<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2019 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2019 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเปิดจุดยืนทางการเมืองของคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 เมษายน 2562 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จุดยืนทางการเมืองของประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,060 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง เดือนมีนาคม &amp;ndash; เมษายน พ.ศ. 2562 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.1 ระบุจุดยืนทางการเมืองของตนเองเป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในขณะที่ไม่แตกต่างกันมากนักระหว่างกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 23.3 และกลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 20.6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เมื่อแยกออกเป็นกลุ่มคนที่เป็นคอการเมือง และกลุ่มคนที่ไม่ใช่คอการเมือง พบว่า กลุ่มคนที่ไม่ใช่คอการเมืองส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.1 เป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มากกว่ากลุ่มที่เป็นคอการเมืองเล็กน้อยคือร้อยละ 54.4 ที่ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ แต่กลุ่มคอการเมืองร้อยละ 25.2 สนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มไม่ใช่คอการเมืองที่มีอยู่ร้อยละ 20.7 ระบุสนับสนุนรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.0 ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ กลุ่มผู้ชายมีสัดส่วนของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 25.8 มากกว่าหญิงที่มีอยู่ร้อยละ 21.2 และกลุ่มผู้ชายมีสัดส่วนไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 23.5 มากกว่าหญิงที่มีอยู่ร้อยละ 17.8 เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อจำแนกกลุ่มที่ระบุจุดยืนทางการเมืองออกตามกลุ่มอาชีพ พบว่า นักศึกษาเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุดคือ ร้อยละ 2.9 ไม่สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุดคือร้อยละ 37.1 ในขณะที่ กลุ่มพนักงานเอกชนสนับสนุนรัฐบาลมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐคือร้อยละ 35.1 ต่อร้อยละ 22.6 อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มนักศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.8 และร้อยละ 60.0 ระบุเป็นกลุ่มพลังเงียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า สัญญาณเตือนภัยในความขัดแย้งรุนแรงบานปลายเริ่มก่อตัวขึ้น แต่ยังพอจะควบคุมสถานการณ์ได้ ถ้ารัฐบาลและฝ่ายอำนาจรัฐไม่ปฏิบัติการกับฝ่ายตรงข้ามแบบเหมารวม (Stereotype) ยกเข่งกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพราะข้อมูลจุดยืนทางการเมืองของประชาชนครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังเงียบที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง คนกลุ่มนี้ยังอยู่ตรงกลาง ไม่สนับสนุนและไม่ต่อต้านรัฐบาลชัดเจนโดยเห็นได้ชัดในกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มเกษตรกร ดังนั้น รัฐบาลยังมีโอกาสบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34615</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดยืนทางการเมืองของประชาชน, นายนพดล กรรณิกา, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190428/image_big_5cc523e90ea50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซูเปอร์โพล&#039; ชี้ประชาชนเกินครึ่งยังไม่ฟันธงเลือกนโยบายพรรคที่ชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.62 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เสียงประชาชนต่อนโยบายพรรค กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 2,191 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 20 กุมภาพันธ์ &amp;ndash; 6 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.0 ติดตามข่าวเลือกตั้งบ่อย ๆ ในขณะที่ร้อยละ 36.6 ไม่บ่อย และเพียงร้อยละ 4.4 ไม่ติดตามเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ความชอบของประชาชนต่อนโยบายของแต่ละพรรคอยู่ในระดับที่ไม่โดดเด่น คือ นโยบายพรรคเพื่อไทยมาอันดับแรก แต่ได้ร้อยละ 9.6 รองลงมา อันดับสอง คือ นโยบายพรรค พลังประชารัฐได้ร้อยละ 8.0 ที่น่าสนใจคือ อันดับสามที่ได้เท่ากัน เบียดกันมาคือ นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 7.3 เท่ากัน อันดับสี่ และ ห้า คือ นโยบายพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 6.8 และนโยบายพรรคเสรีรวมไทย ได้ร้อยละ 5.2 อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนเกินครึ่ง หรือร้อยละ 55.8 ที่ยังไม่รู้ ยังสับสน ยังไม่ตัดสินใจ ขอคิดดูก่อน และ บางส่วนระบุทุกนโยบายดี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงคุณสมบัติ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีที่ชอบ พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 15.3 ระบุ เป็นชาย อายุ 50 ต้น ๆ เก่งด้านเศรษฐกิจ รองลงมาคือ ร้อยละ 10.7 ระบุ เป็นชาย อายุประมาณ 40 ปี เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ร้อยละ 7.7 ระบุ เป็นชาย อายุกว่า 50 เป็นนักการเมือง ยึดหลักการ ร้อยละ 4.2 ระบุ เป็นชาย อายุกว่า 60 ปี ผู้บริหารประเทศระดับสูง ร้อยละ 4.0 ระบุ เป็นหญิง อายุเกือบ 60 ปี อดีตผู้บริหารประเทศระดับสูง ร้อยละ 2.8 ระบุ เป็นชาย อายุ 50 ต้น ๆ อดีตผู้บริหารประเทศระดับสูง และร้อยละ 1.5 ระบุ เป็นชาย อายุเกือบ 70 ปี มีผลงานมากมาย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 53.8 ระบุ อื่น ๆ เช่น ยังไม่มีอะไรในใจ ยังไม่รู้ ใครก็ได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30710</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนพดล กรรณิกา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, เสียงประชาชนต่อนโยบายพรรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac48d094404.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซูเปอร์โพล&#039; ชี้ชาวสวนยางพอใจมาตรการรัฐกระตุ้นราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค.61 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ชาวสวนยางพารา กับ มาตรการรัฐ จำนวนทั้งสิ้น 1,086 คน โดยดำเนินโครงการระหว่าง 2 &amp;ndash; 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา พบว่า เมื่อถามถึงการรับรู้ เคยได้ยิน มาตรการรัฐกระตุ้นราคายางพาราในโครงการต่าง ๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.8 เคยได้ยิน ในขณะที่ร้อยละ 8.2 ไม่เคย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึง ความพอใจต่อมาตรการรัฐช่วยเหลือชาวสวนยางด้วยการรณรงค์สร้างถนนด้วยส่วนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร รวมงบประมาณทั่วประเทศกว่า 9 หมื่นล้านบาท คาดใช้ยางสดของเกษตรกร 1.44 ล้านตัน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.1 พอใจ ในขณะที่ร้อยละ 18.9 ยังไม่พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงความพอใจต่อมาตรการรัฐรักษาราคายางให้ดี ด้วยการอนุมัติวงเงินสินเชื่อ 5 พันล้านบาทให้สหกรณ์การเกษตรแปรรูป พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.3 พอใจ ในขณะที่ร้อยละ 30.7 ไม่พอใจ นอกจากนี้ เกินครึ่งหรือร้อยละ 55.4 พอใจต่อมาตรการรัฐบรรเทาความเดือดร้อนชาวสวนยางให้ไร่ละ 1,800 บาท ในขณะที่ร้อยละ 44.6 ยังไม่พอใจ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล กล่าวว่า ผลสำรวจเข้าถึงชาวสวนยางครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า มาตรการรัฐในการดูแลบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวนยางน่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของชาวสวนยางได้โดยเฉพาะโครงการที่ทำให้เพิ่มมูลค่าผลผลิตของชาวสวนยางในลักษณะที่ทำให้เกิดมูลค่าต่อผลผลิตโดยตรงเช่น โครงการสร้างถนนที่มีส่วนผสมยางพาราคาดว่าต้องใช้วัตถุดิบยางพารากว่าล้านตัน และโครงการอื่น ๆ ที่จะทำให้เกิดความต้องการใช้ยางพารามากขึ้น เป็นต้นจะทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าต่อผลผลิตมากขึ้นตามไปด้วย และควรมีการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะการบริหารจัดการโอกาสและทุนของชาวสวนยางที่สร้างความยั่งยืนของการประกอบอาชีพชาวสวนยางได้อย่างมั่นคงและมั่งคั่งต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23610</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยางพารา-มาตรการรัฐ, ซูเปอร์โพล, นายนพดล กรรณิกา, สร้างถนนด้วยส่วนผสมยางพารา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181206/image_mid_5c087c1075451.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลชี้เด็กไทยชอบวิชา &#039;พลศึกษา&#039; นำหน้า &#039;คอมพิวเตอร์-คณิตศาสตร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.61 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง วิชาที่ชอบเรียนของเด็กไทย กรณีศึกษาตัวอย่างเด็กนักเรียนอายุ 14 &amp;ndash; 17 ปีทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,043 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 1 &amp;ndash; 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา พบว่า วิชาเรียนที่นักเรียนชอบมากที่สุดคือ ร้อยละ 21.4 ระบุ พลศึกษา กีฬา เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน ปิงปอง วิ่ง ว่ายน้ำ ตะกร้อ เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 18.9 ระบุ คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 9.5 ระบุ คณิตศาสตร์ ร้อยละ 8.6 ระบุ ภาษาอังกฤษ ร้อยละ 8.0 ระบุ วิทยาศาสตร์ ร้อยละ 7.3 ระบุ ศิลปะ ร้อยละ 6.8 ระบุ ภาษาไทย ร้อยละ 6.1 ระบุ สุขศึกษา ร้อยละ 5.1 ระบุ สังคมศึกษา และที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 8.2 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การเมือง กฎหมาย อาชีพ สิทธิและหน้าที่พลเมือง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม น่าเป็นห่วงคือ ประมาณ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 33.1 ยังไม่รู้ ไม่แน่ใจ ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนสูงสุดที่ระดับอะไร รองลงมาคือร้อยละ 30.9 ระบุปริญญาตรี ร้อยละ 27.3 ระบุ ปริญญาโท และร้อยละ 8.7 ระบุ ปริญญาเอก ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.9 ระบุโอกาสด้านการเรียนที่ผู้ใหญ่ในสังคมจัดไว้ให้ไม่เท่าเทียมกัน ในขณะที่ ร้อยละ 15.1 ระบุเท่าเทียมกัน และเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.8 ประเมินตนเองว่า การเรียนในห้องเรียนที่ผ่านมาทำให้ความฉลาดเท่าเดิม เหมือนเดิม ในขณะที่ร้อยละ 38.1 ระบุ ฉลาดขึ้น มีสติปัญญามากขึ้น และร้อยละ 9.1 ระบุรู้สึกแย่ลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.3 ระบุค่อนข้างบ่อย ถึง บ่อยมากที่สุด ในการช่วยเหลือผู้อื่น ดูแลผู้อื่น เช่น คนในครอบครัว คนสูงอายุ เพื่อน ๆ คนที่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นต้น ในขณะที่ ร้อยละ 8.7 ไม่ค่อยบ่อยถึง ไม่เคยเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ลักษณะการใช้เวลาของเด็กนักเรียนในปีหน้า พบว่า ร้อยละ 34.1 จะหาอะไรทำที่หลากหลาย คลายเครียด ร้อยละ 33.4 จะใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ใช้เวลาให้ดี และร้อยละ 32.5 จะเรียนให้หนัก สอบให้ผ่าน คือเป้าหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19647</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, นายนพดล กรรณิกา, พลศึกษา-กีฬา, มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ, วิชาที่ชอบเรียนของเด็กไทย, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, เป้าหมายการเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbeb7d996752.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
