปศาลแขวงสมุทรปราการ นายชำนาญ ระบุว่า มีที่ไหนอยากตัดสิน ให้โอนแล้วกลับคัดค้าน แปลก เป็นผู้พิพากษาแบบไหนอยากรู้ถึงมาคัดค้านคำสั่งประธานศาลฎีกา ไม่เคยพบเห็น มีแต่กลุ่มนี้อยากรู้กี่คน แสดงตัวมาได้ไหมจะได้ปราบให้ดู แปลกที่กล่าวหาว่าตนข่มขู่แทรกแซงแต่อยากตัดสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18818</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ตุลาการ, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์, นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล, ศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1d66bf139c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคำชี้แจง &#039;ชำนาญ&#039; 9 ประเด็นโต้ &#039;สืบพงษ์ กับพวกยื่นถอดพ้นก.ต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 61 - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฏีกา และกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา เผยแพร่เอกสารคำชี้แจงจำนวนรวม&amp;nbsp;13&amp;nbsp;หน้า แบ่งเป็น&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ประเด็น กรณีที่ถูกกลุ่มผู้พิพากษาเข้าชื่อกันจำนวน&amp;nbsp;1,734&amp;nbsp;ราย ขอให้ถอดถอนนายชำนาญพ้นจากตำแหน่ง ก.ต. โดยกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งวันนี้ (24&amp;nbsp;ก.ย.) เป็นวันครบกำหนดตามกรอบเวลาที่ให้ส่งคำชี้แจง ก่อนการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนโดยผู้พิพากษาทั่วประเทศ โดยนายชำนาญได้ยื่นเอกสารคำชี้แจงนี้ผ่านผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เป็นผู้แทนรับหนังสือดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำชี้แจงของนายชำนาญมีเนื้อหาสรุปได้ ดังนี้&amp;nbsp;1.หลังวิกฤติที่ ก.ต.&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน แย่งกันเป็นประธานศาลฎีกา เป็นเหตุให้ผู้พิพากษา&amp;nbsp;11&amp;nbsp;คน ถูกไล่ออกจากราชการ ผมเป็นคนนำหลักสำคัญที่ว่า &amp;ldquo;ข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายต่อผู้พิพากษาที่ถูกกล่าวหาไม่ว่าในทางใด ต้องให้ผู้พิพากษานั้นรู้ข้อเท็จจริงโดยถูกต้อง ครบถ้วน และต้องให้โอกาสผู้พิพากษานั้นชี้แจงอย่างเต็มที่&amp;rdquo; การลงมติที่ขัดกับหลักการดังกล่าว ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นเหตุให้ ก.ต.ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องถูกดำเนินคดีมาแล้วหลายคน มติ ก.ต.จึงต้องถูกตรวจสอบได้ ซึ่งผมผลักดันมาโดยตลอด เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ก.ต.ยังคงฝ่าฝืนหน้าที่ต้องฟังความ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ฝ่าย ดังกรณีของนายศิริชัย วัฒนโยธิน (อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งมติ ก.ต.เสียงข้างมากไม่เห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาตามลำดับอาวุโส:&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวเพิ่มเติม) ที่โต้แย้งว่าการพิจารณาแต่งตั้งตำแหน่งประธานศาลฎีกาเมื่อปีที่ผ่านมาไม่ชอบ เนื่องจากมีเพียงบัตรสนเท่ห์และเป็นเรื่องที่อนุ ก.ต.หยิบยกขึ้นมาเอง การพิจารณาของอนุ ก.ต.และ ก.ต.ยังไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงอย่างเต็มที่ จนปัจจุบันก็ยังไม่มีผลสรุปว่านายศิริชัยกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา แต่ผลของการกระทำเป็นเหตุให้นายศิริชัยไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.หลังวิกฤติ ก.ต. ที่ ก.ต.ฝ่ายชนะรังแกผู้พิพากษาที่อยู่ข้างฝ่ายแพ้ ผมจึงเสนอให้มี ก.ต.บุคคลภายนอก เพื่อตรวจสอบและคานอำนาจ แต่ปรากฏว่า ก.ต.บุคคลภายนอกไม่ได้ทำหน้าที่สมดังเจตนารมณ์ ดังกรณีนายศิริชัยที่ถูกกล่าวหาว่าโอนสำนวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีสำนวนใดเป็นเช่นนั้น ก.ต.บุคคลภายนอกจึงไม่จำเป็นและไม่มีประโยชน์ที่จะมีอีกต่อไปในโครงสร้าง ก.ต. จึงต้องมีการสังคายนาวิธีปฏิบัติหน้าที่ของ ก.ต.และอนุ ก.ต. โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะแกล้งกล่าวหากัน ไม่ใช่หนทางสุภาพบุรุษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.แม้ผมจะเป็นคนวางหลักการฟังความ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ฝ่าย และหลักข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและมีโอกาสชี้แจงอย่างเต็มที่ แต่ในการพิจารณาความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาของผมเมื่อวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ทั้งอนุ ก.ต. และ ก.ต.กลับไม่ยึดถือหลักการดังกล่าว แม้อนุ ก.ต.จะเห็นว่าผมเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา แต่ในการพิจารณา ก.ต.และอนุ ก.ต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายต่อผม ไม่ได้แจ้งและให้ผมชี้แจงข้อเท็จจริงที่ น.ส.มณี สุขผล ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ซึ่งถูกร้องเรียนกล่าวโทษว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายพัลลอง มั่นดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกาและให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่ออนุ ก.ต.ที่เป็นผลร้ายต่อผมในการไต่สวนเพื่อแต่งตั้งผมให้ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมแจ้งให้ ก.ต.ทราบว่าเป็นการไต่สวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ดำเนินการไต่สวนให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ ก.ต.ยังคงฝ่าฝืน ผมจึงแจ้งว่าจะดำเนินคดีทั้ง ก.ต.และอนุ ก.ต. แต่สุดท้ายผมเห็นว่าหากดำเนินคดี ก.ต. ซึ่งรวมทั้งประธานศาลฎีกาด้วย เพียงเพื่อตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา จะทำให้ภาพลักษณ์ของศาลยุติธรรมเสียหาย ผมจึงตกลงกับประธานศาลฎีกาว่า หากประธานศาลฎีกาโอนคดีตามที่โจทก์ขอให้โอนคดีจากศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะผู้พิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตั้งแต่นายสืบพงษ์ อธิบดีผู้พิพากษา ภาค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;นายวราวุธ ถาวรศิริ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;นายพัลลอง มั่นดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา น.ส.มณี สุขผล และองค์คณะกับเจ้าของสำนวนใหม่ ตามบันทึกเหตุการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ที่ผมได้แจ้งให้ ก.ต.ทราบด้วยแล้ว ผมจะไม่ดำเนินคดีกับ ก.ต.&amp;rdquo; นายชำนาญ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การให้ความเป็นธรรมเบื้องต้นในการบันทึกคำเบิกความพยานให้ถูกต้องครบถ้วนเป็นหน้าที่สำคัญของผู้พิพากษา แต่ น.ส.มณี ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีนี้ ปฏิบัติผิดแผกแตกต่างจากผู้พิพากษาอื่น ผมจึงร้องเรียนนายสืบพงษ์ในวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;และเป็นที่มาของการแต่งเรื่องเท็จในครั้งนี้ของ น.ส.มณี, นายพัลลอง เพื่อปกปิดการกระทำของ น.ส.มณี ในวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปกปิดการกระทำของนายสืบพงษ์กับพวกที่กระทำต่อเนื่องมาในวันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานยักยอกทรัพย์บริษัท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกภรรยาของผมกับโจทก์และจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา เป็นคดีที่ภรรยาผมมีส่วนได้เสียโดยตรง หากขึ้นสู่ศาลฎีกา ผมไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีได้เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี ผมจึงไม่ใช่เป็นเพียงสามีของพี่โจทก์เท่านั้นดังที่นายสืบพงษ์กับพวกบิดเบือน โดยการนัดสืบพยานจำเลยวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ทนายโจทก์ได้ถามค้านจำเลย น.ส.มณี บันทึกคำเบิกความด้วยเสียงเบาจนทนายโจทก์ไม่สามารถรู้ได้ว่าบันทึกอย่างไร ตรงและครบถ้วนในสาระสำคัญหรือไม่ เมื่อเสร็จการพิจารณาและฟังคำเบิกความ ทนายโจทก์บอกผมว่า น.ส.มณีไม่บันทึกคำเบิกความที่จำเลยตอบคำถามค้าน และบันทึกคำเบิกความไม่ตรงกับที่จำเลยเบิกความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ทนายโจทก์ได้ขอคัดถ่ายสำเนาคำเบิกความของจำเลยมาให้ ผมอ่านแล้วปรากฏว่าเป็นดังที่ทนายโจทก์แจ้ง เช่น ทนายโจทก์ถามค้านจำเลยว่า ที่จำเลยอ้างว่าขายที่ดินได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ล้านบาทนั้น มีโฉนดที่ดินหรือมีหลักฐานใดมาแสดง จำเลยตอบว่า &amp;ldquo;ให้ทนายโจทก์ไปหาเอง&amp;rdquo; แต่ น.ส.มณี ก็ไม่บันทึก ทั้งที่รู้ว่าเป็นประเด็นสำคัญในคดีเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน การที่จำเลยตอบให้ไปหาเองแสดงให้เห็นว่า จำเลยไม่มีหลักฐานที่มาของเงินที่จะนำมาซื้อที่ดินนี้ แต่ปรากฏว่า น.ส.มณี ไม่ยอมบันทึกคำถามและคำเบิกความดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่ออ่านจบผมได้โทรศัพท์ถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ว่าโจทก์จะร้องเรียนผู้พิพากษา แจ้งเพียงชื่อ น.ส.มณี ยังไม่ได้แจ้งรายละเอียดเนื่องจากจะส่งเป็นหนังสือ หลังจากนั้นนายสืบพงษ์โทรศัพท์หาผม แก้ตัวแทน น.ส.มณี ขอว่าอย่าร้องเรียน และจะส่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มาร่วมพิจารณาคดีด้วย ต่อมาผมปรึกษาภรรยาและโจทก์ว่า คดีของครอบครัว อย่าให้ผู้พิพากษาต้องเดือดร้อนเลย ปล่อยให้เป็นเวรกรรมของเขาไปเอง วันรุ่งขึ้นผมโทรศัพท์บอกนายสราวุธ (เลขาธิการสำนักงานศาลฯ) ว่าจะไม่ร้องเรียนแล้ว ไม่ต้องการให้ผู้พิพากษาต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องของครอบครัวผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;วันนัดสืบพยานจำเลยต่อ นายสืบพงษ์ไม่ส่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มาร่วมพิจารณาคดี น.ส.มณี ก็ปฏิบัติเช่นเดิมอีก ทนายโจทก์ว่าความได้ประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ชั่วโมง จึงขออนุญาตออกไปนอกห้องพิจารณา เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะว่าความต่อไป ผมขอให้ทนายโจทก์ว่าความต่อ แต่ทนายโจทก์ยืนยันไม่ยอมว่าความ และขอให้ผมดำเนินคดีแก่ น.ส.มณี แต่สุดท้ายก็ยอมกลับมาว่าความต่อ เมื่อเสร็จการพิจารณาคดีช่วงเช้า ทนายโจทก์โกรธผมที่ไม่ดำเนินการใดๆ แก่ น.ส.มณี ทั้งที่เป็น ก.ต. เห็นการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะนี้ ทั้งอธิบดีฯ ก็ไม่ส่งรองอธิบดีฯ มาดูแลตามที่บอก ช่วงบ่ายทนายโจทก์ยืนยันว่าขอถอนตัว ให้ผมหาทนายสำหรับคดีนี้ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นในช่วงบ่าย ไม่มีการพิจารณาคดี ผมและผู้รับมอบฉันทะนั่งรอรับคำสั่งเกี่ยวกับการถอนทนายและวันนัด ระหว่างนั้นนายพัลลอง, น.ส.มณี และ น.ส.ตรีทิพย์ วิเศษจินดา ลงมา นายพัลลองให้หน้าบัลลังก์โทรศัพท์ตามทนายโจทก์ให้กลับมาว่าความต่อ หน้าบัลลังก์ออกไปโทรศัพท์ กลับมาบอกนายพัลลองว่าทนายโจทก์บอกขอถอนตัวแล้วไม่กลับมา ทนายจำเลยไม่คัดค้าน นายพัลลองให้เลื่อนคดีไป ต่อมา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;โจทก์มอบฉันทะให้ยื่นคำร้องคัดค้าน น.ส.มณี ว่าโจทก์ได้ร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ และจะขอให้ท่านประธานศาลฎีกาโอนคดีไปศาลอื่น แต่ น.ส.มณี ยังคงออกนั่งพิจารณาคดีร่วมกับ น.ส.ตรีทิพย์ และนายวราวุธ และในวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;น.ส.มณี, นายพัลลอง, นายสืบพงษ์ และ น.ส.ตรีทิพย์ มาให้ถ้อยคำต่ออนุ ก.ต.เป็นปฏิปักษ์ต่อผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อโจทก์คัดค้าน น.ส.มณี จึงถอนตัว เปลี่ยนผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะใหม่ พร้อมด้วยนายวราวุธขึ้นพิจารณาคดี ได้สั่งคำร้องของโจทก์ว่า ไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ทนายโจทก์ถอนตัว ทั้งยังว่าโจทก์ประวิงคดี ให้งดการถามค้าน ให้ทนายจำเลยถามติง และนัดฟังคำพิพากษาวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ทั้งที่เพิ่งเปลี่ยนผู้พิพากษาและทั้งสามท่านเพิ่งรับสำนวน หากตรวจสำนวนก็จะรู้ว่าโจทก์ไม่เคยประวิงคดี มีคำถามค้านที่จะถามจำเลยอีกมาก โจทก์ฟ้องจำเลยอีกหลายคดี ไม่มีเหตุที่จะต้องประวิงคดี มีแต่จะต้องเร่งให้เสร็จโดยเร็ว เป็นเหตุให้โจทก์ต้องขอให้ประธานศาลฎีกาโอนคดีและขอให้สอบสวนการกระทำของนายสืบพงษ์กับพวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.นายสืบพงษ์รู้อยู่แล้วว่า น.ส.มณี ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและแก้ไข กลับเพิกเฉยเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สนับสนุนการแต่งเรื่องอันเป็นความเท็จ ทั้งยังเสนอตัวมาให้ถ้อยคำต่ออนุ ก.ต. โดยที่อนุ ก.ต.ไม่ได้เชิญ ผิดปกติวิสัยของอธิบดีผู้พิพากษาทั่วไป ยิ่งกว่านั้นยังส่งนายวราวุธมานั่งพิจารณาคดีในวันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ทั้งที่ในวันที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ไม่ส่งมาตามที่เสนอกับผม ยังให้ น.ส.มณี กับ น.ส.ตรีทิพย์ ขึ้นพิจารณาคดีพร้อมกับนายวราวุธทั้งที่รู้ว่าโจทก์ร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของ น.ส.มณี และให้ถ้อยคำต่ออนุ ก.ต.เป็นปฏิปักษ์ต่อผม ไม่เพียงแต่ขัดต่อจิตสำนึก แต่ยังขัดต่อจริยธรรมของคนเป็นผู้พิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องที่นายสืบพงษ์กับพวกแต่งขึ้นว่า นายชำนาญพูดด้วยเสียงอันดังว่า ถ้าไม่บันทึกผมจะร้องเรียน ผมจะตั้งกรรมการสอบถึงไล่ออกเชียวนะ ผู้พิพากษาจึงบันทึกคำพยานไปตามที่นายชำนาญโต้แย้งและพิจารณาคดีต่อไปนั้นเป็นเท็จ เพราะภายหลังทนายโจทก์ขอถอนตัว เนื่องจากปัญหาในการบันทึกคำพยานของ น.ส.มณี หากผมลุกขึ้นโต้แย้งจน น.ส.มณี ยอมจดบันทึกตามที่ต้องการ ก็ไม่มีเหตุที่ทนายโจทก์ต้องถอนตัว ทั้งการกระทำตามที่แต่งเรื่องขึ้นต้องถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แสดงอำนาจบาตรใหญ่ น.ส.มณี หรือองค์คณะจะต้องรีบรายงานให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลทราบในทันที แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการรายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพิ่งจะมาทำรายงานเสนอนายสืบพงษ์ ในวันที่&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จำเลยยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ทั้งในหนังสือร้องเรียนของจำเลยดังกล่าว ก็ไม่มีการร้องเรียนว่ามีการกระทำตามที่ น.ส.มณี รายงาน ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงกว่าเรื่องที่จำเลยร้องเรียน ไม่น่าเชื่อและไม่มีเหตุที่จำเลยจะไม่ร้องเรียนเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ต่อประธานศาลฎีกา&amp;rdquo; นายชำนาญ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น เรื่องที่แต่งขึ้นนี้ น.ส.มณี เองก็เห็นว่าร้ายแรงมากจนทนไม่ได้ เหตุใดจึงไม่ลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลหรือรีบรายงานให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลและอธิบดีฯ ทราบในทันทีที่เกิดเหตุ เช่นเดียวกับที่นายพัลลองและนายสืบพงษ์ได้รับหนังสือร้องเรียนของจำเลยและหนังสือรายงานคดีของ น.ส.มณี เมื่อวันที่12&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ก็รีบส่งเรื่องถึงท่านประธานศาลฎีกาในวันเดียวกัน และรีบโทรศัพท์แจ้งเลขาธิการสำนักประธานศาลฎีกาทันที แต่ น.ส.มณี ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปถึง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่แต่งเรื่องว่าขอคุยกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนอกห้องพิจารณานั้น เป็นเรื่องร้ายแรงและหยามเกียรติของนายพัลลองซึ่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หากเป็นเรื่องจริงนายพัลลองต้องรีบรายงานและต้องลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล ในชีวิตผมไม่เคยกระทำเช่นนี้เด็ดขาด ทั้งหนังสือร้องเรียนของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงดังกล่าว เพียงแค่ทนายจำเลยเห็นผมยืนอยู่กับหัวหน้าศาลท่านหนึ่งบริเวณที่จอดรถในศาล ก็ยังนำมาร้องเรียนต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่แต่งเรื่องว่า ผมเป็นกรรมการสอบผู้พิพากษาคดีศูนย์เหรียญก็เป็นความเท็จ เพราะ ก.ต.ไม่อาจเป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือสอบสวนวินัยใครได้ เนื่องจากต้องเป็นคนลงมติในชั้นสุดท้าย และที่แต่งเรื่องว่านายชำนาญแถลงเป็นการบิดเบือน เพราะทนายโจทก์ขอถอนตัว จึงไม่มีการพิจารณาคดีในช่วงบ่าย ไม่มีการแถลงอะไรทั้งสิ้น นายพัลลองให้หน้าบัลลังก์ออกไปโทรศัพท์ตามทนายโจทก์กลับมา ทนายโจทก์ไม่กลับมา นายพัลลองจึงหันมาพูดคุยกับผมลักษณะคุยหารือกัน เพราะรู้ว่าผมมีส่วนได้เสียในคดี ไม่ใช่การแถลงคดี การตอบคำถามจึงไม่ใช่การก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณา นายสืบพงษ์และ น.ส.มณี รู้อยู่แล้วว่าผมมีส่วนได้เสียในคดี แต่บิดเบือนข้อเท็จจริงว่าผมใช้อำนาจเหนือผู้พิพากษาและไม่ใช่คู่ความในคดีแต่เข้ามาเกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่แต่งว่าผมมีพฤติการณ์ไม่เคารพผู้พิพากษานั้น จากคำให้การของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิม (ซึ่งโยกย้ายตามวาระก่อนชุด น.ส.มณี:&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวเพิ่มเติม) ต่ออนุ ก.ต. กล่าวชัดเจนว่า เวลาผมไปฟังการพิจารณาคดีไม่เคยแสดงตน จะนั่งฟังอย่างเดียว ไม่ได้แทรกแซงการสืบพยานหรือการพิจารณา เมื่อผู้พิพากษาขึ้นนั่งพิจารณาคดี ผมลุกขึ้นทุกครั้งทำความเคารพ ไม่เคยชี้หน้าหรือตำหนิผู้พิพากษาในบัลลังก์ และไม่เคยโต้แย้งเกี่ยวกับการบันทึกคำเบิกความ ผมให้ความเคารพและให้เกียรติยศผู้พิพากษา ไม่เคยแสดงตน ไม่เคยก้าวก่ายหรือยกตนข่มท่านใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การร้องเรียนในเรื่องนี้มีข้อน่าสงสัย โดยที่ น.ส.มณี แต่งเรื่องขึ้นโดยทำเป็นบันทึกรายงานนายสืบพงษ์วันเดียวกับที่จำเลยในคดียื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานศาลฎีกา&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยเป็นวันเดียวกันกับที่ทนายจำเลยยื่นคำแถลงร้องเรียนที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราอีกฉบับ ทั้งที่ทนายจำเลยติดว่าความในคดีอื่นที่โจทก์ฟ้องในศาลแขวงสมุทรปราการ จึงน่าแปลกใจว่า วันเดียวกันมีหนังสือร้องเรียนเรื่องเดียวกันถึง 3 ฉบับ และยังพบพิรุธว่า เมื่อเทียบคำต่อคำในบันทึกของ น.ส.มณี และคำแถลงทนายจำเลย ประมาณ 10 บรรทัดเหมือนกันเกือบ 100% ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนกับจำเลยสามารถจดจำได้ตรงกันแทบไม่ผิดเพี้ยน ทั้งที่ระยะเวลาผ่านไป 10 วัน และตรงกับที่ น.ส.มณี บันทึกไว้ในคำเบิกความจำเลยแทบจะไม่มีข้อตำหนิ ทั้งที่ยังอยู่ระหว่างทนายโจทก์ถามค้าน ซึ่งตามกฎหมายจำเลยไม่สามารถขอคัดถ่ายคำเบิกความได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.ภายหลังโจทก์ขอโอนคดี มีผู้พิพากษาระดับสูงในภาค 2 นำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของจำเลยมาลงเผยแพร่ในไลน์กลุ่มผู้พิพากษา โดยไม่เกรงกลัวความผิด ไม่สมควร ทั้งมีข้อสงสัยว่าหนังสือของจำเลยในคดีมาอยู่ที่ผู้พิพากษาได้อย่างไร การกระทำของบุคคลกลุ่มนี้ เริ่มจากการแต่งเรื่องเท็จ จากนั้นเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จทางโซเชียลมีเดีย โดยตรวจพบที่มาจากผู้พิพากษากลุ่มหนึ่งในภาค 2 ปลุกระดมชวนเชื่อว่ามีเหตุการณ์ตามที่แต่งเรื่องเกิดขึ้นจริง จากนั้นให้ถ้อยคำต่ออนุ ก.ต.ขัดแย้งกันเองเป็นพิรุธ เมื่ออนุ ก.ต.มีมติเห็นว่าผมเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ก็ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนกดดันการลงมติ ก.ต. และล่ารายชื่อถอดถอน ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่มีการยุติว่ามีการกระทำเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือนายสืบพงษ์, น.ส.มณีกับพวกปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบตามที่โจทก์ร้องเรียน การกระทำผิดเช่นนี้ผิดวิสัยผู้พิพากษา เสื่อมเสียเกียรติยศเกียรติศักดิ์ของตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญ ระบุทิ้งท้ายว่า การกระทำที่นายสืบพงษ์กับพวกที่แต่งเรื่องขึ้นเป็นเรื่องร้ายแรง ผู้พิพากษาต้องกระทำในสิ่งถูกต้อง และหาอาจอ้างการกระทำไม่ถูกต้องมาบิดเบือนสร้างความชอบธรรมว่าตนกระทำสิ่งที่ถูกต้องได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นผู้พิพากษาคือ &amp;ldquo;จิตสำนึก&amp;rdquo; หากรู้ว่าสิ่งที่กระทำไม่ถูกต้องยังฝ่าฝืนกระทำลงไป ก็ไม่ควรปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะจะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและเสื่อมเสียแก่องค์กรนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18326</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ถอดถอน, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์, นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180916/image_big_5b9e59a0141bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กางโรดแมปถอดก.ต.‘ชำนาญ’สู้ยิบตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เลขาฯ ศาลยุติธรรมกางโรดแมปลงมติถอดถอน &amp;ldquo;ชำนาญ&amp;rdquo; จาก ก.ต. &amp;nbsp;จัดส่งบัตรทางไปรษณีย์ นับผล 26 ต.ค. ขณะที่กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวไปจนกว่าจะมีการลงมติและนับคะแนนแล้วเสร็จ เผยเตรียมส่งคำชี้แจงต่อสำนักงานศาลฯ ภายใน 24 ก.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ชั้น 12 อาคารศาลอาญา นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีกลุ่มผู้พิพากษาเข้าชื่อเพื่อขอถอดถอนนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาและกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา ครบกำหนดที่จะให้ผู้พิพากษาคัดค้านหรือถอนรายชื่อที่ยื่น โดยมีผู้พิพากษาขอถอนรายชื่อ 1 ราย จึงเหลือรายชื่อผู้พิพากษาทั้งหมด 1,734 ราย จากเดิมที่ยื่นไว้ 1,735 ราย จำนวนที่เหลืออยู่ครบเกณฑ์ 1 ใน 5 ของผู้พิพากษาทั่วประเทศ 4,493 ราย ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 42, 43 ประกอบระเบียบ ก.ต.ว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติถอดถอนฯ ข้อ 5 แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธชี้แจงขั้นตอนต่อไปว่า สำนักงานศาลฯ จะส่งเรื่องให้นายชำนาญ ผู้ถูกยื่นถอดถอนทำคำชี้แจงภายใน 7 วันนับจากวันที่ 18 ก.ย. ให้ส่งคำชี้แจงภายในวันที่ 25 ก.ย.นี้ แล้วปิดประกาศคำชี้แจงที่ศาลทั่วประเทศไว้เป็นเวลา 7 วัน ระหว่างนี้ ทางสำนักงานศาลฯ จะทยอยจัดส่งบัตรลงคะแนนการถอดถอนทางไปรษณีย์ให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศจำนวน 4,493 ราย เพื่อลงมติ แล้วให้ส่งบัตรกลับมายังสำนักงานศาลฯ ภายในวันที่ 25 ต.ค.นี้ เวลา 16.30 น. และจะเริ่มดำเนินการนับคะแนนตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้ ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งผลคะแนนของการถอดถอนนั้น ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในระเบียบจะต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้พิพากษาทั่วประเทศที่มีสิทธิลงคะแนน คือจำนวน 2,243 ราย เมื่อได้ผลแล้วจะประกาศเผยแพร่ลงในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันไลน์ของสำนักงานศาลยุติธรรม (COJ) ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสราวุธกล่าวต่อไปว่า ในกระบวนการถอดถอนก็ได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการเพื่อลงมติถอดถอน ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อดูแลกระบวนการทั้งหมด โดยมีตนเป็นประธาน และผู้พิพากษาระดับศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น ศาลละ 2 คน ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งวันนี้ช่วงเช้าคณะกรรมการทั้ง 7 คน ก็ได้มีการประชุมกันแล้ว และมีการตั้งคณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนนรวม 11 คน สำหรับบัตรลงคะแนนที่จะต้องส่งให้กับผู้พิพากษานั้น ในบัตรจะไม่มีการให้ระบุชื่อ เพราะต้องเป็นการลงคะแนนลับ โดยมีตัวเลือก 2 ช่อง &amp;ldquo;ถอดถอน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ไม่ถอดถอน&amp;rdquo; เพื่อให้ทำเครื่องหมายส่งกลับมา ระหว่างนี้นับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. นายชำนาญก็จะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกาเป็นการชั่วคราว จนถึงวันนับคะแนน 26 ต.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษาทำอรรถคดีต่างๆ ในตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกานั้น ก็ยังดำเนินต่อไป เพราะเป็นคนละส่วนกัน ทั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการถอดถอน ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งถือเป็นระบบการตรวจสอบภายใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ที่นายชำนาญได้ชี้แจงว่าในการประชุม ก.ต.ชั้นพิจารณาความเหมาะสมการโยกย้ายตำแหน่งของนายชำนาญ ระดับรองประธานศาลฎีกานั้น นายชำนาญได้ขอให้ประธานศาลฎีกาโอนคดีมรดกของครอบครัวที่มีปัญหาตามที่เครือญาติซึ่งเป็นโจทก์ได้ร้องขอไปยังศาลอื่น โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นในการยื่นถอดถอน และบอกว่าตกลงจะไม่ดำเนินคดีกับ ก.ต.ที่ดำเนินการพิจารณาวาระการโยกย้ายไม่ชอบนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายสราวุธระบุเพียงสั้นๆ ว่า เรื่องใดในการประชุมก็จะมีไว้เป็นรายงานการประชุม ซึ่งตนไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ท่านให้ข้อมูลอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่นายชำนาญได้แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อคณะผู้แทนที่ยื่นหนังสือขอถอดถอนนั้น จะกระทบต่อกระบวนการเสนอถอดถอนและคณะผู้ลงชื่อหรือไม่ นายสราวุธชี้แจงว่า ไม่กระทบกระบวนการ ทั้งนี้ ตามกฎหมายไม่ได้ระบุความคุ้มครองต่อผู้ยื่นถอดถอนไว้เหมือนกับการคุ้มครองเอกสิทธิ์ ส.ส.ในสภา โดยระบบการถอดถอนไม่ว่าจะเรื่องใด ตามหลักสากลต้องมีการเปิดเผยรายชื่อผู้ถอดถอนเพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาได้อยู่แล้ว เพียงแต่ตามกระบวนการของศาลไม่ได้ระบุความคุ้มครองไว้ แต่ถ้าเป็นการดำเนินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ย่อมได้รับความคุ้มครอง ส่วนสิทธิ์ของการฟ้องคดีทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฟ้องได้ หากเห็นว่ามีเรื่องที่กระทบส่วนตัว เรื่องคดีแต่ละคนก็ต้องว่ากันไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกรณีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับนายชำนาญว่า ในการประชุม ก.ต.เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้น ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 68 กำหนดให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระเบียบวิธีการที่ ก.ต.กำหนด โดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งมีทั้งหมด 3 คน ซึ่งจะมีตำแหน่งสูงกว่าระดับประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาที่นายชำนาญดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริงนั้นจะอยู่ในช่วง 30-45 วัน ซึ่งมีการสอบสวนทันทีเมื่อประธานศาลฎีกาได้แต่งตั้งคณะกรรมการแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในชั้นนี้ นายชำนาญยังมีโอกาสที่จะได้เข้าชี้แจง ทั้งด้วยการเชิญตัวมาสอบถามหรือยื่นเอกสาร ส่วนการดำเนินการถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกานั้น ก็จะดำเนินไปตามกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรอผลการพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้นนี้ เนื่องจากเป็นคนละประเด็นกัน โดยการสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้นเป็นเรื่องการรักษาวินัยของผู้พิพากษา ส่วนการยื่นถอดถอนเป็นกรณีที่รวบรวมรายชื่อผู้พิพากษาตามระเบียบ ก.ต. ว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติถอดถอนฯ ข้อ 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา กล่าวถึงการยื่นคำชี้แจงกรณีถูกยื่นถอดถอนพ้นจากตำแหน่ง ก.ต.ว่า จะส่งเอกสารคำชี้แจงให้ทางเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อเผยแพร่ในวันที่ 24 ก.ย.นี้ ซึ่งครบกำหนด 7 วันพอดีตามระเบียบ โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนเข้าประชุม ก.ต.เป็นวันสุดท้าย วันนี้ (18 ก.ย.) ตนต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ก.ต.ชั่วคราวไปจนกว่าจะมีการลงมติและนับคะแนน ส่วนหน้าที่ในฐานะอื่นก็ต้องมาทำเหมือนเดิม ซึ่งมีงานเยอะอยู่แล้ว เว้นแต่หน้าที่ ก.ต.พักผ่อนไป สำหรับผลการลงมตินั้น หากไม่ถอดถอนตนก็กลับมาทำหน้าที่ ก.ต.เช่นเดิม ผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ผู้พิพากษาทั้งประเทศจะตัดสิน ตนไม่ขัดข้อง รู้สึกดีที่มีโอกาสชี้แจงให้ทราบ ดีสำหรับตนมากๆ รอวันนี้หลังอึดอัดมานาน ด้วยความยินดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17904</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มผู้พิพากษาเข้าชื่อเพื่อขอถอดถอน, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์, นายสราวุธ เบญจกุล, ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาและกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.), หนังสือพิมพ์, เลขาฯ ศาลยุติธรรมกางโรดแมปลงมติถอดถอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba10e2aafeac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาศาลฯเปิดโรดแมปลงมติถอดถอน “ชำนาญ” เผยจัดส่งบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ นับผล 26 ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 ก.ย.61- &amp;nbsp; นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีกลุ่มผู้พิพากษาเข้าชื่อเพื่อขอถอดถอนนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาและกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา ครบกำหนดให้ที่จะให้ผู้พิพากษาคัดค้านหรือถอนรายชื่อที่ยื่น โดยมีผู้พิพากษาขอถอนรายชื่อ 1 ราย จึงเหลือรายชื่อผู้พิพากษาทั้งหมด 1,734 ราย จากเดิมที่ยื่นไว้ 1,735 ราย จำนวนที่เหลืออยู่ครบเกณฑ์ 1 ใน 5 ของผู้พิพากษาทั่วประเทศ 4,493 ราย ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 42, 43 ประกอบระเบียบ ก.ต.ว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติถอดถอนฯ ข้อ 5 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ ชี้แจงขั้นตอนต่อไปว่า สำนักงานศาลฯ จะส่งเรื่องให้นายชำนาญ ผู้ถูกยื่นถอดถอนทำคำชี้แจงภายใน 7 วันนับจากวันนี้ (18 ก.ย.) ให้ส่งคำชี้แจงภายในวันที่ 25 ก.ย.นี้ แล้วปิดประกาศคำชี้แจงที่ศาลทั่วประเทศไว้เป็นเวลา 7 วัน ระหว่างนี้ทางสำนักงานศาลฯ จะทยอยจัดส่งบัตรลงคะแนนการถอดถอนทางไปรษณีย์ให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศจำนวน 4,493 ราย เพื่อลงมติ แล้วให้ส่งบัตรกลับมายังสำนักงานศาลฯ ภายในวันที่ 25 ต.ค.นี้ เวลา 16.30 น. และจะเริ่มดำเนินการนับคะแนนตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้ ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งผลคะแนนของการถอดถอนนั้น ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในระเบียบจะต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้พิพากษาทั่วประเทศที่มีสิทธิลงคะแนน คือจำนวน 2,243 ราย เมื่อได้ผลแล้วจะประกาศเผยแพร่ลงในเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นไลน์ของสำนักงานศาลยุติธรรม (COJ) ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อไปว่า ในกระบวนการถอดถอนก็ได้ตั้ง &amp;ldquo;คณะกรรมการดำเนินการเพื่อลงมติถอดถอน ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ&amp;rdquo; เพื่อดูแลกระบวนการทั้งหมด โดยมีตนเป็นประธาน และผู้พิพากษาระดับศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น ศาลละ 2 คน ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งวันนี้ช่วงเช้าคณะกรรมการทั้ง 7 คน ก็ได้มีการประชุมกันแล้ว และมีการตั้งคณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนนรวม 11 คน สำหรับบัตรลงคะแนนที่จะต้องส่งให้กับผู้พิพากษานั้น ในบัตรจะไม่มีการให้ระบุชื่อ เพราะต้องเป็นการลงคะแนนลับ โดยมีตัวเลือก 2 &amp;nbsp;ช่อง &amp;ldquo;ถอดถอน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ไม่ถอดถอน&amp;rdquo; เพื่อให้ทำเครื่องหมายส่งกลับมา ระหว่างนี้นับตั้งแต่วันนี้ (18 ก.ย.) นายชำนาญก็จะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกาเป็นการชั่วคราวจนถึงวันนับคะแนน 26 ต.ค.นี้ ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษาทำอรรถคดีต่างๆ ในตำแหน่งประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกานั้นก็ยังดำเนินต่อไป เพราะเป็นคนละส่วนกัน ทั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการถอดถอน ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งถือเป็นระบบการตรวจสอบภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้ที่นายชำนาญได้ชี้แจงว่าในการประชุม ก.ต.ชั้นพิจารณาความเหมาะสมการโยกย้ายตำแหน่งของนายชำนาญระดับรองประธานศาลฎีกานั้น นายชำนาญได้ขอให้ประธานศาลฎีกาโอนคดีมรดกของครอบครัวที่มีปัญหาตามที่เครือญาติซึ่งเป็นโจทก์ได้ร้องขอไปยังศาลอื่น โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นในการยื่นถอดถอน และบอกว่าโดยตกลงจะไม่ดำเนินคดีกับ ก.ต.ที่ดำเนินการพิจารณาวาระการโยกย้ายไม่ชอบนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายสราวุธ ระบุเพียงสั้นๆ ว่า เรื่องใดในการประชุมก็จะมีไว้เป็นรายงานการประชุม ซึ่งตนไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ท่านให้ข้อมูลอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่นายชำนาญได้แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อคณะผู้แทนที่ยื่นหนังสือขอถอดถอนนั้น จะกระทบต่อกระบวนการเสนอถอดถอนและคณะผู้ลงชื่อหรือไม่ นายสราวุธ ชี้แจงว่า ไม่กระทบกระบวนการ ทั้งนี้ ตามกฎหมายไม่ได้ระบุความคุ้มครองต่อผู้ยื่นถอดถอนไว้เหมือนกับการคุ้มครองเอกสิทธิ์ ส.ส. ในสภา โดยระบบการถอดถอนไม่ว่าจะเรื่องใด ตามหลักสากลต้องมีการเปิดเผยรายชื่อผู้ถอดถอนเพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาได้อยู่แล้ว เพียงแต่ตามกระบวนการของศาลไม่ได้ระบุความคุ้มครองไว้ แต่ถ้าเป็นการดำเนินที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ย่อมได้รับความคุ้มครอง ส่วนสิทธิ์ของการฟ้องคดีทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฟ้องได้ หากเห็นว่ามีเรื่องที่กระทบส่วนตัว เรื่องคดีแต่ละคนก็ต้องว่ากันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกรณีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับนายชำนาญว่า ในการประชุม ก.ต. เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้น ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 68 กำหนดให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระเบียบวิธีการที่ ก.ต. กำหนด โดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งมีทั้งหมด 3 คน ซึ่งจะมีตำแหน่งจะสูงกว่าระดับประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ที่นายชำนาญดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริงนั้นจะอยู่ในช่วง 30 - 45 วัน ซึ่งมีการสอบสวนทันทีเมื่อประธานศาลฎีกาได้แต่งตั้งคณะกรรมการแล้ว โดยในชั้นนี้นายชำนาญยังมีโอกาสที่จะได้เข้าชี้แจง ทั้งด้วยการเชิญตัวมาสอบถามหรือยื่นเอกสาร ส่วนการดำเนินการถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกานั้น ก็จะดำเนินไปตามกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรอผลการพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้นนี้ เนื่องจากเป็นคนละประเด็นกัน โดยการสอบสวนข้อเท็จจริงชั้นต้นเป็นเรื่องการรักษาวินัยของผู้พิพากษา ส่วนการยื่นถอดถอนเป็นกรณีที่รวบรวมรายชื่อผู้พิพากษาตามระเบียบ ก.ต. ว่าด้วยการเข้าชื่อและการลงมติถอดถอนฯ ข้อ 5&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17848</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์, นายสราวุธ เบญจกุล, เข้าชื่อปลดผู้พิพากษา, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0853f6b0b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วงการตุลาการระอุ! ชำนาญขู่ปราบหัวโจกเขย่าศาล/ชงบันทึกเทปแทนอมความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชำนาญ&amp;rdquo; เปิดใจหลังถูกยื่นร้องขอถอดถอนพ้น ก.ต. ลั่นต่อสู้เรื่องความเป็นอิสระของผู้พิพากษามาตลอด ชงใช้เครื่องบันทึกเสียงทุกศาล เลิกบันทึกเพราะมีกรณี &amp;ldquo;อมความ&amp;rdquo; ยันเร็วๆ นี้ได้เห็น &amp;ldquo;หัวโจก&amp;rdquo; เล่นการเมืองในศาล-รังแกผู้พิพากษากันเองต้องถูกปราบ สอนน้องๆ ทำหน้าที่ตัดสินต้องฟังความสองฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ กรณีนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2, นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และ น.ส.มณี สุขผล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้นำรายชื่อผู้พิพากษา 1,776 &amp;nbsp;คน ยื่นคำร้องต่อนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ให้ดำเนินการลงมติเพื่อถอดถอนนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ซึ่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ตรวจสอบรายชื่อผู้พิพากษาทั้งหมดแล้วพบว่ามีความถูกต้องจำนวน 1,735 คน และได้ส่งคำร้องและรายชื่อผู้พิพากษาที่ร่วมลงชื่อไปปิดประกาศที่สำนักงานศาลทั่วประเทศในวันที่ 29 ส.ค.นั้น
ล่าสุด นายชำนาญให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เป็นครั้งแรกถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นต้องสังคายนาระบบ ก.ต.กันใหม่ ต้องปฏิรูปโครงสร้างการปฏิบัติหน้าที่ และต้องเปลี่ยนวิธีการสืบพยานในศาลชั้นต้นใหม่ทั้งหมด เป็นเรื่องที่ควรทำมานานแล้ว การบันทึกแบบอมความใช้ไม่ได้ ต้องแก้ไข คือผู้พิพากษาเบิกความเอง ทนายความเดือดร้อนโต้แย้งว่าพยานไม่ได้พูด แต่ศาลจดบันทึก ทั้งที่สมัยใหม่ใช้กล้องวงจรปิด เครื่องบันทึกเสียง อย่างศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ใช้เครื่องบันทึกเสียง ไต่สวนพยานถามตอบอย่างไรบันทึกตรงตามนั้น รวดเร็วมาก&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ไม่ต้องโต้เถียงเรื่องบันทึกไม่ตรงคำเบิกความ สามารถแก้ไขได้ทั่วประเทศ ใช้งบประมาณเพียงเล็กน้อย แต่ผู้บริหารศาลยุติธรรมยังไม่เอาไปใช้ ถือเป็นบทเรียนที่ต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ศาลต้องเปลี่ยนวิธีการสืบพยานในศาลชั้นต้นใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าตำแหน่งของผม&amp;rdquo; นายชำนาญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญกล่าวอีกว่า ไม่มีทางเลยที่จะไปแทรกแซงผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เพราะผลักดันเรื่องความเป็นอิสระของผู้พิพากษามาตลอดมากกว่าใคร และเป็นผู้เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้พิพากษามีสิทธิอุทธรณ์มติของ ก.ต. ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ เพราะ ก.ต.เองก็ไม่ใช่เทวดาที่ไหน แม้เป็น ก.ต.ก็ยอมให้ตรวจสอบได้ คือหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่แท้จริง เป็นหลักสำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเสนอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของศาลชั้นต้น โดยต้องมีกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ทำหน้าที่ตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่ของศาลชั้นต้นไม่ให้ถูกแทรกแซง ซึ่งตัวท่านเองต้องทำด้วยความรอบคอบ ท่านอาจจะประมาทหรือทุจริต &amp;nbsp;ถ้ามีกองตรวจสอบ ใครก็แทรกแซงไม่ได้ ทุจริตไม่ได้ ประชาชนก็อุ่นใจ เรื่องนี้เสนอมาตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญจำเป็นต้องตรวจสอบ ถ้าศาลชั้นต้นได้มาตรฐานเท่าเทียมศาลฎีกา ประโยชน์ตกเป็นของประชาชน ฉะนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่มาหาว่าแทรกแซง เหลวไหลทั้งนั้น เรื่องเกิดจากผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่มิชอบต้องถูกปราบ หัวโจกเล่นการเมืองในศาลต้องถูกปราบ การบิดเบือนต้องถูกปราบ อยากเรียนให้ทราบ หัวโจกรังแกผู้พิพากษากันเองต้องถูกปราบ ท่านจะได้เห็นเร็วๆ นี้ มีที่ไหนออกข่าวผ่านสื่อเต็มไปหมด ผู้พิพากษาดีๆ เขาไม่ทำกัน&amp;rdquo; นายชำนาญระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสอบถามถึงความหมายของคำว่า อมความ &amp;nbsp;นายชำนาญอธิบายว่า มีตัวอย่างสมัยหนึ่งผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ไปเป็นพยานเบิกความในคดีอย่างหนึ่ง ผู้พิพากษาในคดีก็ไปบันทึกอีกอย่างหนึ่ง คือสรุปไม่ตรงกัน ที่บอกว่าอมความ คือสรุปให้ใกล้เคียงกับที่พยานเบิกความ มาสรุปเป็นภาษาของผู้พิพากษาเอง อาจไม่ตรงกับถ้อยคำที่เบิกความ ซึ่งก็ไม่ทราบใครคิดคำนี้ขึ้น เหมือนเป็นผู้พิพากษาเบิกความเองทำให้ความหมายเปลี่ยนไป บางทีท่านอาจจะฟังไม่ทันหรือลืมบันทึกสิ่งที่อาจเป็นถ้อยคำสำคัญ ต่างจากการถอดเทปเป็นคำๆ &amp;nbsp;พอมาเป็นผู้พิพากษามานานอยู่ศาลสูงเห็นเลยว่าผิด &amp;nbsp;ประเทศอื่นทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา เปลี่ยนหมดแล้ว ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ทำ การบันทึกเทปจะมีหมดทุกอย่าง ง่ายต่อการพิจารณา ไม่ต้องโต้เถียง การอมความที่สรุปเป็นคำพูดตนเองแล้วไม่ตรง จึงเกิดเรื่องราวกันมาตลอด ถ้าประมาท จงใจ หรือละเว้นถ้อยคำสำคัญก็ไม่ขึ้นไปถึงศาลสูง ถือเป็นอันตราย ต้องแก้ไข ถ้าปล่อยไปเสียหายต่อประชาชน เทคโนโลยีปัจจุบันก็ราคาถูกมาก เป็นผลประโยชน์ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญกล่าวต่อไปว่า การอำนวยความยุติธรรมเบื้องต้นคือการสืบพยานในศาลชั้นต้นโดยถูกต้อง เป็นธรรม พยานเบิกความอย่างไรก็บันทึกเทปไปตามนั้น ภาพ เสียง ถ้อยคำครบถ้วน สงสัยตรงไหนก็ไปตัดมา เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องบ้านพักศาล มีเทปบันทึกเสียงไว้ พูดอย่างไรก็ตามนั้น ไม่ยากเลย &amp;nbsp;ประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ศาลต้องเปลี่ยน ที่ผ่านมาคิดแต่ไม่ทำ ต้องผลักดันแก้ไขสิ่งเหล่านี้ เป็นศาลต้องทำเพื่อประโยชน์ประชาชน มิฉะนั้นจะเป็นไปทำไม ถ้าแก้ปัญหาอะไรไม่ได้จะเป็นทำไม ตำแหน่งเป็นแค่หัวโขน ถ้าเห็นการทุจริต ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่ปราบได้หรือ การทำให้ประชาชนเสียหายถือว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทราบว่ามีการเสนอร่างกฎหมายคุ้มกันผู้พิพากษาจากการถูกดำเนินคดีเข้าไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเห็นว่าผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่ให้รอบคอบถึงจะไม่ถูกดำเนินคดี ทำให้รอบคอบถึงคุ้มกันได้ จะเรียกร้องทำอะไร เพราะไม่กลัวถูกตรวจสอบ ถ้าทำโดยสุจริตไม่ควรกลัวถูกตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการทำเอกสารคำชี้แจงข้อกล่าวหา จะปิดประกาศได้ในช่วงไหน นายชำนาญระบุว่า เป็นไปตามกรอบเวลาหลังพ้น 20 วัน รอให้สำนักงานศาลยุติธรรมส่งเอกสารขอคำชี้แจงเข้ามาก่อนแล้วจะส่งไป คำชี้แจงจะมีรายละเอียดครบถ้วน ทั้งความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงเกิดเหตุนี้ขึ้นมา บอกได้เลยว่าผู้พิพากษากระทำผิด ปกปิดบิดเบือน เดี๋ยวก็รู้ ปิดประกาศไปทั่ว เดี๋ยวผู้สื่อข่าวก็ได้รับ ขณะนี้เขียนเสร็จแล้วไม่มีอะไรซับซ้อน ต้องรอเวลาเท่านั้น ตำแหน่งไม่ได้สำคัญ ถ้าเป็น ก.ต.แก้ปัญหาไม่ได้ก็ไม่มีความหมาย คนตัดสินคือประชาชน ที่จะมองว่าสิ่งที่ทำถูกต้องหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมเป็นผู้พิพากษา นอกจากผู้พิพากษาด้วยกันเองตัดสินแล้วก็คือประชาชน เรื่องใหญ่คือผมทำอะไรให้ประชาชนบ้าง ทั้งหมดที่ทำมุ่งหวังประโยชน์ประชาชน แก้ไขให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งประชาชน ตำแหน่งเล็กน้อยไม่ยึดติด ถ้าไม่สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ ก็ไม่ควรมารับเงินเดือนสูงจากภาษีประชาชน ซึ่งคนเป็นผู้พิพากษาต้องฟังความสองฝ่าย ถ้าฟังฝ่ายเดียวแล้วออกความเห็นก็ไม่ต่างกับคนทั่วไป หลักสำคัญท่านถูกฝึกมาคือต้องฟังความสองฝ่าย ฝ่ายเดียวเชื่อมีความเห็นเลยไม่ได้ ต้องยึดหลักให้มั่นคง ก่อนจะวินิจฉัยอะไรต้องฟังสองฝ่ายเป็นหน้าที่&amp;rdquo; นายชำนาญกล่าวทิ้งท้าย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16567</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบันทึกแบบอมความ, ดำเนินการลงมติเพื่อถอดถอน, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ปฏิรูปโครงสร้างการปฏิบัติหน้าที่, หนังสือพิมพ์, เปลี่ยนวิธีการสืบพยานในศาลชั้นต้นใหม่ทั้งหมด, ไกล่เกลี่ยยอมความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b8944c65708e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
