<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมชลฯคาด 2เดือน สุดท้ายฤดูฝน น้ำชุ่มฉ่ำ สามารถใช้และเก็บสำรองได้เพียงพอ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6ก.ย.64-นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำฤดูฝน 2564ที่กรมชลประทานดำเนินการอยู่เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีปริมาณน้ำใช้อย่างเพียงพอนั้นได้ดำเนินการในหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการโดยกรมชลประทานเอง หรือการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานของกรมชลประทานด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการให้เพียงพอทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อธิบดีกรมชลฯ กล่าวต่อว่า ปริมาณฝนที่เกิดขึ้นทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางรวม &amp;nbsp;ภายใต้การดูแลของกรมชลประทานทั้ง 447 แห่ง ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 38,931 ล้าน ลบ.ม คิดเป็น 51% ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การเพียง 15,001 ล้านลบ.ม. ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้ำน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ทางกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำในเขื่อน เพื่อให้ประชาชนภาคการเกษตรมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ &amp;nbsp;โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และพื้นที่ภาคเหนือในบางโซน &amp;nbsp;ตลอดจนพื้นที่ภาคกลางลุ่มเจ้าพระยา ที่ยังมีความต้องการน้ำอยู่แม้จะมี 4 เขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ &amp;nbsp; เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพราะบางพื้นที่อยู่นอกเขตชลประทาน &amp;nbsp;ต้องอาศัยน้ำฝนเพื่อใช้ในการเกษตรและชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อเทียบเมื่อปีที่แล้วมีน้ำน้อยกว่าปีนี้ถึง 1,273 ล้าน ลบ.ม.แต่ยังทำให้เกษตกรที่ปลูกข้าวนาปีในลุ่มน้ำเจ้าพระยามากกว่าปี 2563 ประมาณ 25%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกันปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปี 16.83 ล้านไร่ ดำเนินการไป 14.28 ล้านไร่ มีการเก็บเกี่ยวอยู่1.91 ล้านไร่ ที่ผ่านมากรมชลประทานให้หาวิธีเพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในช่วงหน้าแล้ง &amp;nbsp;โดยได้ขอความร่วมมือเกษตรกรในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 22 จังหวัด &amp;nbsp;ที่ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว &amp;nbsp;ให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมและบริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับเกษตรกรที่ทำการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีไปแล้วได้ขอความร่วมมือให้งดทำการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องพร้อมกำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2564 อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา &amp;nbsp;ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำและการใช้น้ำระหว่างทาง พร้อมทั้งได้ประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ในการพิจารณาการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งทางสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา (สบอ.)ได้ปรับการระบายเข้าคลองตามความต้องการใช้น้ำ และปรับระบายเขื่อนเจ้าพระยาให้เหมาะสมกับท้ายน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของฤดูฝน กรมชลประทานคาดว่าประชาชนจะมีน้ำสำหรับใช้อย่างเพียงพอและสามารถเก็บกักน้ำสำรองเพื่อใช้ในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังได้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน 10 มาตรการของรัฐบาลเพื่อลดผลกระทบไม่ให้ไปซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;quot;อธิบดีกรมชลประทานกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ จากการติดตามสภาพภูมิอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) พบว่า ในเดือนกันยายนพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบทั่วไปเฉลี่ย 60-80% ของพื้นที่ &amp;nbsp;กรมชลประทานได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปประจำพื้นที่เสี่ยง รวมถึง &amp;nbsp;เตรียมความพร้อมของเครื่องจักรด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เพราะบทบาทของกรมชลประทานนั้นมากกว่าการบริหารจัดการน้ำ แต่เป็นการบริหารความยั่งยืนให้กับประเทศโดยพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด มีน้ำกิน น้ำใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมโดยกรมชลประทานทำงานภายใต้แนวคิด RID TEAM เราจะก้าวไปด้วยกันและยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี(พ.ศ. 2561 &amp;ndash; 2580)&amp;rdquo; นายประพิศ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115814</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฤดูฝน, กรมชลประทาน, นายประพิศ จันทร์มา, ปริมาณน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135f01e90316.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลิกฟื้น 11 แหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่     สร้างทางรอด &#039;น้ำท่วม น้ำแล้ง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บึงบอระเพ็ดแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในไทย จ.นครสวรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;บึงบอระเพ็ดเป็นบึงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยขนาดเนื้อที่กว่า 132,639 ไร่ และมีความหลากหลายทางระบบนิเวศทั้งพันธุ์สัตว์น้ำและพันธุ์ และมีประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไปอาศัยอยู่จับจองพื้นที่ทำกิน รวมไปถึงเป็นแหล่งน้ำดิบใช้ผลิตน้ำประปาของชาวนครสวรรค์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัด ทำให้บึงใหญ่แห่งนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชาติ มีผู้มาใช้ประโยชน์มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่บึงบอระเพ็ดเผชิญปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี โดยเฉพาะปี 2563 บึงบอระเพ็ดเจอวิกฤติแล้งที่สุด น้ำในบึงแห้งขอด เห็นเกาะแก่งหินโผล่ขึ้นมามากมาย ไม่สามารถทำการประมงและทำการเกษตรได้ ไม่เฉพาะคน สัตว์น้ำก็ได้รับผลกระทบ โอกาสที่จะแพร่ขยายพันธุ์ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบกับสภาพพื้นที่มีปัญหาการบุกรุก ใช้ประโยชน์ไม่เหมาะสม ป่าไม้พื้นที่ต้นน้ำถูกทำลาย เมื่อฝนตกลงมามวลน้ำที่ไหลหลากลงสู่บึงน้ำจืดแห่งนี้พัดพาตะกอนดินมามหาศาล ส่งผลให้บึงบอระเพ็ดตื้นเขินกักเก็บน้ำไม่เต็มประสิทธิภาพ ในฤดูฝนน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน่านเข้าท่วมพื้นที่ แม้จะมียุทธศาสตร์พัฒนาบึงบอระเพ็ดเมื่อ 4 ปีก่อน แต่การพัฒนายังไม่เป็นไปตามแผนดีเท่าไหร่ ยังเจอน้ำท่วมและน้ำแล้งอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัญหาดังกล่าว กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทานดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำบึงบอระเพ็ด เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำได้มากขึ้นและรองรับความต้องการใช้น้ำที่แนวโน้มมากขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เกิดปัญหาน้ำมากน้ำน้อย กระทบวิถีชีวิตผู้คน ชุมชน สิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขุดลอกตะกอนดินในบึงบอระเพ็ด แก้ตื้นเขิน เพิ่มปริมาณน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้โครงการบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เป็น 1 ใน 11 แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งปรับปรุงภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำ ซึ่งจะมีโครงการขุดลอกตะกอนดินกว๊านพะเยา และโครงการพัฒนาหนองเล็งทราย จ.พะเยา โครงการขุดลอกตะกอนดินเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย โครงการพัฒนาบึงราชนก จ.พิษณุโลก โครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จ.พิจิตร โครงการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร โครงการพัฒนาแก่งน้ำต้อน โครงการพัฒนาแก่งละว้า จ.ขอนแก่น โครงการพัฒนาบึงละหาน จ.ชัยภูมิ และโครงการพัฒนาหนองช้างใหญ่ จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp; ซึ่งกรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำไทย กองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพไทย ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายประพิศ จันทร์มา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติทั้ง 11 โครงการได้สั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องจัดทำแผนแม่บทให้มีความสอดคล้องกันระหว่างปริมาณงาน ระยะเวลาก่อสร้าง และงบประมาณ อีกทั้งให้จัดเตรียมแผนโครงการต่อเนื่องกันด้วยการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การปฏิบัติงานในพื้นที่เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ พร้อมทั้งกำชับให้ทุกโครงการ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเกิดประโยชน์คลี่คลายปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลานี้บึงบอระเพ็ดประกาศใช้มาตรการ &amp;quot;ให้ หวง ห้าม&amp;rdquo; จัดโซนนิ่ง เนื่องจากกำลังเผชิญปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างหนัก ในพื้นที่เร่งขุดลอกตะกอนดินบึงบอระเพ็ด และขุดบึงเป็นวังปลาหลายจุด เพื่อทดน้ำและกักเก็บน้ำใช้ในการเกษตรในฤดูแล้งและฝนทิ้งช่วง รวมถึงรักษาระบบนิเวศด้านการประมง เป็นที่อาศัยของปลาพันธุ์ต่างๆ ช่วงน้ำน้อย ให้ทันก่อนฤดูฝนมาถึง และรณรงค์ให้ชาวบ้านลดการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก หวังฟื้นฟูคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมให้กลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนที่มีการบุกรุก ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมใจลงพื้นที่ทำความเข้าใจทุกครัวเรือน ภายใต้โครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด เสนอแนวทางให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ในราคาถูกแทนการไล่ที่ แต่มีข้อแม้ต้องยินยอมให้พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่พอใจและให้ความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ปีที่แล้วบึงบอระเพ็ดเจอวิกฤติแล้งหนักที่สุด หนักกว่าปี 58 เนื่องจากแม้จะช่วงฤดูฝน แต่ไม่มีน้ำฝนจากเขตเพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี ไหลเข้าสู่บึงบอระเพ็ด ระดับน้ำในแม่น้ำก็น้อย ทำให้น้ำในบึงแห้งสนิท ทั้งกรมชลฯ และกรมน้ำต้องเร่งระดมสูบน้ำจากแม่น้ำน่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; 44 ล้านลูกบาศก์เมตร แก้ขาดแคลนน้ำและรักษาระบบนิเวศ&amp;quot; นายศุภชัย มโนการ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครสวรรค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขุดบึงเป็นวังปลา เพื่อทดน้ำและกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง และฝนทิ้งช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกเหนือจากขาดแคลนน้ำแล้ว ความเสื่อมโทรมก็เป็นอีกปัญหาเร่งด่วน จากการศึกษาของกรมชลประทานพบว่า น้ำที่ไหลเข้าสู่บึงบอระเพ็ดมาพร้อมตะกอนดินจำนวน 2 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ซึ่งมีโครงการขุดลอกตะกอนดินอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 59 ต่อเนื่องทุกปีเพื่อแก้ตะกอนตื้นเขิน เพิ่มปริมาณน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.โครงการชลประทานนครสวรรค์เผยว่า บึงบอระเพ็ด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ครอบคลุม 3 อำเภอของ จ.นครสวรรค์ การแล้งหนักทำให้มีผลกระทบ ช่วงน้ำลด มีน้ำไม่ถึง 10 ล้าน ลบ.ม. กิจกรรมท่องเที่ยวทางน้ำล่องเรือชมบึงก็ทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแผนปฏิบัติการเร่งด่วนพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดมี 6 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย ปรับปรุงประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คือ ปตร.ปากคลองบอระเพ็ด เพื่อนำน้ำจากแม่น้ำน่านเพิ่มปริมาณน้ำเข้าบึง โดยเฉพาะพันธุ์สัตว์น้ำธรรมชาติ เพราะกรมประมงห่วงชนิดพันธุ์ปลาในบึงที่ลดลง ส่วน ปตร.คลองบางปอง ปรับปรุงจากฝายเดิมเป็นบานพับ จากระดับ +24.00 เป็นระดับ +25.00 จะช่วยเพิ่มความจุของบึงจาก 221 ล้าน ลบ.ม. เป็น 413 ล้าน ลบ.ม. เป้าหมายเป็นแก้มลิงรับน้ำหลาก ตัดยอดน้ำที่จะไหลมากรุงเทพฯ แต่เขตบึงพื้นที่น้ำท่วมจะเพิ่ม ต้องเตรียมมาตรการแก้ปัญหานี้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายศุภชัย มโนการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแผนเร่งด่วนยังมีการขุดลอกตะกอน คลองดักตะกอน ขุดบึงเป็นวังปลาพื้นที่ 200 ไร่ ซึ่งห้ามทำประมงในวังปลา สร้างฝายชะลอน้ำเหนือบึงบอระเพ็ด เพื่อดักตะกอน ชะลอน้ำหลาก และเพิ่มการกักเก็บน้ำต้นทุน ตามหลักการอ่างเล็กเสริมอ่างใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายศุภชัยบอกด้วยว่า มาตรการ &amp;quot;ให้ หวง ห้าม&amp;quot; มาจากการระดมความคิดร่วมกันของกรมและจังหวัดจนตกผลึกออกมา ออกกฎชัดเจน เขตให้ 4.1 หมื่นไร่ เขตหวง 4.5 หมื่นไร่ มีขอบเขตชาวบ้านทำกินได้เฉพาะการเกษตร&amp;nbsp; ส่วนเขตห้ามเนื้อที่ 4.6 หมื่นไร่ อนุรักษ์ไว้เพื่อสมดุลธรรมชาติ ห้ามทำกิจกรรมทุกประเภท เชื่อว่าจะแก้ปัญหาบึงบอระเพ็ดได้ถูกจุด ตามแผนโครงการจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2567 อีกทั้งจังหวัดจัดเตรียมแผนโครงการต่อเนื่องพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำและท่องเที่ยวด้านวนเกษตรในรูปแบบโคก หนอง นา โมเดล นอกจากบรรเทาน้ำท่วมน้ำแล้ง จะสร้างเม็ดเงินเข้าจังหวัดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พัฒนาแก้มลิงแก่งน้ำต้อนให้เก็บน้ำเพิ่มเป็น 35 ล้าน ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากภาคกลางมาที่อีสาน โครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน จ.ขอนแก่น อีกโปรเจ็กต์ใหญ่ที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำชี แม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทยกว่า 1,047 กิโลเมตร ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำแก่งน้ำต้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 6&amp;nbsp; กล่าวว่า ต้นน้ำชีมีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ ทั้งเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 5 แห่ง ปริมาณน้ำ 240 ล้าน ลบ.ม. แต่ช่วงกลางน้ำ ซึ่งไหลผ่าน จ.ขอนแก่น จำเป็นต้องหาพื้นที่เก็บกักน้ำ เพราะฝนทิ้งช่วงบ้าง น้ำขาด น้ำเกินบ้าง แก่งน้ำต้อนเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ความเป็นมาโครงการในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริกับผู้ว่าฯ ขอนแก่นตั้งแต่ปี 2539 ลำน้ำชีหน้าน้ำหลากน้ำท่วมสองฝั่ง เมื่อน้ำลดน้ำที่ท่วมก็ลดตาม เกิดขาดแคลนน้ำ ควรหาวิธีเก็บกักน้ำในพื้นที่เพื่อใช้เพาะปลูก จากนั้นกรมชลฯ สร้างอ่างเก็บน้ำแก่งน้ำต้อนแล้วเสร็จปี 44 ความจุ 7 ล้าน ลบ.ม. และสำรวจหาพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมรวม 34 โครงการ สองฝั่งน้ำชี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แก้มลิงแก่งน้ำต้อนมีพื้นที่ 6,000 ไร่ อยู่ใน 3 ตำบล คือ เมืองเก่า ดอนช้าง และบ้านหว้า รวมถึงแก้มลิงอื่นๆ สองฝั่งน้ำชียังขาดการบริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงกัน นำมาสู่การปรับปรุงเป็นโครงการพัฒนาแก่งน้ำต้อน ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ 64-67&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.สำนักชลประทานที่ 6 บอกว่า เฟส 1 ขุดลอกแก้มลิง ปริมาณดินขุด 15 ล้าน ลบ.ม. และสร้างประตูระบายน้ำ มีการชักน้ำจากแม่น้ำชีในฤดูน้ำหลากให้ไหลสู่แก่งน้ำต้อน ขยายทางน้ำ เฟส 2 มีสถานีสูบน้ำ พร้อมระบบส่งน้ำสายหลัก ระยะทาง 27 กิโลเมตร สายรอง 25 กิโลเมตร หากโครงการแล้วเสร็จเพิ่มการกักเก็บน้ำจาก 7 ล้าน ลบ.ม. เป็น 35 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 35,000 ไร่ ใน 7 ตำบล 3 อำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรกรในพื้นที่ทำนาปลูกข้าว ส่วนใหญ่เป็นเกษตรน้ำฝน แล้วก็มีพืชเศรษฐกิจอย่างข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ถั่ว ประสบปัญหาบางปีฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง จะมีความเสี่ยง รายได้ไม่มั่นคง การพัฒนาแก้มลิงแก่งน้ำต้อนจะมีความมั่นคงในการใช้น้ำ เราต้องเก็บน้ำไว้สองฝั่งแม่น้ำสายหลักให้มากที่สุด สำรองไว้ยามแล้ง และทุกปีฤดูน้ำหลากแก้มลิงที่กระจายอยู่ช่วยเบรกยอดน้ำไม่ให้น้ำไหลท่วมพื้นที่ตอนล่าง จ.มหาสารคาม อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ซึ่งจะวางแผนบริหารจัดการน้ำจากสถานการณ์จริง ฤดูฝนที่ใกล้เข้ามาก็เตรียมพร้อมแล้ว&amp;quot; นายศักดิ์ศิริยืนยัน และบอกอีกว่า ในอนาคตพื้นที่โครงการจะมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด พื้นที่อนุรักษ์บัวหลวง ศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ทุกคนมาเรียนรู้ขยายความคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;แผนพัฒนาแก้มลิงมีงานประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ช่วยลดน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การปรับปรุงแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 11 โครงการ ซึ่งคุมพื้นที่ทั่วประเทศ ต้องใช้งบประมาณมหาศาลและมีระยะเวลาดำเนินงาน จำเป็นต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลตรงไปตรงมาสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็มีส่วนสำคัญต้องเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำในไทย น้ำทุกหยดมีค่า ไม่ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างฟุ่มเฟือย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100626</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.), นายประพิศ จันทร์มา, ปรับปรุงบึงบอระเพ็ด, แก้มลิงแก่งน้ำต้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_6084d43bbf61b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งแผนรับฝนป้องกันน้ำท่วม กทม. พร้อมขับเคลื่อนแนวทางการศึกษาแก้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยาตอนล่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สทนช.ผนึก กทม. - ชป. &amp;ndash; กรมอุทกศาสตร์ เร่งแผนป้องกันน้ำท่วมกทม.ก่อนเข้าหน้าฝน พร้อมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุกเจ้าพระยาเฉพาะหน้า และระยะยาวตามมติ กนช. เล็งประชุมนัดแรก 8 เม.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วย นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นายมนต์ชัย มโนสมุทร ผู้ตรวจราชการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ติดตามแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปี 2564 ร่วมกับ นายณรงค์ เรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ณ ห้องประชุมชีนิมิตร สำนักการระบายน้ำ เขตดินแดง เพื่อประชุมติดตามความพร้อมมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครในช่วงฤดูฝนที่จะถึงนี้ ก่อนเดินทางต่อไปยังท่าเรือวาสุกรี สโมสรราชนาวี เพื่อลงเรือติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จุดรอยต่อในการรับน้ำจากพื้นที่ตอนบน รวมถึงสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยัง กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เพื่อหารือร่วมกับ พลเรือโท จักรกฤช มะลิขาว เจ้ากรมอุทกศาสตร์ ในเรื่องระบบติดตามระดับน้ำทะเล ระดับน้ำขึ้นลง พร้อมศึกษาข้อมูลอุทกศาสตร์ต่างๆ&amp;nbsp;การคาดการณ์ระดับน้ำทะเล และการประเมินสถานการณ์การรุกล้ำของน้ำเค็ม เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณากรอบแนวทางมาตรการและแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการรุกล้ำของน้ำเค็มบริเวณปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะยาว ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยที่ประชุม กนช. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในลุ่มน้ำติดอ่าวไทย&amp;nbsp; เพื่อร่วมศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ เสนอแนวทางมาตรการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะยาว จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ อาทิ สทนช. กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานคร กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็มในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่ส่งผลให้คุณภาพน้ำในแม่น้ำ 4 สายหลัก ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวนัดแรกในวันที่ 8 เม.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการหลายหน่วยงานด้านน้ำ เพื่อหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนที่จะถึงนี้ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีระบบป้องกันน้ำท่วมของตนเองและระบบคูคลองที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดปริมณฑลเพื่อการระบายน้ำ และการจัดหาพื้นที่แก้มลิงรองรับน้ำฝนและเก็บกักน้ำไว้ใช้ โดยประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทานและจังหวัดปริมณฑล ในการควบคุมปริมาณน้ำในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมาณน้ำนอกพื้นที่ตอนบนกรุงเทพมหานครเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งสองพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงท่วมซ้ำซากในเขต กทม.ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ขณะที่การแก้ไขปัญหาน้ำเค็มเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา สำนักการระบายน้ำได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน การประปานครหลวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปฏิการผลักดันลิ่มน้ำเค็ม (Water Hammer Operation) ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาที่สถานีสูบน้ำสำแล จังหวัดปทุมธานี โดย กทม.ใช้สถานีสูบน้ำของอุโมงค์ระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำในแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในการสูบน้ำช่วยปฏิบัติการดังกล่าว หากช่วงใดมีค่าความเค็มเกินมาตรฐานและอาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร หรือสัตว์น้ำในพื้นที่ จะใช้วิธีการควบคุม การปิดเปิดประตูระบายน้ำ ลดการนำน้ำที่มีความเค็มจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไหลเวียน โดยจะใช้น้ำจากโรงบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานครที่ผ่านการบำบัดแล้ว รวมกับน้ำพื้นที่มาใช้เพื่อเจือจางความเค็มในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นการดำเนินการในช่วงฤดูแล้ง โดยคาดว่าช่วงที่จะมีค่าความเค็มสูงขึ้นหลังจากนี้จะมีอีก 2 ช่วง คือ 17-19 เม.ย. และ 28 เม.ย.- 3 พ.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่แผนปฏิบัติการที่แต่ละหน่วยงานจะเร่งดำเนินการร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันแล้ว&amp;nbsp; สทนช. จะนำข้อมูลการศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ ทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ ภายใต้โครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบการประเมินด้านเศรษฐกิจและและพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติโดยพิจารณาครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำ&amp;nbsp;ทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้มาใช้ประกอบเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำเชิงนโยบาย โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เป็นตัวชี้วัดบ่งชี้ภาวะน้ำแล้งแบบบูรณาการ เพื่อประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ภาวะปกติและภาวะวิกฤติ การใช้แบบจำลองเศรษฐกิจและอุทกวิทยา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของทุกหน่วยงานที่จะทำงานร่วมกันทั้งในภาวะปกติ หรือภายใต้การบัญชาการของศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจเมื่อเกิดกรณีวิฤติด้านน้ำในพื้นที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98659</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กรมชลประทาน, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรมอุทกศาสตร์, ชป., ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, นายณรงค์ เรืองศรี, นายประพิศ จันทร์มา, นายมนต์ชัย มโนสมุทร, น้ำท่วม, ฤดูฝน, สทนช., สำนักการระบายน้ำ, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แผนป้องกันน้ำท่วมกทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d6e04db051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
