<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สแกน กรรมการสิทธิฯชุดที่ 4 ทำไม? คลอดยากคลอดเย็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดที่ 4 จะก่อกำเนิดเป็นตัวเป็นตน ช่างยากเย็นแสนเข็ญอะไรเช่นนี้!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงดาบฟันฉับ ด้วยบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิฯ (พรป.กสม.) พ.ศ.2560 ให้ กสม.ชุดที่ 3 ที่มีนายวัส ติงสมิตร เป็นประธานพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พรป.กสม.ใช้บังคับ หรือที่เรียกกันว่าเซตซีโร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ด้วยกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้กาลเวลาล่วงผ่านมาจะครบ 2 ปีก็ยังไม่ได้ กสม.ชุดใหม่ 7 คนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้าล่าสุด วุฒิสภาเพิ่งประชุมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 15 คนไปตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมผู้ที่ผ่านการสรรหาเป็น กสม. 5 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมาธิการฯ มีอาทิ พล.อ.อู๊ด เบื้องบน, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, นายวันชัย สอนศิริ, นายตวง อันทะไชย เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ที่ผ่านมาการสรรหาเป็น กสม. 5 คน ได้แก่ นายสุชาติ เศรษฐมาลินี, นายวิชัย ศรีรัตน์, นายบุญเลิศ คชายุทธเดช, &amp;nbsp; นางสาวลม้าย มานะการ และนางปรีดา คงแป้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญให้ทั้ง 5 คนมาตอบข้อซักถามต่างๆ จากนั้นก็ทำรายงานเสนอให้วุฒิสภาประชุมลับเพื่ออภิปรายและลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การให้ความเห็นชอบ จะต้องได้คะแนนจาก ส.ว.เกินกว่ากึ่งหนึ่ง นั่นคือต้องได้ถึง 126 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุที่ ส.ว.คัดเลือก 5 คน ทั้งๆ ที่ กสม.มีทั้งสิ้น 7 คน ก็เพราะก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติให้ความเห็นชอบไว้แล้ว 2 คน คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช และนางพรประไพ กาญจนรินทร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 5 คนที่คณะกรรมการสรรหาส่งชื่อไป ซึ่งเป็นเอ็นจีโอ ได้คะแนนจากที่ประชุม สนช.ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคณะกรรมาธิการฯ ของ สนช.ใช้เวลาตรวจสอบประวัติผู้ผ่านการสรรหา 7 คน นานถึง 90 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เริ่มมีการเปิดรับสมัครเพื่อสรรหากันใหม่ (ครั้งที่ 2) มีขึ้นในเดือนมกราคม 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กว่าจะได้ผู้ผ่านการสรรหา 5 คน มาให้คณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา 15 คนมาตรวจสอบประวัติ เพื่อให้ ส.ว. 250 คน ลงมติใช้เวลาเป็นปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางวิบากสู่ กสม. ต้องบันทึกไว้ว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการสรรหา 10 คน ต้องเปิดรับสมัครและคัดสรรถึง 4 ครั้ง เหตุผลเพราะเมื่อคณะกรรมการสรรหาลงคะแนนถึง 3 ครั้ง ผู้สมัครก็ยังได้คะแนนจากกรรมการไม่ถึง 2 ใน 3 กล่าวคือ ไม่ถึง 7 ใน 10 คน ทำให้ต้องล้มการสรรหาครั้งนั้นแล้วเปิดรับสมัครกันใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสรรหาครั้งที่ 3 ต้นเดือนสิงหาคม ได้เปลี่ยนองค์ประกอบกรรมการสรรหาโดยประธานสภานิติบัญญัติฯ (นายพรเพชร วิชิตชลชัย) พ้นตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายชวน หลีกภัย) และผู้นำฝ่ายค้าน (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์) เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสรรหาครั้งที่ 4 ประธานกรรมการสรรหาที่เป็นประธานศาลฎีกา เปลี่ยนจากนายชีพ จุลมนต์ ซึ่งเกษียณอายุราชการ เป็นนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่ กสม.ชุดใหม่ไม่เกิด กสม.ชุดที่ถูกเซตซีโรเหลือแค่ 3 คน คือ นายวัส ติงสมิตร, นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ และนางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง ก็ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เพราะไม่ครบองค์ประชุม เนื่องจากนางเตือนใจ ดีเทศน์, นางอังคณา ลีนะไพจิตร ได้พร้อมใจกันลาออกเนื่องจากอึดอัดใจในการทำงาน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้น น.พ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ก็ประเดิมลาออกเป็นรายแรก และต่อมานายชาติชาย สุทธิกลม ก็ลาออกอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นมา กสม.ตกในสภาพ &amp;ldquo;แพแตก&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไม่มีองค์กรอิสระมาทำหน้าที่ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิคั่งค้างเป็นจำนวนมาก ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลกตกต่ำลง ฯลฯ นี่คือผลกระทบในทางเสียหายที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดได้ออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลมาปฏิบัติหน้าที่เป็น กสม.ชั่วคราวอีก 4 คน เพื่อให้ครบ 7 คนตามจำนวน กสม.ที่พึงมี ซึ่งเป็นไปตาม พรป.กสม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง 4 คน ได้แก่ นายสมณ์ พรหมรส, นางสาอารีวรรณ จตุทอง, นางภิรมย์ ศรีประเสริฐ และนายสุวัฒน์ เทพอารักษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง 7 คนได้ประชุมกันครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตกลงกันว่าจะนัดประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พร้อมกับมอบหมายให้แต่ละคนลงพื้นที่ขับเคลื่อนงานด้านคุ้มครอง ตรวจสอบและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนใน 6 ภูมิภาค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เท่ากับว่า 4 เดือนครึ่ง (1 สิงหาคม-12 พฤศจิกายน) ประเทศไทยไม่มี กสม.ปฏิบัติหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วเมื่อไร กสม.ชุดใหม่จะเข้ามารับงานอย่างเป็นทางการ วุฒิสภาจะต้องคำถามนี้จะเร่งคัดเลือก กสม.ให้เสร็จเร็วในเดือนธันวาคมก็สามารถทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือจะลากยาวไปถึงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ปีหน้าก็ทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะให้ความเห็นชอบทั้ง 5 คนไปเติมเต็มกับ 2 คน ได้ กสม.ครบ 7 คน หรือจะคว่ำบางคน หรือหลายคนทำให้ได้ กสม.ไม่ครบ 7 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ขึ้นกับ ส.ว.ส่วนใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้ามีใครถูกคว่ำก็ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่ง ให้คณะกรรมการสรรหาเปิดรับสมัครเป็นครั้งที่ 5 กว่าจะได้ครบ 7 คน อาจทอดยาวไปถึงกลางปีหรือปลายปีหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นกรรมของประเทศก็แล้วกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50368</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายตวง อันทะไชย, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.อู๊ด เบื้องบน, วันชัย สอนศิริ, วัส ติงสมิตร, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191115/image_big_5dcead1988b0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระตุ้นองค์กรท้องถิ่นสร้างการศึกษาเองรับมือโลกป่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

13ส.ค.62-นักวิชาการระดมความคิด &amp;ldquo;การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21&amp;rdquo; &amp;nbsp;ระบบการศึกษาระดับท้องถิ่น ต้องปรับตัวรับมือ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แนะองค์กรท้องถิ่นต้องออกแบบจัดการศึกษา ที่สามารถสร้างเด็กให้มีทักษะที่หลากหลาย เรียนรู้ได้อย่างไร้ขอบเขตขีดจำกัด พร้อมกับตอบโจทย์ความต้องการท้องถิ่น ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ในชุมชน&amp;nbsp;

เมื่อเร็วๆนี้มีการเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดย มหกรรมการศึกษาท้องถิ่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 11 จ.ร้อยเอ็ด &amp;nbsp; มีวิทยากร ได้แก่ นาย.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.), นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ : กล่าว่า กพฐ. มีหน้าที่กำหนดคุณภาพการศึกษาที่เรากำหนดให้ &amp;nbsp;เน้นคุณภาพที่เกิดกับผู้เรียน แต่เราต้องรู้ก่อนว่า ในศตวรรษที่ 21 จะเกิดอะไรขึ้น &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;1. คนจะรู้หนังสือมากขึ้น &amp;nbsp;2. จำนวนคนเรียนสูงจะมากขึ้น แต่การเรียนสูงไม่ได้บ่งบอกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต เราผลิตเด็ก แต่เด็กที่เราผลิต มีทักษะการทำงานไม่เป็นไปตามที่เขาอยากได้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน &amp;nbsp;ต้องการให้คนเรียนสูงเยอะขึ้น &amp;nbsp;3 .รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการการศึกษา คนของเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผ่านสื่อออนไลน์ผ่าน 5 จี แต่สิ่งที่สำคัญสื่อเหล่านี้เด็กเราใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตัวเองได้แค่ไหน และต้องเรียนรู้อย่างถูกวิธี &amp;nbsp;4. เรียนรู้ตลอดเวลา ฯลฯ

ประธานกพฐ. &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่าเราจะปั้นเด็กไปแบบไหน ซึ่งกพฐ.ได้กำกับติดตามเด็กไปตามนโยบาย &amp;nbsp;คุณลักษณะของเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 สิ่งแรกที่เราอยากเห็นคือ &amp;nbsp; 1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยให้คล่องในระดับอนุบาล 3 มีความสามารถด้านเทคโนโลยียีดิจิตอล เราต้องการอุปกรณ์ที่เข้าถึง &amp;nbsp;4. มีความสามารถในการเรียนรู้ไผ่รู้พัฒนาตนเอง แม้สื่อดีถ้าไม่สร้างอุปนินิสัยเรียนรู้เพื่อการพัฒนา สมรรถนะของเด็กต้องดี &amp;nbsp;5. ความมุ่งมั่นมานะะอดทนเป็นตัวของตัวเอง ภารกิจหลักมีคาวามคิดอ่านด้วยเหตุผล ไม่ชักจูงได้ง่าย สู่พลเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี 6 มีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องฝึก &amp;nbsp;7. &amp;nbsp;อยากเห็นคนไทยเป็นคนดี มีคุณธรรม และจริยธรรม 8 อยากเห็นเด็กถูกฝึกทักษะแก้ปัญหาและการตัดสินใจ เด็กจะรู้ว่าอะไรควรปรับปรุงแก้ไข 9 เด็กไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในเชิงเศรษฐกิจ อนาคตเด็กควรมีการสอนอาชีวะใน โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ ) &amp;nbsp; ถ้าเราผนวกกัน เมื่อเด็กจบแล้วมีอาชีพก็เป็นเรื่องดี &amp;nbsp;และต้องสอนในเชิงสมรรถนะ 10 อย่าทิ้งอัตลักษณ์ความเป็นไทย &amp;nbsp;

ด้าน นายวุฒิสาร ตันไชย &amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp; การศึกษาระดับท้องถิ่นจะเตรียมรับมืออนาคตอย่างไร คิดว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณจัดการศึกษา ในปี 61 เราได้งบฯการศึกษากว่า &amp;nbsp;5 แสนกว่าล้านบาทเท่ากับ 4.8ของจีดีพี &amp;nbsp; สูงกว่าประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ &amp;nbsp;ดังนั้นงบประมาณไม่ใช่ปัญหา &amp;nbsp;แต่ปัญหาอยู่ที่ครูและการพัฒนาครู อีกเหตุผลหนึ่งคือ วันนี้การบริหารการศึกษาของเราติดอยู่ในกับดักเชิงโครงสร้าง การศึกษาระบบท้องถิ่นไม่ควรเดินตาม &amp;nbsp;ครูไม่ควรมีภาระงานรับผิดชอบหลายอย่างที่เกินขีดความสามารถ &amp;nbsp; ซึ่งควรทำให้ผู้ปกครองเป็นหุ้นส่วนมีส่วนช่วยครูและโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประธานสถาบันพระปกเกล้ากล่าวอีกว่า &amp;nbsp;นอกจากนี้โจทย์การศึกษาไทยไม่ใช่วัดแค่เด็กเก่ง &amp;nbsp;ชุมชนต้องสร้างตัวชี้วัดที่เป็นเป้าหมายของชุมชน &amp;nbsp;สร้างอัตลักษณ์ให้เด็กในท้องถิ่น ดังนั้น สิ่งที่การศึกษาระดับท้องถิ่นควรทำคือ 1 ท้องถิ่นควรเป็นผู้จัดการศึกษาเพราะมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว &amp;nbsp;2 .องค์กรท้องถิ่น ต้องคิดออกแบบ จัดการเรียนการสอน ค้นหาสิ่งที่เป็นข้ออ่อนของเด็ก เพื่อรีบพัฒนา &amp;nbsp;3 องค์กรท้องถิ่น ต้องจัดการเรียนการสอนให้เด็กสามารถใช้ชีวิตให้รอด เอาปัญหาของชุมชนเป็นฐานและให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตจริง ๆ 4 &amp;nbsp;.ต้องขยายความคิดปรัชญา&amp;ldquo;เอ็ดดูเคชั่น ฟอร์ ออล&amp;rdquo; คือ ไม่ใช่การศึกษาเฉพาะนักเรียน แต่เพื่อทุกคน &amp;nbsp; ท้องถิ่นควรรทำเรื่องการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน. เพื่อทำให้คนเกิดความรู้อยู่ตลอดเวลา &amp;nbsp; 4 การศึกษาท้องถิ่น ต้องช่วยลดความเลื่อมล้ำของคนได้ &amp;nbsp;เช่น เด็กมาจากครอบครัวยากจนแค่ไหนก็ต้องได้เรียนขั้นพื้นฐาน หรือแม้แต่เด็กต่างด้าวก็ยังได้มาเรียน ต้องบริหารจัดการให้ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สรุปคือในอนาคตชุมชนต้องรับผิดชอบต่อสถานศึกษา &amp;nbsp;ผู้เรียนในอนาคตจึงต้องมีทักษะที่หลากหลาย &amp;nbsp;ไม่ว่าสถานศึกษาแห่งไหน ต้องสามารถสร้างเด็กที่พร้อมที่จะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอนาคตเขาด้วยตัวเองได้ เด็กจึงต้องมีทักษะหลากหลายด้าน สามารถทำในสิ่งที่ไมได้เรียนมาได้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ได้ &amp;nbsp;2 . เด็กต้องมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ &amp;nbsp; เพราะทักษะด้านภาษาทำให้เขาพร้อมเปลี่ยนงานใหม่ &amp;nbsp; 3. ต้องมีทักษะทางเทคโนโลยี 4 .ทักษะการเรียนรู้ ที่สามารถเรียนรู้ผ่านอินเตอร์เน็ตได้ไม่จำกัด &amp;nbsp;อนาคตทักษะนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้อะไรก็ได้ที่เขาสนใจ 5. ทักษะการทำงานเป็นทีม &amp;nbsp; 6. ทักษะภาวะผู้นำ ถ้าเราสร้างเด็กให้มีทักษะหลากหลายได้ ก็จะทำให้ทำเกิดการคิดเชิงสร้างสรรค์ในตัวเอง และมีความกล้าแสดงออก 7 .ทักษะการแก้ไขปัญหาและตัดสินใจ &amp;nbsp; 8 &amp;nbsp;ทักษะมนุษย์สัมพันธ์ &amp;nbsp;9 .ทักษะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง คนไทยอย่าเชื่อง่าย อย่าแชร์อย่างไม่มีเหตุผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นายตวง อันทะไชย กล่าวว่า &amp;nbsp; ต้องยอมรับว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 จะไม่เหมือนเดิม เพราะโลกเปลี่ยน ต่อไปยุค 5 จี ซึ่งมีทั้ง fintech / block chain /digital/ business / robot ในอนาคตเราต้องไปสร้างนวัตกรรมก็ได้แม้ไม่ต้องจบปริญญา แต่ขอให้สร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้ &amp;nbsp; ในระบบโรงเรียนเด็กๆ ต้องสังเกตตัวเองว่า เรียนอะไรแล้วชอบ เรียนไประยะหนึ่ง เมื่อค้นพบสิ่งที่ชอบ หยุดเรียนฝากหน่วยกิตไว้แล้วไปทำงานก่อนได้ &amp;nbsp;ในรูปแบบอาชีพ ดังคำพูดที่ว่า &amp;ldquo; จินตนาการสำคัญกว่าความรู้&amp;ldquo; หรือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทัศนคติสำคัญกว่าไอคิว และความฉลาด&amp;rdquo; &amp;nbsp;โลกของการศึกษาในอนาคต คือ 1 การจัดการศึกษาคือการพัฒนาและเตรียมคนให้ไปอยู่ได้ใน สังคมอินเทอร์รับชั่น &amp;nbsp; 2 .การจัดการศึกษาคือการพัฒนาคน ให้เต็มศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวของผู้เรียน &amp;nbsp; &amp;nbsp;3 .การจัดการศึกษาในความเชื่อว่าเด็กทุกคนสมารถเรียนรู้ได้ &amp;nbsp;มีความฉลาดที่แตกต่างกัน โรงเรียนจะต้องหาทางบ่มเพาะสติปัญญาหรือความฉลาดที่แตกต่างกัน โดยวิธีการที่สมดุลย์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; เมื่อโลกเปลี่ยน เกิดปฏิวัติโลก เกิดระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน เกิดปัญญาประดิษฐ์และการตัดสินใจ เกิดอินเตอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง การเรียนรู้ในศตวรรษใหม่ไม่ได้พูดถึงปริญญา แต่พูดถึงความเก่งในตัวเด็กแต่ละคน เราในฐานะครูผู้สอนจะทำอย่างไร &amp;nbsp;เราต้องพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ต้องถามเด็กว่าเขาจะเป็นอะไร อยากเรียนอะไร เช่น เขาอยากเป็นนักฟุตบอลก็ไม่ต้องเก่งด้านฟิสิกซ์ ชีวะ เราต้องหาศักยภาพของเด็กแล้วดึงความเก่งนั้นออกมา เราจึงต้องเปลี่ยนวิชาการ &amp;nbsp; เพราะระบบการศึกษาสร้างคนและสร้างชุมชนได้ &amp;nbsp;อย่าไปคาดหวังปฏิรูปเศรษฐกิจการเมือง &amp;nbsp;เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ &amp;nbsp;นายตวงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43321</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายตวง อันทะไชย, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, วุฒิสาร ตันไชย, องค์กรท้องถิ่นสร้างการศึกษาเองรับมือโลกป่วน, เด็กในศตวรรษที่21</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d5217fbc67d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2019 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2019 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตวง&#039;เผยกมธ.ปรับปรุงกระทรวงฯมิมติให้สกอ.อยู่ใต้ปีกสำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.62-นายตวง อันทะไชย รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า ตามที่เครือข่ายอุดมศึกษามีข้อห่วงใยในเรื่องโครงสร้างของกระทรวงอุดมฯ ที่กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเดิม เป็นกรมอุดมศึกษานั้น ทาง กมธ. วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมฯ จึงได้นำประเด็นดังกล่าวกลับมาทบทวนอีกครั้ง และมีมติปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงอุดมฯ ใหม่ ให้ สกอ.ไปอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงอุดมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยในส่วนของร่างพ.ร.บ.ฯ นั้น กธม.จะปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับแนวทางนี้ ก่อนที่จะนำเข้าพิจารณา ในวาระที่ 2 และ 3 ใประมาณต้นเดือนมีนาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29626</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม, กระทรวงอุดมศึกษา, นายตวง อันทะไชย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190221/image_big_5c6e50b5a326c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป้อมยันไม่ห้าม ต่ำ12ชกมวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บิ๊กป้อมรีบชักฟืนออกจากเตา ยันไม่ห้ามเด็กต่ำกว่า 12 ปีขึ้นชก เพียงแต่ให้ผู้เกี่ยวข้องไปดูกฎหมายว่าทำอย่างไรจึงเหมาะสม คู่ชกน้องเล็กบวชเณรอุทิศส่วนกุศล เผยยังติดใจการทำหน้าที่ของกรรมการที่เห็นน้องมีอาการน่าจะตรวจเช็กให้รอบคอบ ด้าน สนช.ย้ำไม่ได้ขัดขวางการพัฒนามวยไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ กรณีมีข่าวนักมวยและค่ายมวยต่างๆ เตรียมออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน หากมีกฎหมายออกมาห้ามนักมวยอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นชก หลังเกิดเหตุ &amp;quot;น้องเล็ก&amp;rdquo; เยาวชนไทยอายุ 13 ปี เสียชีวิตจากการชกมวยไทยการกุศล ว่า เราไม่ได้ห้าม ส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังดูในเรื่องของกฎหมายอยู่ ต้องไปดูว่ามีความเหมาะสมขนาดไหน ซึ่งคนที่อยู่ในแวดวงชกมวย บอกว่าเด็กไม่น่าจะเสียชีวิตเพราะเกิดจากการชกมวย แต่อาจจะเป็นเพราะล้มหัวฟาดพื้นเวที ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่วัดใหม่บางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ สถานที่จัดงานฌาปนกิจศพน้องเล็ก หรือ เพชรมงคล ส.วิไลทอง ในเย็นวันเดียวกัน ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ หรือชื่อจริงว่า นิติกร วัย 15 ปี คู่ชกของน้องเล็ก ได้บวชเณรอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย เดินทางไปร่วมงานศพด้วย พร้อมกับกล่าวว่า ยังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงขอบวชอุทิศส่วนกุศลให้น้องเล็ก และจะมอบเงินที่ได้จากการประมูลกางเกงมวยที่ใส่ชกกับน้องเล็กจำนวน 2,000 บาท และเงินสมทบทำบุญจากแฟนมวยรวมแล้วกว่า 10,000 บาท ให้กับตายายของเพชรมงคล ซึ่งก่อนหน้านี้ทางค่ายมวยต้นสังกัดก็ได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้วจำนวนหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เณรนิติกรกล่าวว่า ยังรู้สึกติดใจการทำหน้าที่ของกรรมการผู้ตัดสิน โดยเมื่อชกกันมาถึงยกที่ 3 น้องเล็กโดนเข่าที่ศีรษะมีอาการมึน ซึ่งผู้ตัดสินควรจะเช็กอาการของน้องเล็กให้ดีกว่านี้ แม้ว่าน้องเล็กจะมีใจสู้ก็ตาม จนมาถึงจังหวะที่ตนน็อกน้องเล็ก ทางผู้ตัดสินก็ไม่สามารถช้อนคอน้องเล็กได้ทัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พยายามชี้ให้กรรมการดูว่าน้องเริ่มเหม่อลอย แต่กรรมการกลับไม่ยอมมองหน้าน้องตามที่ผมบอก แถมยังทำท่าสับมือให้ชกต่อ ก็เลยชกต่อ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกีฬามวย ฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.มวย พ.ศ.2542 ว่า คณะรัฐมนตรีจะส่งกลับมายัง สนช.ภายในวันที่ 18 พ.ย.นี้ ขึ้นอยู่กับ ครม.ว่าจะแก้ไขอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ และเมื่อเข้าสภาแล้วก็ยังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายตวงกล่าวว่า ในส่วนของกรรมาธิการฯ ยังเห็นในหลักการว่าต้องยกระดับกีฬามวยไทยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการในการฝึกฝนและพัฒนาทักษะ พร้อมกับการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย ขอยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ต้องการขัดขวางการพัฒนากีฬามวยไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่ามีมวยเด็กกว่า 1 แสนคน แต่ขึ้นทะเบียนไม่ถึง 1 หมื่นคน สาเหตุที่ให้มีการขึ้นทะเบียนก็เพื่อประโยชน์ของนักมวยเอง เพราะเรามีกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งพอขึ้นทะเบียนก็จะเข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.อดุลยเดช อินทะพงษ์ สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะทำงานปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 กล่าวว่า ใน พ.ร.บ.กีฬามวยฉบับปรับปรุงแก้ไข ระบุว่า ในการแข่งขันกีฬามวยอาชีพ ห้ามมิให้ผู้จัดรายการแข่งขันกีฬามวย และนายสนามมวย อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าร่วมแข่งขัน โดยการอนุญาตต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน แต่เด็กนั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี และการจัดการแข่งขันต้องมีเครื่องป้องกันอันตราย และกฎกติกาที่เหมาะสม ซึ่งการแก้ไขกฎหมายนี้ไม่ได้เป็นการกีดกันเด็กชกมวยแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นเรื่องของการฝึกฝนให้มีคุณภาพ ให้เข้าใจแม่ไม้มวยไทยชัดเจนขึ้น เราไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาที่เกิดขึ้น โดยกำลังคุยกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ว่าจะดูแลเด็กอย่างไร พร้อมกับรักษาศิลปวัฒนธรรมได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างแก้ไข พ.ร.บ.มวย กำหนดให้นักกีฬามวยที่ประสงค์จะเข้าแข่งขันกีฬามวยต้องขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียน ผู้เยาว์ที่ประสงค์ขึ้นทะเบียนเป็นนักกีฬามวย ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน นอกจากนี้ ห้ามไม่ให้ผู้จัดรายการแข่งขันกีฬามวยและนายสนามมวยอนุญาตให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าร่วมแข่งขัน เว้นแต่ได้รับความชอบจากนายทะเบียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ โดยในการจัดการแข่งขันต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประสบการณ์ในกิจกรรมด้านการกีฬา และมีมาตรการป้องกันอันตรายทางร่างกายและมีกฎกติกาการเล่นที่เหมาะสมเป็นการเฉพาะ ขณะเดียวกัน มีการกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ระบุว่า ไม่ได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นชก เพียงแต่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปดูว่าจะมีความเหมาะสมขนาดไหน หมายถึงว่ารัฐบาลอาจมีการแก้ไขกฎหมายในประเด็นนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22054</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายตวง อันทะไชย, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อดุลยเดช อินทะพงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed798e4199c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนช.ฝักถั่วฉลุย ผ่านงบฯ3ล้านล. ไร้เสียงท้วงติง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนช.ฝักถั่วมีมติเอกฉันท์ 206 ต่อ 0 เสียง โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบรายจ่ายประจำปี 62 จำนวน 3ล้านล้านบาท ใช้เวลาพิจารณาเพียง 3 ชม. อึ้ง! งบ 4กระทรวงหลักที่มีวงเงินสูงสุด รวมทั้งกองทุนประชารัฐ &amp;nbsp;ไม่มีสมาชิกคนใดท้วงติง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เวลา 10.30 น. วันที่ 30 สิงหาคม ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธาน โดยมีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 จำนวน 3 ล้านล้านบาท วาระ 2 &amp;nbsp;และวาระ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งมีนายนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เป็นประธาน พิจารณาเสร็จแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศการพิจารณาในวาระ 2 รายมาตรานั้น เป็นไปด้วยความราบรื่น โดยในช่วงต้นแทบไม่มีสมาชิกคนใดลุกขึ้นอภิปราย รวมทั้งในกระทรวงที่ได้รับงบประมาณจำนวนมาก เช่น กระทรวงกลาโหม ที่มีวงเงินงบประมาณ 117,583, 067,200 บาท, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ งบประมาณ 25,476,695,800 บาท, กระทรวงมหาดไทย งบประมาณ 43,927,994,000 บาท และกระทรวงศึกษาธิการ งบประมาณ 297,355,867,200 บาท ก็ไม่มีสมาชิก สนช.ติดใจท้วงติงแต่ประการใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงงบประมาณในส่วนของกองทุนและเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 45,340,757,500 บาท ที่มีการตั้งงบประมาณในส่วนกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 40,000 ล้านบาท ก็ไม่มี สนช.ติดใจสอบถามเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งนายธานี อ่อนละเอียด สมาชิก สนช. ลุกขึ้นอภิปรายเสนอแนะว่า อยากให้ช่วยแจกแจงรายละเอียดว่าในแต่ละมาตราที่มีการปรับลดงบประมาณ มีการปรับในส่วนใด และเพราะสาเหตุใด เพื่อให้ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายทราบ แต่กระนั้นนายพรเพชรซึ่งเป็นประธานการประชุมขณะนั้นชี้แจงว่า หากมีสมาชิกคนใดสงสัย ก็สามารถสอบถามได้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงกลางและช่วงท้ายของการพิจารณา เริ่มมีสมาชิกอภิปรายประปราย อาทิ นายธานี ที่สอบถามมาตรา 37 งบประมาณรายจ่ายแผนบูรณาการป้องกันปราบปรามบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด มาตรา 39 งบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม มาตรา 44 งบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ โดยสอบถามเหตุผลการตัดลดงบประมาณลงบางส่วน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายตวง อันทะไชย ที่อภิปรายในมาตรา 48 สอบถามงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ เท่าเทียม และทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 13.20 น. ที่ประชุมเข้าสู่วาระ 3 ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ในวาระ 3 ด้วยคะแนน 206 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 ทั้งนี้ สนช.ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16517</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายตวง อันทะไชย, พรเพชร วิชิตชลชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87f4139a4d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล้มกระดานกสทช.ชุดใหม่ เผยคลิปนายกฯไม่แฮปปี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สนช.ลงมติคว่ำเลือก &amp;quot;กสทช.&amp;quot; ชุดใหม่ พบ 8 ใน 14 คนขาดคุณสมบัติ ขัดมาตรา 7 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โยน คกก.สรรหาเพิ่มเติม เผยคลิปเสียงวิป สนช.อ้าง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ไม่แฮปปี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเสียงข้างมาก 118 คะแนนต่อ 25 ไม่เลือกบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมาให้ สนช. โดยมีสมาชิก สนช.งดออกเสียงจำนวน 20 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบุคคลที่ผ่านสรรรหาให้ดำรงตำแหน่งกสทช. จำนวน 14 คน และให้ สนช.ลงมติให้เหลือด้านละ 1 คน มีดังนี้ 1.ด้านกิจการกระจายเสียง จำนวน 2 คน ได้แก่ พ.อ.กฤษฎา เทอดพงษ์ และนายธนกร ศรีสุขใส 2.ด้านกิจการโทรทัศน์ จำนวน 2 คน ได้แก่ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ 3.ด้านกิจการโทรคมนาคม จำนวน 2 คน ได้แก่ นายอธิคม ฤกษบุตร และนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ 4.ด้านวิศวกรรม จำนวน 2 คน ได้แก่ พล.อ.ต.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ พ.อ.อนุรัตน์ อินกัน 5.ด้านกฎหมาย จำนวน 2 คน ได้แก่ นายมนูภาน ยศธแสนย์ และนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร 6.ด้านเศรษฐศาสตร์ จำนวน 2 คน ได้แก่ ผศ.ภักดี มะนะเวศ และนายณรงค์ เขียดเดช และ 7.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จำนวน 2 คน ได้แก่ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี และนายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มีการประชุมลับนานกว่า 3 ชั่วโมง และก่อนสมาชิก สนช.จะลงมติในเรื่องดังกล่าว นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.และเลขานุการวิป สนช. อภิปรายว่า จากการรับฟังรายงานของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. พบว่ามีปัญหาด้านคุณสมบัติและความประพฤติ รวม 8 คน ซึ่งอาจขัดกับมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามว่า กสทช.ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนได้รับการคัดเลือก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สนช.ได้รับบัญชีรายชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกสทช.ในแต่ละด้านมาจำนวน 2 เท่าก็จริง แต่เมื่อพบว่ามีบุคคลที่คุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้าม &amp;nbsp;จึงมีประเด็นว่าบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมานั้นมีจำนวน 2 เท่าตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งถ้า สนช.ลงมติเลือกไป อาจมีปัญหาในทางกฎหมายได้ จึงขอให้ สนช.ลงมติเพื่อไม่เลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ เพื่อให้คณะกรรมการสรรหากลับไปแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 17 วรรคสอง ของกฎหมายที่กำหนดไว้ว่า ถ้า สนช.ไม่สามารถเลือก กสทช.ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อ ให้คณะกรรมการดำเนินการสรรหาเพิ่มเติมต่อไป&amp;quot; นายสมชายระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. แย้งว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้เสนอบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. สนช.ควรดำเนินการเลือกตามมาตรา 16 และมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว อีกทั้ง สนช.ไม่มีหน้าที่ในการไปวินิจฉัยว่าใครมีคุณสมบัติครบหรือไม่ เพราะบัญชีรายชื่อที่ สนช.ได้รับมานั้น ได้ผ่านกระบวนการคัดกรองมาแล้วชั้นหนึ่งจากคณะกรรมการสรรหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สนช.จะใช้มติเพื่อยกเว้นการใช้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่ได้ ซึ่งต่างจากการยกเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุม สนช. ที่ สนช.สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย ดังนั้น สนช.ต้องดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น ส่วนสมาชิก สนช.คนใดคิดว่าบุคคลดังกล่าวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งกสทช.ใช้สิทธิในลงคะแนนในทางใดทางหนึ่งต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ได้มีการเผยแพร่คลิปบันทึกเสียงที่อ้างว่าเป็นบรรยากาศการประชุมวิป สนช. เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกในที่ประชุมระบุว่า &amp;quot;ผมได้รับการประสานในวันหยุดว่า ท่านนายกฯ ท่านไม่แฮปปี้กับผู้ที่สรรหามาทั้งหมดทั้ง 14 คน ท่านต้องการใช้อำนาจที่ท่านมีอยู่ ยกเลิกพวกนี้ทั้งหมด ... ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ กสทช.มีเยอะเหลือเกิน กลายเป็นว่าหากพวกนี้ได้เข้าไป ที่จะตามคือที่ปรึกษาต่างๆ ที่อาจจะตั้งผู้ที่ครบวาระกลับเข้ามาเป็นที่ปรึกษา&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7463</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช.ชุดใหม่, การประชุมลับ, นายตวง อันทะไชย, บิ๊กตู่, สนช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad8b66e7c8ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
