<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.คงดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจยังดิ่ง ลุ้นไตรมาส4ฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มติเอกฉันท์! &amp;ldquo;กนง.&amp;rdquo; คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ต่อปี หลังประเมินจีดีพีปีนี้ยังโต 0.7% ชี้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ดิ่งสุด ก่อนทยอยฟื้นตัว เชื่อแผนกระจายวัคซีนดีขึ้น พ่วงมาตรการล็อกดาวน์ปัจจัยหนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 กันยายน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กนง. ว่าที่ประชุม กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.5% ต่อปี พร้อมทั้งประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับคาดการณ์ในการประชุมครั้งก่อนที่ 0.7% และปี 2565 ที่ 3.9% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ระยะต่อไปมองว่าการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เร็วกว่าคาดการณ์จะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไตรมาส 3/2564 จะเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจ เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่การกระจายวัคซีนที่เร็วและดีขึ้นมาก รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เร็วกว่าคาดการณ์ จะส่งผลดีให้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้าให้สามารถทยอยฟื้นตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้คือการดำเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดย กนง.เห็นว่ามาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่องยังมีความสำคัญ มาตรการการคลังควรเร่งสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเน้นการสร้างรายได้และเตรียมมาตรการเพื่อฟื้นฟูและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง สำหรับมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อควรเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและลดภาระหนี้ อาทิ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ และมาตรการอื่นๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เห็นผลในวงกว้างและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2564 นั้น มองว่ามีทั้งปัจจัยบวก อาทิ การอั้นของการอุปโภคบริโภคภาคประชาชนที่คาดว่าจะมีปริมาณมาก แต่ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การควบคุมการแพร่ระบาดที่อาจจะช้ากว่าที่คาด ดังนั้นกรณีที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวที่ 0.7% ยังมีความไม่แน่นอนในช่วงไตรมาส 4/2564 กดดันอยู่ ด้านตลาดแรงงานมีแนวโน้มปรับดีขึ้น จากรายได้ของแรงงานในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปี 2565 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ และการส่งออกจะยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเซมิคอนดักเตอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ ได้แก่ การระบาดและการกลายพันธุ์ของโควิด-19 มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด นโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความเชื่อมั่นภาคเอกชนและภาคธุรกิจ และความต่อเนื่องของแรงสนับสนุนของมาตรการรัฐในด้านต่างๆ รวมถึงความคลี่คลายของปัญหาในภาคการผลิตที่ถูกกระทบจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และปัญหาเซมิคอนดักซ์เตอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสภาพคล่องในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง โดยการกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคครัวเรือน ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่ออกมาช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นจากช่วงก่อนหน้าจากการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และจะติดตามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ พัฒนาการของมาตรการควบคุมการระบาดในประเทศ รวมทั้งความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118280</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ต่อปี, นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_60924564ded90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาโควิดทุบศก.ทรุดยาว กนง.คงดอกเบี้ยหั่นจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนง.เสียงแตก 4 ต่อ 2 คงดอกเบี้ย 0.5% หั่นจีดีพีรอบด่วนพิเศษปีนี้เหลือโตแค่ 0.7% ผวาโควิดระบาดกระทบหนักกว่าประเมิน จับตาเตะฝุ่นเกือบ 3 ล้านคน กกร.หวั่นไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย &amp;nbsp;ปรับลดจีดีพีอยู่ที่ -1.5-0% ชงมาตรการเยียวยา-ขยายเพดานหนี้ นำเข้าวัคซีนเสรี ลดภาษีซื้อชุดตรวจโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กนง.มีมติ 4 &amp;nbsp;ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากกว่าที่ประเมิน และมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลดลงเหลือ 0.7% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% และปี &amp;nbsp;2565 ลดลงเหลือ 3.7% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.9% เนื่องจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังอยู่ในระดับสูง ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โจทย์สำคัญคือการเร่งควบคุมการระบาดและกระจายวัคซีน &amp;nbsp;เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้กลับมาขยายตัว ขณะที่มาตรการด้านการเงินการคลังจะต้องเร่งช่วยผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและทันการณ์ยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ช่วงยากลำบากหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยการช่วยเหลือต้องเร่งผลักดันผ่านการกระจายสภาพคล่องและลดภาระหนี้ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่ามาตรการการเงินจะมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ขณะที่กรรมการ 2 คนเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นมาตรการเสริมในการช่วยพยุงเศรษฐกิจและรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การทบทวนตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการทบทวนเพิ่มเป็นพิเศษจากรอบปกติ โดยปรับลดลงตามการบริโภคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงมากในปีหน้า ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการและอาชีพอิสระ โดยเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ จากการระบาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน รายได้และการจ้างงาน เพิ่มเติมจากผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งคณะกรรมการจะติดตามปัจจัยดังกล่าวอย่างใกล้ชิด&amp;rdquo; เลขานุการ กนง.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กนง.ได้ติดตามสถานการณ์การจ้างงานอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าจากมาตรการล็อกดาวน์ 29 จังหวัด มีสัดส่วน 78% ของจีดีพี &amp;nbsp;และ 43% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้ตลาดแรงงานแย่ลงไปอีกจากการระบาดที่ยังยืดเยื้อ นับเป็นปัญหาว่างงานที่วิกฤติกว่าในอดีต โดยขณะนี้มีผู้เสมือนว่างงาน 2.8 ล้านคน ว่างงานระยะยาว 2 &amp;nbsp;แสนคน และแรงงานย้ายถิ่นเพิ่มขึ้น 1.6 ล้านคน แต่หากรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ให้กลับมาได้ในช่วงต้นไตรมาส 4/2564 &amp;nbsp;ลดการกักตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 0 วัน ไตรมาส 2/2565 &amp;nbsp;คาดว่าจะมีนักท่องเทึ่ยวในปีนี้ที่ 1.5 แสนคน และกลับมาที่ &amp;nbsp;6 ล้านคนในปีหน้า แต่หากคุมได้ช่วงปลายไตรมาส 4/2564 ลดการกักตัวช่วงไตรมาส 3/2565 จะส่งผลให้ปีนี้เหลือนักท่องเที่ยว 1 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์กล่าวว่า กนง.จะติดตามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ การกระจายและประสิทธิภาพของวัคซีน &amp;nbsp;สถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศ ความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือน ส.ค. เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังวิกฤติและเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องยังสนับสนุนการส่งออกของไทยในระยะต่อไป กกร.จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 เป็น -1.5% ถึง 0.0% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ ด้านการส่งออก กกร. คาดว่าจะขยายตัว 10.0% ถึง 12.0%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ประชาชนทั่วประเทศยังทำได้ช้า ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่ยังต้องจำกัดกิจกรรมเศรษฐกิจตลอดไตรมาสที่ 4 รวมถึงลดทอนความเป็นไปได้หรือประโยชน์ของแผนการเปิดประเทศ ดังนั้นเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีจึงอยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวได้ยาก และเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2564 เข้าสู่ภาวะถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งก็ตาม&amp;quot; นายผยงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการยกระดับและขยายพื้นที่ครั้งนี้เป็นการปรับตามสถานการณ์ที่มีการระบาดในต่างจังหวัดเพิ่ม โดยประเมินผลกระทบเพิ่มเติมเป็น 300,000-400,000 ล้านบาท (พื้นที่สีแดงเข้ม มีสัดส่วนถึง 78% &amp;nbsp;ของจีดีพีประเทศ) สถานการณ์ตอนนี้มีการยกระดับใกล้เคียงเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;และเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชน จึงเสนอขอขยายเวลาการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 90% ออกไปอีก 1 ปี ของการจัดเก็บภาษี ปีภาษี 2565 (ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.65 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 65) รวมถึงเสนอภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันความเสียหายผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็น 60% ขึ้นไป &amp;nbsp; และขอกรมสรรพากรยกเว้นภาษีเอสเอ็มอี 3 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ขอให้ภาครัฐอนุญาตให้เอกชนนำเข้าวัคซีนได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องผ่านผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายและหน่วยงานรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลจากภาครัฐ โดยภาครัฐเป็นผู้ออกใบสั่งซื้อและออกค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;พร้อมทั้งให้ อย.เร่งอนุมัติวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ โดยไม่ต้องรอบริษัทวัคซีนนำเอกสารมายื่น ขณะเดียวกันขอให้ภาครัฐสนับสนุนการลดหย่อนภาษี 2 &amp;nbsp;เท่า สำหรับภาคเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดตรวจโควิด-19 แบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit) และค่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 และให้เอกชนช่วยดำเนินการสนับสนุนการผลิตและจัดหายา &amp;quot;ฟาวิพิราเวียร์&amp;quot; ที่กำลังมีความต้องการสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายผยงกล่าวว่า ภาครัฐต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่วิกฤติและถลำลึกกว่าที่คาดไว้มาก ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นโดยเตรียมความพร้อมในเรื่องความเพียงพอของงบประมาณ เพดานหนี้สาธารณะควรขยายให้มากกว่า 60% ต่อจีดีพี เป็น &amp;nbsp;65-70% เพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติ รวมไปถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางผ่อนคลายนโยบายการเงินและมาตรการกับสถาบันการเงินเพิ่มเติม ภายใต้ข้อจำกัดที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ใกล้ระดับ &amp;nbsp;0% เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินประเทศ. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112249</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชงมาตรการเยียวยา-ขยายเพดานหนี้, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส, ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a4acdae819.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
