<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อัยการธนกฤต” แนะถึงเวลาดัน &#039;พ.ร.ก.แก้ปัญหาโรคระบาด&#039; คุมแก้ปัญหาโควิด 19  เบ็ดเสร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันที่ 22 มี.ค.นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแนะวิธีรับมือโควิด ระบุว่า &amp;nbsp;ออกพระราชกำหนดรับมือโควิด-19 ป้องกันควบคุมโรคระบาด และเยียวยาเศรษฐกิจผู้ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถึงแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถนำบังคับใช้ในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และในกรณีมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นก็สามารถนำพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาใช้บังคับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันมีความรุนแรงมากกว่าโรคระบาดในอดีต และแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในวงกว้าง มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศไทยเองจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งสร้างผลกระทบกับประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน จำนวนมาก ทั้งในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ การเรียน การศึกษา การทำงาน การประกอบอาชีพ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะรับมือกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้ จึงควรต้องมีกลไกที่เป็นมาตรการทางกฎหมายในการรับมือที่เหมาะสม รวดเร็ว ทันต่อความรุนแรงของการแพร่ระบาดโรคเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันดังที่กล่าวไปอาจไม่เพียงพอกับการรับมือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่มีความรุนแรง และมีการแพร่กระจายของโรคไปในวงกว้างทั่วโลกและทั่วประเทศไทยอย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงมากกว่าโรคระบาดที่ประเทศไทยและโลกเคยประสบมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การใช้มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ ฯ ที่ให้อำนาจกับคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร มีลักษณะที่ต่างคนต่างทำ ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จังหวัดหนึ่งใช้มาตรการควบคุมป้องกันแบบหนึ่ง ส่วนจังหวัดอื่นใช้มาตรการอีกแบบหนึ่ง ขาดการประสานงานและบูรณาการร่วมกัน ทั้งที่เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายทั่วถึงกันได้หมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง พ.ร.บ. โรคติดต่อ ฯ และพ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฯ มีวัตถุประสงค์ใช้เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคเท่านั้น ส่วน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ ก็มีขอบเขตการบังคับใช้อยู่ที่การห้ามประชาชนออกจากที่อยู่อาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันดังกล่าว จึงไม่ได้มีมาตรการในการเยียวยาแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงควรต้องมีการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคมีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งมาตรการเยียวยาผลกระทบให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ บริษัท ธุรกิจ ห้างร้าน และหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างมีระบบและเป็นกระบวนการ อีกทั้งมีความชัดเจน แน่นอนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งน่าจะดีและเหมาะสมกว่าการแก้ปัญหาไปทีละเรื่อง โดยขาดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และไม่มีการประสานเชื่อมโยงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมายใหม่ดังกล่าวนี้ เพื่อความรวดเร็วและทันต่อการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกเป็นพระราชกำหนดบังคับใช้ไปก่อนได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ให้อำนาจไว้ แล้วจึงค่อยเสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ รัฐบาลสามารถออกอนุบัญญัติ เช่น คำสั่ง ประกาศ หรือกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเหมาะสมได้
โดยเนื้อหาของพระราชกำหนดอาจจะครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และการเยียวยาผลกระทบ รวมทั้งการเยียวยาทางเศรษฐกิจ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น
- มาตรการต่าง ๆ ในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค
-มาตรการจัดสรรงบประมาณ หน้ากากอนามัย เครื่องมือเครื่องใช้และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เพียงพอต่อการป้องกันและควบคุมโรค โดยควรจัดสรรให้เพียงพอต่อความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์เป็นลำดับแรก
-มาตรการรองรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อสำหรับสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน
-มาตรการในการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ในสภาวะโรคระบาด
นอกจากนี้ ประการสำคัญอาจจำเป็นต้องมีบทบัญญัติในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เช่น การจำกัดและห้ามการเดินทางของประชาชน การห้ามการชุมนุม และการประชุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมพรรคการเมือง การประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ที่มีคนร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก โดยอาจกำหนดให้สามารถใช้การประชุมผ่านระบบออนไลน์แทนได้ เป็นต้น หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มาตรการเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งการเยียวยาทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา พนักงาน ลูกจ้าง พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นสถานที่ของรัฐและเอกชน รวมทั้งการเยียวยาผลกระทบและเยียวยาทางเศรษฐกิจในกรณีที่มีการจำกัดหรือห้ามการเดินทางของประชาชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ในสภาวะที่มีปัญหาเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรค โดยภาครัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยเป็นกรณีพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานหรือว่างงาน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้มีการเลิกจ้างหรือต้องหยุดงานชั่วคราว หรือสถานที่ทำงานต้องปิดตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. มาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเงินแก่ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ เพื่อจะได้ไม่ต้องปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานตามมา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก ที่รัฐจะต้องให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. มาตรการทางการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในสภาวะถดถอยจากการแพร่ระบาดของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. มาตรการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศของตนเองในขณะนี้ เนื่องจากหลายประเทศมีมาตรการปิดประเทศห้ามการเดินทางเข้าออก และวีซ่าอยู่ในประเทศไทยของชาวต่างชาติได้หมดอายุลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. มาตรการแก้ไขปัญหาการขอหรือต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งอาจจะต้องมีการขยายระยะเวลาการขอหรือต่ออายุใบอนุญาต เพื่อหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก อันจะทำให้การระบาดของโรคลุกลามขยายวงกว้างออกไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60501</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกฤต วรธนัชชากุล, นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, พ.ร.ก.แก้ปัญหาโรคระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5aefefb8bc842.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 20:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 20:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เป็นเรื่อง!&#039;อัยการธนกฤต&#039;ระบุ บัตรเลือกตั้งนิวซีแลนด์ ยังไม่น่าเข้าข่ายเป็นบัตรเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.62 - ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล &amp;nbsp;อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสุงสุด ได้โพสต์เฟซบุ๊คข้อกฎหมาย กรณีที่ กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ประเทศนิวซีแลนด์จำนวน 1,542 ใบ เป็นบัตรเสีย มีข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อบัตรเลือกตั้งที่นิวซีแลนด์เป็นบัตรเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ประเทศนิวซีแลนด์จำนวน 1,542 ใบ เป็นบัตรเสีย เนื่องจากจัดส่งจัดส่งมาไม่ทันเวลานับคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 &amp;nbsp;มาตรา 114 นั้น ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 กรณี คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กรณีบัตรเสียนี้ต้องมีการสอบสวนให้ได้ความชัดเจนว่า เกิดจากความผิดพลาดของใคร ในขั้นตอนไหน และผิดพลาดได้อย่างไร หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า การที่บัตรเลือกตั้งมาถึงหลังจากเริ่มนับคะแนนแล้ว ทำให้เป็นบัตรเสีย เป็นเพราะการกระทำละเมิด ไม่ว่าจะเป็นเพราะจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การจะต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำให้บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรเป็นบัตรเสีย เช่น ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการจัดการเลือกตั้งที่ประเทศนิวซีแลนด์ ต้องมาพิจารณาดูว่าบุคคลผู้กระทำละเมิดให้เกิดบัตรเสียเป็นบุคคลทั่วไปหรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าบุคคลทั่วไปเป็นผู้ทำละเมิดให้เกิดบัตรเสีย การเรียกร้องค่าเสียหายก็จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ทำละเมิดให้เกิดบัตรเสีย เจ้าหน้าที่รัฐผู้ทำละเมิดนั้นจะต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งอายุความในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ก็จะต้องพิจารณาจากพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตาม พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2540 ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานรัฐที่อยู่ภายใต้บังคับของ พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดังนั้น หากจะมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ของสองหน่วยงานรัฐนี้ หลักเกณฑ์ก็จะเป็นไปตาม พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน่วยงานรัฐที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เช่น รัฐวิสาหกิจบางแห่ง การเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐของหน่วยงานรัฐแห่งนั้นชดใช้ค่าเสียหายก็จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และระเบียบภายในของหน่วยงานรัฐนั้นที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การจะถือว่าบัตรเลือกตั้งในการออกเสียงลงคะแนนนอกราชอาณาจักรเป็นบัตรเสียนั้น ตาม พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 &amp;nbsp;มาตรา 114 บัญญัติไว้ว่า จะต้องเป็นกรณีที่มีการส่งบัตรเลือกตั้งมาถึงสถานที่นับคะแนนหลังจากเริ่มนับคะแนนแล้ว โดยมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าเกิดจากการกระทําที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากบัตรเลือกตั้งถูกส่งมาถึงสถานที่นับคะแนนล่าช้าหลังจากเริ่มนับคะแนนไปแล้ว ด้วยเหตุอื่นที่ไม่ใช่การกระทำที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เช่น การบริหารเวลาผิดพลาดของผู้มีหน้าที่ในการดำเนินการรับส่งบัตรเลือกตั้ง การพลั้งเผลอหรือ ความละเลย ไม่ใส่ใจ ทำให้การดำเนินการไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้ หากเป็นกรณีเช่นนี้ โดยไม่ปรากฏว่า เกิดจากการกระทําที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม จะถือว่าบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ประเทศนิวซีแลนด์ จำนวน 1,542 ใบ เป็นบัตรเสีย ตาม พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 114 ดังกล่าว จึงยังไม่น่าจะได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32321</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, บัตรเลือกตั้งนิวซีแลนด์, บัตรเสีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2b8c2fbeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2019 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2019 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;ชี้ร่างพรบ.ข้าวถ้อยคำไม่ชัดเจนชาวนาเสี่ยงแนะสนช.ชะลอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.62- ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟสบุ๊คความเห็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเนื้อหาว่า ความจริงเรื่อง พ.ร.บ.ข้าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติกลุ่มหนึ่งได้เสนอร่างพระราชบัญญัติข้าวเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีความคิดเห็น ข้อโต้แย้ง ความเป็นห่วงกังวลจากบุคคลจำนวนมาก ต่อร่าง พ.ร.บ.ข้าว ว่าจะส่งผลกระทบต่อบุคคลหลายกลุ่ม โดยเฉพาะต่อชาวนาในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนประมาณ 15 ล้านคน และมีสมาชิก สนช.บางท่านให้ความเห็นว่า ตามที่มีบุคคลออกมาโต้แย้งร่าง พ.ร.บ.ข้าวนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมายต่อร่าง พ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้ ว่า เนื้อหาที่ถูกต้องแท้จริงตาม พ.ร.บ.ข้าว เป็นอย่างไร แต่จะขอกล่าวถึงเฉพาะบางส่วนที่เป็นข้อโต้เถียงในเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เป็นประเด็นปัญหาและเกี่ยวข้องกับชาวนาทั้งประเทศโดยตรงเท่านั้น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ความไม่ชัดเจนของความหมาย &amp;ldquo;เพื่อประโยชน์ทางการค้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ร่าง พ.ร.บ.ข้าว มาตรา 3 ให้ความหมายของ &amp;ldquo;จำหน่าย&amp;rdquo; ไว้ว่า &amp;ldquo;ขาย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ทางการค้า&amp;rdquo; ในเรื่องนี้ การกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าอาจจะไม่ต้องกระทำโดยบุคคลที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าก็ได้ คนทั่วไปก็สามารถกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าได้ เช่น มีสิ่งของที่เป็นของตนแล้วขายให้แก่คนอื่น เพื่อให้ได้เงินตอบแทน หรือแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ตนมีกับคนอื่น โดยได้สิ่งของอื่นมาตอบแทน ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าได้ แล้วการที่ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วขาย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืนมา จะพิจารณาได้หรือไม่ว่าอยู่ในความหมายของเพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งตาม ร่าง พ.ร.บ.ข้าว หากชาวนาขาย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ตนเก็บไว้ให้บุคคลอื่น และหากถูกพิจารณาว่าอยู่ในความหมายของ &amp;ldquo;เพื่อประโยชน์ทางการค้า&amp;rdquo; แล้ว ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อชาวนาโดยตรงได้ ดังจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป ซึ่งหากจะให้มีความชัดเจนว่าชาวนาไม่มีความผิดตามกฎหมายจากการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ก็ควรเขียนยกเว้นไว้ในกฎหมายเสียให้ชัดเจน และควรที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเรื่องนี้ให้ชัดเจนว่าอย่างไรเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า อย่างไรไม่ใช่ ไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายและป้องกันการใช้อำนาจที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ร่างเดิมของ พ.ร.บ.ข้าว
เดิมทีเดียว ร่าง พ.ร.บ.ข้าว มาตรา 22 กำหนดให้การควบคุมและกำกับพันธุ์ข้าวและการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด แต่ทั้งนี้ไม่ใช้บังคับกับชาวนาที่ขายหรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เป็นผลผลิตในที่นาของตนเองและไม่ใช้บังคับกับบุคคลอื่นใดตามที่รัฐมนตรีกำหนด &amp;nbsp;และมาตรา 30 กำหนดว่าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 22 นี้ เช่น จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ต่อมาร่างทั้ง 2 มาตรา นี้ ได้ถูกตัดออกไปทั้งหมดดังจะกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ร่างใหม่ของ พ.ร.บ.ข้าว
3.1 ในชั้นพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว ในวาระที่ 2 โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติข้าวได้มีการตัดมาตรา 22 ทั้งมาตรา แต่เนื้อหาของมาตรา 22 ในเรื่องการควบคุมและกำกับพันธุ์ข้าวและการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ยังคงอยู่ แต่ว่าถูกย้ายไปบัญญัติไว้อยู่ใน มาตรา 27/1 ดังนี้&amp;nbsp;
- มาตรา 27/1 วรรคหนึ่ง กำหนดให้กรมการข้าวมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว&amp;nbsp;
- มาตรา 27/1 วรรคสอง กำหนดให้พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่การนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวประกาศให้เป็นพันธุ์ข้าวรับรองในราชกิจจานุเบกษา &amp;nbsp;ซึ่งหมายความว่า มาตรา 27/1 วรรคสองนี้ ได้กำหนดเงื่อนไขให้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองโดยกรมการข้าวแล้วตามมาตรา 27/1 วรรคสองเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการ ฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ข้าวใช้บังคับ ให้กรมการข้าวไปพิจารณาทบทวนความจำเป็นในการดำเนินการตามมาตรา 27/1 วรรคสองด้วย
- มาตรา 27/1 วรรคสี่ กำหนดให้การตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมการข้าวประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.2 นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ตัดมาตรา 30 ที่กำหนดโทษ กรณีการควบคุมและกำกับพันธุ์ข้าว และการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;บทกำหนดโทษที่ฝ่าฝืนกรณีเมล็ดพันธุ์ข้าวนี้อาจจะไม่ได้หายไปไหน &amp;nbsp;แต่อาจจะแปลงเป็นร่างอวตารมาอยู่ในมาตรา 27/4 และมาตรา 27/5 ซึ่งกำหนดให้การตรวจสอบ กำกับ ควบคุม รับรองพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว และการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งบทกำหนดโทษให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ซึ่งในปัจจุบัน ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช ได้กำหนดให้เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกทุกพันธุ์เป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมตามกฎหมาย และได้กำหนดบทลงโทษจำคุกหรือปรับตามกฎหมายหากฝ่าฝืนบทบัญญัติในเรื่องเมล็ดพันธุ์ควบคุมไว้หลายกรณีเช่น การฝ่าฝืนประกาศที่กำหนดเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ควบคุมตามมาตรา 13 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การรวบรวมและการขายเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตที่เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 14 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น อีกทั้ง ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืชยังกำหนดให้คำว่า &amp;ldquo;รวบรวม&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;ldquo;รวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อคัดเลือกหรือบรรจุในภาชนะบรรจุ&amp;rdquo; และคำว่า &amp;ldquo;ขาย&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;ldquo;จำหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการค้าและหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขาย&amp;rdquo; &amp;nbsp;อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว และการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่อธิบดีกรมการข้าวจะประกาศกำหนดตามมาตรา 27/1 วรรคสี่ด้วยว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. มาตรา 27/2 ที่กำหนดให้ชาวนาซึ่งปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์เท่านั้นที่จะมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือสนับสนุนตามมาตรการที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวประกาศกำหนด ซึ่งอาจส่งผลให้ชาวนาที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือและส่งเสริมจากรัฐจะต้องปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์เท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นการจำกัดทางเลือกของชาวนาในการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวมาปลูกและอาจจะขาดมิติมุมมองสภาพชีวิตชาวนาตามความเป็นจริง อีกทั้งยังไม่เป็นการส่งเสริมให้ชาวนาพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยตนเองตามวิถีดั้งเดิม ซึ่งชาวนามักจะเก็บเมล็ดข้าวเปลือกไว้เพื่อเพาะปลูกและมีการพัฒนาสายพันธุ์ต่อมา ส่วนบทเฉพาะกาลตามมาตรา 34/1 นั้น ก็ให้การรับรองพันธุ์ข้าวเฉพาะที่ได้รับการรับรองพันธุ์ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืชก่อนวันที่ พ.ร.บ.ข้าวใช้บังคับเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทบัญญัติตามร่าง พ.ร.บ.ข้าวจึงอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตการทำนาปลูกข้าวของชาวนาไทยและการพัฒนาพันธุ์ข้าวในหลายๆ กรณี อีกทั้งยังอาจจะมีความไม่ชัดเจนของความผิดทางอาญาในกรณีของการขายหรือการจำหน่าย ซึ่งมีประเด็นปัญหาเรื่อง &amp;ldquo;เพื่อประโยชน์ทางการค้า&amp;rdquo; ดังกล่าวด้วย จึงควรที่ สนช. จะได้พิจารณาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้คนที่เกี่ยวข้องในวงการต่างๆ ให้รอบด้าน เพราะแม้แต่ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่เสนอโดยสมาชิก สนช. เองก็ยังถูกคณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้ไขเพิ่มเติมร่างเป็นจำนวนมากแทบจะตลอดทั้งร่างในชั่วเวลาแค่เดือนครึ่ง หาก สนช.จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ย่อมจะมีข้อเสนอแนะที่ดีและเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ข้าวให้มีความถูกต้องเหมาะสมและเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้น ถึงแม้ในขณะนี้ คณะกรรมาธิการ ฯ จะได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว ในวาระ 2 เสร็จสิ้นแล้ว สนช.ก็ยังไม่ควรที่จะรีบเร่งนำ พ.ร.บ.ข้าว เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในวาระ 3 โดยทันที และควรที่จะชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าวนี้ไว้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วน รอบคอบ และให้ได้ความครบถ้วนเสียก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29360</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, ร่าง พ.ร.บ.ข้าว, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2b8c2fbeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2018 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2018 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พีทลวงโลก&#039;ส่ออ่วม!อัยการกางกฎหมายเจอหลายข้อหาโทษสูงสุดคุก 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 61 - จากกรณีของนายธนวรรธน์ หรือพีท คำแหงพล พ่อค้าลอตเตอรี่ในปั๊มน้ำมัน จ.สมุทรสาคร ที่รับสารภาพว่า ตามที่ตนบอกว่ามีลูกค้าซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากตน 15 ใบ ผ่านไลน์ แล้วถูกรางวัลที่ 1 เป็นเงินรวม 90 ล้านบาท ไม่เป็นความจริง โดยตนเองโกหกสร้างเรื่องเท็จขึ้นมา และตนเองเป็นผู้ตัดต่อเลขตัวหน้าของสลากให้เป็นเลข 7 เพื่อให้ตัวเลขสลากตรงกับรางวัลที่ 1 นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้ นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายในเรื่องนี้ว่า &amp;quot;เอกสารสิทธิหมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ผู้ที่ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลถือว่าเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินรางวัลตามที่กำหนดไว้และสามารถนำเอาสลากที่ถูกรางวัลไปขึ้นเงินได้ สลากกินแบ่งรัฐบาลจึงถือเป็นเอกสารสิทธิตามกฎหมาย&amp;nbsp; ดังนั้น การกระทำของนายพีทจึงอาจเป็นความผิดในหลายฐานความผิด ได้แก่ ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือนถึง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และความผิดฐานอ้างเอกสารสิทธิที่ตนเองทำปลอมขึ้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือนถึง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท แต่เนื่องจากผู้ปลอมเอกสารกับผู้อ้างเอกสารปลอมเป็นบุคคลคนเดียวกัน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จึงให้ลงโทษเฉพาะความผิดฐานอ้างเอกสารปลอมแต่เพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านายพีทเป็นผู้นำข้อมูลเท็จในเรื่องที่มีผู้ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 จำนวน 90 ล้านบาท เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การกระทำของนายพีทก็อาจจะเป็นความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริต โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนด้วย&amp;nbsp; ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้า ปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้บางคนอาจคิดว่าไม่เป็นอะไร เป็นแค่การกุข่าว สร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเพื่อหวังประโยชน์บางอย่างเท่านั้น แต่ไม่ได้ตระหนักว่า มีความผิดตามกฎหมายจากการสร้างเรื่องเท็จตามมาด้วย&amp;nbsp; การที่จะทำอะไรจึงควรต้องใช้ความระมัดระวังไตร่ตรองให้ดีก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17091</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายธนวรรธน์ หรือพีท คำแหงพล, พีทลวงโลก, ลอตเตอรี่90ล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5aefefb8bc842.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
