<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2020 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2020 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ส. เผยผลงานแก้ไขปัญหายาเสพติด รอบ 1 ปีตามนโยบายรัฐบาล สร้างความปลอดภัยในพื้นที่ ลดผู้ค้า/ผู้เสพรายใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนําของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ สำนักงาน ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยนโยบายและยุทธศาสตร์ในการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมกับ 28 หน่วยงานภาคี ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล ตลอดระยะเวลา 1 ปี&amp;nbsp; ส่งผลให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดมีประสิทธิภาพ และปรากฏผลเป็นที่ประจักษื ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุก ภายใต้แผนปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัยเพื่อการควบคุมยาเสพติด 6 ประเทศ ส่งผลให้ทำลายแหล่งผลิตได้ 29 แห่ง ยึดยาบ้า 349.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 18.5 ตัน เฮโรอีน 2.2 ตัน และ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยึดสารตั้งต้น 15.5 ตัน สามารถหยุดการผลิตยาบ้าได้มากถึง 12,375 ล้านเม็ด หรือ ไอซ์ 262.2 ตัน หรือ เฮโรอีน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;198 กก. กาเฟอีน 10.9 ตัน และเคมีภัณฑ์ 1,046.3 ตัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการปราบปรามยาเสพติดและบังคับใช้กฎหมาย สามารถจับกุมคดียาเสพติดทั่วประเทศได้ 396,495 คดี ผู้ต้องหา 412,779 คน ของกลางยาบ้า 337.82 ล้านเม็ด ไอซ์ 26.17 ตัน ขยายผลใช้มาตรการสมคบ 4,026 ราย และตรวจสอบทรัพย์สิน 2,055 ราย ยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่า 2,107.75 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขณะเดียวกัน สามารถดำเนินการตามข้อร้องเรียนได้ 16,308 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 83.20 รวมถึงดำเนินการลดปัญหายาเสพติดในพื้นที่รุนแรง จำนวน 23,140 หมู่บ้าน/ชุมชน ดำเนินการแล้ว 21,963 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 94.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการป้องกันยาเสพติด โดยสร้างการรับรู้และเพิ่มภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากรทั่วไป 47.8 ล้านราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากเป้าหมาย 33.5 ล้านราย และสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มวัยเสี่ยงสูง 15-24 ปี โดยความร่วมมือจากหน่วยงานภาคี ดำเนินการได้ 4.78 ล้านราย จากเป้าหมาย 4.85 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 98.64 นอกจากนี้สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง เพิ่มปัจจัยบวกและควบคุมปัจจัยเสี่ยงครอบคลุม 5,116 ตำบล/48 เขต คิดเป็นร้อยละ 70.69 จากเป้าหมายร้อยละ 50 ของ 7,255 ตำบล/50 เขต ทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการบำบัดรักษายาเสพติด นำผู้เสพ/ผู้ติดเข้าบัดรักษาในทุกระบบ 199,175 รายให้บริการเพื่อลดอันตรายจากยาเสพติด 38,364 ราย ติดตามดูแลผู้ผ่านการบำบัด 208,801 ราย และให้ความช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด 3,475ราย และสามารถดูแลผู้เสพยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดไม่ให้กลับไปเสพซ้ำ ภายใน 3 เดือน หลังสิ้นสุดการบำบัด ได้ถึงร้อยละ 97.67&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการขับเคลื่อนนโยบายพืชเสพติด โดยพัฒนาพืชกระท่อมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทางการแพทย์และใช้ตามวิถีชาวบ้านกำหนดพื้นที่นำร่องแล้ว135 &amp;nbsp;หมู่บ้าน/ชุมชน ใน 10 จังหวัด ด้านนโยบาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กัญชงปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้เปิดโอกาสให้ใช้ตามวิถีชาวบ้านมีพื้นที่ขออนุญาตปลูกแล้ว 601 ไร่ ใน 4จังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;และสำหรับกัญชาเน้นพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์การวิจัย เพื่อเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นทางเลือกแก่ผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เฉพาะ ได้แก่ 1) การแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จเน้นแก้ไขเชิงโครงสร้างในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาในทุกมิติดำเนินการแล้ว 43 แห่ง จากเป้าหมาย 47 แห่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ 91.5 2) การสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เน้นสกัดกั้นจากพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน และสร้างความเข้มแข็งหมู่บ้านตามแนวชายแดนดำเนินการครบทั้ง 40 หมู่บ้านชายแดน 55 หมู่บ้านรอบด่าน คิดเป็นร้อยละ 100 และ 3) เสริมสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยใน 5,995 หมู่บ้าน/ชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายนิยม เติมศรีสุข ​​เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้น ประชาชนในพื้นที่ถือเป็นกำลังสำคัญยิ่ง รัฐบาลยังคงเน้นเรื่องการมีส่วนร่วม โดยบูรณาการทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อลดความเดือดร้อนและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยจาก ยาเสพติดอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77714</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนิยม เติมศรีสุข, ป.ป.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200917/image_big_5f62e6816a69f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2020 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2020 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ส. เผยผลงานแก้ไขปัญหายาเสพติด รอบ 1 ปีตามนโยบายรัฐบาล สร้างความปลอดภัยในพื้นที่ ลดผู้ค้า/ผู้เสพรายใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนําของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ สำนักงาน ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยนโยบายและยุทธศาสตร์ในการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมกับ 28 หน่วยงานภาคี ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล ตลอดระยะเวลา 1 ปี&amp;nbsp; ส่งผลให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดมีประสิทธิภาพ และปรากฏผลเป็นที่ประจักษื ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุก ภายใต้แผนปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัยเพื่อการควบคุมยาเสพติด 6 ประเทศ ส่งผลให้ทำลายแหล่งผลิตได้ 29 แห่ง ยึดยาบ้า 349.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 18.5 ตัน เฮโรอีน 2.2 ตัน และ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยึดสารตั้งต้น 15.5 ตัน สามารถหยุดการผลิตยาบ้าได้มากถึง 12,375 ล้านเม็ด หรือ ไอซ์ 262.2 ตัน หรือ เฮโรอีน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;198 กก. กาเฟอีน 10.9 ตัน และเคมีภัณฑ์ 1,046.3 ตัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการปราบปรามยาเสพติดและบังคับใช้กฎหมาย สามารถจับกุมคดียาเสพติดทั่วประเทศได้ 396,495 คดี ผู้ต้องหา 412,779 คน ของกลางยาบ้า 337.82 ล้านเม็ด ไอซ์ 26.17 ตัน ขยายผลใช้มาตรการสมคบ 4,026 ราย และตรวจสอบทรัพย์สิน 2,055 ราย ยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่า 2,107.75 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขณะเดียวกัน สามารถดำเนินการตามข้อร้องเรียนได้ 16,308 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 83.20 รวมถึงดำเนินการลดปัญหายาเสพติดในพื้นที่รุนแรง จำนวน 23,140 หมู่บ้าน/ชุมชน ดำเนินการแล้ว 21,963 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 94.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการป้องกันยาเสพติด โดยสร้างการรับรู้และเพิ่มภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากรทั่วไป 47.8 ล้านราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากเป้าหมาย 33.5 ล้านราย และสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มวัยเสี่ยงสูง 15-24 ปี โดยความร่วมมือจากหน่วยงานภาคี ดำเนินการได้ 4.78 ล้านราย จากเป้าหมาย 4.85 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 98.64 นอกจากนี้สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง เพิ่มปัจจัยบวกและควบคุมปัจจัยเสี่ยงครอบคลุม 5,116 ตำบล/48 เขต คิดเป็นร้อยละ 70.69 จากเป้าหมายร้อยละ 50 ของ 7,255 ตำบล/50 เขต ทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการบำบัดรักษายาเสพติด นำผู้เสพ/ผู้ติดเข้าบัดรักษาในทุกระบบ 199,175 รายให้บริการเพื่อลดอันตรายจากยาเสพติด 38,364 ราย ติดตามดูแลผู้ผ่านการบำบัด 208,801 ราย และให้ความช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด 3,475ราย และสามารถดูแลผู้เสพยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดไม่ให้กลับไปเสพซ้ำ ภายใน 3 เดือน หลังสิ้นสุดการบำบัด ได้ถึงร้อยละ 97.67&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการขับเคลื่อนนโยบายพืชเสพติด โดยพัฒนาพืชกระท่อมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทางการแพทย์และใช้ตามวิถีชาวบ้านกำหนดพื้นที่นำร่องแล้ว135 &amp;nbsp;หมู่บ้าน/ชุมชน ใน 10 จังหวัด ด้านนโยบาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กัญชงปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้เปิดโอกาสให้ใช้ตามวิถีชาวบ้านมีพื้นที่ขออนุญาตปลูกแล้ว 601 ไร่ ใน 4จังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;และสำหรับกัญชาเน้นพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์การวิจัย เพื่อเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นทางเลือกแก่ผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้านการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เฉพาะ ได้แก่ 1) การแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จเน้นแก้ไขเชิงโครงสร้างในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาในทุกมิติดำเนินการแล้ว 43 แห่ง จากเป้าหมาย 47 แห่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ 91.5 2) การสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เน้นสกัดกั้นจากพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน และสร้างความเข้มแข็งหมู่บ้านตามแนวชายแดนดำเนินการครบทั้ง 40 หมู่บ้านชายแดน 55 หมู่บ้านรอบด่าน คิดเป็นร้อยละ 100 และ 3) เสริมสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยใน 5,995 หมู่บ้าน/ชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายนิยม เติมศรีสุข ​​เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้น ประชาชนในพื้นที่ถือเป็นกำลังสำคัญยิ่ง รัฐบาลยังคงเน้นเรื่องการมีส่วนร่วม โดยบูรณาการทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อลดความเดือดร้อนและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยจาก ยาเสพติดอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77713</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนิยม เติมศรีสุข, ป.ป.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200917/image_big_5f62e6816a69f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ส.เร่งล่าขบวนการค้าไอซ์รายใหญ่อีก10คนหลังรู้แล้วกบดานที่ไหน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.63-นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2563 เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดตาก ตำรวจภูธรภาค 6 และตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 ราย คือ นายสมศักดิ์ ส่งเสริม และ นางสาวณัฏฐ์จิรา แสนสิริวิศิฐ ในความผิดฐานสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนจนทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าไอซ์ 1.5 ตัน ซึ่งถูกจับยึดได้ที่จังหวัดตาก เมื่อปลายปี 2562 โดยผู้ต้องหาสารภาพว่ามีส่วนร่วมในการลักลอบลำเลียงไอซ์จำนวนมากมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง
สืบเนื่องจากคดีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจร่วมห้วยยะอุ จังหวัดตาก สกัดจับรถบรรทุกลำเลียงไอซ์กว่า 1.5 ตัน จากชายแดนอำเภอพบพระ เพื่อไปส่งพื้นที่ชั้นใน พร้อมจับผู้ต้องหา 2 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาได้มีการตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนขยายผล จนกระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลอนุมัติหมายจับผู้ร่วมขบวนการทั้งสิ้น 12 คน และสืบสวนจนทราบว่ามีผู้ต้องหาสองคนหลบไปอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยเปิดอู่ซ่อม/ดัดแปลงรถยนต์บังหน้า กระทั่งวันที่ 20 สิงหาคม 2563 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าทำการตรวจค้น และจับผู้ต้องหาตามหมายจับทั้ง 2 คน พร้อมกับทำการยึดทรัพย์สินจำพวกเครื่องประดับ สินค้าแบรนด์เนม รถยนต์ เงินในบัญชีธนาคาร ฯลฯ มูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่ามีหน้าที่ดัดแปลงทำช่องลับบริเวณพื้นกระบะของรถบรรทุกสำหรับซุกซ่อนยาเสพติด และทำมาแล้ว 3 ครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เหลืออีก 10 คน ซึ่งทราบพื้นที่เคลื่อนไหวทั้งหมดแล้ว พร้อมกันนี้ยังขยายผลตรวจสอบความเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่นๆ ที่เหลือ เพื่อจับมาดำเนินคดีและยึดทรัพย์สินต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่เน้นให้ดำเนินการต่อทรัพย์สินของขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อเป็นการทำลายการค้ายาเสพติด โดยมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด ตามคำสั่ง ศอ.ปส. ที่ 5/2563 บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการเพื่อทำลายเครือข่ายและติดตามยึดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดยาเสพติด ซึ่งในห้วงที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 - ปัจจุบัน สามารถทำลายเครือข่ายทั้งประเทศได้ 109 เครือข่าย ยึดทรัพย์รวมมูลค่า 2,107.75 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบวนการค้าไอซ์, นายนิยม เติมศรีสุข, ป.ป.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200823/image_big_5f42210ac8084.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งปลดล็อกกระท่อม&#039;เทพไท&#039;นำกมธ.ลงพื้นที่จี้นายกฯแก้พรบ.ยาเสพติดโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ก.ค.63-นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีการให้สัมภาษณ์ของนายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ปปส.) เกี่ยวกับการเตรียมการระหว่างที่ร่างพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ... ยังไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข หมู่บ้านและชุมชน ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการพืชกระท่อมที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้สามารถครอบครองและเสพได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งเตรียมประกาศและกำหนดแล้วจำนวน 135 หมู่บ้าน/ชุมชน ใน 10 อำเภอ 10 จังหวัด เป็นพื้นที่นำร่องในการศึกษารูปแบบการควบคุมพืชกระท่อมผ่านกลไกการควบคุมในชุมชนเพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์และยังเป็นการศึกษาถึงการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ รวมถึงแนวทางการควบคุมที่จะสามารถนำมาใช้ภายหลังการปรับสถานะพืชกระท่อมในอนาคตอีกด้วยนั้นว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการกำหนดพื้นที่ นำร่องในการปลูกพืชกระท่อมเฉพาะในบางพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม หรือเลือกปฏิบัติกับผู้ที่บริโภคพืชกระท่อมในบางกลุ่มบางพื้นที่เท่านั้น ถ้าหากทางหน่วยงานราชการต้องการการปลูกพืชกระท่อมเพื่อการศึกษารูปแบบการควบคุมพืชกระท่อมจริง จะต้องปฎิบัติกับพี่น้องประชาชนผู้บริโภคกระท่อมอย่างเท่าเทียมกัน ก็ควรจะกำหนดพื้นที่นำร่องปลูกพืชกระท่อมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เพราะมีการนิยมบริโภคพืชกระท่อมเป็นส่วนใหญ่ การเลือกอนุญาตให้ปลูกได้ใน 10 อำเภอ 10 จังหวัด เป็นการเลือกปฎิบัติจะไม่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนผู้ปลูกพืชกระท่อมทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในฐานะที่ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการปลดล็อกพืชกระท่อม จึงขอเสนอข้อกำหนดท้ายกฎหมายไว้ดังนี้คือ 1.อนุญาตให้ปลูกพืชกระท่อมได้ 1ต้น ต่อ1ครัวเรือน สำหรับใช้บริโภคเป็นสมุนไพร2.การปลูกพืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจ ใช้พื้นที่จำนวนมากต้องจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน และได้รับอนุญาตจากทางราชการ 3.การแปรรูปเป็นยาสมุนไพร หรือเครื่องดื่มชูกำลัง จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 4.อนุญาตให้มีการแปรรูปใบกระท่อมเป็นชนิดผง เช่นเดียวกับใบชา สามารถชงกับน้ำร้อนใช้ดื่มได้ 5.การต้มน้ำกระท่อมผสมสารเสพติด ในลักษณะ 4 &amp;times; 100 ยังคงเป็นความผิดตามกฏหมายต่อไป&amp;quot; นายเทพไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพไท กล่าวอีกว่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนผู้บริโภคพืชกระท่อม ได้มีส่วนร่วมในการปลดล็อคกระท่อมในครั้งนี้ด้วย คณะอนุกรรมาธิการปลดล็อกกระท่อมที่ตนเป็นประธาน จะลงพื้นที่เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนผู้บริโภคกระท่อม ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ และชุมพร ในช่วงต้นเดือนส.ค.นี้ โดยได้ขออนุมัติโครงการจากประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาปัญหา กัญชา กันชง และพืชกระท่อมอย่างเป็นระบบ ของสภาผู้แทนราษฎร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพไท กล่าวด้วยว่า ขอแจ้งข้อมูลข่าวสารต่อพี่น้องประชาชนผู้บริโภคพืชกระท่อมและปลูกต้นกระท่อมว่า ในขณะนี้การบริโภค การครอบครอง และการปลูกพืชกระท่อม ยังมีความผิดตามกฏหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษปี 2522 ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แม้ว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรีปลดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภท5แล้วก็ตาม จึงอยากเรียกร้องมายังคณะรัฐมนตรี ให้รีบมีมติอนุมัติให้ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. ฉบับแก้ไขปลดล็อกพืชกระท่อม เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษปี 2522 โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71023</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนิยม เติมศรีสุข, นายเทพไท เสนพงศ์, ปลดล็อกกระท่อม, พ.ร.บ.ยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f07f1e4b34d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯพอใจผลงาน3เดือนปปส.ปราบปรามยาเสพติดเตือนหากเรียกรับประโยชน์ต้องลงโทษเด็ดขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.63 - เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 พ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ถนนดินแดง เขตพญาไท กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการติดตามผลการดำเนินงานด้านการปราบปราม ยึดทรัพย์ และตัดวงจรการค้ายาเสพติด โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. ร่วม โดยมีผู้บัญชาการตำรจภูธรแต่ละภาค นำเสนอผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ในเครือข่ายยาเสพติด 4 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายนายฟ้าใส(ท้าวโต่น) ไชยะสิงห์ ชาวลาว ตามยุทธการตาปีพิฆาต เครือข่ายนายสุภาพ แซ่ส้ง เครือข่ายนายอิศเรศ จริตงามและพวก และเครือข่าย Mr.Kum Chee Cheong โดยยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด ได้จำนวน 2,000 รายการมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ประกอบด้วยบ้านพร้อมที่ดิน 7 รายการ โรงงาน 1 รายการ เงินสด 25.9 ล้านบาท รถยนต์ 400 คัน จักรยานยนต์ 300 คัน ทอง 600 รายการ ปืน 27 กระบอกและอื่นๆ อีกกว่า 400 รายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวมอบนโยบายว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนและทุกระดับในผลการปฏิบัติงานในวันนี้ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้อย่างต่อเนื่องให้ครบทุกมิติ ซึ่งทุกคนคงทราบถึงความสำคัญของรัฐบาลในการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร จึงหวังว่าจะได้เห็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ปัญหายาเสพติดถือเป็นความสำคัญของประเทศเรา ขณะเดียวกันขอให้เจ้าหน้าที่มีความปลอดภัยและระมัดระวังในการทำงานด้วย สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในเกียรติยศ ชื่อเสียง ที่ทำเพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอบคุณในความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ซึ่งยาเสพติดถือเป็นอันตรายต่อลูกหลานของเรา ต้องขอชื่นชมการปฏิบัติงานขอให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจ โดยเกียรติยศและชื่อเสียงจะอยู่กับเราตลอดไป ผมก็จะรอฟังผลงานต่อไป วันนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินงานต่อไป ตามมาตรฐานใหม่ที่รัฐบาลบอกไปแล้ว ทั้งด้านความรวดเร็ว ด้านการข่าว ขอให้ทุกคนปลอดภัยและขอให้รักษาความดีไว้ ขอบคุณทุกคน&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ทุกคนคงเข้าใจแนวทางการปราบปรามยาเสพติดแนวคิดใหม่ ซึ่งตนยินดีที่มาเป็นประธานแถลงผลเรื่องการปราบปราม ยึดทรัพย์ ตัดวงจรยาเสพ รวมทั้งการฟอกเงินตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว จึงต้องทบทวนว่าที่ผ่านมามีสิ่งใดบกพร่องและต้องพัฒนา ซึ่งหลายอย่างอาจติดขัดข้อกฎหมายและระเบียบขั้นตอนต่างๆ แต่วันนี้ ต้องการให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมา เพื่อให้เกิดการบูรณาการทั้งแผนงาน งบประมาณและบุคลากร ถ้าต่างคนต่างทำก็จะได้ผลปฏิบัติน้อยเกินไป ทุกภาคส่วนจึงต้องช่วยกัน วันนี้เป็นผลงานแรกซึ่งเร็วแบบที่ตนต้องการในระยะเวลา 3 เดือนมีผลปฏิบัติในระยะที่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากผลการจับกุมจะเห็นว่ามีการนำยาเสพติดมาจากแหล่งผลิตภายนอก จึงต้องเร่งดำเนินการเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางแหล่งผลิต ส่วนกลางทางพื้นที่ภายในทุกภาค และกระจายสู่ผู้ค้ารายย่อย สิ่งที่ผ่านมาปรับได้เฉพาะผู้ค้ารายย่อย จึงต้องแก้ไขไป เพราะฝ่ายผู้ร้ายก็ปรับวิธีการ และที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่ดำเนินการ แต่มีการจับกุมดำเนินคดีมากมายโดยเฉพาะการปะทะตามแนวชายแดน แต่ทำไมยังไม่เข็ดและไม่เลิก จึงต้องย้อนไปดูคนเหล่านี้มีทรัพย์สินยึดโยงใคร เข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ ซึ่งวันนี้ที่เห็น เฉพาะ 4 รายแต่ถ้าปราบได้อีกเครือข่ายทั้งหมดจะหายไปเรื่อยๆ เมื่อเงินไม่มายาก็ไม่เดิน ก็จะเดือดร้อนถึงข้างล่างที่เคยทำอาชีพเหล่านี้ จึงต้องไปตามดู เหมือนการฟื้นฟูและมีแอพพลิเคชั่นติดตาม ไม่เช่นนั้นกลับมาผลิตใหม่ ดังนั้นเราต้องทำครบวงจร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขอให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งจากผลการจับกุมถือเป็นผลงานที่ดีสามารถจับได้จำนวนมาก แต่หากมองในภาพใหญ่ก็ถือเป็นส่วนเดียวเท่านั้น จึงต้องดูทั้งกลางทางและต้นทางด้วย นอกจากนี้จะเห็นว่าปัญหายาเสพติดเกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคใต้ด้วย ซึ่งการแก้ปัญหาภาคใต้ก็ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการแก้ปัญหายาเสพติด ถ้าแก้ปัญหายาเสพติดได้การแก้ปัญหาภาคใต้ก็จะเร็วขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่ยึดได้ในครั้งนี้อาจมองว่าเป็นจำนวนไม่มาก แต่ที่กระจายในเครือข่ายข้างล่างอีกตั้งเท่าไรต้องยึดให้หมด ใครเกี่ยวข้องยึดหมดตามกฎหมาย แต่ต้องระวังเรื่องสิทธิมนุษยชน ห้ามโดยเด็ดขาด รัฐบาลไม่เคยให้แนวทางเช่นนั้น ขอให้เคารพกฎหมายทุกประการ และขอให้ทุกคนให้กำลังใจซึ่งกันและกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งเหล่านี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างทุ่มเทเสียสละ รวมถึงอัยการและองค์กรตรวจสอบก็ต้องทำตามหน้าที่ ผมเป็นรัฐบาลไม่เคยไปก้าวก่ายใครทั้งสิ้น ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้ ดังนั้นขอทุกคนอย่าตกเป็นเครื่องมือคนไม่หวังดีที่ยังเห็นแก่ได้ สุดท้ายขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเททำงานอย่างเสียสละ ขอให้มุ่งมั่นในการทำงานต่อไปและต้องระมัดระวังทุกเรื่อง หากมีการเรียกรับผลประโยชน์ต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด ขอให้ทำงานให้เร็ว ทำงานเชิงรุก มีแผนเผชิญเหตุ ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และต้องระมัดระวังตัวเองให้ปลอดภัยและประชาชนต้องปลอดภัยด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ป.ป.ส.ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแนวทางของนายกรัฐมนตรีว่ารัฐบาลนี้ต้องแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การฆ่าตัดตอนเหมือนรัฐบาลในอดีต แต่จะใช้วิธีการให้เรียบร้อยสิ้นซากด้วยการยึดทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความล่าช้า แต่จากการเรียนรู้จากต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ ซึ่งใช้วิธีประเมินจากรายได้จากการค้ายาเสพติด value-based ที่ผ่านมาพร้อมเสนอให้มีการแก้ไขระเบียบสินบนรางวัลคดีฟอกเงินยาเสพติด ที่เคยยกเลิกไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65370</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนิยม เติมศรีสุข, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, ป.ป.ส., ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เครือข่ายยาเสพติด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200508/image_big_5eb4eecc70d26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ส.ตอบข้อสงสัยละเอียดยิบ&#039;ยาบ้าจับแล้วไปไหน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.62-เพจสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เผยแพร่คำชี้แจงของนายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เรื่อง ป.ป.ส. ตอบข้อสงสัยประชาชน &amp;quot;ยาบ้าจับแล้วไปไหน&amp;quot; ระบุว่า จากกรณีที่มีการโพสต์ข้อสงสัยของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตั้งข้อสงสัยเป็นคำถามถึงภาพการเผาทำลายของกลางยาเสพติด ปี 2562 ที่ผ่านมาว่าไม่ตรงกับที่ตนเคยเห็น ทั้งลักษณะรูปร่าง ขนาดเม็ดของยาบ้า และลักษณะการบรรจุใส่ถุงก่อนนำไปเผาทำลายนั้น กระบวนในการส่งยาเสพติดของกลางไปตรวจพิสูจน์และเผาทำลายนั้น ไม่มีช่องว่างให้ยาเสพติดเล็ดลอดออกไปได้เพราะการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนนั้นมีความเข้มงวดรัดกุมและมีการตรวจสอบซึ่งกันและกันในทุกขั้นตอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิยมกล่าวว่า ตั้งแต่ขั้นของการจับยึด ทดสอบยืนยันว่าเป็นยาเสพติดเบื้องต้น นับจำนวนและชั่งน้ำหนัก นำส่งยาเสพติดของกลางให้พนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนรับยาเสพติดของกลาง พนักงานสอบสวนนำยาเสพติดของกลางส่งสถานตรวจพิสูจน์ สถานตรวจพิสูจน์รับยาเสพติดของกลางไว้ตรวจพิสูจน์ การรายงานผลการตรวจพิสูจน์ การส่งยาเสพติดของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ไปเก็บรักษา การนำของกลางยาเสพติดที่เก็บรักษาออกมาทำลาย และการทำลายของกลางยาเสพติด ทุกขั้นตอนไม่มีการดำเนินการด้วยบุคคลเดียว แต่กระทำโดยคณะบุคคลที่มีการตรวจสอบซึ่งกันและกันตลอดในแต่ละขั้นตอน ดังนั้นหากเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ว่าได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง มีความโปร่งใส และพร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำหรับปริมาณยาเสพติดที่จับยึดได้มากขึ้นนั้น สะท้อนสถานการณ์ 2 ประการคือ ประการแรกความต้องการยาเสพติดในประเทศโดยเฉพาะยาบ้ายังคงมีอยู่ และความพยายามของขบวนการค้าในการกระตุ้นให้มีการใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้น ประการต่อมาคือประเทศไทยถูกใช้เป็นที่พักเก็บและลำเลียงผ่านยาเสพติดโดยเฉพาะไอซ์และคีตามีนไปยังประเทศที่สาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นจึงขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการดูแลไม่ให้มีผู้เสพยาเสพติดรายใหม่เกิดขึ้น และไม่ให้ผู้เสพที่ผ่านกระบวนการบำบัดรักษาและหยุดเสพแล้วไม่กลับไปเสพซ้ำ และขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันสอดส่องเป็นหูเป็นตา หากพบการกระทำหรือพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องตามกระบวนการข้างต้น สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่ สายด่วน สำนักงาน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชม.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41003</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนิยม เติมศรีสุข, ป.ป.ส., ยาบ้า, ยาเสพติด, เลขาธิการ ป.ป.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190715/image_big_5d2bfa9d7eae3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปส.ทำตามกม. 3มูลนิธิรวมพลัง เซฟ&#039;อ.ซ้ง-เดชา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป.ป.ส.ปัดเอื้อนายทุนจับกัญชามูลนิธิข้าวขวัญ ยันทำตามกฎหมาย ย้ำประชาชนปลูกเองไม่ได้ &amp;quot;3 มูลนิธิ&amp;quot; นัดมวลชนรวมพลังที่ศาลสุพรรณบุรี &amp;quot;ปล่อยซ้งจากที่คุมขัง พา อ.เดชากลับบ้าน&amp;quot; เผยยอดบริจาคประกันตัวเกิน 5 แสนแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) แถลงว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 1-2 เม.ย.62 ได้มีการแพร่ภาพและเนื้อหาทางสื่อสังคมออนไลน์ ว่ามีการแจกน้ำมันสารสกัดจากกัญชาให้ประชาชนนำไปใช้รักษาอาการเจ็บป่วยภายในวัดที่ จ.พิจิตร และ จ.ลพบุรี &amp;nbsp;โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามีการนำสารสกัดจากกัญชามาแจกให้ประชาชนจริง ซึ่งผู้ที่นำมาแจกนั้นมาจากมูลนิธิข้าวขวัญใน จ.สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบมูลนิธิดังกล่าวและพบต้นกัญชาที่เพาะปลูกได้ไม่นานกว่า 200 ต้น น้ำมันสกัดจากกัญชาประมาณ 20 &amp;nbsp;ลิตร กัญชาบดผงประมาณ 500 กรัม เมล็ดกัญชา 1.8 กิโลกรัม และอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ในข้อหาผลิตและครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการเข้าตรวจสอบที่ทำการมูลนิธิดังกล่าว เมื่อพบกัญชาตามรายละเอียดข้างต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตรวจยึด จับกุมผู้ต้องหาที่ทำการผลิตและครอบครอง เพราะกัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 การดำเนินการใดๆ ไม่ว่าจะผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครองหรือเสพ หากไม่ได้รับอนุญาตก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งหากเจ้าพนักงานไม่ดำเนินการจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนกรณีที่มูลนิธิดังกล่าวอยู่ระหว่างยื่นเรื่องขออนุญาตนั้น ขอตรวจสอบหลักฐานก่อนว่าดำเนินการอย่างไรบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าของมูลนิธิฯ เป็นเพียงการแจ้งข้อหาคนที่อ้างตัวเป็นเจ้าของต้นกัญชา ในข้อหามีต้นกัญชาไว้ในการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีข้อกังวลว่าการดำเนินการกับมูลนิธิเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่นั้น นายนิยม กล่าวว่า ขณะนี้มีเพียงองค์กรของรัฐ 2 หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตในการผลิต คือ องค์การเภสัชกรรม &amp;nbsp;และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อีกทั้งในระยะ 5 ปีแรกการผลิต นำเข้า ส่งออกกัญชาให้อนุญาตได้เฉพาะหน่วยงานรัฐ หรือโดยความร่วมมือของหน่วยงานของรัฐเท่านั้น สำหรับผู้ประสงค์ขออนุญาต หรือกรณีผู้ป่วย ให้แจ้งการมีไว้ในครอบครองเกี่ยวกับกัญชาเพื่อให้ได้รับการยกเว้นโทษภายใน 90 วัน นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 19 พ.ค.62 ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้จากข้อมูลพบว่ามีผู้มายื่นเรื่องเป็นรายบุคคลแล้วนับร้อยราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีการจัดงานวันกัญชาโลกที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19-21 เม.ย.นั้น ผู้จัดได้ประสานมายัง ป.ป.ส.เพื่อร่วมแสดงผลงานความรู้ทางวิชาการ แต่หากมีการนำต้นกัญชามาแสดงต้องขออนุญาตจาก &amp;nbsp;อย.เสียก่อน นอกจากนี้การที่มีพรรคการเมืองมาสนับสนุนมูลนิธิดังกล่าวนั้น สามารถทำได้เพราะเป็นการสนับสนุนตามปกติ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับนโยบายการสนับสนุนแบบเสรี อย่างไรก็ตามกัญชายังคงเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย การผลิต จำหน่าย ครอบครองต้องได้รับอนุญาต ประชาชนทั่วไปไม่สามารถปลูกกัญชาเองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับแต่ได้มีการร่างกฎหมายจนกฎหมายมีผลบังคับใช้ สำนักงาน ป.ป.ส.และสำนักงาน อย.ได้มีการสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้ประชาชนมาโดยตลอดในหลากหลายช่องทาง ว่านโยบายของรัฐบาลที่เห็นว่ากัญชาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยได้ จึงให้มีการผ่อนปรนและออกกฎหมายเพื่อการดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนไทยเป็นที่ตั้ง ไม่มีส่วนเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใดเป็นการเฉพาะทั้งสิ้น&amp;quot; เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าว และว่าสำนักงาน ป.ป.ส.จะเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวต่อประชาชนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มูลนิธิชีววิถี (Biothai) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ Biothai ถึงการช่วยเหลือนายพรชัย ชูเลิศ หรืออาจารย์ซ้ง เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ที่ถูกคุมขังจากการแจกน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วย และช่วยนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ในการต่อสู้คดีว่า ผู้แจกจ่ายยาจากกัญชาเพื่อรักษาประชาชนที่ป่วยไข้ โดยไม่ได้แสวงหาประโยชน์ใดๆ ไม่ควรถูกจองจำแม้เพียงสักวันเดียว แต่นายพรชัยกลับถูกควบคุมตัวในเซฟเฮาส์และถูกคุมขังไว้แล้วถึง 6 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย), มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี ได้รวบรวมเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อขอยื่นประกันตัวต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีในวันอังคารที่ 9 เม.ย.นี้ เวลา 13.00 &amp;nbsp;น. และขอเชิญชวนประชาชน ผู้ป่วยที่ต้องการเข้าถึงยา สื่อมวลชน และทุกพรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายสนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ร่วมให้กำลังใจและร่วมเป็นสักขีพยานการขอประกันตัวนายพรชัยในวันและเวลาดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราขอขอบคุณคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้มอบหมายให้คุณศุภชัย ใจสมุทร ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมแสดงความจำนงเพื่อสนับสนุน &amp;#39;ปล่อยซ้งจากที่คุมขัง พาอาจารย์เดชากลับบ้าน&amp;#39; ขอขอบคุณ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งพร้อมจะใช้ตำแหน่งเพื่อขอประกันตัว ทันทีที่เดินทางกลับมาจาก จ.ลำปาง และเสนอตัวที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ที่อาจดำเนินการโดยมิชอบ เพราะขณะนี้การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์อยู่ในระยะเวลา 90 วันของการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับปรับปรุงแก้ไข และคุณธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่จะเดินทางไปให้กำลังใจเครือข่ายต่างๆ และเป็นสักขีพยานในการขอประกันตัวดังกล่าว&amp;quot; มูลนิธิชีววิถีระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนยอดการบริจาคที่รวบรวมได้ขณะนี้เกิน 500,000 บาทตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำหนดเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวแล้ว และโดยพันธกรณีที่ต้องใช้เงินดังกล่าวเพื่อการประกันตัวและต่อสู้คดีตามที่มูลนิธิทั้ง 3 องค์กรได้แจ้งประชาชนมาตั้งแต่ต้นตอนประกาศรับการบริจาค ในชั้นนี้จึงขอใช้เงินสดจากประชาชนสำหรับการขอประกันตัวดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทั้งสามมูลนิธิพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกกลุ่ม และขอเชิญชวนทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ร่วมกันแสดงตัวและร่วมกันหารือเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ ปกป้องสิทธิในการเข้าถึงยากัญชาของประชาชนในระหว่างการขอยื่นประกันตัววันอังคารที่ 9 เม.ย.นี้ ที่ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33230</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระ วงษ์เจริญ, นายนิยม เติมศรีสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190408/image_big_5cab5a43b84e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
