<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีผู้บริโภคขยับ ลุ้นเลือกตั้ง‘อบต.’ กระตุ้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ก.ย.64 ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 7 เดือน อานิสงส์จากคลายล็อก-ฉีดวัคซีนทั่วถึง สวนทางกับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ยังลดต่อเนื่องต่ำสุดในรอบ 33 เดือน กังวลสถานการณ์ระบาดโควิด-น้ำท่วม-ราคาน้ำมัน หวังเลือกตั้ง อบต.เงินสะพัด 2-3 หมื่นล้าน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกันยายน 2564 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม 35.5 ปรับตัวดีเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนสิงหาคม ที่อยู่ในระดับ 33.8 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 37.8 เพิ่มจากเดือนที่ผ่านมา ที่อยู่ในระดับ 36.3 และ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 50.8 เพิ่มจากเดือนที่ผ่านมา ที่อยู่ในระดับ 48.6&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากจำนวนผู้ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มากขึ้นและทั่วถึง รวมทั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 29 จังหวัดที่ครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจประมาณ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศของไทย (จีดีพี) ส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีการจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวมากขึ้น จึงทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกตัว อย่างไรก็ตาม มุมมองผู้บริโภคน่าจะดีกว่านี้ถ้าไม่มีปัจจัยมาแทรก ได้แก่ สถานการณ์น้ำท่วม ราคาน้ำมันที่ทะลุเกิน 30 บาทต่อลิตร สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่นิ่ง ทั้ง 3 ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นตัวกดดันที่ทำให้ดัชนีเชื่อมั่นในอนาคตขยายตัวได้น้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือน ก.ย.2564 อยู่ที่ระดับ 19.4 ลดลงจากในเดือน ส.ค. 2564 ที่ระดับ 19.8 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 33 เดือน และปรับตัวลดลงในทุกภาค ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ 18.9 ลดลงจากเดือนสิงหาคมที่อยู่ในระดับ 19.4, &amp;nbsp;ภาคกลาง อยู่ที่ 20.3 ลดลงจากระดับ 20.8, ภาคตะวันออก อยู่ที่ 23.2 ลดลงจากระดับ 23.7, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 19.5 ลดลงจากระดับ 19.8, &amp;nbsp;ภาคเหนือ อยู่ที่ 18.9 ลดลงจากระดับ 19.3 และภาคใต้ อยู่ที่ 16.5 ลดลงจากเดือน ส.ค. ที่อยู่ในระดับ 16.9&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ดัชนีลดลง มาจากความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้ายังทรงตัวในระดับสูง รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกชนิด ขณะที่ปัจจัยบวก เป็นเรื่องของการผ่อนคลายมาตรการในพื้นที่สีแดงเข้ม เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศเริ่มลดลง คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% การส่งออกไทยที่เพิ่มขึ้น และราคาพืชผลเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเสนอให้รัฐบาลเร่งผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เร่งจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ เปิดประเทศแบบมีมาตรการที่รัดกุม และเตรียมแผนรับมือน้ำและกักเก็บน้ำให้สมดุล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือการหาเสียงการเลือกตั้งท้องถิ่น เชื่อว่าการใช้เงินน่าจะตกอยู่ที่ 2-3 หมื่นล้านบาท อาจจะช่วยผลักสถานการณ์เศรษฐกิจคึกคักได้บ้าง และถ้ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่ชัดเจน ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาอัดฉีดในระบบมากขึ้น เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสจะโตได้ 1-1.5%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119104</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนวรรธน์ พลวิชัย, ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffc39995ead.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทุบเชื่อมั่น ดิ่งสุดรอบ23ปี หวังปีหน้าดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.หอการค้าไทยเผย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 275 เดือน หรือ 22 ปี 11 เดือน กังวลในวิกฤตโควิด-19 และการล็อกดาวน์ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย &amp;nbsp;ลุ้นฉีดวัคซีนทั่วประเทศ การผ่อนคลายล็อกดาวน์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 40.9 เป็น 39.6 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 275 เดือน หรือ 22 ปี 11 เดือน นับตั้งแต่ทำการสำรวจในเดือน ต.ค.41 เป็นต้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ระบุว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงย่ำแย่จากวิกฤตโควิด-19 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป &amp;nbsp;และการจ้างงานในอนาคต โดยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 33.8, 36.3 และ 48.6 ตามลำดับ โดยปรับตัวลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือน ก.ค.ที่อยู่ในระดับ 35.3, &amp;nbsp;38.0 และ 49.6 ตามลำดับ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตอย่างมาก เพราะมีความกังวลในวิกฤตโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศไทยและทั่วโลก ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสปรับตัวแย่ลงได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคลดลงในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอีกครั้ง สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดในประเทศไทยและทั่วโลกว่า จะส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ โดยต้องติดตามเรื่องการฉีดวัคซีนทั่วประเทศ การแพร่ระบาดโควิดรอบที่ 4 &amp;nbsp;ตลอดจนรัฐบาลจะมีการประกาศผ่อนคลายล็อกดาวน์เพิ่มเติมหรือไม่ &amp;nbsp;รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในอนาคต เหล่านี้จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นจากระดับที่คาดการณ์ไว้ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่คาดว่าขยายตัว 0 ถึง -2% มาอยู่ที่ขยายตัว 0 ถึง 2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สัญญาณเศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้เชื่อว่าจีดีพีปีนี้จะกลับมาเป็นบวกได้ &amp;nbsp;หรืออยู่ในกรอบ 0.8-1.2% โดยมาจากการที่โควิดคลายตัวลง และต้องไม่มีการล็อกดาวน์ซ้ำ เพราะสิ่งที่ประชาชน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการมีความกังวล คือการล็อกดาวน์และไม่สามารถเปิดเมืองได้ แต่หากรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ จะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในไตรมาส &amp;nbsp;4 นี้ประมาณ 3.5-5 หมื่นล้านบาท&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116211</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนวรรธน์ พลวิชัย, ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ, ม.หอการค้าไทยเผย, วิชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073bae69026e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นดิ่งสุด ชงกู้เพิ่ม1ล้านล. หุ้นก.ค.ร่วง4.1%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นเดือน ก.ค.ต่ำสุดรอบ 22 ปี 10 เดือน เหตุโควิดระบาดยังไม่หยุด เสี่ยงทำจีดีพีติดลบ 2% ชงรัฐกู้เพิ่ม 5 แสน-1 ล้านล้าน ตลท.เผยเดือน ก.ค.64 ดัชนีหุ้นไทยลดลง 4.1% แต่เพิ่มขึ้น 5% จากต้นปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคม 2564 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 35.3, 38.0 และ 49.6 ตามลำดับ โดยปรับตัวลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมิถุนายน ที่อยู่ในระดับ 37.3, 40.0 และ 52.1 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตอย่างมาก เพราะมีความกังวลในวิกฤติโควิดรอบใหม่ในประเทศไทยและทั่วโลก ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสปรับตัวแย่ลงได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ของผู้บริโภคลดลงในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปรับตัวลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการในเดือนนี้ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงจากระดับ 43.1 เป็น 40.9 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 274 เดือน หรือ 22 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่ทำการสำรวจในเดือนตุลาคม 2541 เป็นต้นมา การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังย่ำแย่จากวิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต โดยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า ต้องติดตามของการฉีดวัคซีนทั่วประเทศในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป การแพร่กระจายของโควิดรอบที่ 4 ว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และจะควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้รวดเร็วเพียงไร รัฐบาลจะมีการประกาศล็อกดาวน์เพิ่มเติมหรือไม่และอย่างไร ตลอดจนรัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มเติมหรือไม่และมากน้อยเพียงใด จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัว 0-2% ขณะที่มีการขยายพื้นที่ล็อกดาวน์ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3-5 แสนล้านบาท ตอนนี้ต้องหวังให้สามารถคุมสถานการณ์จบใน 1 เดือน แต่ถ้ายังดำเนินการไม่ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม 5 แสนถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อออกมาตรการเยียวยาเพิ่ม เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบมากกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,521.92 จุด ลดลง 4.1% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า ส่วนช่วง 7 เดือนแรกปี 2564 ปรับเพิ่มขึ้น 5% ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่าดัชนีหุ้นไทยเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563 คือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มบริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 84,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน 7 เดือนแรกมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 96,388 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ขายสุทธิ 17,741 ล้านบาท และในช่วง 7 เดือนแรกปี 2564 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 95,558 ล้านบาท โดยนักลงทุนในประเทศมีสถานะซื้อสุทธิ 129,185 ล้านบาท นอกจากนี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นักลงทุนในประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112349</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนวรรธน์ พลวิชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่น, อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, เหตุโควิดระบาดยังไม่หยุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffc39995ead.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 17:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองสลากรื้อใหญ่ปรับระบบจัดสรรโควตาล็อตเตอรี่ลุยพิมพ์แบบคละทั้งหมดแก้ปัญหารวมชุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
23 กันยายน 2563 นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) สลากกินแบ่งรัฐบาล ว่า ที่ประชุมมีมติให้ปรับหลักเกณฑ์การพิมพ์และจำหน่ายสลาก ให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา โดยจากเดิมมีการพิมพ์แบบเรียงเลข 33 ล้านใบ และแบบคละเลข 67 ล้านใบ เป็นพิมพ์แบบคละเลขทั้งหมด 100 ล้านใบ เพราะที่ผ่านมามีการขายต่อนำมารวมชุดใหญ่ โดยเฉพาะจากกลุ่มเรียงเลข 33 ล้านใบ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการจำหน่ายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเป็นรูปแบบสูตร 2-2-1 หรือ สลากชุด 2 ใบ ที่มีเลขเหมือนกัน รวมเป็น 4 ชุด และสลากคละเลข 1 ชุด หรือแบบสูตร 2-1-1-1 หรือ สลากชุดที่มีเลขเหมือนกัน 2 ใบ และสลากคละเลขใบเดี่ยวอีก 3 เล่ม ซึ่งจะได้ข้อสรุปในการประชุมบอร์ดเดือนตุลาคม 2563 และเริ่มใช้สูตรดังกล่าวในงวดวันที่ 16 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กองสลากฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ปัญหาหวยแพง ซึ่งการปรับระบบขายเป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ จะทำให้โอกาสในการรวมชุดมากกว่า 2 ใบทำได้น้อยมาก ดังนั้นจะเห็นว่าหวยรวมชุด 5 ใบ 10 ใบ และ 30 ใบจะสูญพันธุ์ไปจากระบบ ตั้งแต่งวดวันที่ 16 ธ.ค. นี้ และจะดึงราคาสลากที่ขายเกิน 80 บาทต่อใบลงมาได้&amp;quot; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกบอร์ดกองสลากกล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ ได้นำผลการจัดเสวนาผู้ค้าที่เกี่ยวข้อง และนักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นในระบบออนไลน์ให้คณะกรรมการสลากฯ พิจารณา ยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาจะต้องทำแบบเบ็ดเสร็จ ในกรอบสลากแบบใบ 6 หลักเหมือนเดิม ไม่มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งจะไม่มีการพิมพ์สลากเพิ่ม จากปัจจุบันอยู่ที่ 100 ล้านใบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุมสลากฯ ยังมีมติให้ทำหนังสือไปยังจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้มาตรการป้องปรามในพื้นที่และติดตามการขายสลากฯ เกินราคา การขายช่วง ซึ่งในส่วนนี้สำนักงานสลากฯ จะเร่งดำเนินการ รวมทั้งให้ไปกำหนดหลักเกณฑ์การลงทะเบียนผู้ค้าสลากรอบใหม่ จากที่คู่สัญญาจะครบกำหนดในงวดวันที่ 16 ธ.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูล และสถิติพบว่า การขายสลากแบบ 2-2-1 ผู้ค้านำไปรวมชุดแทบไม่ได้ และจาก 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าแทบไม่มีการนำสลากรวมชุดแบบ 2-2-1 มาขึ้นเงินรางวัลเลย แต่การที่พบว่าขายเกิน 80 บาท อาจเกิดจากผู้ขายบางคนฉวยโอกาสนำสลากที่เป็นที่ต้องการไปขึ้นราคา ซึ่งต่อจากนี้ไปจะมีการคัดกรองผู้ขายจริง โดยสำนักงานสลากฯ จะประเมินอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78389</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนวรรธน์ พลวิชัย, ป้องกันรวมชุด, พิมพ์สลากคละเลข, รื้อโควต้าสลาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22f75e34e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2019 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 07:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำลังซื้อชะลอตัว-ส่งออกสะดุดฉุดเศรษฐกิจชุมชนทรุด   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้า&amp;rdquo; ชี้ดัชนีเศรษฐกิจชุมชนเดือน เม.ย. 2562 ทรุดทุกรายการ หลังเจอพิษภัยแล้ง กำลังซื้อชะลอตัว ราคาน้ำมันพุ่ง ส่งออกดิ่งจากสงครามการค้าโลก และจำนวนนักท่องเที่ยววืดถ่วงหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 62- นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีเศรษฐกิจชุมชน ประจำเดือนเม.ย.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ว่า ดัชนีเศรษฐกิจชุมชนปรับตัวลดลงทุกรายการ ที่สำคัญดัชนีทุกรายการยังทรงตัวต่ำกว่าค่ากลางที่&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ต่อเนื่อง&amp;nbsp;3เดือนติดต่อกัน โดยดัชนีเศรษฐกิจชุมชนปัจจุบันลดลงมาเหลือ&amp;nbsp;48.3&amp;nbsp;ดัชนีอนาคตเหลือ&amp;nbsp;48.7&amp;nbsp;และดัชนีโดยรวมเหลือ&amp;nbsp;48.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยด้านลบที่กระทบต่อดัชนีเศรษฐกิจชุมชน ได้แก่ รายได้ของเกษตรกรในเดือน เม.ย.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ลดลง เพราะผลผลิตปรับลดจากสถานการณ์ภัยแล้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;กำลังซื้อประชาชนชะลอตัว ราคาน้ำมันปรับขึ้น การส่งออกลดลงจากปัญหาสงครามการค้า และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนปัจจัยบวก เช่น การใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์&amp;nbsp;&amp;nbsp;มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ ราคาสินค้าเกษตรบางตัวปรับตัวดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มดัชนีเศรษฐกิจชุมชนในอนาคต มีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ หากปัญหาสงครามการค้าโลกยังยืดเยื้อ การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปียังล่าช้า รวมถึงเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เนื่องจากธุรกิจชุมชนยังต้องผูกโยงเกี่ยวกับภาพเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศอยู่ แต่ก็ยังถือว่าเศรษฐกิจชุมชนมีความผันผวนน้อยกว่าเศรษฐกิจตัวอื่น สำหรับสิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบด้วย การพัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อให้มีช่องทางการตลาดมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลดราคาต้นทุนวัตถุดิบ เพิ่มเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ กระตุ้นใช้จ่ายในประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อเสนอต่อธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ต้องการให้ช่วยผ่อนปรนเงื่อนไขเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ให้ธุรกิจมีสภาพคล่องมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความรู้ ทักษะการประกอบธุรกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้คำแนะนำด้านการเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;พัฒนาศักยภาพธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมช่องทางตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวรมิตร ครุฑโต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รองกรรมการผู้จัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายอนุมัติสินเชื่อ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันธุรกิจชุมชนเข้าถึงแหล่งทุนกว่า&amp;nbsp;3หมื่นราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดการเชื่อมโยงกับธุรกิจชุมชนกับธุรกิจภายนอก เช่น ท่องเที่ยง ขนส่ง สินค้าที่ระลึก ฯลฯ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า&amp;nbsp;1.45&amp;nbsp;แสนล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ทั้งผ่านสาขา และแอพพลิเคชัน&amp;nbsp;SME D Bank&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารจะเร่งยกระดับธุรกิจชุมชน ด้วยการเติมความรู้คู่เงินทุนต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น อบรมความรู้การทำบัญชีให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดอบรมพัฒนาบรรจุภัณฑ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมปรับปรุงบ้านพักเป็นบูติกโฮเทลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เสริมแกร่งปรับปรุงโชห่วย ขยายช่องทางตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งเน้นนำสินค้าชุมชนมาขายผ่านออนไลน์ รวมถึง จัดงานแสดงสินค้าชุมชนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นช่องทางขายสินค้าให้แก่ธุรกิจชุมชน ปีนี้จัดมาแล้ว&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ครั้ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแล้วกว่า&amp;nbsp;150&amp;nbsp;ราย สร้างรายได้กว่า&amp;nbsp;1.6&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายวรมิตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการเติมทุนให้ธุรกิจชุมชนในกลุ่มต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น เกษตรแปรรูป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ท่องเที่ยวชุมชน และโชห่วย เพื่อนำไปลงทุน ขยาย ยกระดับธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน คิดดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานถึงสูงสุด&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;บุคคลธรรมดา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีแรกเพียง&amp;nbsp;0.42%&amp;nbsp;&amp;nbsp;และนิติบุคคล อัตราดอกเบี้ย&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีแรกเพียง&amp;nbsp;0.25%&amp;nbsp;ต่อเดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37246</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเศรษฐกิจชุมชน, นายธนวรรธน์ พลวิชัย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190530/image_big_5cefd986a6d2c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวยชุดเริ่ม16ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กองสลากดีเดย์ขายหวยรวมชุด 5 ใบงวดแรก 16 ก.ค.นี้ เผยเสียงส่วนใหญ่หนุน นำร่องระยะแรกงวดละ 20 ล้านใบ ด้านรายย่อยวอนลดต้นทุนลงอีก เหตุยี่ปั๊วบวกกำไรเพียบ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนันชี้ไม่แก้สลากแพง เพราะยังมีเสือนอนกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า สำนักงานสลากฯ จะเดินสายรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับนโยบายการจำหน่ายสลากรวมชุดเองของสำนักงานสลากฯ โดยจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์ และจดหมายเปิดผนึก พบว่าประมาณ 70% สนับสนุนให้มีการรวมชุดจำหน่าย ซึ่งหลังจากรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว จะสรุปรายละเอียดเสนอให้คณะกรรมการสลากฯ พิจารณาภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยคาดว่าจะสามารถจัดจำหน่ายสลากรวมชุดได้เร็วที่สุดภายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะนำสลากจำนวน 20 ล้านฉบับ มารวมชุด ชุดละ 5 ฉบับ คิดเป็น 4 ล้านชุด ส่วนอีก 60 ล้านฉบับจะขายแบบใบเดี่ยวเหมือนเดิม โดยสลากรวมชุดจะเป็นการนำสลากแบบใบเดี่ยวราคา 80 บาท มารวมเป็นชุด 5 ใบ ซึ่งขายได้ง่ายกว่าแบบใบเดียวราคา 400 บาท และตรงกับความต้องการของประชาชนมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากรับฟังความคิดเห็น 70% เห็นด้วยกับแนวทางการรวมชุดของสลาก แต่ยังมีประเด็นที่เป็นเสียงแตกอยู่ คือ จะให้จำหน่ายเป็นร้านค้าประจำจุด หรือขายหาบเร่เหมือนเดิม ซึ่งสำนักงานสลากฯ อยากให้มีการขายแบบประจำจุดมากกว่า เพราะสามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยจะมีการติดกล้องวงจรปิด ใช้แอปพลิเคชันยืนยันการขายแบบรวมชุดให้ตรวจสอบได้ง่าย&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า หากการรับฟังความคิดเห็นสรุปว่าให้รายย่อยสามารถจำหน่ายสลากรวมชุดได้ ก็ไม่ต้องเรียกผู้ขายมาทำสัญญาใหม่ เพราะสัญญาเดิมมีการเปิดกว้างให้รายย่อยสามารถจำหน่ายสลากรวมชุดได้อยู่แล้ว แต่หากพบว่ายังมีการขายเกินราคา ก็สามารถดำเนินการตัดโควตาได้ทันที ซึ่งปัจจุบันได้มีการตัดโควตาสำหรับผู้ทำผิดไปแล้ว 5 พันราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อเสนอเรื่องการขอให้มีการปรับเพิ่มโควตาสลาก สำหรับผู้ค้ารายย่อย จากปัจจุบันได้รายละ 5 ชุดนั้น รัฐบาลขอยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายในการปรับเพิ่มโควตาดังกล่าวแต่อย่างใด โดยยังเป็นไปตามนโยบายเดิมทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับสลากรวมชุด แต่ควรสลายการรวมชุดมากกว่าทำเสียเอง เพราะแก้ไขการขายเกินราคาไม่ได้ หรือทำได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากลอตเตอรี่ยังคงเปลี่ยนมือไปสู่ผู้ค้าคนกลางที่รับซื้อมาจากผู้ค้าที่ได้รับโควตา แต่ไม่ยอมขายเอง เมื่อสำนักงานสลากฯ นำลอตเตอรี่รวมชุดออกมาจำหน่าย ยิ่งทำให้ราคาลอตเตอรี่ยังแพงขึ้น กลายเป็นรัฐบาลส่งเสริมการซื้อลอตเตอรี่แบบทวีคูณ จาก 1-2 ใบ ต้องมาซื้อเป็นแบบชุด 5 ใบ ทำให้ผู้บริโภคเสียเงินเพิ่มขึ้นจากเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สนับสนุนให้รวมลอตเตอรี่เป็นชุด แต่ขอให้แยกลอตเตอรี่เป็นคนละใบ เพราะหากใช้ใบเดียวแทน 5 ใบ หรือ 10 ใบ ผู้ค้าจะไม่สามารถแยกขายได้ และต้องการให้จัดสรรลอตเตอรี่รวมชุดให้กับผู้ค้ารายย่อย เพราะกระบวนการปัจจุบันผู้ค้าจะต้องนำลอตเตอรี่ใบเดี่ยวไปแลกเป็นลอตเตอรี่รวมชุด ส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นใบละ 10 บาท ทำให้ต้องขายลอตเตอรี่ในราคาแพงขึ้น แต่หากจัดสรรให้ผู้ค้ารายย่อยราคาลอตเตอรี่จะขยับลงมาที่ใบละ 80 บาทแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เห็นด้วยกับสำนักงานสลากฯ ที่จะทำลอตเตอรี่รวมชุด เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป และหันมาซื้อแบบรวมมากชุดมากขึ้น โดยเชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาการขายลอตเตอรี่เกินราคาลดลงได้ ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯ ต้องมีแอปพลิเคชันหรือช่องทางโซเชียล เช่น ไลน์ เพิ่มเติมในการร้องเรียน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแจ้งข้อมูลและรูปภาพส่งให้ตรวจสอบได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี สำนักงานสลากฯ ควรมีนโนบายการขายสลากออนไลน์ เพราะจะทำให้เกิดความเป็นธรรม และยังช่วยนำเงินใต้ดินที่มีกว่า 3 แสนล้านบาท มาเข้าระบบให้ถูกต้อง รวมทั้งให้ความสำคัญกับผู้พิการและผู้มีรายได้น้อยในการรับสิทธิ์ได้ขายก่อน เช่น การจัดทำตู้จำหน่ายสลากออนไลน์ และให้สิทธิ์กับผู้ที่มีโควตาเดิมก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นายประสาน น้อมจันทึก ผู้แทนกลุ่มสลาก 5 &amp;nbsp;ภาค กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วต้องมีการทำสลากรวมชุด เพราะที่ผ่านมากว่า 23 ปี ที่มีการขายสลากเกินราคา เสนอให้มีการจัดทำสลากรวมชุดแบบสลากใบเดียว แต่ขนาดต่างกัน ราคา 80, 240 และ 400 บาท โดยต้องการให้กระจายสลากเข้าถึงผู้บริโภคและผู้ค้ารายย่อยตัวจริงมากที่สุด ขณะเดียวกันอยากให้สำนักงานกินแบ่งรัฐบาลลดต้นทุนสลากลง จากเดิมใบละ 68.80-70.40 บาท เพราะเมื่อมาถึงยี่ปั๊วจะบวกราคาเพิ่มและขายต่อราคาใบละ 85-88 บาท ส่งผลให้ผู้ค้ารายย่อยต้องขายสูงราคาใบละ 100-120 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8716</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มสลาก 5  ภาค, กองสลากดีเดย์, นายธนวรรธน์ พลวิชัย, นายธนากร คมกฤส, นายประสาน น้อมจันทึก, นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์, นายสังศิต พิริยะรังสรรค์, ผู้ค้ารายย่อย, ยี่ปั๊ว, ลอตเตอรี่, สลากรวมชุด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af05ec794c72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 23:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว ดัชนีผู้บริโภคพุ่งสุด40ด.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.เพิ่มสูงสุดในรอบ 40 เดือน หลังเศรษฐกิจฟื้นตัว &amp;quot;ภาคส่งออก-ท่องเที่ยว-สินค้าเกษตร&amp;quot; ราคาปรับตัวดีขึ้น &amp;quot;ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ&amp;quot; คาดแนวโน้มน่าจะดีต่อเนื่อง &amp;nbsp;มั่นใจครึ่งปีหลังผู้บริโภคจะเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยคึกคัก ผลักดัน ศก.ไทยปีนี้โต 4.2-4.6% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 พ.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย.2561 อยู่ที่ 80.9 เพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค.2561 ที่ 79.9 ซึ่งเป็นค่าดัชนีที่สูงสุดในรอบ 40 เดือน นับตั้งแต่เดือน ม.ค.2558 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 55.3 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 91.9 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 67.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 75.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 99.1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยมีภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อน โดยการส่งออกเริ่มส่งผลดี มีการกระจายคำสั่งซื้อไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และด้านการท่องเที่ยว มีการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน และยังได้รับผลดีจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นในรอบ 6-12 เดือน เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย และค่าเงินบาทที่เคยมองว่าจะเป็นปัญหาสำคัญ ก็ไม่แข็งค่าทะลุ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในส่วนปัจจัยลบที่ฉุดความเชื่อมั่น ยังคงเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศที่อาจจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากเดือน ก.พ.2562 ราคาขายปลีกน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สินค้าเกษตรบางรายการยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เงินบาทแข็งค่า และปัญหาค่าครองชีพที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรายังคงต้องติดตามดูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ แม้ว่าความเชื่อมั่นในอนาคตจะปรับตัวดีขึ้นถึงระดับที่ 91.9 สูงสุดในรอบ 61 เดือน และเข้าใกล้ระดับ 100 ซึ่งเป็นระดับปกติ โดยคาดว่าน่าจะทะลุ 100 ได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ เพราะปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจยังมีทั้งเม็ดเงินจากภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มกระจายลงไป และหากการเบิกจ่ายงบกลางปีที่จะลงในโครงการไทยยั่งยืนและช่วยเหลือภาคการเกษตรทำได้เร็ว ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและเร่งการจับจ่ายใช้สอยได้&amp;quot; ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาตัวที่จะมาบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวโดดเด่น ทำให้กำลังซื้อของประชาชนในส่วนภูมิภาคไม่คึกคัก และยังต้องระวังปัจจัยเสี่ยงที่มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทยเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าเป็นไปตามที่ประเมินไว้ ผู้บริโภคจะเริ่มกลับมามีความมั่นใจในการบริโภคสินค้าและบริการมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเด่นชัดขึ้นในปลายไตรมาสที่ 2 และเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงขึ้น โดยศูนย์ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2561 จะโตได้ที่ 4.1-4.2%, ไตรมาส 2/2561 โต 4.2-4.4% รวมครึ่งปีแรกโต 4.4-4.6% และเมื่อรวมทั้งปีจะขยายตัวได้ที่ 4.2-4.6%&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์ได้มีการสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือน เม.ย.2561 ด้วย โดยพบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ อยู่ที่ 91.4 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านใหม่อยู่ที่ 68.6 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวอยู่ที่ 73.9 และดัชนีความเหมาะสมลงทุนทำธุรกิจอยู่ที่ 49.2 ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกรายการ เพราะคนเริ่มมั่นใจในการซื้อรถ ซื้อบ้าน ท่องเที่ยวและทำธุรกิจ แต่ดัชนีค่าครองชีพกลับอยู่ที่ 63.2 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เพราะคนยังรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้นมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8387</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่น, นายธนวรรธน์ พลวิชัย, ผู้ประกอบการ SMEs, ภาคการส่งออก, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ยางพารา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจฟื้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9ccfde0408.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
