<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หากยังมีปัญหาฝุ่นพิษต่อเนื่อง&#039;กทม.&#039;จะงัดมาตรการควบคุมจำนวนรถยนต์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค. 62 - ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงว่า จากการหารือร่วมกับตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมมลพิษ กองบังคับการตำรวจราจร สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย สำนักการโยธา และตัวแทนจาก 50 เขต เพื่อรับทราบประกาศตามพ.ร.บ.สาธารณสุข ฉบับที่ 3 เรื่องการควบคุมพื้นที่เหตุรำคาญ จากผลกระทบเรื่องสภาพอากศ ทั้งกรณีการก่อสร้างที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่นเดียวกับการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในใบอนุญาตการก่อสร้างของภาคเอกชนต่อไปในอนาคต เช่นเดียวกับการเชิญตัวแทนจากเจ้าของอาคารสูงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพื่อขอความร่วมมือในการพ่นละอองน้ำจากตึกสูงอีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า มีพื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่วิกฤติที่ต้องเฝ้าระวังบ้าง นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1.พื้นที่เขตบางคอแหลม บริเวณเลียบถนนตก 2.เขตบางเขน และเขตจตุจักร บริเวณถนนพหลโยธิน 3.เขตบางขุนเทียน บริเวณถนนพระราม 2 4.เขตปทุมวัน บริเวณจามจุรี สแควร์ 5.เขตวังทองหลาง และเขตลาดพร้าว ที่มีงานก่อสร้าง และการจราจร อย่างหนาแน่น โดยได้สั่งการเขตที่รับผิดชอบให้เพิ่มมาตรการ ลดฝุ่นละออง &amp;nbsp;การใช้พื้นที่ให้เหมาะสม ติดตั้งเครื่องพ่นหมอกน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง อาจต้องมีการยกระดับมาตรการ อย่าง การควบคุมจำนวนรถยนต์ในพื้นที่ ในช่วงเวาลาเร่งด่วน ที่ต้องมีการหารือต่อไป ซึ่งฝุ่นละอง pm2.5 นั้น ปัญหาส่วนใหญ่มาจากรถยนต์เป็นหลัก ประกอบกับโครงการก่อสร้าง ภาวะอากาศกดตัว ทำให้อากาศไม่เคลื่อนที่ ทั้งนี้หากเราได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงภาคเอกชน ตนเชื่อว่าปัญหานี้จะดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบริเวณถนนพระราม 2 ที่ติดกับจ.สมุทรสาคร นั้นเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากนั้น รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีโรงงานกว่า 2,000 แห่ง ประกอบกับถนนพระราม 2 มีโครงการปรับปรุงถนน ทำให้บางครั้งอาจเกิดรถติดกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งเราต้องหารือร่วมกันก่อนว่าจะแก้ไขอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้เราประกาศพื้นที่ทั้ง 50 เขต ในกทม.เป็นพื้นที่ควบคุมทั้งหมด ผมเชื่อว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนมากกว่านี้ สำหรับเกณฑ์การกำหนดพื้นที่ควบคุมที่ต้องยกระดับนั้น เราต้องดูเป็นแต่ละพื้นที่ไป ในส่วนการควบคุมการจราจรนั้น จะมีการหารือต่อไปในอนาคตถึงแนวทางการจำกัด โดยที่พี่น้องประชาชนต้องไม่ได้รับผลกระทบ ต่อสุขภาพและการจราจร&amp;rdquo; รองผู้ว่าฯกทม.ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27879</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ควบคุมฝุ่นละออง, นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์, ฝุ่นพิษ, ฝุ่นละอง pm2.5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c5155cfc6809.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อเคาะ20พื้นที่คุมฝุ่นพิษ อึ้ง!ตรวจรถเมล์ไร้ควันดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ส่ง &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; นั่งหัวโต๊ะหามาตรการแก้วิกฤติฝุ่นละออง สั่งกลาโหมประสานเอกชนฉีดพ่นละอองน้ำจากตึกสูงบรรเทาเร่งด่วน เล็งยกเครื่องออก กม.ควบคุมภาพรวมทั้งระบบ &amp;quot;รมว.ทส.&amp;quot; ตั้งวอร์รูมแก้ PM 2.5 จี้ กทม.หากที่ใดค่าเกินมาตรฐานติดกัน 3 วัน ต้องประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ &amp;quot;อัศวิน&amp;quot; แย้มมี 20 จุดเข้าข่ายแล้ว อึ้ง! ตรวจรถเมล์อู่คลองเตยไม่พบควันดำเกินกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม.และ 5 จังหวัดรอบ กทม.ว่า ฝุ่นละอองยังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้หมดในระยะเวลาอันใกล้ได้ จึงต้องหามาตรการที่เหมาะสม ทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะยาว และมาตรการเบาไปหาหนัก ซึ่งวันนี้หารือกัน และจะให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ขับเคลื่อนบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวทั้งระบบหารือภาพรวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มาตรการเร่งด่วนที่ได้ทำไปแล้ว เช่น การฉีดพ่นน้ำสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง วันนี้มีความคิดใหม่ ให้เพิ่มพ่นละอองน้ำจากตึกสูง เช่น จากตึกใบหยกลงมา ซึ่งเอกชนได้เสียสละเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือตรงนี้ด้วย โดยส่วนนี้ขณะนี้กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 ผมไม่ได้ตำหนิว่าใครต้องทำอะไร อย่างที่กล่าวอ้างกันไปก็ทำทุกอัน สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้คือการให้ไปแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน ทั้งในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถช่วยลดมลภาวะนี้อย่างไร ซึ่งมีกฎหมายในการบังคับใช้อยู่แล้ว ต้องไปดู พอบังคับใช้หรือไม่ หรือต้องมีมาตรการพิเศษหยุดเครื่องจักรในช่วงเช้า ช่วงเย็นได้หรือไม่ แต่หากเราไปบังคับมากๆ ก็จะส่งผลกระทบในส่วนอื่นๆ ด้วย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า มีการเสนอว่าหลายประเทศมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ออกมา ซึ่งเป็นกฎหมายเชิงบูรณาการในภาพรวมว่ากลุ่มอุตสาหกรรมในภาคการเกษตร แต่ต้องปรับบริบทให้สอดคล้องกับสังคมไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่านายกฯ ได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ถึงปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม. &amp;nbsp;โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประชุมร่วมกับ กทม.ในวันที่ 29 ม.ค. เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงในช่วงตรุษจีนที่จะมาถึง ซึ่งจะมีการจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง จึงอยากให้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อลดวิธีปฏิบัติดังกล่าวลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตรเป็นประธาน จะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมออกมา&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลาว่าการ กทม. พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุมการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5 )ใน กทม.และปริมณฑล ร่วมกับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นละอองมาจากเครื่องยนต์รถที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์มากกว่าร้อยละ 50 ขณะนี้อยู่ในขั้นแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ซึ่งมี 4 ระดับ หากค่าฝุ่นเกิน 90 ไมโครกรัม (มคก. )/ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) &amp;nbsp;ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง ให้ยกเป็นสถานการณ์รุนแรง ให้อำนาจผู้ว่าฯ กทม.ประกาศกำหนดให้เขตที่มีค่าฝุ่นสูงเป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่เฝ้าระวังคือ กรุงเทพฯ, มหาชัย จ.สมุทรสาคร และอีกหลายพื้นที่ใน จ.สมุทรปราการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตรวจเยี่ยมครั้งนี้นำมาสู่การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ศูนย์หรือวอร์รูมดังกล่าวจะแจ้งข่าวสารปริมาณฝุ่นละอองทุกวัน เช้าและเย็น พร้อมมาตรการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน เป็นการสื่อสารเชิงรุก โดยขอให้ประชาชนยึดข้อมูลจากศูนย์นี้เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบัน กทม.และกรมควบคุมฯ มีสถานีตรวจวัดที่ติดตั้งเครื่องตรวจความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 จำนวน 43 สถานี ไม่ครอบคลุมทุกเขต จะมีการติดตั้งเพิ่มในส่วน กทม. ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดจะหารือกับกระทรวงมหาดไทยด้วย&amp;quot; พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กล่าวว่า ในส่วนแผนระยะกลางและระยะยาวป้องกันปัญหาฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะมีการประชุมวันที่ 4 ก.พ.นี้ เพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหาที่ดำเนินการในระยะเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้จะมีการพิจารณาปรับมาตรฐานการปล่อยฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;จาก 50 มคก./ลบ.ม. เป็น 35 มคก./ลบ.ม. ภายใน 3-5 ปี และลดเป็น 25 มคก./ลบ.ม. ภายใน 10 ปี ซึ่งค่าฝุ่นระดับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอยู่ที่ 25 มคก. &amp;nbsp; เป็นการกำหนดเป้าหมายควบคุมมลพิษอากาศในอนาคต รวมถึงผลักดันกฎหมายที่ควบคุมคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ ผู้ปล่อยมลพิษต้องมีโทษความผิดร้ายแรง เพราะมลพิษทางอากาศเป็นมหันตภัยต่อชีวิตประชาชนประเทศไทยต้องตั้งเป้าและทำให้ได้เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ สั่งให้พิจารณา 50 เขตใน กทม. เขตใดที่เกินค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม. หรืออยู่ในระดับที่สูง ให้ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ แต่ตนขอใช้คำว่าพื้นที่ควบคุมมลภาวะทางอากาศพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ซึ่งขณะนี้เร่งรวบรวมข้อมูลปริมาณค่าฝุ่นละอองเพื่อประกอบการพิจารณา โดยมีพื้นที่สุ่มเสี่ยงกว่า 20 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าจะประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมดังกล่าว เช่น เขตดินแดง, สาทร, บางเขน หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ถนนอินทรพิทักษ์, บางขุนเทียน, ถนนพระราม 2 ติดต่อพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร โดยจะพิจารณาเป็นจุดๆ ไม่ประกาศทั้งเขต คาดว่าภายในวันนี้ (29 ม.ค.) จะสามารถออกประกาศควบคุมพื้นที่ได้ และจะมีมาตรการต่างๆ มารองรับเพื่อลดฝุ่นอันตราย&amp;quot; ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัด กทม. เสริมว่า หากมีการออกประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญแล้ว จะประสานกองบังคับการตำรวจจราจรปิดการจราจรหรือมีมาตรการลดความคับคั่งการผ่านของยานพาหนะ รวมถึงห้ามยานพาหนะบางประเภทที่ก่อมลพิษผ่าน ซึ่งจะช่วยลดฝุ่นละอองได้ ส่วนแหล่งก่อมลพิษอื่นๆ จะมีมาตรการควบคุมที่เข้มข้นมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กทม.จะสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนโดยไม่ปกปิด สุขภาพประชาชนต้องมาก่อน ซึ่งพื้นที่ประกาศควบคุมมลภาวะจะแจ้งข้อมูลไปสู่โรงเรียนในพื้นที่ เพื่อพิจารณางดทำกิจกรรมกลางแจ้งกับนักเรียน หรือถึงขั้นปิดโรงเรียนถ้าจำเป็น เพื่อความปลอดภัยของเด็กด้วย&amp;quot; รองปลัด กทม.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ว่าฯ กทม.จะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ เพื่อแสดงความรับผิดชอบการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เป็นผลสำเร็จ พล.ต.อ.อัศวินตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า &amp;quot;ผมหน้าด้าน จะอยู่ทำงานต่อไป&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;เพื่อกำหนดมาตรการการควบคุมปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในสถานการณ์เฝ้าระวังจนถึงวันที่ 4 ก.พ.นี้ ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้กำหนดมาตรการควบคุมการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ สำหรับพื้นที่เขตที่มีค่าฝุ่นละอองเกิน 51-75 มคก./ลบ.ม. จะประกาศให้คำแนะนำแก่ประชาชนวิธีป้องกันฝุ่นละออง พร้อมทั้งขอความร่วมมือกับเจ้าของโครงการก่อสร้างและสถานประกอบการต่างๆ ให้ควบคุมการก่อสร้างเพื่อลดฝุ่นละอองที่มีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ รวมถึงร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจรในการกำหนดมาตรการควบคุมจุดที่มีการจราจรหนาแน่นเพื่อลดฝุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่เขตที่มีค่าฝุ่นละอองตั้งแต่ 76-100 มคก./ลบ.ม. กทม.จะใช้มาตรการในการเฝ้าระวังและกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ตามมาตรา 25 พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 การกระทำใดที่เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง เขม่า เถ้า หรืออื่นใด ซึ่งเป็นเหตุสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนในพื้นที่ และมีความเป็นอยู่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขและป้องกันการเกิดมลพิษทางอากาศที่จะมีผลกระทบกับประชาชน ในวันที่ 30 ม.ค.62 กทม.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันฝุ่นละอองอย่างเข้มงวด &amp;nbsp;และจะนำมติที่ได้จากการประชุมเสนอเป็นมาตราการให้ผู้ว่าฯ กทม.พิจารณาลงนามและประกาศใช้มาตรการควบคุมในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละออง 76 มคก. ขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. พร้อมด้วยนายสมชาย ราชแก้ว หัวหน้าฝ่ายตรวจการ กองตรวจการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก สำนักงานสิ่งแวดล้อมเขตคลองเตย กรมควบคุมมลพิษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.จร. ลงพื้นที่ตรวจควันดำจากท่อไอเสียรถประจำทาง (ขสมก.) เครื่องยนต์ดีเซล ที่ท่าอู่รถโดยสารประจำทาง ขสมก. (คลองเตย) ถนนสุนทรโกษา เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า อู่ดังกล่าวป็นจุดจอดรถประจำทาง 5 สาย ประกอบด้วย สาย 13, สาย 72, สาย 136, สาย 195, สาย 205 รวมจำนวน 141 คัน โดยขั้นตอนในการตรวจวัดมีการไล่เขม่าค้างเครื่อง ก่อนจะตรวจวัดด้วยเครื่องตรวจควันชนิดทึบแสง จากนั้นเริ่มทำการตรวจวัด 2 ครั้ง โดยค่าจะต้องต่างกันไม่เกิน 5% ผลการสุ่มตรวจยังไม่พบว่ามีรถโดยสารประจำทางขสมก. มีค่าตรวจวัดควันดำเกินกำหนด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27822</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์, พญ.วันทนีย์ วัฒนะ, พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์, พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190129/image_big_5c50680567a7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้นายกหยุดกทม.ยึดหอศิลป์ &#039;ไกรศักดิ์&#039;ลั่นขรก.บริหารเจ๊ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เครือข่ายศิลปินฯ ระดมพลบุกทำเนียบฯ 9 โมงเช้า จี้นายกฯ หยุดผู้ว่าฯ กทม.ยึดหอศิลป์ โต้ไม่ใช่องค์กรค้ากำไรจะขาดทุนได้อย่างไร ยันสร้างชื่อเสียงระดับโลก &amp;quot;ไกรศักดิ์&amp;quot; ลั่นหอศิลป์ต้องเอกเทศจากระบบราชการให้ กทม.บริหารเจ๊งแน่ &amp;quot;อัศวิน&amp;quot; อ้างต้องการพัฒนาพื้นที่ให้ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด แต่หาก ปชช.ไม่เห็นด้วย กทม.ก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีกรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมนำหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันบริหารโดยมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครกลับมาบริหารเอง ทำให้เครือข่ายศิลปินลุกขึ้นมาคัดค้าน โดยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายวสันต์ สิทธิเขต ศิลปินชื่อดัง รางวัลศิลปาธร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;quot;Vasan Sitthiket&amp;quot; ระบุว่า เวลา 9 โมงเช้าวันที่ 15 พ.ค. เครือข่ายศิลปินฯ นัดเจอกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่ง กพ.เพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้หยุดผู้ว่าฯ กทม.ยึดหอศิลป์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เครือข่ายศิลปินแห่งประเทศไทยได้แชร์ข้อความดังกล่าว และนัดหมายกันไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบฯ ให้ยับยั้งแนวคิด กทม.ฮุบหอศิลป์ และให้ กทม.ยึดถือปฏิญญาที่ให้ไว้ต่อพันธมิตรศิลปะและประชาชนเมื่อปี 2548 ณ สวนเบญจสิริ เครือข่ายศิลปินฯ จึงได้เชิญชวนพี่น้องศิลปิน และเครือข่ายประชาชนรักหอศิลป์ เพื่อนหอศิลป์ และสื่อมวลชนไปสำแดงพลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุมพล อภิสุข ตัวแทนเครือข่ายศิลปินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ศิลปินทุกคนในเครือข่ายต่างตกใจว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ขณะที่ข้อมูลอันได้มีการนำเสนอในการประชุมสภา กทม.เมื่อวันพุธที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ไม่ทราบว่าคณะผู้บริหารนำข้อมูลดังกล่าวมาจากไหน ในประเด็นเรื่องงบประมาณที่บอกว่าหอศิลป์ขาดทุนเฉลี่ยปีละ 40 ล้านบาท รวมถึงการกล่าวอ้างว่ามีเก้าอี้สำหรับอำนวยความสะดวกประชาชนไม่เพียงพอ ในส่วนแรกต้องเข้าใจก่อนว่าหอศิลป์ไม่ได้เป็นองค์กรค้ากำไร &amp;nbsp;แล้วจะขาดทุนได้อย่างไร รวมทั้งงบประมาณที่นำเสนอโดยไม่มีการคำนวณรวมกับเงินที่มูลนิธิฯ บริหารจัดการ และได้จากผู้สนับสนุนหลัก แล้วจะกล่าวอ้างว่าหอศิลป์บริหารจัดการอย่างขาดทุนได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแทนศิลปินระบุว่า นับแต่มีการเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา หอศิลป์สร้างชื่อให้ กทม.มากกว่าเงินอุดหนุนที่ กทม.จ่ายมาให้เสียอีก ในแง่ของชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่สำหรับแสดงความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ยังเคยจัดการประชุมศิลปินระดับนานาชาติ รวมทั้งนิทรรศการของศิลปินทั่วโลกมาแล้วอย่างมากมาย ซึ่งก็ไม่ทราบว่า กทม.มองเห็นมุมเหล่านี้หรือไม่ ทั้งนี้ เครือข่ายฯ เตรียมจะยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่อขอให้ยับยั้ง กทม.เดินหน้ากระบวนการดังกล่าว ในเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดูบทเรียนที่ผ่านมาเป็นตัวอย่าง อาทิ พิพิธภัณฑ์เด็กใกล้กับตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งแต่เดิมมีการบริหารจัดการโดยมูลนิธิฯ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง ก่อนเปลี่ยนเป็นการจ้างเอกชนเข้ามาบริหารจัดการ สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างในช่วงแรก หรือหากมองง่ายๆ เพียงแค่ห้องส้วมสาธารณะในพื้นที่ กทม.เขาจ้างเอกชนมาบริหารจัดการ สุดท้ายแค่หลับตาทุกคนคงพอนึกสภาพได้ว่าจะออกมาอย่างไร&amp;quot; นายจุมพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตประธานกรรมการบริหารมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่คิดว่า กทม.จะมีความสามารถในการบริหารหอศิลป์ได้ สาเหตุที่หอศิลป์เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้เพราะบริหารงานเป็นเอกเทศจากระบบราชการ หากการบริหารหอศิลป์ถูกแทรกแซง &amp;nbsp;เช่นผู้มีอำนาจสั่งว่าเสาร์-อาทิตย์นี้ต้องให้คนนั้นคนนี้มาแสดงนะ อย่างนี้เจ๊งแน่ เช่นเดียวกันทุกวันนี้หอศิลป์ กทม.เติบโตจนได้มาตรฐานดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค มีศิลปะและการแสดงหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจะเอาไปให้ผู้อำนวยการด้านวัฒนธรรมของ กทม.บริหารก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะเขาเติบโตมากับระบบราชการ เขาไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม และมีความสามารถพอหรือไม่ที่จะทำให้ประชาชนสนใจและเข้ามาใช้บริการทั้ง 365 วัน การที่ผู้ว่าฯ กทม.ให้สัมภาษณ์ว่าหอศิลป์ขาดแคลนเก้าอี้จนต้องปล่อยให้นั่งกับพื้นนั้น จริงๆ แล้วต้องเข้าใจว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของหอศิลป์ใช้ในการจัดแสดงภาพและนิทรรศการต่างๆ ซึ่งประชาชนต่างเดินชม แต่หากผู้ว่าฯ ต้องการที่จะเอาเก้าอี้มาบริจาคก็ไม่มีปัญหา เพียงแค่ออกแบบเก้าอี้ดีๆ สำหรับการชมภาพ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ระยะหลังหอศิลป์ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวและแสดงออกของกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ อาจทำให้ผู้มีอำนาจในประเทศไม่สบายใจ นายไกรศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องสิทธิของมนุษยชาติและสังคมร่วมสมัยที่ต้องการแสดงความคิดเห็น ซึ่งไม่ใช้ความรุนแรงและสนทนากันด้วยเหตุผล โดยพื้นที่ของหอศิลป์เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด เพราะประเทศอยู่ภายใต้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ และสังคมร่วมสมัยต้องเปิดกว้าง จึงอยากให้ผู้บริหารประเทศมาเดินดูงานที่หอศิลป์ หรือมาฟังสิ่งที่เขาพูดกันบ้าง &amp;nbsp;เพราะจะได้ประโยชน์แก่ตัวท่านเอง ซึ่งสามารถเอาไปใช้เป็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมทั้งปัญหาของ กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะดูแลรับผิดชอบสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว กล่าวว่า ผู้บริหาร กทม.จะประชุมพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการบริหารหอศิลป์ ในที่ประชุมผู้บริหาร กทม. ครั้งที่ 12/2561 วันที่ 15 พ.ค. โดยสำนักวัฒนธรรมฯ จะรายงานรายละเอียดเพิ่มเติมในที่ประชุม สำหรับแนวคิดการนำหอศิลป์กลับมาบริหารเองนั้นได้พูดคุยกันหลายครั้ง เนื่องจาก กทม.ต้องอุดหนุนงบประมาณปีละ 40 ล้านบาทเกือบทุกปี จนสภา กทม.ไม่เห็นชอบให้ กทม.อุดหนุนงบประมาณเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่างบประมาณดังกล่าวมูลนิธิหอศิลป์น่าจะนำไปทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ทำให้หอศิลป์ได้รับการอุดหนุนงบประมาณในส่วนของรายจ่ายอื่นเท่านั้น &amp;nbsp;อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประกอบกับการที่ถูกสภา กทม.ตั้งข้อสังเกตว่าการลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เมื่อปี 2554 &amp;nbsp;เพื่อมอบสิทธิ์ให้มูลนิธิหอศิลป์เป็นผู้บริหารจัดการเป็นเวลา 10 ปี โดยจะสิ้นสุดในปี 2564 ขณะที่ &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.เล็งเห็นความยากลำบากของบรรดาเหล่านักเรียนและนักศึกษาที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่หอศิลป์ ตามที่ให้ข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้คือ พื้นที่เรียนรู้ที่หอศิลป์จำเป็นต้องจัดหา แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกระแสข่าวการนำหอศิลป์กลับมาบริหารเอง เพื่อเลี่ยงการจัดกิจกรรมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น นายทวีศักดิ์ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะหากย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์การจัดตั้งหอศิลป์แล้ว เพื่อเป็นพื้นที่ส่งเสริมความรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมหลากหลายแขนงแก่ประชาชน รวมถึงเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาใช้สอยดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อ กทม.นำหอศิลป์กลับมาบริหารเองแล้วจะบริหารจัดการอย่างไรบ้างนั้น กทม.โดยสำนักวัฒนธรรมฯ จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่ง กทม.อยากให้มีพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น ส่วนพื้นที่ด้านศิลปะหรือการจัดกิจกรรมอื่นใดยังคงเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิม ซึ่ง พล.ต.อ.อัศวินมีแนวคิดเพียงอยากปรับปรุงให้ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;แฟนเพจผู้ว่าฯ อัศวิน&amp;quot; ระบุว่า &amp;quot;Ars longa, vita brevis&amp;quot; ประโยคดังกล่าวได้รับการแปลอย่างลึกซึ้งโดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีใจความว่า &amp;quot;ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น&amp;quot; แสดงถึงความสำคัญของศิลปะ ตนก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการสนับสนุนให้ประชาชนมีพื้นที่สาธารณะ ปราศจากการแทรกแซงเพื่อสร้างสรรค์งานศิลป์ ไม่ว่าจะใช้เพื่อการแสดงออก เพื่อศึกษาหรือร่วมแบ่งปันงานศิลป์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของประเทศที่ใช้ในการทำกิจกรรมเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากที่มีกระแสข่าวในทำนองว่า กทม.จะนำพื้นที่ในหอศิลป์ทั้งหมดไปทำอย่างอื่น หรือกระทั่งนำไปทำห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงแคมเปญคัดค้านการที่ กทม.จะเข้ามาบริหารจัดการหอศิลป์ด้วยตนเองนั้น &amp;nbsp;กทม.ไม่เคยคิดและไม่มีทางที่จะทำลายสถานที่แสดงศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศเรา เพียงแต่เราต้องการพัฒนาสถานที่แห่งนี้ให้ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันพื้นที่บางส่วนของหอศิลป์ยังไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ เราต้องการนำพื้นที่เหล่านั้นมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ หนึ่งในแนวทางที่อยากจะปรับปรุงคือ การนำพื้นที่เหล่านั้นมาปรับให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนได้เข้ามาใช้ สร้างสรรค์งานศิลป์ ทำงาน พบปะ และ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือที่เรียกกันว่า co-working space ในส่วนนิทรรศการก็ยังจะต้องใช้เพื่อแสดงงานศิลปะและวัฒนธรรมอย่างเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่การที่ กทม.จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์นั้น อาจติดด้วยระเบียบและกฎหมายการมอบกิจการให้มูลนิธิ กทม.จึงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่เหล่านั้น เพื่อให้ทุกคนมีพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และดึงดูดให้ประชาชนสนใจงานศิลป์มากขึ้น สำหรับแนวทางการพัฒนานั้นอาจมีการดึงผู้ที่เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนา ผมเชื่อมั่นว่าศิลปะเป็นเรื่องของอิสระทางความคิดและจินตนาการ ศิลปะเป็นสิ่งจรรโลงใจหาใช่เพื่อวัตถุประสงค์ใด และสถานที่แสดงศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแห่งนี้จะต้องยังคงอยู่เพื่อประชาชนทุกคน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวินระบุด้วยว่า &amp;quot;สุดท้ายนี้ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย กทม.ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพัฒนาในพื้นดังกล่าวครับ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9187</URL_LINK>
                <HASHTAG>co-working space, กทม.ฮุบหอศิลป์, นายจุมพล อภิสุข, นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์, นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, ระดมพลบุกทำเนียบฯ, สิทธิของมนุษยชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรค้ากำไร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af98cf8774d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองผู้ว่ากทม.แจงยิบปมฮุบหอศิลป์! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.61 - นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;(กทม.)&amp;nbsp;ในฐานะดูแลรับผิดชอบสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวกล่าวว่า ผู้บริหารกทม.จะมีการประชุมพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการบริหารหอศิลป์ฯ ในที่ประชุมผู้บริหารกทม. ครั้งที่ 12/2561 วันที่ 15 พฤษภาคม โดยสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวจะรายงานรายละเอียดเพิ่มเติมในที่ประชุม สำหรับแนวคิดการนำหอศิลป์ฯ กลับมาบริหารเองนั้น ได้มีการพูดคุยกันหลายครั้ง เนื่องจากกทม.ต้องอุดหนุนงบประมาณปีละ 40 ล้านบาทเกือบทุกปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนสภากทม.ไม่เห็นชอบให้กทม.อุดหนุนงบประมาณเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่างบประมาณดังกล่าวทางมูลนิธิหอศิลป์ฯ น่าจะนำไปทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ทำให้หอศิลป์ฯ ได้รับการอุดหนุนงบประมาณในส่วนของรายจ่ายอื่นเท่านั้น อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น ประกอบการถูกสภากทม.ตั้งข้อสังเกตว่าการลงนามความร่วมมือ&amp;nbsp;(เอ็มโอยู)&amp;nbsp;เมื่อปี 2554 เพื่อมอบสิทธิให้มูลนิธิหอศิลป์ฯ เป็นผู้บริหารจัดการเป็นเวลา 10 ปี โดยจะสิ้นสุดในปี 2564 ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.เล็งเห็นความยากลำบากของบรรดาของเหล่านักเรียนและนักศึกษาในการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่หอศิลป์ฯ ตามที่ให้ข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ คือ พื้นที่เรียนรู้ที่ทางหอศิลป์ฯ จำเป็นต้องจัดหา แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร จึงมีแนวคิดดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวการนำหอศิลป์ฯ กลับมาบริหารเอง เพื่อเลี่ยงการจัดกิจกรรมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะหากย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์การจัดตั้งหอศิลป์ฯ แล้ว เพื่อเป็นพื้นที่ส่งเสริมความรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมหลากหลายแขนงแก่ประชาชน รวมถึงเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาใช้สอยดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากถามต่อว่าเมื่อกทม.นำหอศิลป์ฯกลับมาบริหารเองแล้ว จะบริหารจัดการอย่างไรบ้างนั้น กทม.โดยสำนักวัฒนธรรมฯ จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดเข้ามาบริหารจัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งกทม.อยากให้มีพื้นที่เรียนรู้เรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น ส่วนพื้นที่ด้านศิลปะหรือการจัดกิจกรรมอื่นใดยังคงเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิม ซึ่งพล.ต.อ.อัศวิน มีแนวคิดเพียงอยากปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยรายละเอียดต่างๆ นั้น ผู้บริหารกทม.และผู้เกี่ยวข้องจะร่วมพิจารณาโดยละเอียดต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9157</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์, หอศิลป์, หอศิลป์กรุงเทพฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af96482c84d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2018 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉเด็กชายขายตัว เกร่อสนามหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส.ก.เสนอแก้กฎหมาย ขออำนาจให้ กทม.จัดระเบียบสางปัญหาขอทาน คนไร้ที่พึ่ง ผู้ค้าประเวณีรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เผยเด็กชายขายตัวแนวโน้มพุ่ง กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 เมษายนนี้ มีการประชุมสภา กทม. สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 1) ประจำปี พ.ศ.2561 โดยมี ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภา กทม., พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม., นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัด กทม. สมาชิกสภา กทม. คณะผู้บริหาร และข้าราชการระดับสูง เข้าร่วมประชุม โดยมีระเบียบวาระที่น่าสนใจ ได้แก่ ญัตติของนายไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ สมาชิก ส.ก. เสนอให้จัดระเบียบการบูรณาการบริหารจัดการเมืองในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีและเหมาะสม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพฑูรย์กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมและวัฒนธรรมในยุครัตนโกสินทร์ที่มีศิลปวัฒนธรรมที่สวยงาม อาทิ พระบรมมหาราชวัง ศาลหลักเมือง วัดต่างๆ อีกทั้งมีสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานอัยการสูงสุด ศาลฎีกา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก แต่มีบุคคล 3 กลุ่มที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เกาะรัตนโกสินทร์ และทำให้คุณค่าของบรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ลดลง ได้แก่ กลุ่มที่ 1.กลุ่มที่ดำรงชีวิตด้วยการขอทาน ทั้งการวางขันให้คนมาหยอดเงิน 2.กลุ่มคนไร้ที่พึ่งพิง คนเร่ร่อน และ 3.กลุ่มคนค้าประเวณี ที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ที่น่ากลัวคือปัจจุบันมีเด็กผู้ชายขายตัวเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพฑูรย์กล่าวอีกว่า การยื่นญัตติครั้งนี้ต้องการจัดระเบียบพื้นที่โดยให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบการดูแลขอภาครัฐภายใต้กรอบกฎหมาย อาทิ มีที่พัก มีอาหาร มีการฝึกอาชีพให้ ขอเสนอให้ กทม.ดำเนินการดังนี้ 1.ประสานหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาคนขอทาน คนไร้ที่พึ่ง และคนค้าประเวณีบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ 2.ให้ กทม.ยื่นเรื่องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแต่งตั้งข้าราชการ กทม.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557 3.จัดให้คนขอทาน คนไร้ที่พึ่ง และกลุ่มค้าประเวณีไปอยู่ในความดูแลในระบบของรัฐตามกฎหมาย 4.ดำเนินการให้ฝ่ายบริหาร กทม.เข้าไปเป็นกรรมการในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 และ 5.ศึกษาปรับปรุงกฎหมาย ให้ กทม.มีอำนาจจัดการปัญหานี้ได้อย่างถาวร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม.ตระหนักถึงพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ที่มีทั้งศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน และสถานที่ราชการสำคัญ ซึ่ง กทม.มีแผนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ในภาพรวม ส่วนการดูแลจัดระเบียบบุคคลทั้ง 3 กลุ่มนั้น กทม.เคยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด เช่น บ้านอิ่มใจของ กทม. ที่สามารถรองรับคนไร้ที่พึ่งได้ 200 คน มีอาหารไว้บริการ นอกจาก 3 กลุ่มนี้แล้วยังมีปัญหาต่างด้าวในพื้นที่อีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6479</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอทาน คนไร้ที่พึ่ง, จัดระเบียบสางปัญหา, นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์, ผู้ค้าประเวณี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เด็กชายขายตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac4d8a6b6dc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
