<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไม่มีผมชี้เศรษฐกิจไทยเสื่อถอยอาจถึงยุคไปเป็นจับกังประเทศเพื่อนบ้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.2563 - &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดเวทีสภาในประเด็น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายธีระชัย กล่าวว่า เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นเวทีที่ประชานให้ความสนใจอย่างมาก เพราะมันร้างมานาน ซึ่งประชาชนตั้งความหวังให้มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมันครอบคลุมทุกด้าน &amp;nbsp;จากเดิมที่มีการเรียกร้องว่า ควรต้องมีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง จนนำไปสู่การรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคือ 6 ปีที่ผ่านมา เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆ มากพอหรือไม่ และอย่างไร นี่คือสิ่งที่ตนคิดว่าควรนำมาเป็นเรื่องถกแถลงกันในการอภิปรายครั้งนี้ ขณะที่การปฏิรูปที่คืบหน้าจริงๆ อาจเป็นแค่เรื่องการทหารเท่านั้น ทีเราเห็นข่าวที่ผบ.ทบ.ออกมาพูดเรื่องบ้านพัก และธุรกิจของทหาร ทั้งที่หลายธุรกิจ พบว่า ผู้บัญชาการทหารบกนั้นเป็นประธาน โดยตำแหน่งด้วยซ้ำ การทีท่านออกมาชี้เรื่องผลประโยชน์สีเทาที่ต้องมีการรื้อ มีการเซ็น MOU ให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนนึกไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เห็น ผบ.ทบ.ผ่านมาหลายคนมาก แต่ไม่เคยมีใครหยิบประเด็นนี้มาพูดเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่กองทัพบกควรจะได้เครดิต เพราฉะนั้นเราจึงต้องกลับไปถามรัฐบาลว่ามีเรื่องอื่นนอกจากการทหารที่คืบหน้าบ้างหรือไม่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพ และชี้จุดที่ยังขาด โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบด้านทุจริต สำคัญมากกว่ากรตรวจสอบว่าทำงานครบถ้วนหรือไม่ แต่การทุจริตเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เป็นสิ่งที่ปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า สิ่งที่ผมกังวลคือ เศรษฐกิจไทยเสื่อมถอย และจะทุกไปเรื่อยๆ แล้วมันไม่ฟื้นจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญจีดีพีไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมาโตเพียง 1.6 ต่ำที่สุดในรอบ 21 ปี ทำให้ทั้งปีได้ 2.4 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นี่ขนาดยังไม่มีไวรัส โควิค -19 เนื่องจาก 5 ปีที่ผ่านเศรษฐกิจ พึ่งการท่องเที่ยวและการส่งออก พอมีไวรัสเข้ามา ก็อาจจะเกิดปัญหาเข้าไปอีก ขณะที่การลงทุนช่วงปี 2555 2556 มีงบส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ขณะที่ช่วง 4 ปีผ่านมามีการส่งเสริมการลงทุนเพียงประมาณ 600,000 ล้านบาท แต่ประชาชนรายได้เท่าเดิม มีแต่เจ้าสัวที่รวยขึ้น ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐแทนที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็เอามาแจกเงินแบบซี้ซั้ว ขณะที่ ดร.สมคิด เคยพูดอยู่ว่าประเทศเรากระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกระตุ้น กระตุ้นแต่ไม่พัฒนา และทุกวันนี้รัฐบาลก็ยังทำแบบนั้นอยู่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;ตอนนี้มันทรุดหนัจริงๆแล้ว แบบไม่เห็นว่าจะกลับมาอย่างไร พอไวรัสผ่านแล้ว กว่านักท่องเที่ยวจะมาก็ต้องใช้เวลา ส่งออกก็แย่ การลงทุนก็ไม่มี แบบที่บอก ขนาดตอนไม่มีไวรัสจีดีพียังเหลือ 1.6% ประเทศไทยอาจเป็นแบบพม่า ในอนาคตลูกจ้างเราต้องไปเป็นกรรมกรในประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ต้องไปรับจ้างอุ้มบุญ มันใช่หรือ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัยกล่าวว่า รัฐต้องเร่งเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส หากต้องการเร่งปรับอะไรในประเทศ โดยขอเสนอ 1.ดูแลเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ย เงินฝากและเงินกู้ 2.การปรับลดราคาพลังงาน 3.การปรับปรุงโครงสร้างภาษี ที่ทุกวันนี้คนจนก็ยิ่งจน คนรวยก็ยิ่งรวยกว่าเดิม &amp;nbsp;4.การลดงบทางการทหารของกองทัพออกมาใช้ทางเศรษฐกิจ 5.รัฐบาลต้องตั้งหน่วยงาน กรณีการยิงกราดที่อาจเกิดการเลียนแบบขึ้น เพราะตอนนี้เศรษฐกิจแย่ คนก็เครียดขึ้นเรื่อยๆ 6.ให้ผู้นำเจรจาของภาคการผลิตที่กำลังจะออกนอกประเทศ 7.แก้ปัญหาฝุ่นควัน 8.แก้ปัญหาเงินบาทอ่อนตัว 9.หารายได้โดยการพิจารณาพื้นที่ดินแดนไทย-กัมพูชา มาใช้ ซึ่งการเจรจากับกัมพูชาแล้วเอาแก๊สมาแบ่งกัน แต่ไม่ได้หมายถึงการแบ่งแยกดินแดน 10.สนับสนุนและปรับปรุงสิทธิประโยชน์ขงบริษัทเทคโนโลยีของประเทศไทย &amp;nbsp;11.สังคายนาปัญหาการใช้อำนาจรัฐและที่ดินของรัฐ &amp;nbsp;และ 12.การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ไม่ใช่การเอาเงินไปแจกฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายศรีสุววรณ กล่าวว่า &amp;nbsp;ผมผิดหวังฝ่ายค้านชุดนี้กล้าเปิดอภิปรายฯ เพราะเห็นว่าฝ่ายค้านคิดว่าตัวเองเป็นเทวดา และไม่สนใจการเชื่อมโยงข้อมูลกับภาคประชาชน คิดว่า ส.ส.มีข้อมูลที่จะเอาไปอภิปรายผู้มีอำนาจ ที่สำคัญคือ ข้อมูลเหล่านี้มีเยอะ แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายค้านทั้งหมด รวมทั้งหน่วยงานราชการกันเอง &amp;nbsp;อย่าลืมว่าบวกก็มีลบ ที่พร้อมจะสนอบตอบข้อมูลให้ ตนก็ยังเงียบรอฟังว่า เมื่อไรจะมีฝ่ายค้านเปิดตู้ ปณ.รับเรื่อง ซึ่งก็เห็นแต่เขานั่งแถลงโวว่า จะล้มอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะล้มอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรณกล่าวอีกว่า การบริหารของรัฐบาลประยุทธ์ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวมากมายไปหมด อย่างเรื่องเมเกะโปรเจกต์ ก็เป็นเรื่องที่ควรถูกนำมาตีแผ่ให้สังคมรับทราบ ล่าสุดเห็นว่ามี ส.ส.ท่านหนึ่งเปิดเผยเรื่องการให้เช่าศูนย์ประชมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยากเห็นและคิดว่าเป็นข้อมูลที่น็อครัฐบาลได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57606</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, พรรคไทยรักษาชาติ, พิชัย นริพทะพันธุ์, ศรีสุวรรณ จรรยา, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เลขาธิการองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200219/image_big_5e4cbd3f9ea9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2019 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2019 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีระชัย&#039;ร่ายยาวถาม“ถ้าม.44กลายเป็นเช็คเด้ง ใครต้องรับผิดชอบ?”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.62- นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thirachai Phuvanatnaranubala เรื่อง &amp;ldquo;ถ้า ม.44 กลายเป็นเช็คเด้ง ใครต้องรับผิดชอบ?&amp;rdquo; ระบุว่า สมมุติ กสทช. อยากจะเอื้อประโยชน์แก่นายทุนทีวีดิจิทัล และแก่นายทุนโทรคมนาคม และเห็นว่าเสี่ยงจะมีความผิด จะติดคุก ถามว่าจะทำอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางออกประตูหนึ่ง คือให้นายทุนไปล้อบบี้ให้ คสช. สั่งการตาม ม.44 วิธีนี้ทาง กสทช. ก็จะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่ถ้าใครคิดว่า ม.44 เป็นยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค หรือเป็นเช็คเปล่า blank cheque ที่หัวหน้า คสช. จะกรอกตัวเลขเท่าไหร่ก็ได้ ท่านอาจจะคิดผิดนะครับ เพราะ ม.44 ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ 2557 (ดูรูป) มีเงื่อนไขกำกับไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;มาตรา ๔๔ ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อ ป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติทที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าดูคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2562 จะพบว่าอ้างเหตุจำเป็นว่า &amp;lsquo;โดยที่ในปัจจุบันได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สภาพปัญหาจากการแข่งขันทางธุรกิจสําหรับกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ปัญหาด้านความพร้อมทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงผลกระทบจากรายได้ของผู้ประกอบการที่สุจริต อันส่งผลถึงความสามารถในการชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ได้ทันภายในระยะเวลาที่กําหนดนั้นยังคงอยู่ จึงจําเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและ กําหนดระยะเวลาในการชําระค่าธรรมเนียม เพื่อให้การประกอบกิจการดังกล่าวสามารถดํารงอยู่ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน ๗๐๐ MHz และ ๒๖๐๐ MHz ซึ่งจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ๕G อันทําให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความมั่นคงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากเป็นการอ้างเหตุผลแบบเหมารวมทั้งทีวีดิจิทัล และโทรคมนาคม จึงต้องวิเคราะห์แยกส่วน
ปัญหาทีวีดิจิทัล ปัญหาทีวีดิจิทัลนั้น น่าจะเกิดจาก กสทช. นำจำนวนคลื่นออกประมูลเหมาเข่งมากเกินไป ซึ่งกติกาในขณะนั้น ที่อนุญาตให้ กสทช. เป็นผู้รับเงินแทนรัฐ อาจจะเป็นสาเหตุจูงใจในประเด็นนี้ เพราะยิ่งประมูลมาก กสทช. ก็ยิ่งร่ำรวย!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่สอง คือ กสทช. อาจจะชี้นำตัวเลขตลาดผู้บริโภคทีวีดิจิทัล ในช่วงแรก ที่สูงเกินกว่าที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งอาจดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ล่าช้า ปัจจัยที่สาม คือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป บริโภคทีวีทุกประเภทน้อยลง รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ใช้เวลากับมือถือมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คำบรรยายถึง &amp;lsquo;สภาพปัญหาจากการแข่งขันทางธุรกิจ&amp;rsquo; &amp;lsquo;ปัญหาด้านความพร้อมในภาคเอกชน&amp;rsquo; &amp;lsquo;ผลกระทบจากรายได้ของผู้ประกอบการที่สุจริต&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ความสามารถในการชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต&amp;rsquo; ...
ถ้าจะอ้างว่า จำเป็นต้องใช้ ม.44 &amp;lsquo;เพื่อ ป้องกัน ระงับ การกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายเศรษฐกิจของประเทศ&amp;rsquo; นั้น น่าจะไร้เหตุผล เพราะปัญหา 4 ประการที่บรรยาย เกิดขึ้นแก่ธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งธุรกิจสื่อ และธุรกิจอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคำบรรยายว่า &amp;lsquo;เพื่อให้การประกอบกิจการดังกล่าวสามารถดํารงอยู่ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน&amp;rsquo; ก็ไร้เหตุผลอีกเช่นกัน เพราะประชาชนยังมีช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านโครงข่ายมือถือ และผ่านสื่อรูปแบบอื่นอีกมากมาย ประเด็นที่น่าสนใจ คือคำบรรยายสาเหตุแห่งปัญหาว่า &amp;lsquo;ปัญหาด้านความพร้อมในภาครัฐ&amp;rsquo; เพราะอาจจะบ่งชี้จุดอ่อนในการทำงานของ กสทช. ซึ่งถ้ามีจริง หัวหน้า คสช. จะต้องมีหลักฐานการสอบสวนและลงโทษ หรือเหตุผลที่ยกโทษ ก่อนการออกคำสั่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปแล้ว ผมเห็นว่าคำบรรยายมิได้เข้าลักษณะเงื่อนไขตาม ม.44 ส่วนคลื่น 700 MHz นั้น เป็นเรื่องเฉพาะสำหรับทีวีมือถือ ซึ่งจะเป็นการเปิดศักราชใหม่ จะเป็นตลาดใหญ่ เพราะมือถือที่ติดตัวเราตลอด จะใช้ดูทีวีได้ โดยสัญญาณมีเสถียรภาพ ผมได้ข้อมูลว่า เดิมคลื่น 700 MHz อยู่ที่ อสมท. แต่ กสทช. ไม่ต้องการปล่อยให้ อสมท. เป็นผู้เปิดประมูลให้เอกชน ต้องการรวบเอาเข้ามาเปิดประมูลเอง ตามข้อมูลที่ผมได้รับ เรื่องนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับทีวีดิจิทัล หรือเกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องใช้อำนาจ ม.44 เสมือนดาบซามูไร เอาไปหั่นพริก ปัญหาโทรคมนาคม คลื่นที่เกี่ยวข้องกับ 5G นั้น คือ 2600 MHz ซึ่งไม่ได้มีการเรียกคืนจากใคร จึงต้องตั้งคำถามว่า ทำไมต้องใช้ ม.44? คำบรรยายว่าสถานการณ์ขณะนี้ &amp;lsquo;ส่งผลถึงความสามารถในการชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต&amp;rsquo; นั้น สามารถใช้กับนายทุนโทรคมนาคมได้จริงหรือ? นายทุนสามรายใหญ่ในกลุ่มนี้ ยังมีฐานะอูฟู ยังมีกำไร ยังมีเงินหมุนเวียนตรึม หรือไม่?และบางรายยังฐานะมั่นคง ถึงขั้นจะขยายกิจการ แตกหน่อออกไปทำรถไฟความเร็วสูง มิใช่หรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำบรรยายที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม จึงมีแต่ &amp;lsquo;เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน ๒๖๐๐ MHz ซึ่งจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ๕G อันทําให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความมั่นคงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด&amp;rsquo; ผมขอให้ข้อคิดว่า เนื่องจาก 5G จะเพิ่มความเร็วของสัญญาณอย่างไม่เคยมีมาก่อน และจะเป็นแกนหลักของ AI เช่น อุปกรณ์สมองกลของรถไร้คนขับ และการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ Internet of things ดังนั้น 5G จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของขีวิตประจำวันของคนไทย รัฐจึงควรจะกระจาย 5G ให้แผ่ซ่าน ให้ราคาต่ำ เพื่อกระตุ้นคนรุ่นใหม่ให้เรียนรู้ และพัฒนากิจกรรมด้านนี้ ตัวอย่างสวีเด็น ที่เคยกระจายการเข้าถึงอินเทอร์เนต ภายในเวลาไม่กี่ปี ความชำนาญด้านนี้พุ่งขึ้นหลายเท่า ทั้งธุรกิจขนาดเล็ก และแม้แต่พวก hacker และเว็บไซต์ที่เปิดให้ประชาชนเลี่ยงลิขสิทธิ์แชร์เพลงกันได้ รัฐจึงควรจะเปลี่ยนโหมด จากเดิมที่ให้ กสทช. เน้นบีบให้เอกชนควักกระเป๋าแข่งกันประมูลให้เงินรัฐสูงสุด เป็นระดับแสนๆ ล้านบาท ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ควรเปลี่ยนเป็นกำหนดเพดานอัตราค่าบริการเพียงต่ำๆ เพื่อเอกชนผู้ประมูลจะไม่ต้องใช้เงินมากเกินไป
อย่างไรก็ดี ถามว่า การอ้าง ถ้าไม่เลื่อนกำหนดชำระเงินให้แก่นายทุนโทรคมนาคม เขาจะไม่มาร่วมประมูล 5G นั้น จะพิสูจน์ได้อย่างไร? และ คสช. มั่นใจได้อย่างไรว่า จะไม่มีเอกชนจากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมประมูล ไม่ว่าจากจีน รัสเซีย อิสราเอล ยุโรป หรือสหรัฐ? กล่าวโดยสรุป ถ้าหากการใช้ ม.44 ผิดเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ 2557 หัวหน้า คสช. ก็ต้องรับผิดชอบ สรุปแล้ว ถ้า ม.44 เปลี่ยนจากเช็คเปล่า ไปเป็นเช็คเด้ง หรือจากยาวิเศษ ไปเป็นยาหมดอายุ หัวหน้า คสช. ก็ต้องรับผิดชอบ แต่ คสช. จะต้องรับผิดชอบทั้งคณะด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 15 เมษายน 2562 ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล &amp;nbsp;Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala (เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ) หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33646</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, ม.44, เฟซบุ๊กส่วนตัว Thirachai Phuvanatnaranubala</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb20d2370de1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2018 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2018 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ธีระชัย&#039;โพสต์ถาม&#039;แผนยุทธศาสตร์ชาติ: แท้จริงเป็นแผนการเมือง หรือแผนธุรกิจ?&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.61- นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.การคลัง ในรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว Thirachai Phuvanatnaranubala เรื่อง &amp;quot;แผนยุทธศาสตร์ชาติ: แท้จริงเป็นแผนการเมือง หรือแผนธุรกิจ?&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาระบุ สังคมต้องไม่ยอมให้รัฐบาลใด ริดรอนสิทธิรัฐบาลอื่นในอนาคตโดยไม่จำเป็น! การที่รัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใดจะจัดชุดความคิด ในด้านยุทธศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน ที่ยาวนานถึง 20 ปี ทิ้งเป็นมรดกให้คนรุ่นหลังนั้น เป็นเรื่องประหลาด ที่ไม่เคยมีมาก่อน และไม่เป็นสากล จึงต้องถามว่า แท้จริงแผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นแผนการเมือง หรือแผนธุรกิจ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านการทหาร การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ยาวนานนั้น ก็พอรับได้ เช่น วิธีป้องกันประเทศสำหรับการรุกรานที่เข้ามาในทิศทางหนึ่ง แม้เวลาผ่านไป หลักยุทธวิธีก็คงจะคล้ายกับที่วางแผนไว้เดิม เพราะสภาพแวดล้อมและปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของแต่ละทิศทางก็ยังจะเหมือนเดิม แต่ในด้านการพัฒนาประเทศนั้น สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามเทคโนโลยี การเมืองระหว่างประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจ กติกาสากล และวิวัฒนการในพฤติกรรมนิสัยมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ถึงแม้สังคมอาจจะเห็นพ้องร่วมกัน ในทิศทางการพัฒนาประเทศ แต่ก็จะมีจุดร่วมกันได้ แต่เฉพาะหลักการใหญ่ๆ ส่วนประเด็นระดับรองย่อยลงมานั้น ย่อมจะมีความเห็นแตกต่างกันมากมาย เพราะแต่ละแนวทาง มีผลกระทบต่อคนในสังคมแตกต่างกัน ไม่ว่าแต่ละชั้นฐานะ แต่ละกลุ่มอาชีพ หรือแต่ละภาคทางภูมิศาสตร์
ในแต่ละประเทศ แผนยุทธศาสตร์จึงมักจะเป็นข้อคิดทางวิชาการ และมีหลายองค์กรที่ต่างจัดทำ เพื่อเป็นข้อเสนอแก่สังคม แต่ผมไม่เคยเห็นมีประเทศใด ที่กำหนดแข็งตัวในรูปแบบของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้วิจารณ์ไว้ในประเด็นของ &amp;ldquo;การติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผล&amp;rdquo; ที่กำหนดไว้ในหมวด 3 มาตรา 23-27 ว่า &amp;quot;ให้อำนาจกับคณะกรรมการที่จะกล่าวโทษผู้ไม่ปฏิบัติตาม ให้เลือกเลยว่าจะยื่นเรื่องให้สภาผู้แทน หรือวุฒิสภา ที่จะส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณา ซึ่งแค่ชี้มูลก็ต้องพ้นตำแหน่ง&amp;quot; ดูลิงค์ข้างล่าง ผมดูแล้ว เงื่อนไขอย่างนี้ ต้องสรุปว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แท้จริงก็คือแผนการเมืองนั่นเอง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ คสช. จะเสนอชุดความคิดใด เพื่อทิ้งเอาไว้เป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลานนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่เข้าท่าเข้าทาง รัฐบาลต่อมา ก็ย่อมจะนำไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ไม่ต้องบังคับขู่เข็ญกันเลย ดังนั้น การยกระดับขึ้นเป็นกฎหมาย ที่สามารถลงโทษล้มรัฐบาลอนาคตได้ ถ้าไม่เรียกว่า เป็นอาวุธ และหมากกล ทางการเมือง แล้วจะเรียกว่าอะไร???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมขอวิจารณ์ว่า แผนนี้มีเป้าหมายเป็นแผนธุรกิจอีกด้วย!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปกติการหาจุดร่วมในแนวคิดยุทธศาสตร์ชาตินั้น จะต้องคำนึงถึงบริบททางสังคม เป็นธงนำ จะต้องถามว่า ประชาชนได้อะไร เสียอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กระบวนการในการหาจุดร่วม จะต้องใช้วิธีถกแถลง รวบรวมความคิดอย่างกว้างขวาง ทั้งภาคประชาชน และภาคการเมือง แต่ตามบทความข้างล่าง องค์ประกอบของคณะกรรมการซึ่งมีอยู่ 35 คน
เป็นตามตำแหน่ง 18 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน ซึ่งในกรรมการตามตำแหน่งนั้น เป็นฝ่ายการเมืองและข้าราชการ 13 คน และเป็นประธาน Trade Associations 5 คน คือ ประธานสภาเกษตรกร สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาธุรกิจท่องเที่ยว และสมาคมธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เขียนบทความตั้งข้อสังเกตชัดเจนว่า Trade Associations ในไทยนั้น เป็นองค์กรที่นักธุรกิจรวมตัวกันเพื่อเจรจาต่อรองกับส่วนราชการ และเพื่อตั้งกติกาการแข่งขันระหว่างกัน มิใช่ตัวแทนภาคประชาชน องค์ประกอบคณะกรรมการจึงเน้นแต่ ข้าราชการ ทหาร และนักธุรกิจ แต่ไม่มีภาคการเมือง ภาคประชาคม ภา คท้องถิ่น หรือตัวแทนองค์กรที่ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคใดๆ กรณีของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ในภาพข้างล่างจะเห็นรายชื่อ
&amp;bull;ประธานฯนายพรชัย เคยเป็นกรรมการบริษัทพลังงาน&amp;nbsp;
&amp;bull;นายดนุชา เป็นรองเลขาฯสภาพัฒน์ฯ แต่เป็นกรรมการบริษัทพลังงาน&amp;nbsp;
&amp;bull;นายดุสิต เป็นเจ้าของบริษัทพลังงาน&amp;nbsp;
&amp;bull;นายบัณฑิต เป็นอธิการบดีจุฬาฯ แต่เป็นกรรมการบริษัทพลังงาน&amp;nbsp;
&amp;bull;นายปิยสวัสดิ์ เป็นกรรมการบริษัทพลังงาน&amp;nbsp;
&amp;bull;นายมนูญ เป็นกรรมการบริษัทพลังงาน&amp;nbsp;
&amp;bull;พลเอกเลิศรัตน์ เคยเป็นกรรมการ ปตท.&amp;nbsp;
&amp;bull;นายสุนชัย เคยเป็นผู้ว่า กฟผ. ที่มีข่าวฝากสนับสนุนให้ผู้ว่าคนใหม่สางต่อโรงไฟฟ้ากระบี่&amp;nbsp;
&amp;bull;นายเสมอใจ เป็นข้าราชการกระทรวงพลังงาน
&amp;bull;นายกวิน เคยเป็นเลขาฯกำกับกิจการพลังงาน
คณะกรรมการนี้จึงไม่มีภาคประชาชนร่วมอยู่ด้วยเลย แม้แต่คนเดียว!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงไม่แปลกใจที่แผนยุทธศาสตร์ชาติด้านพลังงาน มีแต่แง่มุมเพื่อจะพัฒนาธุรกิจพลังงานด้านต่างๆ
ไม่ต่างอะไรกับแผนการพัฒนาธุรกิจพลังงาน ที่บริษัทที่ปรึกษาเอกชนทั่วไปจะรับจ้างจัดทำขึ้น เพื่อเสนอให้เป็นพิมพ์เขียวแก่ประเทศ ในการตอบสนองความต้องการภาคธุรกิจ
ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์ชาติ - ที่แท้จริงเป็นแผนการเมืองและแผนธุรกิจ - ที่ไม่ได้เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างนี้ จะกลายเป็นมรดกสีเทาเสียกระมัง
วันที่ 15 ตุลาคม 2561
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala
(เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ)
หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1686907
https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_1683366&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19928</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, ยุทธศาสตร์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af01239223f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีระชัย&#039; แฉนายทุนระดับชาติสมคบ &#039;บิ๊กตู่&#039; ปูทางสืบทอดอำนาจ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.61 - นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง เขียนบทความ &amp;ldquo;เสียงเรียกร้องต่อคนที่หูทวนลม&amp;rdquo; เผยแพร่บนเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;ldquo;Thirachai Phuvanatnaranubala&amp;rdquo; ว่า&amp;quot;ภายหลังการปฏิวัติ กลุ่มทหารที่ไม่ยอมเลิกราจะพยายามสืบทอดอำนาจอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งอาจติดใจอำนาจรัฐและผลประโยชน์ อีกส่วนหนึ่งน่าสงสัยว่าอาจจะต้องการนั่งทับของสกปรกเอาไว้ อย่าให้ใครเข้ามารื้อ หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สำหรับรัฐบาล คสช. นั้น ผมเห็นว่ามีปัจจัยพิเศษ เพราะในช่วงที่นั่งอยู่ในตำแหน่งกว่า 4 ปีนั้น นายทุนระดับชาติพบว่าสามารถเข้าไปยุ่มย่ามได้มากกว่ารัฐบาลปฏิวัติในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลปฏิวัติในอดีตส่วนใหญ่จะแยกบทบาทระหว่างผู้ที่ทำปฏิวัติ กับผู้ที่บริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีจึงมีสัดส่วนนักวิชาการและมืออาชีพมากกว่า แต่ในยุค คสช. เน้นพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ไว้ใจได้ ส่วนคนนอกก็มาด้วยการสนับสนุนจากนายทุนระดับชาติ ดังนั้น นอกจากจะขาดการถ่วงดุลแล้ว ผลงานทางเศรษฐกิจจึง &amp;#39;รวยกระจุก จนกระจาย&amp;#39; เพราะมีหลายโครงการที่ประเคนสิทธิหรือทรัพย์สินของรัฐให้แก่นายทุนระดับชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และยิ่งอยู่นานกว่ารัฐบาลปฏิวัติในอดีตหลายเท่า โครงการทำนองนี้ก็ผุดขึ้น เป็นวงเงินลงทุนมหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกประยุทธ์ เป็นผู้ปฏิวัติและดำรง 2 ตำแหน่งพร้อมกัน ที่เรียกว่า &amp;#39;ชงเอง ชิมเอง&amp;#39; นั้น ปกติก็จะไม่เป็นที่ยอมรับของสากลอยู่แล้ว แต่บัดนี้ มีการขับเคลื่อนด้านการเมืองเต็มรูปแบบ มีการจัดตั้งพรรคการเมืองอย่างขัดเจน คำวิจารณ์มีแต่จะรุนแรงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้นักกฎหมายจะบอกว่า ไม่มีข้อห้ามรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง แต่ข้ออนุญาตดังกล่าว เป็นกรณีที่รัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งปกติ รัฐมนตรีจึงสังกัดพรรคการเมืองอัตโนมัติ และพรรครัฐบาลที่ยุบสภาและเดินหน้าเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ก็ย่อมจะได้เปรียบระดับหนึ่งจากตำแหน่งการบริหารบ้านเมืองในช่วงหาเสียงไม่มากก็น้อย แต่กรณีนี้ สังคมไทยรับได้ เพราะในระบบปัจจุบันไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และประชาชนไม่ได้เลือกพวกเขาเข้ามา แต่อาศัยความขัดแย้งทางการเมืองฉวยยึดอำนาจ จึงมีลักษณะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ และมีความจำเป็นต้องรักษาความเป็นกลาง และการสืบทอดอำนาจ ด้วยการออกกติกาที่เอียงให้ประโยชน์แก่พวกของตน และการสวมหมวก 2 ใบ จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลที่มาในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างนี้ การจะอ้างว่าปฏิบัติตัวเป็นธรรมเท่าเทียมกันทุกฝ่าย การอ้างอย่างเดียวยังไม่พอ แต่จำเป็นต้องนำเสนอภาพที่ย้ำประเด็นนี้อย่างชัดเจนด้วย ภาษาอังกฤษเรียกว่า &amp;#39;not only to be fair, but also to be seen to be fair&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และคำวิจารณ์นี้ จะต้องครอบคลุมถึงตัวพลเอกประยุทธ์เองด้วย เพราะท่านประกาศจุดมุ่งหมายทางการเมืองชัดแจ้งแล้ว และใครก็มองออกว่า บุคคลที่นั่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐขณะนี้นั้น ไม่มีฐานะที่จะเป็นผู้นำรัฐบาลได้เลย และการตั้งบุคคลนี้ให้เป็นหัวหน้าพรรคที่จะเป็นแคนดิเดทสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นเพียงฉากกำบังพลเอกประยุทธ์เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการที่พลเอกประยุทธ์ยังเลือกที่จะใช้ฉากกำบัง ย่อมแสดงจุดประสงค์เป้าหมายที่จะอาศัยอำนาจรัฐเพื่อเอาเปรียบคู่ต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบรรดานายทุนระดับชาติที่พบว่ารัฐบาลนี้นักธุรกิจสามารถเข้าไปกุมบังเหียนทางเศรษฐกิจได้ง่ายดายที่สุด จึงให้ความหวัง ให้การสนับสนุน เพื่อจรรโลงทีมงานตุ๊กตามือให้อยู่ต่อไปนานที่สุดนั้น ถึงเวลาที่ควรต้องตระหนักว่า คุณกำลังสร้างความตึงเครียดทางการเมืองโดยตรง เพราะวันหนึ่งนักธุรกิจขนาดเล็กกว่าก็จะไม่เอาระบบที่พวกคุณอาศัยอำนาจรัฐและข้าราชการเลวสรรสร้างความได้เปรียบหยิบชิ้นปลามัน โดยไม่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพลเอกประยุทธ์ที่วันนี้อาจจะลืมตัว ตีนลอย หัวใจโป่งพอง มองเห็นความฝันที่ตัวเองจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประวัติศาสตร์จะต้องยกย่องชมเชย นั้น ก็ควรจะให้ทีมงานวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบเสียก่อน โดยเฉพาะดูผลการลงคะแนนโหวตของสำนักข่าว ทีนิวส์ เอาไว้บ้าง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18840</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, บิ๊กตู่เล่นการเมือง, อดีต รมว.คลัง, เลือกตั้ง, เสียงเรียกร้องต่อคนที่หูทวนลม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb20d2370de1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนอย่าตกใจ! แบงก์ชาติแจง เงินสำรองแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่าแตกตื่น! แบงก์ชาติแจงผลการขาดทุนสะสม แค่ขาดทุนทางบัญชีหลังบาทแข็งค่า &amp;nbsp;ยืนยันไม่ได้เก็งกำไรค่าเงิน ระบุเงินสำรองยังแกร่ง วอนประชาชนอย่าตกใจเกินเหตุ &amp;quot;ธีระชัย&amp;quot; ยันเหตุเพราะไทยมีสำรองมากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังมีการนำผลการขาดทุนสะสมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ &amp;nbsp;ซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกในวงกว้าง และคาดการณ์กันว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ล่าสุด ธปท.ออกมาชี้แจงเพื่อหยุดกระแสความไม่เข้าใจนี้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ขอให้ประชาชนอย่าตกใจเกินเหตุกับผลขาดทุนสะสมของ ธปท. ตามที่มีกระแสแชร์กันในโซเชียลมีเดีย อาจสร้างความตกใจเพราะมีข้อเท็จจริงและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหลายประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ยืนยันว่า ธปท.ไม่ได้เก็งกำไรค่าเงิน โดย ธปท.เข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินควร จนอาจจะเป็นผลเสียต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง เมื่อ ธปท.ซื้อเงินตราต่างประเทศแล้ว ก็บริหารเงินสำรองระหว่างประเทศด้วยความรอบคอบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว และเปิดเผยตัวเลขฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศทุกสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยมาก ทั้งจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่องมาหลายปี และการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น จึงเกิดการขาดทุนจากการตีราคา (valuation loss) หรือการขาดทุนทางบัญชี และในทางตรงข้ามถ้าเงินบาทอ่อนค่าลง เงินสำรองระหว่างประเทศที่ตีมูลค่าเป็นเงินบาทก็จะเพิ่มขึ้น (valuation gain) หรือมีกำไรทางบัญชี โดยปกติเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งขึ้น ธนาคารกลางก็มักจะขาดทุนจากการตีราคา แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ค่าเงินอ่อนค่าลง ส่งผลให้ธนาคารกลางมักจะมีกำไรจากการตีราคา&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2560 ธปท.มีเงินสำรองระหว่างประเทศรวมฐานะการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าประมาณ 2.4 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นหนึ่งบาทเทียบกับเงินดอลลาร์ ธปท.จะขาดทุนจากการตีราคาทันที 2.4 แสนล้านบาท ในทางตรงกันข้ามถ้าเงินบาทอ่อนค่าลงหนึ่งบาท ธปท.ก็จะมีกำไรจากการตีราคาทันที 2.4 แสนล้านบาทโดยไม่ต้องทำอะไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศต้องเก็บอยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยมีเงินตราต่างประเทศเพียงพอ สำหรับรองรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การไปลงทุนในต่างประเทศของคนไทย และเป็นกันชนรองรับการไหลออกของเงินทุน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากทั้งโดยนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ และปัจจุบันเงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับมั่นคงเพียงพอ ซึ่งต่างจากสถานการณ์ในช่วงปี 2540&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางจันทวรรณกล่าวว่า เงินสำรองระหว่างประเทศที่ ธปท.ซื้อเข้ามายังอยู่ในรูปของเงินตราต่างประเทศ ไม่ได้เสื่อมคุณภาพลงเมื่อเวลาผ่านไปเหมือนกับสินค้าเกษตรหรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่บทความนำไปเปรียบเทียบ โดยมูลค่าของเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปของเงินบาทจะเปลี่ยนแปลงได้ทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงตามอัตราแลกเปลี่ยน การขาดทุนจากการตีราคาทางบัญชี ไม่ได้แปลว่าเงินสำรองที่ ธปท. ถืออยู่จะด้อยค่าลงเรื่อยๆ จนสร้างปัญหาให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;nbsp;Thirachai Phuvanatnaranubala ด้วยหัวข้อว่า &amp;quot;ขาดทุนแบงก์ชาติไม่น่าตกใจ&amp;quot; โดยในเนื้อหาระบุว่า &amp;nbsp;ปัญหาขาดทุนของแบงก์ชาติไม่ได้เกิดจากการเข้าไปต่อสู้กับนักเก็งกำไรในตลาดสากล แต่เกิดจากประเทศไทยมีสำรองมากร่วมสองแสนล้านดอลลาร์ และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขาดทุนของแบงก์ชาติขณะนี้ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไร หรือจากซื้อๆ ขายๆ เงินตราต่างประเทศ หรือจากซื้อขายหลักทรัพย์ หรือเล่นหุ้น แต่เกิดจากการมีสำรองมาก อธิบายง่ายๆ ตัวอย่างมีสำรองสองแสนล้านดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเทียบกับดอลลาร์ 1 บาท แบงก์ชาติก็จะมีการขาดทุนทางบัญชี 200,000 ล้านบาท แต่ในทางกลับกัน ค่าเงินบาทอ่อนลงเทียบกับดอลลาร์ 1 บาท แบงก์ชาติก็จะกลับมีกำไรทางบัญชี 200,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคิดว่ากำไรหรือขาดทุนทางบัญชีของแบงก์ชาติไทยเป็นปัญหาใหญ่โตแล้ว ลองเทียบกับประเทศจีนซึ่งมีทุนสำรองหลายล้านล้านดอลลาร์ ผลกำไรและขาดทุนก็จะเป็นตัวเลขใหญ่โตมหาศาลกว่านี้มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเทศพัฒนาแล้ว แบงก์ชาติของเขามักจะไม่พยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับค่าเงินของตนมากนัก กล่าวคือมักจะปล่อยให้ค่าเงินของตนเองเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดอย่างแท้จริง ส่วนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องก็ต้องบริหารจัดการดูแลตนเอง ถ้าเอกชนรายใดไม่สามารถรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ ก็จะสามารถซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจากแบงก์พาณิชย์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมประเทศที่พัฒนามากกว่าประเทศไทยหลายประเทศ จึงมีสำรองในมือแบงก์ชาติของเขาไม่มากนัก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้สำรองในการบริหารจัดการค่าเงินของเขานั่นเอง แต่ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเอเชียที่เน้นการส่งออก มักจะใช้ในโยบายเข้าไปดูแลค่าเงินของตนเองมากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8725</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดทุนทางบัญชีหลังบาทแข็งค่า, ธปท., นักเก็งกำไรในตลาดสากล, นางจันทวรรณ สุจริตกุล, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินตราต่างประเทศ, เงินสำรองยังแกร่ง, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af0626e6d959.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
