<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะโฆษกอัยการสูงสุด ร่ายยาวคดี&#039;น้องธนาธร&#039; ก่อนเทกระจาดไปที่ &#039;ตำรวจ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค. 2563 - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด คณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชุดใหม่ นำโดย นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงข่าวกรณีการเสนอข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้องและไม่ดำเนินคดีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริษัทเรียลแอสเสท ดิวิลอปเม้นท์ จำกัด น้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กรณีให้สินบนเจ้าหน้าที่สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อเดิม) จำนวน 20 ล้านบาท โดยคดีดังกล่าว เป็นคดีระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบอำนาจให้ นายอิศรา จารุวนิชกุล ผู้กล่าวหา ดำเนินคดีกับ นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ ผู้ต้องหาที่ 1 และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช ผู้ต้องหาที่ 2 &amp;nbsp;ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหา ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม และร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยทุจริต หรือผิดกฎหมาย ให้ทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ เหตุเกิดเมื่อ มี.ค. - พ.ย. 2560 ต่อเนื่องกัน ในท้องที่แขวงดุสิต เขตดุสิต และแขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง โดยคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งจำคุกผู้ต้องหาที่ 1-2 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพรกล่าวว่า จากการตรวจสำนวน เมื่อต้นปี 2560 นายประสิทธิ์ และนายสุรกิจได้ร่วมกันปลอมหนังสือราชการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ &amp;nbsp;2 ฉบับ แล้วนำไปแสดงต่อนายสกุลธร ว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีที่ดินจะให้เช่าเพื่อทำธุรกิจ 2 แปลง ในซอยร่วมฤดี และในเขตสำนักงานใหญ่องค์การโทรศัพท์ชิดลม นายสกุลธรสนใจจึงตกลงว่าจ้างนายสุรกิจ เป็นผู้แทนดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ในวงเงินสัญญาจ้าง 500 ล้านบาท เพื่อให้นายสุรกิจให้ติดต่อนายอิศรา โดยอ้างว่านำไปจ่ายค่าจ้างดำเนินการเพี่อ &amp;rdquo;ล็อคผู้ใหญ่&amp;rdquo; โดยมีการจ่ายเงินงวดแรกเมื่อเดือน ม.ค. 2560 จำนวน 5 ล้านบาท โดยให้นายประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 นำไปให้เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินทำเอกสารปลอม ส่งให้นายสุรกิจนำไปให้นายสกุลธร เพื่อยืนยันว่าผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะเป็นผู้เช่าที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพร กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2560 นายสกุลธรได้จ่ายเงินให้อีก 5 ล้านบาท มีการนัดทำสัญญาโดยระบุว่านายสกุลธรได้สิทธิเช่าที่ดินทั้ง 2 แปลง และขอให้ผู้ต้องหาที่ 2 เร่งดำเนินการ พร้อมกับออกเอกสารเชิญบริษัทฯ ให้เข้าร่วมประชุม จึงทำให้นายสกุลธร จ่ายเงินให้ผู้ต้องหาที่ 2 อีกจำนวน 10 ล้านบาท รวมจ่าย 3 ครั้งเป็นเงิน 20 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดหมายได้มีการยกเลิกการประชุม นายสกุลธรจึงได้ทวงเงินคืน โดยผู้ต้องหาที่สองได้คืนเงินให้จำนวน 7 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพร กล่าวด้วยว่า ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินฯ ทราบเรื่อง จึงให้นายอิศราเข้าร้องทุกข์กับกองปราบฯ และได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 2 คน คือนายประสิทธิ์และนายสุรกิจ ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 จำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 6 ปี ลดโทษให้เหลือคนละ 3 ปี เนื่องจากจำเลยรับสารภาพให้การที่เป็นประโยชน์ โดยอัยการสำนักงานพิเศษฝ่ายปราบปรามการทุจริต 4 ได้เสนออัยการศาลสูงไม่อุทธรณ์ และได้ส่งสำนวนความเห็นคำสั่งไม่อุทธรณ์ไปที่ ผบ.ตร.เพื่อพิจารณาแล้ว ซึ่งทาง ผบ.ตร. เห็นชอบคำสั่งไม่อุทธรณ์คดี จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชาญชัย กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงในคดีมีผู้ต้องหา 2 คนที่เกี่ยวข้องกับนายสกุลธร โดยอัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐานเรียกรับสินบน ส่วนนายสกุลธรอยู่ในฐานะพยาน แต่เมื่อปรากฏข้อมูลในศาลว่านายสกุลธรอาจไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็ได้ตั้งสำนวนอีก 1 คดี และกำลังดำเนินการสอบสวนพฤติการณ์ของนายสกุลธรมีความผิดฐานให้สินบนหรือไม่ ซึ่งอัยการยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ ถ้าพนักงานสอบสวนทำสำนวนเสร็จและส่งให้อัยการแล้ว อัยการจึงสั่งสอบเพิ่มเติมได้ ดังนั้น ตามที่ปรากฏข่าวว่าอัยการไม่ดำเนินคดีหรือไม่สั่งฟ้องนายสกุลธรนั้นไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามมีการสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนหรือไม่ว่าปัจจุบันดำเนินการถึงไหน นายชาญชัย กล่าวว่ากระบวนการสอบสวนของตำรวจมีขั้นตอนเป็นอิสระ และเป็นคนละส่วนกับอัยการ ซึ่งอัยการไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายล้วงลูกได้ แต่สุดท้ายแล้วผลการสอบสวนของตำรวจจะต้องจะส่งมาให้อัยการทำความเห็นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่าคำพิพากษาของศาลในสำนวนแรกสามารถใช้เป็นหลักฐานเอาผิดนายสกุลธรได้หรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า ศาลวินิจฉัยได้เท่าที่มีการกล่าวหาหรือฟ้องร้องกัน ส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นหลังจากนั้นพนักงานสอบสวนกำลังทำการสอบสวนอยู่ และไม่สามารถนำคำพิพากษามาเป็นส่วนหนึ่งของพยานได้ แต่ข้อเท็จจริงเดียวกันสามารถตามพยานที่ปรากฏมารวบรวมพยานหลักฐานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายประยุทธ กล่าวเสริมว่า ข่าวที่ปรากฏว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีนายสกุลธรมีความคลาดเคลื่อน เพราะนายสกุลธรยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในสำนวน หากจะถามว่าทำไมไม่แนะนำให้สอบเพิ่ม เนื่องจากพนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการ เราไม่สามารถก้าวก่ายได้ และประการสำคัญคำพิพากษาของศาลมีจำเลยเพียงแค่ 2 คน ซึ่งจำเลยรับสารภาพ จึงไม่มีการสืบพยาน ดังนั้น สำนวนคดีใหม่จะไม่อยู่ในคำพิพากษา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86392</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์, นายประยุทธ เพชรคุณ, นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายอิทธิพร แก้วทิพย์, สำนักงานอัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd06ca2cbcfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อสส.&#039;ตื่นแล้ว!สั่งตั้งคณะทำงาน 7 คนตรวจสอบการสั่งคดี&#039;บอส กระทิงแดง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค.63-เอกสารข่าวสำนักงานอัยการสูงสุด แพร่ข่าวนายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นชอบแล้ว โดยข่าวดังกล่าว สื่อมวลชนได้นำเสนอเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานอัยการสูงสุดขอชี้แจงว่า เมื่อปรากฏข่าวดังกล่าว อัยการสูงสุด ซึ่งกำลังปฏิบัติราชการอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 4 ในการประชุมสัมมนาข้าราชการฝ่ายอัยการในเขตพื้นที่ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 23-26 กรกฎาคม 2563 จึงทำการตรวจสอบและทราบว่า กรณีที่เป็นข่าว เป็นสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าการสั่งสำนวนคดีดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฏหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีเหตุผลในการสั่งพิจารณาคดีอย่างไร จึงมีคำสั่งทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ พิเศษ/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีดังกล่าว โดยมี นายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานอื่น รวมทั้งสิ้น 7 คน ทั้งนี้ โดยให้คณะทำงานเร่งตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็ว และเมื่อมีผลคืบหน้าประการใด จะได้แจ้งให้บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดและประชาชนทราบโดยทั่วกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72557</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายประยุทธ เพชรคุณ, บอส กระทิงแดง, อัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd3ad190713.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชัดเจน!&#039;เนตร นาคสุข-รองอสส.&#039;เซ็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี&#039;โอ๊ค&#039;ฟอกเงินถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 พ.ค.63 - ที่สำนักงานคดีอาญา 3 ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีฟอกเงินกรุงไทย ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ว่า คดีดังกล่าว นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด อาวุโสลำดับที่ 1 รักษาราชการแทนนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ซึ่งขณะนั้นเดินทางไปราชการในพื้นที่ภาค 7 มีคำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสำนวนดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี อัยการสูงสุด ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาความเห็นแย้ง ได้ทำความเห็นว่าควรไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว ส่งมายังอัยการสูงสุด โดยมีนายเนตร ซึ่งรักษาราชการแทนดังกล่าวพิจารณาแล้วมีความเห็นควรไม่อุทธรณ์คดี ตามที่สำนักงานชี้ขาดคดีทำความเห็นส่งมา จึงมีความเห็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลสูง โดยมีการชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการยื่นขยายอุทธรณ์ไปยังศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.แล้ว ศาลอนุญาตขยายไปวันที่ 25 มิ.ย.นั้น นายประยุทธ กล่าวว่า เนื่องจากขณะนั้นทางสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยังไม่ทราบคำสั่งชี้ขาดอัยการสูงสุด จึงได้ยื่นอุทธรณ์ไปตามระเบียบ โดยหลังจากนี้ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ส่วนรายละเอียดเหตุผลในการสั่งคดีดังกล่าว ทางนายวงศ์สกุล อัยการสูงสุดได้สั่งการให้อัยการที่เกี่ยวข้องรายงานเพื่อชี้แจงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67265</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายประยุทธ เพชรคุณ, คดีฟอกเงินกรุงไทย, นายพานทองแท้  ชินวัตร, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0a94970126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67263</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชัดเจน!&#039;เนตร นาคสุข-รองอสส.&#039;เซ็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี&#039;โอ๊ค&#039;ฟอกเงินถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 พ.ค.63- ที่สำนักงานคดีอาญา 3 ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีฟอกเงินกรุงไทย ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ว่า คดีดังกล่าว นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด อาวุโสลำดับที่ 1 รักษาราชการแทนนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ซึ่งขณะนั้นเดินทางไปราชการในพื้นที่ภาค 7 มีคำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสำนวนดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี อัยการสูงสุด ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาความเห็นแย้ง ได้ทำความเห็นว่าควรไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว ส่งมายังอัยการสูงสุด โดยมีนายเนตร ซึ่งรักษาราชการแทนดังกล่าวพิจารณาแล้วมีความเห็นควรไม่อุทธรณ์คดี ตามที่สำนักงานชี้ขาดคดีทำความเห็นส่งมา จึงมีความเห็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลสูง โดยมีการชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการยื่นขยายอุทธรณ์ไปยังศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.แล้ว ศาลอนุญาตขยายไปวันที่ 25 มิ.ย.นั้น นายประยุทธ กล่าวว่า เนื่องจากขณะนั้นทางสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยังไม่ทราบคำสั่งชี้ขาดอัยการสูงสุด จึงได้ยื่นอุทธรณ์ไปตามระเบียบ โดยหลังจากนี้ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ส่วนรายละเอียดเหตุผลในการสั่งคดีดังกล่าว ทางนายวงศ์สกุล อัยการสูงสุดได้สั่งการให้อัยการที่เกี่ยวข้องรายงานเพื่อชี้แจงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67263</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอกเงินกรุงไทย, นายประยุทธ เพชรคุณ, พานทองแท้  ชินวัตร, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0a94970126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการสรุปคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินรวม21,426คนแต่สถิติคดีมีแนวโน้มลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.63- นายประยุทธ&amp;nbsp; เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า จากข้อมูลการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในรอบ 1 เดือน ของสำนักงานอัยการต่างๆ ทั่วประเทศ ที่พนักงานอัยการได้ฟ้องคดีต่อศาลในช่วงระหว่างวันที่ 3 - 30 เม.ย. 2563 และได้รายงานเข้ามายังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของสำนักงานอัยการสูงสุด (ศบสค.อส.) ที่มีนายสาวิตร บุญประสิทธิ์ รองอัยการสูงสุดเป็นประธานศูนย์ฯ โดยนายรัชต์เทพ ดีประหลาด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการสำนักงานอัยการสูงสุด และนางณฐนน แก้วกระจ่าง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมกันทำการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินคดี ปรากฏว่า มีการฟ้องคดีผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ ในช่วงดังกล่าว ทั้งสิ้น 15,895 คดี ผู้ถูกดำเนินคดีจำนวน 21,426 คน โดย ศบสค.อส. ได้จัดทำรายงานสถิติคดีการฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ ในช่วงระหว่างวันที่ 3 - 30 เม.ย. 2563 ดังกล่าว (ปรากฏตามกราฟที่แสดง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายประยุทธ กล่าวต่อว่า ถ้าดูย้อนหลังกลับไป 4 วัน คือ ช่วงระหว่างวันที่ 27 - 30 เม.ย. 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่พบผู้ติดเชื้อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รายใหม่ทั่วประเทศแต่ละวันไม่ถึง 10 คน หากพิจารณาจำนวนผู้ที่กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในห้วงเวลาเดียวกัน ก็จะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน เช่น ในวันที่ 30 เม.ย. 2563 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7 คน ในขณะเดียวกันผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ ทั่วประเทศ มีเพียง 656 คน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากความสัมพันธ์ของข้อมูลดังกล่าว เห็นได้ว่าถ้ามีการปฏิบัติตามพระราชกำหนดฯ อย่างเคร่งครัด เช่น ให้ความร่วมมือในการสวมหน้ากากอนามัย ไม่มั่วสุมทั้งในบ่อนการพนัน หรืองานสังสรรค์รื่นเริง จะยิ่งทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวทางในการป้องกันและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 อย่างไรก็ตาม นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ยังคงให้พนักงานอัยการทั่วประเทศบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ ตามหนังสือสั่งการโดยเคร่งครัดต่อไป&amp;rdquo; นายประยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64796</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อไวรัสโควิด-19, นายประยุทธ เพชรคุณ, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200501/image_big_5eabe3e36328e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 13:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการเผยสถิติฟ้องคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน17,284คนแต่มีแนวโน้มลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 เม.ย.63- นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลการดำเนินคดีผู้ที่ทำการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของสำนักงานอัยการต่างๆ ทั่วประเทศ ที่พนักงานอัยการได้ฟ้องคดีต่อศาลในช่วงระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 23 เมษายน 2563 และได้รายงานข้อมูลมายังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานอัยการสูงสุด (ศบสค.อส.) ซึ่งมีนายสาวิตร บุญประสิทธิ์ รองอัยการสูงสุดเป็นประธานศูนย์ฯ ต่อมานายรัชต์เทพ ดีประหลาด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการสำนักงานอัยการสูงสุด และนางณฐนน แก้วกระจ่าง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผลการดำเนินคดีผ่านสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานอัยการสูงสุด ปรากฏว่าภาพรวมทั้งประเทศมีการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวรวมแล้วทั้งสิ้น 12,927 คดี มีผู้ต้องหาถูกดำเนินคดี จำนวน 17,284 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศูนย์ ศบสค.อส. ได้จัดทำรายงานสถิติคดีการฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ ช่วงระหว่างวันที่ 3 - 23 เมษายน 2563 ดังกล่าว (ปรากฏตามกราฟที่แสดง) เป็นรายวัน ซึ่งได้จำแนกสถิติจำนวนคดี จำนวนผู้กระทำความผิด (แยกเพศหญิง และชาย) และช่วงอายุของผู้กระทำการฝ่าฝืน จากสถิติจะเห็นได้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. วันที่มีการกระทำความผิดฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ สูงสุด จะสัมพันธ์กับจำนวนของผู้ติดเชื้อที่พบใหม่ตามรายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) (ศบค.) ซึ่งมีจำนวนที่สูงด้วยเช่นกัน กล่าวคือวันที่มีการพบการกระทำความผิดมากที่สุดคือวันที่ 7 เมษายน 2563 ทั่วประเทศมีผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ ทั้งหมด 1,551 คดี ผู้ต้องหารวม 1,919 คน ซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูลของ ศบค. ที่รายงานว่าในวันที่ 8 เมษายน 2563 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 111 คน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ช่วงอายุของผู้ที่ผ่าฝืนพระราชกำหนดฯ มากที่สุดคือ ช่วงอายุ 20-35 ปี รองลงมาเป็นช่วงอายุ 35 - 55 ปี ซึ่งก็เป็นช่วงอายุที่สัมพันธ์กับช่วงอายุของกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนมากที่สุดด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. จากสถิติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ระยะหลังจำนวนผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมีแนวโน้มลดลง ทั้งจำนวนคดีและจำนวนผู้กระทำความผิด ซึ่งสัมพันธ์กับจำนวนผู้ที่ติดเชื่อเพิ่มใหม่ เช่น วันที่ 23 เมษายน 2563 มีผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ 455 คดี จำนวนผู้ต้องหา 714 คน ซึ่งเป็นสถิติที่ฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ น้อยที่สุดตั้งแต่ประกาศบังคับใช้ ในขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าวก็มีผู้ติดเชื้อเพิ่มใหม่น้อยที่สุด เพียง 13 คน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;จากความสัมพันธ์ของข้อมูลดังกล่าว เห็นได้ว่าหากประชาชนมีการปฏิบัติตามพระราชกำหนดฯ อย่างเคร่งครัดจะยิ่งทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงได้อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดจะยังคงบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ กับผู้กระทำการฝ่าฝืนพระราชกำหนดฯ อย่างเคร่งครัดต่อไป เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยยับยั้ง และหยุดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;quot;นายประยุทธกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64118</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อไวรัส COVID-19, นายประยุทธ เพชรคุณ, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c1e153a551.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เดอะแจ็ค&#039;ยื่น6ข้อบี้อัยการตอบคำถามไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงิน&#039;โอ๊ค&#039;มีใบสั่ง-วิ่งเต้นหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.63- เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ขอทราบเหตุผลรายละเอียดกรณีที่อัยการไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร จำนวน 10 ล้านบาท ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย พร้อมนำบทความคอลัมน์ &amp;ldquo;กวนน้ำให้ใส&amp;rdquo; ของผู้ใช้นามปากกา &amp;ldquo;สารส้ม&amp;rdquo; จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า เรื่อง &amp;ldquo;อย่าหักดิบคดีพานทองแท้ ระวังสึนามิวิกฤติศรัทธา&amp;rdquo; ซึ่งมีเนื้อหาสรุปความเห็นแย้งของผู้พิพากษาในคดีนี้มามอบให้อัยการ โดยมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวว่า ตามที่อัยการสำนักคดีพิเศษและอัยการศาลสูง ได้เห็นพ้องต้องกันมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้ฟอกเงินนั้น พี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีมีความสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดคดีนี้เป็นอย่างมาก จึงให้ตนส่งหนังสือถามดังต่อไปนี้
1.การที่อัยการไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้โดยอ้างคำพิพากษายกฟ้องนั้น ท่านได้อ่านความเห็นแย้งของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนที่ตัดสินลงโทษจำคุกนายพานทองแท้ 4 ปี หรือไม่ ซึ่งคดีนี้มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 ท่านเท่านั้น และความเห็นแย้งของท่านผู้พิพากษาฉบับเต็มนั้นย่อมติดอยู่ท้ายคำพิพากษาในคดีนี้อยู่ที่สำนักงานอัยการสูงสุดผู้ว่าคดีแล้ว
&amp;nbsp;2.การปฏิบัติราชการของอัยการ กรณีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นมีความเห็นแย้งแนบท้ายคำพิพากษา เมื่อคดีมันไม่ขาด ในอดีตอัยการมีธรรมเนียมการปฏิบัติราชการที่ผ่านมาอย่างไร
3.ขอให้เปิดเผยเหตุผลการไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้โดยละเอียด และขออนุญาตถามตรงๆ ว่ามีใบสั่งหรือมีการแทรกแซงทางการเมืองหรือมีการวิ่งเต้นคดีนี้หรือไม่
4.คณะกรรมการอัยการศาลสูงที่ตัดสินเห็นพ้องต้องกันไม่อุทธรณ์เป็นเอกฉันท์นั้น ได้มีการหารืออัยการสูงสุดหรืออัยการสูงสุดเห็นชอบด้วยหรือไม่ หรือจะมีการทบทวนดุลยพินิจไม่อุทธรณ์นี้หรือไม่
5.ขอให้เปิดเผยรายชื่ออัยการสำนักคดีพิเศษผู้ว่าคดีนายพานทองแท้ และขอคำสั่งแต่งตั้งหรือรายชื่ออัยการคดีศาลสูง โดยขอให้เปิดเผยรายชื่อต่อสาธารณชนได้หรือไม่
6.ขอทราบรายชื่อคดีสำคัญๆ ที่สำนักงานคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง หรือคดีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่ พ.ศ.2540 มีกี่คดี ชื่อคดีอะไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ถามอัยการสูงสุด ถามสำนักงานอัยการสูงสุดตรงๆ ว่า คดีนายพานทองแท้คดีนี้มีใบสั่งหรือมีการวิ่งเต้นหรือไม่ ซึ่งจากการที่ผมขอรายชื่ออัยการศาลสูงทั้ง 5 ท่านนั้น ก็เพื่อที่จะเตรียมการนำไปพิจารณาดำเนินการฟ้องต่อศาลยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยมีทนายสุวัตร อภัยภักดิ์ และคณะ ซึ่งเป็นทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะร่างสำนวนฟ้องต่อศาลยุติธรรมต่อไป&amp;rdquo; นายวัชระ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการฟ้องอัยการจะใช้พยานหลักฐานเหตุผลอย่างไร นายวัชระ กล่าวว่า เรามาขอเหตุผลจากทางสำนักงานอัยการสูงสุดก่อนว่าท่านมีเหตุผลประการใด ที่เห็นพ้องต้องกันในการไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้ เรามาขอทราบเหตุผลจากท่านก่อนว่ามีเหตุผลรับฟังได้หรือไม่ เพราะคดีนี้ศาลมีองค์คณะผู้พิพากษา 2 ท่าน ท่านหนึ่งให้ยกฟ้อง อีกท่านให้ลงโทษจำคุก 4 ปี เมื่ออัยการเลือกใช้ดุลยพินิจเห็นชอบกับท่านที่ให้ยกฟ้อง แล้วเหตุใดจึงตัดคำพิพากษาของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนอีกท่านหนึ่ง ทำไมไม่พิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลสูง เพื่อให้ความยุติธรรมกับนายพานทองแท้ต่อไป เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่เป็นเอกฉันท์ โดยหลักปฏิบัติที่ผ่านมา ต้องถามท่านอัยการปฏิบัติอย่างไร อุทธรณ์หรือไม่ ทำไมคดีนี้ถึงไม่อุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาอุทธรณ์แล้ว อยากฝากอะไรถึงดีเอสไอ นายวัชระ กล่าวว่า อยากให้ผู้รักษาการอธิบดีดีเอสไอได้ดูนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ เป็นอุทาหรณ์ เพราะถ้าทำตามใบสั่งทางการเมือง ในที่สุดไม่มีใครช่วยข้าราชการประจำได้ จึงขอให้ข้าราชการประจำทุกท่านได้โปรดยึดหลักกฎหมายของบ้านเมือง ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม อย่าทำตามใบสั่งหรือทำตามการวิ่งเต้นใดๆ ทั้งสิ้น ตนเชื่อว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศต่อไป รวมทั้งดีเอสไอและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งเป็นผู้ติดตามเส้นทางการเงินของนายพานทองแท้ นำส่งหลักฐานให้ดีเอสไอในการฟ้องคดีฟอกเงินนี้ มีหลักฐานแจ่มชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังรับเรื่อง นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า หลังจากรับหนังสือแล้ว โดยระเบียบขั้นตอนของสำนักงานอัยการสูงสุดจะได้นำลงสารบบกราบเรียนท่านอัยการสูงสุดต่อไป คดีนี้เมื่อทางพนักงานอัยการศาลสูงมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ ยังไม่แล้วเสร็จตามกระบวนการกฎหมาย สำนวนคดีนี้ไปต่อที่ดีเอสไอ ถ้าดีเอสไอพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับคำสั่งของอัยการก็จะถึงที่สุด แต่ถ้าเห็นแย้งก็ส่งต่อมาที่อัยการสูงสุดชี้ขาด ในส่วนเนื้อหาโดยภารกิจตนไม่สามารถไปอธิบายได้ แต่ยืนยันในหลักการว่าศาลยกฟ้อง ความเห็นขององค์คณะที่แตกต่างเป็นรายละเอียดทางคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในแง่กฎหมายคือยกฟ้อง อัยการคณะทำงานก็เห็นด้วยกับศาลยกฟ้องเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ส่วนประเด็นการพิจารณาผมยืนยันได้ในหลักการ มีหนังสือร้องเรียนบอกว่ามีใบสั่งวิ่งเต้นไหม ขอให้มั่นใจว่าไม่มีประเด็นเหล่านี้ เฉกเช่นเดียวกับการวินิจฉัยของศาล เราก็ต้องให้ความเชื่อมั่นในความสุจริตของท่าน ว่าท่านยกฟ้องก็คงไม่มีใครไปวิ่งเต้นท่าน อัยการสั่งไม่อุทธรณ์ก็คงทำนองเดียวกัน ในหลักการตรงนี้อธิบายได้&amp;rdquo; นายประยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63446</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอกเงินกรุงไทย, นายประยุทธ เพชรคุณ, นายพานทองแท้  ชินวัตร, นายวัชระ เพชรทอง, ไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e9967426a711.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
