<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เชือดโชว์!ขาย&#039;ฟ้าทะลายโจร-ชุดตรวจโควิด&#039;กำไรเกินควร แจ้งความแล้ว 11 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;13 ส.ค.64 -นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายยาฟ้าทะลายโจร และชุดตรวจโควิด-19 ด้วยตนเอง (Antigen Test Kid) หรือ ATK ที่นำสินค้าไปขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คือ ลาซาด้า และช้อปปี้แล้วรวม 11 ราย ในข้อหาค้ากำไรเกินควร ซึ่งเป็นความผิดมาตรา 29 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของยาฟ้าทะลายโจร ได้ดำเนินคดีรวม 10 ราย ได้แก่ 1.ยี่ห้ออภัยภูเบศร 8 ราย ซึ่งไม่ได้แปลว่าอภัยภูเบศรผิด แต่คนที่นำไปขายผิด โดยนำยี่ห้ออภัยภูเบศร ขนาดขวดบรรจุ 60 แคปซูล ซึ่งราคาแนะนำที่ผู้ผลิตแจ้งกับกรมการค้าภายในอยู่ที่ 80 บาท แต่ปรากฏว่านำไปขายในลาซาด้าขวดละ 349-450 บาท เท่ากับแพงกว่าราคาที่แจ้งไว้ คิดเป็น 336-463% เข้าข่ายค้ากำไรเกินควร 2.ตราใบห่อ 1 ราย สินค้ามีขนาดบรรจุขวดละ 70 เม็ด ราคาแนะนำขาย 25 บาท แต่เอาไปขาย 119 บาท สูงกว่าราคาที่แจ้งไว้ 376% และ 3.ยี่ห้อไฟโตแคร์ ขนาดบรรจุ 100 เม็ด ราคาแนะนำที่กำหนดไว้ 180 บาท เอาไปขาย 490 บาท เท่ากับสูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น 172%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน ได้ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดทั้ง 10 รายแล้ว เป็นการขายผ่านลาซาด้า 8 ราย และช้อปปี้ 2 ราย ในข้อหาค้ากำไรเกินควร มีโทษสูงสุด จำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังได้ดำเนินคดีกับผู้มีอำนาจตามกฎหมายของแพลตฟอร์ม ทั้งลาซาดา และช้อปปี้ด้วย&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ATK ที่กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตให้จำหน่ายได้ในร้านขายยาที่มีเภสัชกรควบคุม ปรากฏว่ามีการนำไปจำหน่ายในร้านขายยาแห่งหนึ่ง และพบว่าเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยราคาแนะนำอยู่ที่ 350 บาท ผู้ผลิตแจ้งกรมการค้าภายในว่าจะจำหน่ายไม่เกินนี้ แต่ปรากฏว่าขายในราคา 450 บาท สูงกว่าที่ควรจะเป็น 29% เข้าข่ายค้ากำไรเกินควร ผิดมาตรา 29 เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นร้านขายยา 1 ราย อยู่แถวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ได้มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองประธาน และมีกรรมการประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และผู้บังคับการตำรวจ ปคบ เป็นกรรมการ รวม 11 ท่าน มีอำนาจหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ สถานการณ์ของ ATK และกำหนดแนวทางมาตรการกำกับดูแลการจำหน่าย ATK ให้เป็นธรรมอีกชั้นหนึ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ กรมการค้าภายใน ได้แจ้งให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ATK แจ้งต้นทุนการผลิต การนำเข้า และราคาที่จะตั้งขายมาให้พิจารณาแล้ว โดยล่าสุดมีแจ้งเข้ามา 10 ยี่ห้อ จากที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งหมด 34 ยี่ห้อ โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้าได้แจ้งราคาที่จะขายเฉลี่ยที่ชุดละ 250-350 บาท ส่วนยี่ห้อที่เหลือ คณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาราคาขายที่เหมาะสมของแต่ละยี่ห้อต่อไป และจะประกาศราคาแนะนำขายของแต่ละยี่ห้อที่เว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th ส่วนราคายาฟ้าทะลายโจร ได้นำเผยแพร่บนเว็บไซต์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113179</URL_LINK>
                <HASHTAG>Antigen Test Kit (ATK), จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ฟ้าทะลายโจร, รพ.อภัยภูเบศร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_611634b860f92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่วยประชาชน 10 จังหวัด  Lockdown ! จุรินทร์ ปล่อยคาราวานโมบายพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน &quot;จัดหนัก กรุงเทพ วันนี้&quot; แบบขายถูกและปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.30 น.&amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล่อยคาราวานโมบายพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน Lockdown 10 จังหวัด ณ บริเวณเสาธง(ริมแม่น้ำ) หน้าตึกสำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์&amp;nbsp; เป็นประธาน และ ได้ทำการตรวจสอบรายการสินค้าที่จะนำไปขายถูกให้ประชาชนในการลดค่าของชีพช่วยครั้งนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า&amp;nbsp;วันนี้เป็นการเปิดโครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน สำหรับ 10 จังหวัดล็อกดาวน์ซึ่งมีกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยวันนี้จะเริ่มต้นปล่อยรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน 10 จังหวัดล็อกดาวน์ เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยจะมีรถโมบายที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกจำนวน 50 คัน ออกจำหน่ายสินค้า 30 วัน สินค้าที่นำไปจำหน่ายประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันโควิด รวม 85 รายการโดยมีสินค้าไฮไลท์สำคัญ 10 รายการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ข้าวหอมไทย 5 กิโลกรัม 120 บาท ตก 24 บาทต่อกิโลกรัม 2.ไข่ไก่ แผงละ 30 ฟอง ราคา 89 บาท ตกฟองละ 2.97 บาท 3.น้ำมันพืช 1 ลิตร ขวดละ 42 บาท 4.น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท 5.ปลากระป๋องจากกระป๋องละ 15 บาท เหลือกระป๋องละ 8 บาท&amp;nbsp; 6.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาท 7.หน้ากากอนามัย 50 ชิ้น กล่องละ 55 บาท ตกชิ้นละ 1.10 บาท 8.เจลล้างมือขนาด 30 มิลลิลิตร ขวดละ 10 บาท จากราคาปกติ 15 บาท 9.สเปรย์แอลกอฮอล์ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา30 บาท ลดจากปกติ 45% และ10.ยาลดไข้ทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ ลดราคา 17-27%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าอื่นๆ เช่น น้ำผลไม้ทิปโก้จากปกติกล่องละ 72 บาท เหลือ 50 บาท โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป จาก 15 บาท เหลือ 10 บาท คนอร์จากกล่องละ 55 บาท เหลือ 44 บาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะตระเวนออกไปจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยทั้ง 10 จังหวัดล็อกดาวน์ จะมีรถโมบายรวมทั้งสิ้น 300 คัน สำหรับอีก 9 จังหวัดที่เหลือจะเริ่มต้นในวันพุธที่จะถึงนี้ โดยทุกคันที่ออกไปจำหน่ายสินค้าจะปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขเช่น 1.คนขับรถ เจ้าหน้าที่จำหน่ายสินค้าทุกคนต้องได้รับการตรวจเชื้อว่าปลอดโควิดและมีการตรวจเชื้อซ้ำทุกสัปดาห์&amp;nbsp;2.สินค้าทั้งหมดในรถมีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อพนักงานคนขายทั้งหมดต้องสวมหน้ากากอนามัย ถุงมือและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์และน้ำตลอดเวลา รวมทั้งมีการวัดอุณหภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการสั่งซื้อจะไม่เปิดให้ผู้ซื้อไปเลือกหยิบสินค้าด้วยตนเองแต่จะมีใบสั่งซื้อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปลอดเชื้อเป็นผู้จัดสินค้าใส่ถุงและส่งให้กับผู้ซื้อทุกคน เป็นมาตรการกำหนดไว้เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานเพื่อไม่ให้รถนี้กลายเป็นรถที่แพร่เชื้อโควิด คาดว่าจะช่วยเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทตลอดโครงการ และจะมีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 900 คน &amp;quot; รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการค้าภายใน ระบุว่าสามารถติดตามรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! แบบเรียลไทม์ได้จาก QR Code และที่ LINE@ mobilepanich รวมถึงเว็บไซต์ https://โมบายพาณิชย์.com/&amp;nbsp; ส่วนรานงานกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า นอกจากนี้นายจุรินทร์ยังมีแผนต่อไปที่จะส่งรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ไปยังส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ตั้งเป้าหมายทั่วประเทศ&amp;nbsp; 1,000 คัน ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109531</URL_LINK>
                <HASHTAG>Lockdown, mobilepanich, กระทรวงพาณิชย์, ขายถูกและปลอดภัย, คาราวานโมบายพาณิชย์, จัดหนัก กรุงเทพ วันนี้, ช่วยประชาชน, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม, รถโมบายพาณิชย์ลดราคา, ลดราคา, หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อธิบดีกรมการค้าภายใน, โครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed006a30157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นแล้ว! Mini FTA ฉบับแรกพาณิชย์ไทย-โคฟุญี่ปุ่นร่วมมือค้าอัญมณี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ ประเทศญี่ปุ่น ได้ร่วมในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการ MOU แบบ Online ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลงนามครั้งนี้ นายจุรินทร์ได้เป็นประธานและสักขีพยาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการลงนาม ใน MOU ฉบับนี้ ว่า การลงนามระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นนโยบายขยายความสัมพันธ์การค้าเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย กับเมืองโคฟุ ญี่ปุ่น โดยเป็นการลงนามตามนโยบายเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประการที่หนึ่ง มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาธุรกิจการผลิตอัญมณีเครื่องประดับทางการตลาดและการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างการในส่วนของ SMEs ของทั้งสองฝ่าย เมืองโคฟุเก่งเรื่องเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนแต่ประเทศไทยเก่งในเรื่องการเจียระไนอัญมณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง ร่วมมือกันทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกันทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม มูลค่าการค้าระหว่างกันในเรื่องอัญมณีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในปี 2564 นี้ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขปีที่แล้วสามารถทำมูลค่าการค้าระหว่างกันไทย-ญี่ปุ่น ด้านอัญมณี 14,754 ล้านบาท เพิ่ม 2% ปี 2564 ตั้งเป้าว่าจะทำมูลค่าการค้าระหว่างกันด้านอัญมณีและเครื่องประดับให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5% หรือมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ที่ร่วมกันผลักดันสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันขึ้นในวันนี้ เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปและขอให้พี่น้องชาวโคฟุประสบแต่ความสุขโดยทั่วกันด้วย&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบรรยากาศในงานวันนี้ ช่วงหนึ่งทางนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ กล่าวผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณสดจากประเทศญี่ปุ่นว่า เมืองโคฟุมีประชากรราว 190,000 คน ถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัดยามานาชิ เมืองโคฟุเป็นแหล่งผลิตผลึกแก้วคริสตัลที่มีการพัฒนาการเจียระไนและแปรรูปให้เป็นแหล่งแปรรูปอัญมณี เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ โดยก่อนนี้ในปี 2562 ตนได้มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและได้ก็จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่กรุงเทพฯ เพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องประดับของเมืองโคฟุให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ แต่การลงนาม MOU ในวันนี้ จะช่วยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องประดับทั้งไทยและเมืองโคฟุมากยิ่งขึ้นต่อไป และหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลายโดยเร็ว และอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ของสองประเทศจะพัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับนายกเทศมนตรีเมืองโคฟุได้ลงนาม MOU ท่ามกลางสักขีพยาน เช่น นายสุริยน ศรีอรทัยกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นางประพีร์ สรไกรกิติกูล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นหลังเสร็จพิธี นายจุรินทร์กล่าวกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่า การลงนามนี้ ถือเป็น Mini FTA ฉบับแรกที่ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึก โดยเมืองโคฟุ เป็นศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศญี่ปุ่น การลงนามจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการทั้งส่งเสริมภาคการผลิต ทำการตลาดร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ระหว่างกัน ทั้งการเจียระไน ขึ้นตัวเรือนและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ Mini FTA ฉบับต่อไป ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้า คือ ทำกับมณฑลไหหลำของประเทศจีน และรัฐเตลังกานาของประเทศอินเดีย และอื่นๆ คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในช่วงเดือนส.ค.2564 ที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109465</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mini FTA, MOU, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, จังหวัดยามานาชิ, นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายยูอิชิ ฮิงุชิ, นายสมเด็จ สุสมบูรณ์, นายสุริยน ศรีอรทัยกุล, ประเทศญี่ปุ่น, ผลิตผลึกแก้วคริสตัล, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับ, อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec0f66626d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ประสายแบงก์รัฐปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มิ.ย.2564 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้ดำเนินการ ว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานสถาบันการเงินจัดแคมเปญเฉพาะกิจเพื่อปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหาร ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยได้รับความร่วมมือจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank)&amp;nbsp;เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อลดผลกระทบ และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายมากขึ้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแคมเปญพิเศษดังกล่าว ประกอบด้วย&amp;nbsp;2&amp;nbsp;กิจกรรม ได้แก่&amp;nbsp;1.การจัดสัมมนาออนไลน์ เป็นการให้ความรู้ผู้ประกอบการเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยกิจกรรมนี้ ได้จัดไปแล้วในวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มิ.ย.2564 และจะมีอีกครั้งวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มิ.ย.2564&amp;nbsp;ผ่านทาง&amp;nbsp;Facebook Group&amp;nbsp;บสย. (https://bit.ly/3bCcbw2)&amp;nbsp;และสามารถรับชมย้อนหลังได้&amp;nbsp;2.กิจกรรม&amp;nbsp;Matching&amp;nbsp;เป็นการเจรจาขอสินเชื่อพร้อมยื่นเอกสารตามเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่&amp;nbsp;7-20&amp;nbsp;มิ.ย.2564&amp;nbsp;ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ ระหว่างเวลา&amp;nbsp;09.00-16.30&amp;nbsp;น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญพิเศษนี้ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นเอกสารประกอบการขอสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินจะมีเงื่อนไขที่คล้ายคลึงกัน และมีสินเชื่อหลากหลายประเภท ซึ่งสินเชื่อแต่ละประเภทจะมีความเหมาะสมกับผู้ประกอบการแต่ละรายที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องศึกษารายละเอียด เตรียมความพร้อม และขอรับคำปรึกษาการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยสะดวกมากขึ้น&amp;rdquo;นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;พ.ค.2564&amp;nbsp;ประเทศไทยมีผู้ประกอบการร้านอาหารในระบบทั้งสิ้น จำนวน&amp;nbsp;118,967&amp;nbsp;ราย แบ่งเป็น นิติบุคคล&amp;nbsp;15,967&amp;nbsp;ราย คิดเป็น&amp;nbsp;13.43%&amp;nbsp;และบุคคลธรรมดา&amp;nbsp;103,000&amp;nbsp;ราย คิดเป็น&amp;nbsp;86.57%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105161</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ร้านอาหาร, สินเชื่อพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8992fe4d36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. จับมือ พาณิชย์ จัดทำแผน Quick Win ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทยสู่มาตรฐาน ตอบโจทย์เทรนด์โลก ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตครั้งที่ 1/2564 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการร่วม ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรับทราบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ภายใต้คณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 4 คณะ รวมทั้ง พิจารณาผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ของแต่ละคณะ ได้แก่ คณะอนุการขับเคลื่อนการสร้างข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง &amp;quot;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;quot; คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ มกอช. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนในคณะอนุการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ โดยมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการร่วมกับ เลขาธิการ มกอช. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ รวมทั้งการจัดทำแผนงานนำร่อง (Quick Win) ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;quot;สินค้าเกษตรไทย ได้คุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขับเคลื่อนไทยสู่ครัวโลก&amp;quot; และพันธกิจ &amp;quot;สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรและอาหารไทย&amp;quot; โดยมีแนวทางการดำเนินงาน 3 รูปแบบคือ 1. ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปสู่ระดับมาตรฐานพื้นฐานตามที่ตลาดต้องการ เช่น Food Safety ,GAP ,GMP เป็นต้น 2. พัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตรและอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานพื้นฐานแล้วไปสู่มาตรฐานระดับสูงสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น Organic, GI, Sustainable, Fair Trade เป็นต้น 3. สร้าง พัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารไทยเป็นสินค้านำเทรนด์ตลาดโดยเฉพาะสินค้าประเภท Functional Foods อาหารควบคุมผู้บริโภคเพื่อตอบโจทย์ในตลาด Niche Market &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังกำหนดแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ในการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ความต้องการของตลาด กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ภายใต้หลักการของยุทธศาสตร์ &amp;quot;ตลาดนำการผลิต&amp;quot; กำหนดตลาดเป้าหมายไว้ 5 กลุ่ม ในเบื้องต้นคือ เอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป โอนีเชีย และตะวันออกกลาง เพื่อสร้างให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ด้วยการพิจารณาจัดทำสินค้า &amp;quot;Quick Win&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97361</URL_LINK>
                <HASHTAG>Quick Win, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.ทองเปลว กองจันทร์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายพิศาล พงศาพิชณ์, มกอช., สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605d8f48812cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
