<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท. MOU กอ.หนุนพัฒนาสื่องานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ  ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปากกลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่ กลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ( 22 มิ.ย.64) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ กรมอนามัย (กอ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ นำองค์ความรู้ทันตกรรม-แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา เพื่อพัฒนาสื่อใช้ในงานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง ณ ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจ อาคาร 1 ชั้น 1 กรมอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร โดยมีนโยบายมุ่งเน้นสนับสนุนงานด้านวิจัยและพัฒนา ทั้งที่ดำเนินการโดยนักวิจัยของ กยท. และดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งนอกจากนำยางพารามาใช้ประโยชน์ด้านนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพการทำสวนยางพาราให้มีความยั่งยืน ซึ่ง กยท. และกรมอนามัย เห็นพ้องร่วมกันว่า จากความร่วมมือดังกล่าว เมื่อผ่านการทดสอบใช้งานและพัฒนารูปแบบได้เหมาะสม และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันแล้ว จะนำผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยในการใช้งานภายในช่องปาก(Food Grade) สำหรับงานส่งเสริมสุขภาพทางช่องปากเพื่อขยายผลและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สถาบันเกษตรกรในอนาคต เพื่อให้สามารถผลิตและสร้างเป็นรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า ในปี 2561 พบเด็กแรกเกิดปากแหว่งเพดานโหวในระบบบัตรทอง จำนวน 1,092 คนจากเด็กแรกเกิดทั้งหมด 516,326 คน คิดเป็นอุบัติการณ์ 2.11 คนต่อทารกมีชีพ 1,000 คน ซึ่งการลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้วยยางพารา สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ การสนับสนุนความร่วมมือพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ กรมอนามัยได้เตรียมข้อมูลเนื้อหาทางสุขภาพ และสุขภาพช่องปาก ออกแบบสื่อ เช่น โมเดลภาวะปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับบุคลากรสาธารณสุข และตุ๊กตาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับการฝึกทักษะผู้ปกครอง พัฒนารูปแบบและให้ข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทยผลิตสื่อต้นแบบจากยางพารา ให้บุคลากรสาธารณสุขในเครือข่ายปฐมภูมิได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สื่อที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในพื้นที่กับกลุ่มเป้าหมาย และร่วมประเมินผล เพื่อจะได้นำข้อเสนอแนะไปพัฒนาสื่อจากยางพาราให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรอบรู้ให้แก่ผู้ดูแล ช่วยให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษมีสุขภาพที่ดี ตลอดจนพัฒนาสื่อความรอบรู้จากยางพาราในกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษอื่น ๆ เช่น กลุ่มที่มีความพิการทางสายตา ต่อไปในอนาคต&amp;quot; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107223</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กยท., กรมอนามัย, กลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่, กอ., การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่, การยางแห่งประเทศไทย, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผลิตภัณฑ์จากยางพารา, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา, ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปาก, ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย, ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, สปสช., สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง, อธิบดีกรมอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d198fd37fce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท.-นอร์ทอีส จับมือลงนามซื้อขายยางกว่า 1 แสนตันเรียบร้อยแบบโปร่งใส ผู้ว่าฯ มั่นใจไม่กระทบตลาด แถมได้ยอดซื้อยางใหม่เพิ่มอีกเท่าตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กยท.-นอร์ทอีสรับเบอร์ จับมือลงนามสัญญาซื้อขายยาง 104,763.35 ตัน จากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ ผู้ว่าฯมั่นใจไม่ส่งผลกระทบต่อตลาด แถมต้องซื้อยางใหม่จากสถาบันเกษตรกรฯ อีก 1 แสน คาด 31 พ.ค.ขนยางออกหมดสต๊อก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี้ (28เม.ย.64) ได้มีพิธีลงนามสัญญาซื้อขายยางตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย ( กยท.) โดยนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กับ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด ( มหาชน) โดยนายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ และมีนายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ ชั้น 6 อาคาร 1 การยางแห่งประเทศไทย บางขุนนนท์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โดยการลงนามในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากที่ กยท. ได้ประกาศเชิญชวนผู้สนใจให้เข้าร่วมประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน และยางอื่นๆ จำนวน 104,763.35 ตัน ของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบให้ กยท. ดำเนินการระบายสต๊อกยางในโครงการดังกล่าวให้หมดไปโดยเร็ว โดยให้คำนึงถึงระยะเวลา และราคาจำหน่ายที่เหมาะสม โดยบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ได้เป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งกำหนดให้บริษัทที่ชนะการประมูลจะต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ถือเป็นการช่วยเพิ่มยอดสั่งซื้อยางอีกกว่า 1 แสนตันภายใน 1 ปี นับจากวันที่ลงนามในสัญญา ทั้งนี้ กำหนดรับมอบและขนย้ายยางในสต๊อกที่ประมูล โดยเริ่มในวันที่ 29 เมษายน และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นี้ ก่อนที่ผลผลิตใหม่จะออกสู่ตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จากการที่ กยท. ได้มีการวางแผนบริหารจัดการเป็นอย่างดี ทั้งการระบายสต๊อกยางในช่วงปิดกรีด ก่อนที่เกษตรกรเปิดกรีดและมีผลผลิตออกสู่ตลาด ปริมาณยางในตลาดยังมีน้อย อีกทั้งยางในสต๊อกเป็นยางเสื่อมสภาพ&amp;nbsp; จึงไม่เป็นปัจจัยกดดันในด้านราคายาง และจากที่ติดตามสถานการณ์ยางพาราในตลาดโลกพบว่า การประมูลในครั้งนี้ไม่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลทางด้านราคา โดยราคาการซื้อขายในตลาดโลกยังอยู่ในกรอบแคบๆเป็นปกติ ดังนั้นการซื้อขายครั้งนี้เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับประโยชน์ และที่สำคัญยังเป็นการช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายของภาครัฐอีกด้วย &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน จำนวน 104,763.35 ตัน ในครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางแท่ง ซึ่งบริษัทได้กำหนดปริมาณการผลิตของปี 2564 ไว้ที่จำนวน 400,000 ตัน ดังนั้น ในการนำยางที่ประมูลได้ซึ่งเป็นยางเก่าไปใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องนำไปผ่านขบวนการฟื้นฟูสภาพเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์และมีคุณภาพดีเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด &amp;ndash; 19&amp;nbsp; ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 30 &amp;ndash; 40 เท่าจากปริมาณการใช้ในช่วงปกติ ทำให้น้ำยางสดซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยาง มีความต้องการใช้มากขึ้นตามไปด้วย เท่ากับเป็นการดึงยางออกจากระบบ ส่งผลทำให้ราคายางค่อนข้างมีเสถียรภาพที่ดี อีกทั้งประเทศจีนก็มีการฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาฟื้นฟูได้รวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น จึงเป็นผลดีในด้านราคา ยิ่งประเทศไทยมีการวางแนวทางการบริหารจัดการยางในภาพรวมทีดีเช่นทุกวันนี้ เชื่อว่า จะทำให้ราคายางกลับมีเสถียรภาพอีกครั้งอย่างแน่นอน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101060</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., การยางแห่งประเทศไทย, นอร์ทอีสรับเบอร์, นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นายประพันธ์ บุณยเกียรติ, บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด ( มหาชน), โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ, โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_608914e0e3309.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
