<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศก.ไทยยังโคม่า ธปท.คาดสิ้นปี เตะฝุ่น3.4ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพัฒน์เปิดตัวเลข &amp;quot;จีดีพี&amp;quot; ไตรมาส 2 ขยายตัว &amp;nbsp;7.5% คาดการณ์ทั้งปีเหลือ 0.7-1.2% ชี้ปัจจัยเสี่ยงยังเป็นการระบาดที่รุนแรงของเชื้อโควิด-19 ยืนยันเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย &amp;ldquo;เศรษฐพุฒิ&amp;rdquo; รับโควิดทุบ ศก.ไทยเดี้ยง คาด 3 ปีรายได้จ้างงานสูญ 2.6 ล้านล้านบาท สิ้นปีเตะฝุ่นพุ่งแตะ 3.4 ล้านคน อีก &amp;nbsp;3 ปีกว่าจะฟื้นจากโคม่า แนะรัฐงัดยาแรงลุยกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาส 2/2564 ว่า มีการขยายตัว &amp;nbsp;7.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 และขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2564 ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2564 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว 4.6% และการลงทุนรวมขยายตัว 8.1% โดยการลงทุนจากภาคเอกชนขยายตัว 9.2% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 5.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัว 36.2% &amp;nbsp;ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีแรกขยายตัวราว 2% จากฐานปีก่อนที่ต่ำผิดปกติ และมีการขยายตัวในบางสาขาสำคัญ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม, ภาคการเกษตร และภาคส่งออกเป็นหลัก ส่วนภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัว &amp;nbsp;0.7-1.2% จากประมาณการเดิม 1.5-2.5% โดยผลจากการระบาดโควิดระลอก 3 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณลดลง จนถึงการประกาศใช้มาตรการควบคุมสูงสุดเข้มงวด (แดงเข้ม) กับ 29 จังหวัด โดยสภาพัฒน์ใช้สมมติฐานการประมาณยอดติดเชื้อจากกระทรวงสาธารณสุขว่า ยอดติดเชื้อจะสูงสุดช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ และเริ่มลดลงช้าๆ ในเดือนกันยายน ทำให้เชื่อว่าปลายปีจะสามารถผ่อนคลาย เปิดพื้นที่เศรษฐกิจได้ในไตรมาสที่ &amp;nbsp;4 และจะมีการกระจายวัคซีนได้ 85 ล้านโดสในปลายปี 2564 ด้วย &amp;nbsp;ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ประมาณการว่าในปีนี้จะขยายตัวที่ &amp;nbsp;6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจัยเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปี &amp;nbsp;2564 ประกอบด้วย ปัจจัยการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 ที่จะทำให้การควบคุมการระบาดของโควิด-19 ทำได้ยาก, หนี้ภาคครัวเรือนที่สูง, ปัญหาการจ้างงาน การตกงานจากภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาด, ความไม่แน่นอนของภาคการส่งออก ที่ต้องระวังผลกระทบการระบาดต่อการผลิต ในโรงงานผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นภาคที่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอยู่ ตอนนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่เศรษฐกิจไทยเริ่มมีโมเมนตัมของการขยายตัวที่ลดลง จากการระบาดของโควิดที่รุนแรงมาตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา&amp;rdquo; นายดนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง และมีผลชัดเจน 4 อาการ ได้แก่ 1.เกิดหลุมรายได้ขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ โดยพบว่าในช่วงปี 2563-2564 รายได้จากการจ้างงานหายไปถึง 1.8 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 2565 คาดว่ารายได้จากการจ้างงานจะหายไปอีก 8 แสนล้านบาท ทำให้ตั้งแต่ปี &amp;nbsp;2563-2565 รายได้จากการจ้างงานจะหายไปรวมกว่า 2.6 ล้านล้านบาท 2.การจ้างงานในระบบถูกกระทบรุนแรง โดยในช่วงไตรมาส &amp;nbsp;2/2564 พบว่ามีจำนวนผู้ว่างงาน หรือเสมือนว่างงาน (ผู้ที่มีงานทำไม่ถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน) อยู่ที่ 3 ล้านคน และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น &amp;nbsp;3.4 ล้านคน สูงกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิดถึง 3 เท่าตัว 3. การฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ไม่เท่าเทียม ส่งผลให้ความเป็นอยู่ของครัวเรือนเปราะบาง และ 4.เศรษฐกิจไทยถูกกระทบจากโควิด-19 &amp;nbsp;หนักกว่าและจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากไทยพึ่งพารายได้จากภาคการท่องเที่ยวและบริการสูงสุดในเอเชีย คิดเป็น &amp;nbsp;11.5% ของจีดีพี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวทำให้คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะต้องใช้เวลา &amp;nbsp;3 ปี จากช่วงเริ่มระบาดในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่เอเชียโดยรวมจะใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี โดยในไตรมาส 1/2564 จีดีพีของไทยอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ 4.6% ขณะที่เอเชียโดยรวมฟื้นเหนือระดับก่อนโควิดหมดแล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย ธปท.ยังคงคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีในปีนี้ไว้ที่ 0.7% ส่วนปัจจัยที่จะทำให้มีการปรับคาดการณ์ในจีดีพีใหม่คือ หากมีการล็อกดาวน์ยาวถึงไตรมาส 4/2564 เพราะการใช้มาตรการล็อกดาวน์ในแต่ละเดือนมีผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ 0.3-0.4% และมองว่ามีโอกาสน้อยที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตติดลบ แม้ว่าผลกระทบจากการระบาดของโควิดระลอกปัจจุบันจะหนักและมากกว่าที่คาดการณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้้จึงต้องเหมาะสมและสมเหตุสมผลกับอาการ จากอาการของไทยที่หนักก็ต้องใช้ยาแรง ต้องแก้ให้ตรงจุดตรงต้นเหตุ นั่นคือ &amp;ldquo;วัคซีน&amp;rdquo; หากไม่เร่งดำเนินการเรื่องวัคซีน มาตรการอื่นๆ ที่เร่งผลักดันออกมาให้ตายก็ไม่พอ ไม่จบ เป็นแค่การซื้อเวลาเท่านั้น และจำเป็นต้องใช้มาตรการด้านสาธารณสุขต่างๆ &amp;nbsp;คุมการระบาดเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามรุนแรงขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า การกู้เงินเพิ่มเติมของภาครัฐก็จะช่วยให้จีดีพีกลับมาเติบโตได้ใกล้ศักยภาพเร็วขึ้น โดยกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่มเติมอีก 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 70% ของจีดีพีในปี 2567 และจะลดลงได้ค่อนข้างเร็ว ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113535</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายดนุชา พิชยนันท์, สภาพัฒน์เปิดตัวเลข &quot;จีดีพี&quot;, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a282b3234fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 22:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!บิ๊กตู่เคาะ‘เยียวยา’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ตื่น! เรียกทีมเศรษฐกิจถกด่วน &amp;nbsp;หารือเคาะเยียวยาล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว 10 จังหวัด คาดชงเข้า ครม.อนุมัติอังคาร 13 ก.ค.ทันที หอการค้าฯ ชงเพิ่มคนละครึ่ง-อุ้มเอสเอ็มอี &amp;ldquo;อนุสรณ์&amp;rdquo; ชี้ 14 วันสูญเสียเฉียด 7 หมื่นล้าน
มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล​แจ้งว่า ในวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจในเวลา 15.30 น.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น &amp;nbsp;รมว.แรงงาน, นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ &amp;nbsp;(ศบศ.) เพื่อหารือถึงแนวทางการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง ศบค.ที่ &amp;nbsp;9/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูงตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 &amp;nbsp;แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ใน 10 จังหวัด ซึ่งมีการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลา 21.00-04.00 น. พร้อมกำหนดการปิดและเปิดกิจการ กิจกรรมต่างๆ อย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.
นายธนกรกล่าวว่า การประชุมวันที่ 12 ก.ค.ที่มีนายกฯ เป็นประธาน เพื่อหารือแนวทางการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งและข้อกำหนดห้ามต่างๆ ซึ่งนายกฯ ได้ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 โดยจะเร่งช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม &amp;nbsp;เพราะเข้าใจความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างดีและจะทำทุกอย่างเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า มาตรการเยียวยาประชาชนที่จะออกมาเบื้องต้นอาจมีการแจกเงินเยียวยาให้ผู้ขาดรายได้ รวมไปถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ใน 10 จังหวัด โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์จัดทำข้อเสนอทั้งหมดมาให้พิจารณาในวันที่ 12 ก.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 13 ก.ค.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการเยียวยาว่า กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ได้ประชุมหารือเบื้องต้นไปแล้ว โดยมีนายสุพัฒนพงษ์เป็นประธานการประชุม ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติและต้องประชุมกันต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ส่วนข้อเสนอผ่อนปรนให้โครงการคนละครึ่งสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มสั่งอาหารทางออนไลน์นั้น กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องการเชื่อมระบบถึงกันด้วยเพื่อป้องกันการทุจริต รวมถึงให้แพลตฟอร์มผู้เข้าร่วมมีแนวทางช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงล็อกดาวน์ เช่น ลดค่าส่วนแบ่งกำไร (จีพี) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ &amp;nbsp;ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานที่ปรึกษานายกฯ, เลขาธิการสภาพัฒน์, ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้แทนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม &amp;nbsp;โดยได้เสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น รวมทั้งให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบ เพื่อให้สถาบันทางการเงินสามารถใช้ดุลยพินิจปล่อยสินเชื่อได้
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น หอการค้าไทยเห็นด้วยกับการเติมเงินเข้าระบบ เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่ขอให้เพิ่มวงเงินจาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท &amp;nbsp;ส่วนมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ที่ยุ่งยาก ไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้เสนอให้ปรับเงื่อนไขใหม่หรือเสนอโครงการใหม่ในรูปแบบเดียวกับช้อปดีมีคืน
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การประเมินในเบื้องต้นคาดว่าการล็อกดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.จะทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณอย่างต่ำวันละ 3,500-4,500 &amp;nbsp;ล้านบาท เมื่อรวมสองสัปดาห์จะอยู่ที่ประมาณ &amp;nbsp;49,000-63,000 ล้านบาท ซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจครั้งนี้น้อยกว่าการล็อกดาวน์ในช่วงปี 2563 &amp;nbsp;แต่ก็เป็นการซ้ำเติมความยากลำบากทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือนที่รายได้น้อย ผู้ใช้แรงงานรายวัน และเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109395</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายดนุชา พิชยนันท์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9dc30183a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังเดินหน้า มาช้าแต่มาแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก ครั้งที่ 1/2564 ผ่านไป แนวทาง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ยิ่งชัดเจนขึ้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานฯ ในการพิจารณาเพื่อปรับแผนแนวทางการปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมถึงหาข้อยุติต่อการตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะทำงานฯ ชุดดังกล่าว ได้รับการเปิดเผยจาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนหน้านี้ว่ามี นายชัยวัฒน์&amp;nbsp; ทองคำคูณ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และนายจิรุฒม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นเลขานุการคณะทำงาน โดยมีสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน แต่เดิมคาดว่าจะได้ข้อยุติในเดือนพฤษภาคมนี้&amp;nbsp; ทั้งนี้รวมไปถึงการหาข้อสรุปในบางประเด็นจากการตั้งข้อสังเกตหรือข้อกังวลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ด้วย ต่อจากนั้นจะดำเนินการจัดทำแผนลงทุนดังกล่าวเพื่อเสนอต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาและเสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดเผย &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; ซึ่งมีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;quot;สภาพัฒน์&amp;quot; ก็เคยย้ำว่า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; นั้น ขณะนี้ไม่ได้ติดอยู่ที่สภาพัฒน์ และกระทรวงคมนาคมไม่จำเป็นต้องนำแผนฟื้นฟูฯ มาให้สภาพัฒน์พิจารณาก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สิ่งที่กระทรวงคมนาคมต้องเสนอให้สภาพัฒน์พิจารณา คือ แผนการลงทุนในการจัดหารถโดยสารประจำทางใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนฟื้นฟูฯ ถือเป็นกระบวนการปกติของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหากต้องจัดซื้อจัดจ้างต้องส่งมาให้สภาพัฒน์พิจารณาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบก ได้ออกประกาศ เรื่อง &amp;ldquo;การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19)&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2564 โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่ง พิจารณาปรับลดจำนวนเที่ยวการเดินรถ ในการให้บริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดเท่าที่สามารถจะทำได้ โดยให้พิจารณาจัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้ง ปรับลดการให้บริการ ในช่วงเวลา 23.00 &amp;ndash; 04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังได้ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ขสมก. ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่ง เฉพาะเส้นทางที่มีผู้ใช้บริการลดลง ส่วนเส้นทางที่มีจำนวนผู้ใช้บริการเท่าเดิม จะไม่มีการปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารของ ขสมก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นาทีนี้จึงต้องบอกว่าถ้า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มาเร็วกว่านี้สักหน่อย ประชาชนจะได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ตอนนี้จึงได้แต่รอว่า &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่านฉลุย เดินหน้ารับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ให้เร็วที่สุด ไม่ค้างเติ่งถูกดองไว้ที่สภาพัฒน์ นานๆ&amp;nbsp; สามารถสรุปส่งเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เร็วเท่าไหร่ก็เริ่มได้เร็วเท่านั้น ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าถึงมาช้าแต่มาแน่ และนี่ถือเป็นอีกหนทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101732</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กรมการขนส่งทางบก, กระทรวงคมนาคม, ขนส่งทางบก, ขสมก., นายจิรุฒม์ วิศาลจิตร, นายชัยวัฒน์  ทองคำคูณ, นายดนุชา พิชยนันท์, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล, รถโดยสารประจำทาง, สนข., สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช., สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609106928a838.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
