<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิธา&#039;ปัดตอบนายทุน&#039;ว.&#039;เลี้ยงงูเห่า จ่อลงพื้นที่4ส.ส.ฟ้องปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 64 - ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมหัวหน้าแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อสรุปภาพรวมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุม ถึงกระแสข่าวมีนายทุน ว. เข้ามาแทรกแซงในพรรคว่า เบื้องต้นมีคณะกรรมการวินัยของพรรคดูอยู่ แต่ยังไม่ได้ทำอะไรที่ขัดต่อจริยธรรมพรรค หากมีการกระทำที่ส่งผลต่อเอกภาพของพรรคหรือทำให้เกิดความเสียหาย รวมถึงขัดต่อข้อบังคับ ยืนยันจะไม่เอาไว้แน่นอน จะจัดการให้เด็ดขาด ขณะเดียวกันก็ต้องดูว่าเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่มี 4 ส.ส. ก้าวไกล โหวตสวนมติพรรค ถือว่าผิดหวัง แต่ไม่ผิดจากที่คาดไว้ หลังจากนี้หลังปิดสมัยประชุมสภา เตรียมนำ ส.ส.ลงพื้นที่ของ 4 ส.ส. เช่น จ.เชียงราย จ.ชลบุรี เพื่อขอโทษและรับฟังปัญหา เนื่องจากกลุ่ม ส.ส. ดังกล่าวถูกลงโทษห้ามทำกิจกรรมกับพรรค โดยช่วงนี้คงต้องให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อในแต่ละจังหวัดทำงานแทนไปก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในวันที่ 23 ก.พ.คณะกรรมการวินัยของพรรค จะมีการหารือแนวทางการลงโทษ 4 ส.ส. ด้วย ยืนยันจะไม่ขับออกจากพรรค เพราะจะเหมือนเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา ในฐานะหัวหน้าพรรคจะให้ความสำคัญกับคนที่เห็นความสำคัญกับพรรคเท่านั้น นอกจากนี้ในเดือนหน้า พรรคเตรียมดำเนินการตามหลักสูตรการเมืองของพรรค เพื่อเตรียมพร้อมคัดคนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ส.ส ในครั้งต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93822</URL_LINK>
                <HASHTAG>4ส.ส.งูเห่า, ก้าวไกล, นายทุน, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_60333402857bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 12:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ร้องผู้ตรวจแผ่นดิน สอบ3ปมมาตรการรัฐบาลเอื้อเจ้าสัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค. 64 - ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน&amp;nbsp; เมื่อเวลา 10.00 น. นายศรีสุวรรณ จรรยา&amp;nbsp; เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน&amp;nbsp; ขอให้ตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริง&amp;nbsp; มาตรการของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการแพร่เชื้อไวรัสโควิด -19&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวม 3 กรณี&amp;nbsp; คือ กรณีการปิดตลาดนัดชุมนุม ภายหลังมีการตรวจพบประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) หรือคณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัดมักใช้มาตรการปิดตลาดนัด เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กเดือดร้อน&amp;nbsp; ทั้งที่พื้นที่ตลาดนัดเป็นสถานที่โล่ง&amp;nbsp; โอกาสแพร่ระบาดน้อยกว่าในห้องแอร์หรือในห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อ&amp;nbsp; เป็นการเลือกปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญและเอื้อกลุ่มทุน ห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีการผลิตหน้ากากอนามัยของโรงงานที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ สร้างและมอบให้กับทางราชการ โรงงานดังกล่าวว่าส่งมอบตั้งแต่เดือนเม.ย.2563&amp;nbsp; มีกำลังการผลิต 1 แสนชิ้นต่อวัน&amp;nbsp; จนถึงปัจจุบันน่าจะมีหน้ากากกว่า&amp;nbsp; 30 ล้านชิ้น&amp;nbsp; แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ประชาชนกลับยังต้องหาหน้ากากอนามัยอย่างยากลำบาก และไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้หน้ากากดังกล่าวอยู่ที่ไหน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือว่าโรงงานดังกล่าวไม่ได้ผลิตตามที่โฆษณาไว้จริง&amp;nbsp; หรือมีการลักลอบนำเอาหน้ากากไปขายในตลาดมืด&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังมีกระแสวิพากาวิจารณ์ว่าร้านสะดวกซื้อในเครือซีพี ขายหน้ากากอนามัยแพงกว่าราคาตามที่กฎหมายควบคุม&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และกรณีการนำวัคซีนโควิด-19&amp;nbsp; มาฉีดให้คนไทยล่าช้า เนื่องจากปลายเดือนพ.ย. 2563&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานลงนามสัญญาจัดหาวัคซีนกับบริษัท แอสตราเซนเนก้า&amp;nbsp; ซึ่งจะมีการส่งมอบวัคซีนชุดแรกกลางปีหน้า 26 ล้านโดส ทั้งที่ประเทศอื่นในภูมิภาคมีการฉีดไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การที่รัฐบาลจัดหาวัคซีนจากบริษัท ชิโนแวค ไบโอเทค&amp;nbsp; ของจีน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งมีข่าวว่าบริษัทเจ้าสัวเมืองไทย&amp;nbsp; เข้าไปถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวด้วย&amp;nbsp; ดังนั้นกรณีดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันหรือไม่&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งกรณีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ไม่มีการรับรองวัคซีนของบริษัทต่างๆ&amp;nbsp; ที่มีการเริ่มใช้ไปแล้ว&amp;nbsp; ทั้งนี้หาก อย.รับรองวัคซีนแล้วจะทำให้โรงพยาบาลเอกชนที่มีศักยภาพ สามารถจัดซื้อจัดหาวัคซีนมาบริการประชาชนได้รวดเร็วขึ้น แม้จะมีราคาแพง&amp;nbsp; แต่คนที่มีกำลังซื้อก็จะสามารถเข้าถึงวัคซีน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จึงขอให้ผู้ตรวจฯ แสวงหาข้อเท็จจริง ทั้ง&amp;nbsp; 3 กรณี&amp;nbsp; เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลิกใช้อำนาจและเลือกปฎิบัติกรณีปิดตลาดนัดแต่ไม่ปิดห้างสรรพสินค้า และควรมีมาตรการชดเชยความเสียหายให้กับพ่อค้า แม่ค้า&amp;nbsp; &amp;nbsp;และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องหน้ากากของบริษัท ซีพี ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณทุกเดือนว่าหน้ากากอนามัยดังกล่าว นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่&amp;nbsp; รวมทั้งตรวจสอบกี่ที่รัฐบาลจัดหาวัคซีนล่าช้า มีอะไรซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้รัฐบาลสั่งให้ อย.รับรองวัคซีนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89437</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายทุน, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, วัคซีน, ศรีสุวรรณ จรรยา, เจ้าสัว, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210111/image_big_5ffbdc454007e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อุตตม&#039;แจงพ.ร.ก.กู้เงินพยุงเศรษฐกิจรักษาSMEไม่ได้อุ้มนายทุนรายใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อการอภิปรายของนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ถึงการจัดการเกี่ยวกับภัยโควิด โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ต้องการเกิดผลกระทบรุนแรงจนกระทบเศรษฐกิจ จึงได้จัดการด้านสาธารณสุขเป็นอันดับแรกและดำเนินการไปได้ดี ส่วนด้านเศรษฐกิจเรามุ่งเน้นเรื่องการเยียวยาปัญหาขาดสภาพคล่องสำหรับประชาชน ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs โดยมีมาตรการต่างๆออกมา และส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วันนี้รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการ เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายเล็กเพื่อให้ก้าวสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะมาถึง ซึ่งไม่ใช่แค่การเอาเงินเยียวยาให้ประชาชนเท่านั้น แต่มีทั้งเรื่องเยียวยาและฟื้นฟูที่ได้พยายามให้ดำเนินการต่อเนื่องและสอดรับกับแผนพัฒนาประเทศยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ แต่ก็จำเป็นต้องมีตัวเงินใส่เข้าไปในแผนฟื้นฟู แต่จะไม่ใช่มาตรแต่เรื่องเยียวยา เพราะ ขณะที่ผู้ประกอบพยายามปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่หรือ New Normal ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สภาพคล่องในการปรับตัวเอง โดยรัฐบาลกำลังดำเนินการกับภาคส่วนต่างๆในการออกมาตรการที่ไม่ใช่ตัวเงินออกมา เช่นการเสริมทักษะสร้างงาน สร้างบุคลากร โดยเน้นในพื้นที่ในระดับชุมชนเป็นหลักโดยภาคเครือข่ายต่างๆไปพร้อมกัน มีพรก.เงินกู้เพื่อการเยียวยา 4 แสนล้านบาท มาสอดรับกับสิ่งเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินมาตรการเยียวยาเราพยายามให้ตรงเป้าหมายที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องความเร่งด่วนที่จะต้องเข้าไปดูแลอย่างรวดเร็ว ภายใต้ระบบของประเทศที่มีอยู่ และข้อมูลที่มี หลายอย่างเราอยากทำให้เร็วกว่านี้แต่ก็จำเป็นต้องเยียวยาให้ถูกคน และใช้งบประมาณอย่างรัดกุมคุ้มค่าเพราะเป็นเงินของชาติ จึงจำต้องใช้เวลา แต่เมื่อดำเนินการไปก็มีการปรับปรุง และรับฟังคำติชม ทักท้วงและปรับจนสามารถดำเนินการอย่างที่ได้เห็นผลแล้วในวันนี้สำหรับการดูแลกลุ่มต่างๆด้วยกลไกและมาตรการที่มีอยู่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นการกู้เงินและการบริหารจัดการภาระหนี้ของประเทศ ขอชี้แจงว่ากระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีแผนการระดับสากลเพราะมีประสบการณ์พอสมควร โดยจะใช้ตราสารการเงินในรูปแบบที่ดี เพื่อกระจายความเสี่ยง เพิ่มความสมดุลย์ ไม่กระทบส่วนใดของตลาดเงินมากเกินไป เช่นเครื่องมือระยะยาวมีการออกพันธบัตรรัฐบาล และพัมธบัตรออมทรัพย์ที่ออกไป โดยต้องการให้ประชาชนมีโอกาสได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาโควิดครั้งนี้ โดยผ่านการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ และยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ลงทุนในภาวะนี้ที่ดอกเบี้ยธนาคารต่ำ ประชาชนเข้าถึงกำหนดได้เพราะกำหนดซื้อได้อย่างต่ำ1 พันบาท ไม่เกินคนละ 2 ล้านบาท เพราะต้องการให้กระจายไปถึงประชาชนรายย่อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การกู้ระยะสั้นก็มีเครื่องมืออื่นเช่น ตั๋วเงินคลัง สัญญาใช้เงินต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามีการกู้ไปแล้ว 1.7 แสนล้านบาท ต้นทุนเฉลี่ย อยู่ที่ร้อยละ1.5 เป็นอัตราที่สอดคล้องกับภาวะตลาดเงิน ตลาดทุนในปัจจุบัน หากในอนาคตมีการเปลี่ยนไปก็จะดูแลให้การระดมเงินผ่านการกู้ต่างๆให้สอดรับกับสภาวะของตลาดด้วย ส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555 อัตราส่วนอยู่ที่ร้อยละ 40 แต่เราจำต้องกู้เพื่อมาสู้กับโควิดได้ ทำให้อัตราส่วนจำเป็นต้องขึ้นไปสูงขึ้น มิเช่นนั้นจะสู้ภัยไม่ได้ แต่หากไม่มีภัยนี้แล้วตนเชื่อว่าหนี้สาธารณะก็อยู่ในระดับร้อยละ40 กว่าต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตมกล่าวว่า สำหรับประเด็นข้อกฎหมายที่ว่าพ.ร.ก. บีเอสเอฟ ฉบับที่ 3 ให้อำนาจรมว. คลังมากเกินควร ขอเรียนว่าไม่ได้ให้อำนาจเกินควร เพราะในมาตรา 5 แม้จะให้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเพื่อให้การดำเนินการตามพ.ร.ก.ความสามารถดำเนินการได้โดยไม่เกิดอุปสรรคและความเสียหายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไม่อาจปล่อยให้เนิ่นนานล่าช้าในภาวะเช่นนี้ อย่างไรก็ตามการใช้อำนาจของรัฐมนตรีนี้ยังต้องอยู่ภายใต้หลักของการสุจริตโปร่งใส และการขัดกันของผลประโยชน์ แม้จะให้ถือว่าคำ&amp;rdquo;วินิจฉัย&amp;rdquo;ของรัฐมนตรีถือเป็นที่สุด แต่ก็ในเชิงบริหารเท่านั้น การใช้อำนาจการบริหารยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมของศาลตามหลักการแบ่งแยกอำนาจตามปกติ ไม่ได้ให้อำนาจสูงสุดแต่รัฐมนตรีเทียบเท่าศาล เนื่องจากการวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ตัดสิทธิ์ในกระบวนการทางศาลแต่อย่างใด หากไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยก็สามารถใช้กระบวนการทางศาลตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐมนตรีคลังได้ในทุกเวลา และรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรา19 วรรคหนึ่งที่มองว่าการกำหนดให้ธปท.โดยความเห็นชอบของรมว. คลังมีอำนาจซื้อขายตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ไม่ใช่ตราสารหนี้ออกใหม่นั้น เป็นการให้อำนาจรัฐมนตรีที่ขัดต่อมาตรา 77 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญ ขอชี้แจงว่ามาตรา 19 วรรคหนึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขในการใช้ดุลพินิจไว้ 2 เงื่อนไข คือ 1 .ต้องเป็นกรณีที่ตราสารหนี้ประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างร้ายแรงอันเนื่องมาจากโควิด19 และ2.มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินโดยรวม ถือเป็นกรณีที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของธปท.และรมว. คลังไว้แล้ว และยังกำหนดให้มีผู้พิจารณา2 ขั้นตอน เพื่อความรอบคอบโดยผ่านการพิจารณาของธปท.และรมว.คลัง ส่วนเรื่องระยะเวลาการใช้ดุลพินิจ เนื่องจากเป็นกรณีเร่งด่วน ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักของการพิจารณาของธปท.และรมว. คลัง จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้บริการในภาวะเช่นนี้ จึงยืนยันว่าบทบัญญัติมาตรา 19 ของพรก.นี้ไม่ได้ต่อมาตรา 77 วรรค 3แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอยืนยันว่ากองทุนบีเอสเอฟไม่ได้อุ้มบริษัทใหญ่หรือบริษัทที่ออกตราสารใด แต่มีความจำเป็นจริงที่เราต้องดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ออกหุ้นกู้เท่านั้นไม่ว่าขนาดแค่ไหน แต่สำคัญคือเกี่ยวข้องกับประชาชนที่ถือตราสารหนี้ที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน การดำเนินการของกองทุนดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกลไกการรักษามูลค่าเงินออม และเงินทุนของประชาชน และเป็นการช่วยเหลือผู้ออกหุ้นกู้โดยคิดดอกเบี้ยแพงเป็นพิเศษหากเทียบกับพรบ.ฉบับที่ 2 หรือซอฟท์โลนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME s ที่ให้ดอกเบี้ยถูกเป็น แต่ฉบับที่3 จะให้ดอกเบี้ยแพงเป็นพิเศษถึงจะได้รับความช่วยเหลือ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67451</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายทุน, นายสุทิน คลังแสง, พ.ร.ก.กู้เงิน, อุตตม สาวนายน, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200224/image_big_5e53bb49d7ba5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2020 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2020 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกิดอะไรขึ้น!&#039;ดร.เสรี&#039;เริ่มสิ้นหวังกับการเมืองแล้ว อยากถอนตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.63- ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าเริ่มสิ้นหวังกับการเมืองแล้ว ตั้งใจใช้ความรู้และทักษะที่เรียนมาทำหน้าที่พลเมืองดี ให้ประเทศไทยมีนักการเมืองที่เก่งและดีได้เป็นรัฐบาลที่ดีบริหารบ้านเมือง แต่ทำไมทุกพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่จึงต้องพึ่งพาคนที่เราไม่มั่นใจในความดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนเก่งนั้นหาไม่ง่าย แต่คนที่เก่งและดีนั้นหายาก และคนที่เก่งและดีที่ยินยอมเข้ามาทำงานการเมืองนั้น หายากยิ่งกว่า เพราะวัฒนธรรมการเมืองของไทยเวลานี้ มันทำให้คนเก่งและดีจำนวนมากไม่ปรารถนาเข้ามาเกลือกกลั้วให้เปลืองตังค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันเป็นการเมืองที่ต้องลงทุน จึงต้องมีนายทุนครอบงำพรรคการเมืองที่พร้อมจะเข้ามาลงทุน ใช้เงินกันเป็นพันๆล้าน ในที่สุดก็หนีไม่พ้นต้องหาทางที่นายทุนที่เป็นเหมือนเจ้าของพรรค หรือ ATM ของพรรคจะต้องถอนทุน หากินจากโครงการต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจำนวนหนึ่ง ไม่สนใจเรื่องจริยธรรม หรือหลักธรรมาภิบาลใดๆทั้งสิ้น สนใจแต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากนโยบายของพรรคการเมือง พรรคไหนให้ประโยชน์มาก ก็จะเลือกพรรคนั้น ไม่สนใจว่าแกนนำของพรรคที่เป็นเจ้าของนโยบายจะเป็นคนดีหรือคนเลว สร้างความเสียหายให่บ้านเมืองอย่างไร ทำให้พรรคการเมืองบางพรรคใช้นโยบายประชานิยมสร้างคะแนนนิยมให้พรรคของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ส. บางคนเมื่อเป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ทำตัวเป็นฝ่ายแค้น ที่แค้นจนคลั่ง คอยแซะ แขวะ สำรากด่าคนในพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลอย่างสาดเสียเทเสีย มีอาการสติแตก ชอบชกใต้เข็มขัด สร้างวาทกรรม ปล่อยข่าวลวง บิดเบือนความจริง จนคนเก่งและดี ไม่ต้องการเปลืองตัวลงมาทำงานการเมืองให้รักการเมืองปากเน่าปากหนอนก่นด่าด้อยถ้อยคำที่ต่ำทราม และปั้นนำเป็นตัวอย่างไม่มีความละอาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มองไปแต่ละพรรคทั้งเก่าและใหม่ สิ้นหวังจริงๆ ทำไมเราจึงหนีคนสีเทา คนที่ตรรกะวิบัติ คนที่มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง นายทุนที่ตั้งใตทำการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ไม่พ้นเสียทีนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหนื่อยแล้วนะ อยากถอนตัวจากการข้องแวะกับการเมืองทุกรูปแบบแล้วนะ ช่วยกันคิดหน่อยเถอะ จะทำอย่างไรให้การเมืองบ้านเรามีการเมืองที่ดีกว่านี้ ให้พวกเราเต็มใจ มีกำลังใจทำงานการเมืองภาคประชาชนต่อไปอย่างมีความสุข ช่วยกันคิด ช่วยกันทำนะคะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57295</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี วงศ์มณฑา, นายทุน, ิสิ้นหวังการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190313/image_big_5c88e14853a53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 21:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 21:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่าไม้มุกดาหาร ตะเพิดชาวบ้าน!ประเคนที่นายทุนเหมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จี้ผู้ว่าฯมุกดาหาร สอบพฤติกรรมหน่วยป้องกันรักษาป่าคำป่าหลาย &amp;nbsp;ไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ส่อเอื้อประโยชน์นายทุนเหมือง หลังหลอกชาวบ้านเซ็นต์ชื่อจนเสียสิทธิ์ครอบครอง &amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย บี้รัฐตรวจสอบพิรุธไฟเขียวอนุญาตสัมปทานผิดกม.แร่ เหตุประเคนที่หวงห้ามป่าสงวนแหล่งต้นน้ำซับให้เอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ส.ค.61-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จ.มุกดาหาร ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขอให้ตรวจสอบ พฤติกรรมเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1( คำป่าหลาย ) โดยระบุว่า&amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลายได้ติดตามโครงการเหมืองแร่หินทรายอุตสาหกรรม ในท้องที่ หมู่ 6&amp;nbsp;บ้านนาคำน้อย ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการขอประทานบัตรและจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ประชาชนในพื้นที่ถูกกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1&amp;nbsp;(คำป่าหลาย) ใช้คำสั่งคุมคามและพยายามจับกุมประชาชนที่อยู่ระหว่างเขตรอยต่อป่าสงวนแห่งชาติดงหมู แปลง 2&amp;nbsp;ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบแนวเขตและพิสูจน์สิทธิ์การครอบครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย มีข้อเรียกร้องดังนี้1.ขอให้ตรวจสอบหนังสือคำสั่งระเบียบปฏิบัติและข้อกฎหมาย การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ มห. 1 ( คำป่าหลาย ) ว่าได้ทำสอดคล้องกับนโยบายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกต้องหรือไม่อย่างไร 2.การอนุมัติอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงหมู แปลง &amp;nbsp;ซึ่งยังเป็นพื้นที่ป่าและแหล่งต้นน้ำซับซึม ให้แก่บริษัทเอกชนเหมืองแร่หินทรายอุตสาหกรรมนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ในการอนุมัติอนุญาตตามคำสั่งระเบียบ และข้อกฎหมายถูกต้องหรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทฯ ผู้ได้รับสัมปทานหลอกลวงประชาชน ให้เซ็นต์ลงนามรายชื่อโดยไม่แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงแก่ชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้านเสียสิทธิ์เสียโอกาสในที่ทำกิน การกระทำดังกล่าวได้กระทำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร 4.ขอให้ตั้งกรรมการตรวจสอบวินัยและพฤติกรรมที่ทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1 (คำป่าหลาย) การกระทำดังกล่าวได้กระทำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไรหากได้ผลเป็นประการใดขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรมายังที่อยู่ที่ปรากฏบนหนังสือฉบับนี้ ภายใน 15 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ชาวบ้านหมู่ที่ 1, 5, 6, และ 13 ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยนายไส ชัยบัน อดีตกำนันตำบลคำป่าหลาย พร้อมด้วยตัวแทนหมู่บ้าน กว่า 50 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหาร คัดค้านการสัมปทาน โครงการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนอดหินทราย เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยมี บริษัท ทรี มาเธอร์ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ขอสัมปทาน เมื่อปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และค่าใช้จ่ายในการทำประชามติการขอประทานบัตร พ.ศ.2561 ลงใน ราชกิจจานุเบกษา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2561 เป็นต้นไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16102</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายแร่, จังหวัดมุกดาหาร, ชาวบ้าน, นายทุน, ป่าไม้, สัมปทาน, เหมืองแร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b80106b74f93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแพหรูรุกที่อุทยานฯ เมืองกาญจน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 2561 - &amp;nbsp;นายฐิติ โสมภีร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี สืบทราบว่ามีนายทุนลักลอบบุกรุกก่อสร้างแพพักแพบริการ บริเวณท่าน้ำหลังที่ว่าการอ.ศรีสวัสดิ์ ม.3 ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นพื้นที่อุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ &amp;nbsp;จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทหารร้อย รส.อ.ศรีสวัสดิ์ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ กจ.13 ผู้ใหญ่บ้านม.3 กว่า 30นาย เดินทางเข้าตรวจสอบ บริเวณท่าน้ำหลังที่ว่าการ อ.ศรีสวัสดิ์ ม.3 ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบบริเวณพิกัด 0511105 E 1613604 N บริเวณท่าน้ำหลังที่ว่าการ อ.ศรีสวัสดิ์ ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นร่องคุ้งน้ำมีต้นไม้ใหญ่หนาแน่นครึ้ม บดบังหลบสายตาผู้คนที่สัญจรไปมา พบมีการก่อสร้างแพพัก แพบริการแบบหรูใหม่เอี่ยมติดแอร์ทุกหลัง จำนวน 22 หลัง รวมทั้งแพทุ่นที่ใช้วางต้นไทร กั้นระหว่างแพแต่ละหลัง อีกจำนวน37 แพทุ่น แพลากจูง 1 หลัง พร้อมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างอีกจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะตรวจสอบนายธนพัฒน์ ยิ้มยวน อายุ 22 ปี, นายสมนึก กิรัมย์ อายุ 34 ปี ผู้ดูแล และต่อมาน.ส.สาคร ล่ำสันต์ อายุ 45 ปี เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่รับเป็นเจ้าของ สารภาพว่าแพที่ก่อสร้างทั้งหมดเป็นของตนเอง ชื่อแพเจ็ดหลัก โดยการก่อสร้างไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่อุทยานฯ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ดำเนินคดีข้อหาฐานยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานกระทำด้วยประการใดๆอันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตขากพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อไป ส่วนของกลางแพทั้งหมดลากจูงไปเก็บรักษาไว้ที่อุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10105</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาญจนบุรี, นายทุน, อุทยานแห่งชาติ, เขื่อนศรีนครินทร์, แพบริการ, แพพัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0a60da1310c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2018 22:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2018 22:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลือหึ่ง!’หนุ่ม กะลา’โดนแจ้งความละเมิดลิขสิทธิ์เพลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากกรณีตัวแทนลิขสิทธิ์ค่ายเพลงมิวสิคบั๊กส์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับวงบิ๊กแอส ศิลปินจากค่ายจีนี่ เรคคอร์ดส ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เพลง โดยทางวงได้นำเพลง&amp;quot;ก่อนตาย&amp;quot; ไปร้องในงานเลี้ยงของบริษัทแห่งหนึ่งที่จังหวัดระยอง ซึ่งเพลงดังกล่าวเป็นลิขสิทธิ์ของค่ายมิวสิคบั๊กส์ และทางบิ๊กแอสไม่ได้มีการขออนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดได้มีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า นอกจากวงบิ๊กแอส ที่กำลังมีปัญหากับทางค่ายมิวสิคบั๊กส์ ก็ยังมีอีกหนึ่งศิลปิน คือ ณพสิน แสงสุวรรณ (ยุทธพงษ์ แสงสุวรรณ) หรือที่รู้จักในวงการเพลงว่า หนุ่ม กะลา อีกหนึ่งในศิลปินของค่ายจีนี่ เรคคอร์ดส &amp;nbsp;ก็ได้นำเพลง&amp;quot;ยาม&amp;quot; ของวงลาบานูน ซึ่งเพลงดังกล่าวเป็นลิขสิทธิ์ของค่ายมิวสิคบั๊กส์ ไปใช้ในการแสดงคอนเสิร์ต โดยงานนี้ก็ไม่มีการขออนุญาติมาทางมิวสิคบั๊กส์เช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางหนุ่ม กะลา จึงถูกทางมิวสิคบั๊กส์ เข้าแจ้งความเอาผิดที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเจ้าตัวพร้อมด้วยคนดูแล ก็ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหนุ่มนั้นได้มีการพูดคุยกับตัวแทนของมิวสิคบั๊กส์ว่าได้ทำการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงจริง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 กรณีที่เกิดขึ้นกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับทางมิวสิคบั๊กส์ และงานนี้ก็ไม่รู้ว่าต้นตอที่ปล่อยข่าวของหนุ่ม กะลา ออกมานั้นจะน่าเชื่อถือขนาดไหน เอาเป็นว่าคงต้องรอฟังจากทางค่ายมิวสิคบิ๊กส์ หรือ หนุ่ม กะลา อีกครั้งหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2976</URL_LINK>
                <HASHTAG>bigass, GMM, ก่อนตาย, ค่ายเพลง, จีนี่ เรคคอร์ดส, จีเอ็มเอ็มแกรมมี่, ดำเนินคดี, นักร้อง, นักร้องร็อค, นายทุน, บิ๊กแอส, ฟ้องร้อง, มิวสิคบั๊กส์, ยาม, ร็อค, ละเมิดลิขสิทธิ์, ละเมิดลิขสิทธิ์เพลง, หนุ่ม กะลา, เพลง, เพลงร็อค, เพาเวอร์เทรเชอร์, แกรมมี่, แจ้งความ, แหล่งข่าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180212/image_big_5a81a46535bea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
