<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.1 ตรวจเยี่ยมการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พื้นที่จังหวัดขอนแก่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (8 ต.ค.64) เวลา 10:00 น. ที่วัดสว่างศรีวิชัย บ้านโนนตุ่น ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายนิวัติ น้อยผาง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การต้อนรับและนำตรวจเยี่ยม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า ในวันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดภารกิจการประชุมอาเซียน จึงได้มอบหมายให้ผมเป็นผู้แทน ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อาสาสมัคร มูลนิธิ จิตอาสา ซึ่งสิ่งที่น่าดีใจในพื้นที่ขอนแก่น คือ ความร่วมไม้ร่วมมือกันในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัย จะเห็นได้ว่าจังหวัดขอนแก่นได้มีการเตรียมแผนเผชิญเหตุไว้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ด้วยการเตรียมความพร้อมบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ในระหว่างเกิดเหตุ ได้น้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว โดยได้มีการจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน มีอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพ แจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์อุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยจากกระแสไฟฟ้าช็อต ทั้งนี้ ในขั้นต่อไป จังหวัดขอนแก่นจะได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจความเสียหาย ทั้งด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน เพื่อเยียวยาฟื้นฟูตามระเบียบของทางราชการต่อไป รวมทั้งบูรณาการหน่วยงานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับพายุลูกใหม่ &amp;quot;ไลออนร็อก&amp;quot; ที่มีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยนั้น ทางจังหวัดขอนแก่นได้มีการเตรียมการรับมือในเบื้องต้นแล้ว และได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว และหารือร่วมกับคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำต่าง ๆ ในจังหวัดต่อไป และสำหรับนโยบายการจูงน้ำจากพื้นที่เปียกไปแห้ง ให้พิจารณาว่าพื้นที่ใดไม่มีน้ำก็สูบน้ำไปเติม โดยต้องประเมินร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ให้ดีว่าเป็นพื้นที่แล้ง เพื่อสามารถจูงน้ำไปกักเก็บไว้ได้ โดยต้องให้คนในพื้นที่พิจารณาร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้าย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร จิตอาสา และทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันในการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยมาด้วยดีอย่างต่อเนื่อง และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่นและพี่น้องประชาชนที่ประสบอุกภัยในจังหวัดอื่น ๆ ให้ผ่านพ้นสถานการณ์อุทกภัยและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติในเร็ววัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพจำนวน 300 ชุด ให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พพ้อมทั้งตรวจเยี่ยมโรงครัวพระราชทาน โรงครัว และรถผลิตน้ำดื่ม บริเวณหน้าวัดสว่างศรีวิชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในเวลา 12.30 น. ที่ศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์ Drive thru สำนักทะเบียนจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสินค้า OTOP ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119175</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงมหาดไทย, จังหวัดขอนแก่น, ชุดปันน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย, นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม, นายธนาคม จงจิระ, นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, นายนิวัติ น้อยผาง, นายนิสิต จันทร์สมวงศ์, นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม, นายประยูร รัตนเสนีย์, นายพรพจน์ เพ็ญพาส, นายสมศักดิ์ จังตระกุล, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มท.1, ไลออนร็อก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_616026fd3734c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.ผวา!ประสาน4จังหวัดภาคใต้รับมือฝนตกหนักบางพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย. 64 - &amp;nbsp;นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะผู้อำนวยการกลาง กล่าวว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาพอากาศ ปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ ประกอบกับศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตกได้มีประกาศฉบับที่ 1 (11/2564) ลงวันที่ 8 มิถุถนายน 2564 เวลา 11.00 น. แจ้งว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนและภาคใต้ฝั่งตะวันตกตอนบน ส่งผลให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีฝนตกหนักบาง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรง ทะเลมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญธรรมกล่าวต่อว่า กอปภ.ก. โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสาน 4 จังหวัดภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 9 &amp;ndash; 12 มิถุนายน 2564 แยกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก 4 จังหวัด ได้แก่ ระนอง (อำเภอละอุ่น และอำเภอกะเปอร์) พังงา (อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี) ภูเก็ต (อำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง) กระบี่ (อำเภอเขาพนม อำเภอปลายพระยา และอำเภอ &amp;nbsp; ลำทับ) พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์คลื่นลมแรง 4 จังหวัด ได้แก่ ระนอง (อำเภอเมืองระนอง อำเภอกะเปอร์ และอำเภอสุขสำราญ) พังงา (อำเภอเกาะยาว อำเภอตะกั่วป่า อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอคุระบุรี และอำเภอท้ายเหมือง) ภูเก็ต (อำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง) กระบี่ (อำเภอเมืองกระบี่ อำเภออ่าวลึก อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา) รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝนสะสม พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ชุมชนเมือง และพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล อีกทั้งจัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) รถปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที ตลอดจนประสานหน่วยงานในพื้นที่ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างการรับรู้และแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดมาตรการความปลอดภัยทางทะเล และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในช่วงที่มีคลื่นลมแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &amp;ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ1784&amp;rdquo; โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และแอปพลิเคชัน&amp;ldquo;พ้นภัย&amp;rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105741</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 จังหวัดภาคใต้, นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม, ปภ., อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0266f01295.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2021 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2021 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วันที่3ดับอีก 54 เจ็บ 373 ศปถ.ประสานจังหวัดตั้งด่านชุมชน บังคับใช้กฎหมายจราจร-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 เม.ย.64 -&amp;nbsp; เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2564 สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 12 เมษายน 2564 เกิดอุบัติเหตุ 388 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 54 ราย ผู้บาดเจ็บ 373&amp;nbsp; คน สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วันของการรณรงค์ (10 - 12 เม.ย. 64) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,090 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 110 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 1,099 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 25 จังหวัด ซึ่งรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ขณะที่ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด ประสานจังหวัดใช้กลไกในระดับพื้นที่ เพิ่มความเข้มข้นในการจัดตั้งด่านชุมชนบริเวณจุดเสี่ยงที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง พร้อมบังคับใช้กฎหมายจราจรและกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทุกการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัยและห่างไกลจากโควิด &amp;ndash; 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2564 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 12 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันสามของการรณรงค์ &amp;ldquo;สงกรานต์สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลโควิด&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 388 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 54 ราย ผู้บาดเจ็บ 373 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 30.15 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 28.35 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 87.63 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 58.25 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 36.08 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 33.51 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. ร้อยละ 30.15 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 29.74&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,896 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 59,079 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 343,703 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 65,929 ราย มีความผิดฐานไม่มีใบขับขี่ 18,210 ราย ไม่สวมหมวกนิรภัย 16,553 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (22 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ สกลนคร สุพรรณบุรี (จังหวัดละ 4 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (21 คน) สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วันของการรณรงค์ (10 &amp;ndash; 12 เม.ย. 64) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,090 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 110 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 1,099 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 25 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ นครศรีธรรมราช (49 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ ชลบุรี (6 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (52 คน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ปภ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้คาดว่าจะมีการใช้รถใช้ถนนบนเส้นทางสายรอง โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอำเภอ อบต.และหมู่บ้านมากขึ้น จึงได้ประสานจังหวัดใช้กลไกในระดับพื้นที่ โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน จิตอาสาเน้นการดูแลและป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน โดยเพิ่มความเข้มข้นในการจัดตั้งด่านชุมชนบริเวณจุดเสี่ยงที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เน้นการเรียกตรวจยานพาหนะและประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการกวดขันพฤติกรรมการดื่มแล้วขับ การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ และการใช้อุปกรณ์นิรภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รวมถึงบังคับใช้กฎหมายจราจรและกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี ท้ายนี้ ขอฝากเตือนประชาชนใช้รถใช้ถนนด้วยความปลอดภัย อีกทั้งร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ด้วยการรด ริน พรมน้ำ และไม่สาดน้ำใส่กัน โดยเฉพาะการปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข (DMHTT) เพื่อให้ทุกการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัยและห่างไกลจากโควิด &amp;ndash; 19&amp;quot;นายบุญธรรม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99355</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตราย, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210413/image_big_607519081efb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาแต่ไก่โห่!อธิบดีปภ.สั่งทุกจังหวัดบูรณาการป้องกันภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ก.พ.2564 - นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า แม้ในปี &amp;nbsp;2564 ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ แต่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำและแม่น้ำสายหลักมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย เนื่องจากในช่วงปี 2562 &amp;ndash; 2563 มีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร รัฐบาลห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง จึงได้สั่งการให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย บูรณาการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นระบบ ภายใต้กลไกระบบบัญชาการเหตุการณ์ตามกฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มุ่งบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดผ่านกลไกหลักแก้ไขปัญหาภัยแล้งใน 3 กลุ่มภารกิจ ดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กลุ่มพยากรณ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพอากาศ ปริมาณน้ำท่า และสถานการณ์น้ำในแหล่งเก็บน้ำต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์และประเมินปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำ 2.กลุ่มบริหารจัดการน้ำ ทำหน้าที่วางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำและครอบคลุมการใช้น้ำทุกประเภท ทั้งการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศน์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดแนวทางการระบายน้ำและสำรองน้ำไว้ใช้ประโยชน์ และ 3.กลุ่มปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ บูรณาการฝ่ายพลเรือน หน่วยทหาร และภาคเอกชนจัดเตรียมกำลังคน วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องจักรกล ด้านสาธารณภัยให้พร้อมปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยแบ่งพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจอย่างชัดเจน ควบคู่กับการจัดหน่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 3 กลุ่มภารกิจหลักแก้ไขปัญหาภัยแล้งจะได้ขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงพื้นที่อย่างรอบด้านใน 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การทบทวนแผนเผชิญเหตุภัยแล้งระดับจังหวัด เพื่อวางแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประสานฝ่ายปกครองและหน่วยทหารในพื้นที่สร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำและแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง เพื่อป้องกันปัญหาการแย่งชิงน้ำ 2.การจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคให้เพียงพอ โดยสำรวจและจัดทำบัญชีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำครอบคลุมถึงระดับหมู่บ้านและชุมชน พร้อมประสานโครงการชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางรับมือให้สอดคล้องกับความเสี่ยงภัยและสภาพพื้นที่ ทั้งการจัดทำแหล่งสำรองน้ำดิบ แผนการวางท่อน้ำประปา แผนการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำโดยตรง แผนการจัดสรรน้ำดิบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การบูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการเกษตร โดยดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ปี พ.ศ.2563/64 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกำหนดมาตรการลดผลกระทบกรณีไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตร อีกทั้งประสานการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งในช่วงที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย เพื่อเติมน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด 4.การกำหนดแนวทางการใช้น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศ เฝ้าระวังและคุมเข้มไม่ให้มีการปล่อยน้ำเน่าเสียลงสู่แหล่งน้ำต่างๆ เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย ควบคู่กับการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมจัดการน้ำเสียตามหลัก 3 R (Reduce : Reuse : Recycle) รวมถึงสำรวจเส้นทางคมนาคมเลียบคลอง ลำน้ำ หรือแม่น้ำ เพื่อวางมาตรการป้องกันการพังทลายของตลิ่ง และ 5.การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง ทั้งข้อมูลสถานการณ์น้ำ และมาตรการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ ควบคู่กับการรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนจิตอาสาในพื้นที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างและซ่อมแซมแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็ก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91830</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม, ปภ., ภัยแล้ง, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601a0fd89888f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
