<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33895</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิพากษาเงินทอนวัดคดีแรก ศาลสั่งคุก 26 ปี &#039;พระครูกิตติ&#039; ร่วม &#039;นพรัตน์&#039; ฟอกเงินสำนักพุทธฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.62 - ที่ห้องพิจารณาคดี 8 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษา คดีฟอกเงินทอนวัด สำนวนแรก หมายเลขดำ อท.38/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องพระครูกิตติ พัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 55 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานฟอกเงินโดยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5 (1) (2) (3), 9, 60&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่พระครูกิตติร่วมกับ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 60 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งตัวยังหลบหนีตั้งแต่ชั้นสอบสวนของตำรวจ ปปป. (อัยการมีความเห็นสั่งให้ฟ้องไว้แล้ว พร้อมให้ออกหมายจับติดตามตัวมาดำเนินคดีภายในอายุความ 20 ปี ซึ่งคดีจะขาดอายุความในวันที่ 21 ม.ค. 2579) วางแผนยักย้าย-ถ่ายโอนเงินทอนวัดราว 24 ล้านบาทเศษ ที่ได้เบียดบังจากการทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ที่เป็นเงินอุดหนุนให้ 12 วัด 13 รายการจำนวน 28 ล้านบาท ในการบูรณะซ่อมแซมวัด หรือเพื่อโครงการศึกษาพระปริยัติธรรม หรือโครงการเผยแผ่กิจกรรมทางศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพวกจำเลยร่วมกันเบียดบังเงินส่วนที่ให้กับวัดใน จ.เพชรบูรณ์, ตาก, นครสวรรค์, ชุมพร ไปด้วยการแบ่งส่วนเงินงบประมาณเพียงเล็กน้อยประมาณ 50,000 บาทถึงหลักแสนบาท จูงใจให้วัดยินยอมนำเงินงบประมาณฯ ที่จะถูกจัดสรรมานั้นเข้าบัญชีวัด แล้วให้โอนคืนเงินนั้นกลับให้พวกตนโดยใช้บัญชีธนาคารของวัดเป็นเครื่องมือปกปิดอำพรางการกระทำความผิดของพวกตน ให้ดูเสมือนว่าเงินที่โอนและถอนออกจากบัญชีวัดเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่เงินซึ่งถูกทอนมานั้นจะนำเข้าบัญชีหรือส่งมอบเป็นเงินสดให้แก่พระครูกิตติ เพื่อรวบรวมมอบให้นายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. อันเป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้อัยการฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2561 ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี โดยระหว่างการพิจารณาได้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้ และให้คืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาประกันแล้วด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้พระครูกิตติยังอยู่ในสมณเพศ สวมจีวร ได้เดินทางมาพร้อมกับทนายความและคณะศิษย์ โดยเดินทางมาถึงศาลตั้งแต่ก่อนเวลา 08.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว มีทั้งเจ้าหน้าที่ ปปง., นิติกรของ พศ. จ.เพชรบูรณ์, พระในวัดต่างๆ ที่นำบัญชีของวัดให้จำเลยรับโอนเงิน ซึ่งรับรู้การโอนและถอนเงิน รวมทั้งลูกศิษย์คนสนิทของพระครูกิตติ เบิกความสอดคล้องกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกับนายนพรัตน์ ที่ได้จัดสรรงบ พศ. มาให้กับ 12 วัดใน จ.เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, ตาก และชุมพร โดยที่แต่ละวัดไม่ได้ทำคำของบแต่อย่างใด แต่นายนพรัตน์ให้นำบัญชีของวัดมาเพื่อจะโอนเงินให้แต่ละวัดนับล้านบาท โดยเมื่อโอนเงินแล้วให้แต่ละวัดโอนเงินกลับส่งคืนให้จำเลย เพื่อส่งต่อให้นายนพรัตน์ อ้างว่าจะนำไปให้วัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่มีการนำไปดำเนินการดังกล่าวจริง และได้นำมาแบ่งปันกัน บางส่วนจำเลยนำมาให้จ่ายส่วนตัว เช่นที่อ้างว่าได้พาพระและสามเณรไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการกระทำนั้นเป็นการจัดสรรงบโดยมิชอบและหลักเกณฑ์ที่ พศ.ยึดถือปฏิบัติ ซึ่งงบที่อ้างว่าจะใช้บูรณะปฏิสังขรวัดจะต้องมีคำขอจากวัด ไม่ใช่ พศ.ดำเนินการจัดสรร การที่จำเลยอ้างว่าเข้าใจว่าการที่มีเจ้าหน้าที่ พศ.มาแจ้งและรับเงินคืน แต่งชุดราชการและนั่งรถตู้ตราสัญลักษณ์ จึงเชื่อว่าเป็นการจัดสรรงบโดยชอบนั้น เป็นการกล่าวอ้างง่ายเกินไป เพราะจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชั้นปกครอง ย่อมทราบถึงระเบียบหลักเกณฑ์ที่ได้ปฏิบัติมา จะอ้างวิธีการคนหมู่มากนำมาปฏิบัติใช้นั้นก็ย่อมจะไม่ชอบ ซึ่งขณะกระทำผิดจำเลยเป็นเจ้าคณะอำเภอ ถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็จะต้องรับโทษ 2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษ 13 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 39 ปี แต่ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงรวมจำคุก 26 ปี ส่วนคำขออื่นให้ยก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทนายความของพระครูกิตติฯ เปิดเผยสั้นๆ ว่าขณะนี้กำลังเตรียมคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อจะยื่นขอประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ก็ได้ควบคุมตัวพระครูกิตติ จำเลยไปยังห้องคุมขังชั้นใต้ถุนศาล ระหว่างรอฟังผลการขอประกันตัวสู้คดีชั้นอุทธรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระครูกิตติ ยังถูกอัยการฟ้องคดีอนาจารเด็กหญิง 3 คน อายุไม่เกิน 15 ปีฯ ซึ่งถูกล่อลวงไปยังกุฏิที่พักของพระครูกิตติ เมื่อช่วงปี 2548-2549 ไว้ต่อศาลอาญาด้วย โดยพระครูกิตติ ได้ประกันตัวไปวงเงิน 200,000 บาทขณะที่ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศเช่นกัน ส่วนคดีศาลอาญาสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วกำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีอนาจารเด็กหญิง ในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการร่วมฟอกเงิน การทุจริตงบประมาณของ พศ.ราว 150 ล้านบาทที่เป็นเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ตั้งแต่ปี 2557 และโครงการศูนย์กลางเผยแพร่พระพุทธศาสนา และโครงการของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงฯ ของวัดสระเกศฯ จำนวน 63,700,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคดีที่อัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต ได้ยื่นฟ้อง อดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดเขต กทม. อย่างวัดสามพระยาและวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กับกลุ่มฆราวาสชาย-หญิง รวม 10 รายที่ร่วมรับเงิน ฐานฟอกเงินและปฏิบัติหน้าที่่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไว้แล้วต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง รวม 3 สำนวน คดีหมายเลขดำ อท.196/2561, อท.197/2561, อท.205/2561 โดยทั้งหมดถูกขังในเรือนจำไม่ได้รับการประกันตัวชั้นพิจารณา ซึ่งคดีอยู่ระหว่างรอไต่สวนพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มอดีตข้าราชการ พศ.ระดับริหารนั้น&amp;nbsp;ได้แก่ นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. กับพวกรวม 4 คน อัยการก็ได้ยื่นฟ้องคดีไว้แล้วต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 เป็นคดีหมายเลขดำ อท.3/2562 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างรอไต่สวนพยานเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33895</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเงินทอนวัด, นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, พระครูกิตติ พัชรคุณ, อนาจารเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb802f9b15d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2018 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2018 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ้างเป็นกลุ่มชาวพุทธฯบุกกองปราบแจ้งความ&#039;พงศ์พร&#039;ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.61- ที่กองบังคับการปราบปราบ (บก.ป.) กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรชาวพุทธอื่นๆ นำโดย นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจรูญ กล่าวว่า การกระทำของผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ &amp;nbsp;ทำให้ตำรวจเข้าตรวจค้นและแจ้งข้อหากับพระสงฆ์ในหลายวัด และมีการใช้หน่วยคอมมานโดเข้าบุกจับพระชั้นผู้ใหญ่สึก พร้อมทั้งมีแผนจะจับกุมในลักษณะเดี่ยวกันทั่วประเทศกว่า 100 วัด กลุ่มชาวพุทธฯ ลงมติร่วมกันว่าเหตุการครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากลมีผู้ไม่หวังดีโยนความผิดให้พระสงฆ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โดยมองว่าความผิดทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่พระสงฆ์ แต่อยู่ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เนื่องจากเป็นผู้ให้งบสนับสนุนแก่วัด พร้อมมองว่าพระสงฆ์ไม่รู้ถึงการของบประมาณ และการใช้งบ แต่ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลับแจ้งข้อกล่าวหากับพระสงฆ์ว่าใช้งบประมาณผิดประเภทจึงเป็นเหตุให้พระสงฆ์ถูกจับสึกเป็นจำนวนมาก ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเป็นเหตุให้วัดหลายวัดถูกทำลายชื่อเสียง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน จึงต้องการแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ฐานแจ้งความดำเนินคดีโดยมิชอบ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มีส่วนในการอนุมัติงบได้รับความผิด พร้อมอยากให้สอบสวนผู้ที่มีส่วนอนุมัติเงินงบประมาณดังกล่าวให้พระสงฆ์เพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริงของความผิด และขอให้มีการติดตามตัวนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ &amp;nbsp;อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2555 ที่มีส่วนเกี่ยวกับการกระทำการทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุดการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัดตั้งแต่ปี พ.ศ.2555-2559 รวมทั้งสิ้น 33 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 71,939,017.91 บาท มาดำเนินคดีเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องเชื่อมโยงของคดีต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10461</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน, การทุจริตเงินทอนวัด, นายจรูญ วรรณกสิณานนท์, นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180601/image_big_5b10d78b84daf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
