<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;นนทบุรี-บุรีรัมย์&quot;โมเดลกำจัดซากขยะอิเล็กทรอนิกส์  บทจำลองผลักดันร่าง กม.จัดการฯฉบับแรกของไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซากขยะโทรศัพท์มือถือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;หนึ่งในขยะอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากกว่า 400,000 ตัน ต่อปี &amp;nbsp;กำลังสร้างปัญหาสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศไทย เพราะสถานที่รับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์มีจำกัด ชาวบ้านทิ้งปะปนกับขยะทั่วไปหรือขายให้ซาเล้ง รถเร่ กลุ่มซาเล้งขายต่อให้ร้านรับซื้อถอดแยกชิ้นส่วนขยะ ทั้งที่เศษซากเหล่านี้จัดเป็นของเสียอันตราย ต้องกำจัดแบบปลอดภัย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชิ้นส่วนที่รีไซเคิลได้ จะถูกนำไปขาย ส่วนเศษซากที่เหลือกลับถูกกำจัดโดยการเผากลางแจ้ง &amp;nbsp;รวมถึงทิ้งในบ่อขยะชุมชน &amp;nbsp;สารอันตรายรั่วไหลต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความพยายามผลักดันการจัดการซากขยะพิษ ล่าสุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สนับสนุนโครงการ &amp;ldquo;ศึกษาวิจัยจำลองกระบวนการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์&amp;rdquo; ซึ่งมุ่งจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญ 5 ประเภทอย่างถูกวิธี ได้แก่ คอมพิวเตอร์ ,เครื่องโทรศัพท์และโทรศัพท์ไร้สาย,เครื่องปรับอากาศ ,เครื่องรับโทรทัศน์ และตู้เย็น กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 15 เดือน คิกออฟเดือนกันยายน 2563 &amp;ndash; พฤศจิกายน 2564 เริ่มรับคืนซากราวเดือนมกราคม &amp;ndash;มีนาคม ปีหน้า จะนำร่องใน 2 พื้นที่ตัวอย่าง ได้แก่ จ.นนทบุรี ตัวแทนขยะพิษของกลุ่มคนเมือง และ จ.บุรีรัมย์ ตัวแทนเศษซากของกลุ่มชุมชนชนบท &amp;nbsp; โดยผลศึกษาวิจัยใช้สนับสนุนให้เกิด ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;พ.ศ. &amp;hellip; เพื่อให้มีกฎหมายสำหรับจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการวิจัยไม่ขึ้นหิ้งนี้ &amp;nbsp;กฟผ. ผนึกกำลังสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (สฟอ.) และกรมควบคุมมลพิษ &amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดบุรีรัมย์ &amp;nbsp;รวมถึงพันธมิตรสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างต้นแบบจัดการเศษซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ คุมมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประลอง ดำรงค์ไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นในประเทศ มีข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชัดเจนต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการประกอบกิจการถอดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;กรณี ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ มี 287 หลังคาเรือน บริเวณบ้านถอดคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีเศษซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรเกลื่อนไปหมด ผู้ถอดคัดแยก นอกจากพ่อบ้าน แม่บ้าน ยังมีคนสูงอายุทำด้วย &amp;nbsp;ทั้งยังมีเด็กใช้ชีวิตบริเวณบ้าน ในบ่อขยะมีการทิ้งและเผาเศษซากที่เหลือ มีกลิ่นเหม็นรบกวน ก๊าซพิษ และพบการปนเปื้อนโลหะหนักของทองแดง ตะกั่ว นิกเกิล สารหนูเกินค่ามาตรฐาน &amp;nbsp;แหล่งน้ำที่ผลิตประปา แหล่งน้ำธรรมชาติ พบสารหนู ทองแดง ตะกั่ว เกินมาตรฐาน &amp;nbsp;ในดินก็เกินค่ามาตรฐาน ด้านสุขภาพพบตะกั่วในเลือดเด็กต่ำกว่า 5 ปี เกินมาตรฐาน บริเวณรอบบ้านฆ้องชัยเป็นพื้นที่ปลูกข้าว เสี่ยงการปนเปื้อน &amp;nbsp;นอกจากนี้ คพ.ได้ตรวจพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ,จ.อุบลราชธานี รวมถึงซอยเสือใหญ่อุทิศ กรุงเทพฯ ที่มีการแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ละพื้นที่จัดการต่างกัน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ต่างกัน &amp;nbsp;เพราะบ้านเราไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;นำมาสู่การผลักดันร่างกฎหมายจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าฯ &amp;nbsp; ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนค้างการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วาระที่ 2 วันนี้ ยังพบจุดอ่อนร่าง พ.ร.บ. คาดว่า ร่างกม&amp;hellip;จะแล้วเสร็จเดือน ก.ย. ปี 2564

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องเป็นรูปธรรม และลดปริมาณขยะพิษเหล่านี้ ปัจจุบันไทยออกประกาศห้ามนำเข้าจากต่างประเทศ 428 รายการ แต่ประเทศไทยยังมีซากผลิตภัณฑ์ฯ กว่า 4 แสนตันต่อปี ที่เป็นพิษต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า 5 ประเภท คือ ทีวี ตู้เย็น มือถือ แอร์ และโน็ตบุ๊ค การทิ้งในบ่อขยะผิด พ.ร.บ.สาธารณสุข &amp;nbsp;พ.ศ. 2535 บ่อขยะ 2,000 แห่งทั่วประเทศ ไม่มีที่ทิ้ง ส่วนท้องถิ่นไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่กรมกำหนด &amp;nbsp;บ้างก็บอกรองบโรงไฟฟ้าจากขยะ &amp;nbsp;ปล่อยให้ปริมาณขยะพิษเพิ่มขึ้น หน้าฝนชะล้างปนเปื้อน หน้าร้อนกองขยะลุกไหม้ สร้างมลพิษ โครงการศึกษาวิจัยจำลองกระบวนการจัดการซากขยะอิเล็กทรอนิก เป็นการสร้างโมเดล ให้ร่างกฎหมายใหม่ครบถ้วนด้านการรับคืนซากตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง &amp;nbsp;ครอบคลุมถึงการจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมาบริหารจัดการ และตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาดูแล แหล่งที่มาของรายได้จะอยู่ในราคาผลิตภัณฑ์ เช่น ตู้เย็นราคา 10,000 บาท จะจัดเก็บเข้ากองทุนฯ 500 บาท เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.โทรทัศน์รุ่นเก่า ขยะอันตรายรอการจัดการอย่างถูกต้อง

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดี คพ. กล่าวด้วยว่า ระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ภาครัฐต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น ออกคู่มือแนวทางจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งฝากความหวังไว้ที่การทำงานของคณะทำงาน 3 ชุด ประกอบด้วยด้านการพัฒนากลไกการจัดการพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยกรมควบคุมมลพิษ ด้านการส่งเสริมและรณรงค์ประชาสัมพันธ์การจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และด้านการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติก โดยสภาอุตสาหกรรรมแห่งประเทศไทย การจัดการต้องอาศัยความร่วมมือทั้งกลุ่มผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ขนส่งและโรงงานถอดแยกชิ้นส่วน จึงจะแก้ปัญหายั่งยืน &amp;nbsp;

&amp;nbsp;ยงยุทธ ศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม กฟผ. กล่าวว่า กฟผ.สนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ 5 ล้านบาท โดยสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (สฟอ.) เป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิจัยจำลองกระบวนการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 15 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 &amp;ndash; พฤศจิกายน 2564 ทั้งนี้ โครงการฯ จะเริ่มดำเนินกิจกรรมรับคืนซากประมาณการไว้ในช่วงเดือนมกราคม &amp;ndash; มีนาคม 2564 และดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ผ่านระบบฐานข้อมูล Digital WEEE Manifest ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาเพื่อเป็นเครื่องมือติดตามซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และจะนำร่องใน 2 พื้นที่ตัวอย่าง ได้แก่ จ.นนทบุรีประชากรมีกำลังซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบชุมชนเมือง และ จ.บุรีรัมย์ ประชากรมีศักยภาพซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างกัน ทั้งสองโมเดลที่เกิดจากการศึกษาจะบูรณาการ พัฒนาต่อยอดสู่การจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เพราะซากผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบที่มีมูลค่า &amp;nbsp;

&amp;ldquo; โครงการศึกษานี้ กฟผ.ดำเนินการให้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน &amp;nbsp;ตลอดจนสร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เกิดการปรับปรุง พัฒนากระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถอดแยกได้ง่ายขึ้น และลดการใช้สารอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ทำให้เกิดการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ รีไซเคิล อย่างเป็นรูปธรรม ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึง กฟผ.ส่งเสริมให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพผ่านมาตรการติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเสริมสร้างความยั่งยืนด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานของไทย &amp;nbsp;&amp;ldquo; ยงยุทธ ย้ำผลวิจัยนี้จะสู่การปฏิบัติแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฟผ.ผนึกพันธมิตรวิจัยจำลองการจัดการซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ใน 2 พื้นที่นำร่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในฐานะที่เป็นจังหวัดนนทบุรี เป็นพื้นที่นำร่องวิจัยจำลองจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทิพย์อาภา ยลธรรม์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนนทบุรี ให้ข้อมูลว่า นนทบุรี เป็นเมืองที่ขยายตัวรวดเร็วมาก ประชากรอยู่อาศัยจำนวนมาก เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ที่หมดอายุใช้งานแล้ว ปัจจุบันไม่ได้นิ่งนอนใจ &amp;nbsp;อปท. เก็บขนและรวบรวมซากขยะนี้ ไปส่งที่ศูนย์รวบรวมของเสียอันตรายของชุมชนของ อบจ.นนทบุรี ตั้งอยู่ อ.ไทรน้อย เพื่อส่งให้บริษัทเอกชนนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;

&amp;ldquo; แม้จะมีศูนย์ แต่อุปสรรคปัญหาตอนนี้ประชาชนนิยมนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปขายต่อให้ร้านรับซื้อของเก่า หรือนำไปบริจาค &amp;nbsp;อีกทั้งยังมี อปท. ที่ยังไม่มีรูปแบบแยกจัดเก็บ รวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ จำนวนขยะของเสียอันตรายที่ส่งไปศูนย์รวบรวมฯ จึงมีจำนวนไม่มาก จากข้อมูลปี 62 ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์เทศบาลนครนนทบุรีเก็บรวบรวมมีถึง 11.3 ตัน ส่วนปีนี้ตั้งแต่มกราคมถึงกรกฎาคม เก็บได้ 5 ตัน เราห่วงเก็บรวบรวมได้น้อย ปลายทางขยะไปที่ไหน ไม่ใช่ลักลอบทิ้ง เกิดอันตรายจากสารพิษในขยะ &amp;nbsp;สำหรับโครงการศึกษาจำลองจัดเก็บซากทั้งระบบ คงไม่รอถึง 15 เดือน ให้สมบูรณ์แบบ แต่ค่อยๆ จัดทำระบบ เก็บข้อมูลต้นทาง ปลายทาง &amp;nbsp;คิดว่า &amp;nbsp;ตอบโจทย์ปัญหา และจะได้รับคำแนะนำ สร้างเครือข่าย ต่อยอดกับหน่วยราชการ ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เกิดโมเดลที่ดี &amp;ldquo; ทิพย์อาภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยงยุทธ ศรีชัย ผอ.ฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการสังคม กฟผ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกพื้นที่จำลองจัดการซากขยะพิษอยู่บุรีรัมย์ อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ อบต.แดงใหญ่ มี 103 ครัวเรือน ถอดคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการจัดการขยะอันตราย ซึ่งจำเป็นต้องให้ความรู้กับประชาชน ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง &amp;nbsp;ด้านผู้ประกอบการถอดแยกขยะชิ้นส่วนต้องจัดการอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้มากที่สุด &amp;nbsp;รวมถึงไม่เกิดมลพิษต่อชุมชนโดยรอบ การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องศึกษาวิจัยให้ครบทุกมิติ ช่วยในพื้นที่บุรีรัมย์ อีกทั้งส่งเสริมการผลักดันกฎหมายใหม่ด้วย

&amp;ldquo; บุรีรัมย์ตั้งเป้าหมายการพัฒนา จะเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวอารยธรรมขอม ศูนย์กลางผลิตอาหารปลอดภัย &amp;nbsp;และด้านสิ่งแวดล้อมจะพัฒนาโดยไม่มีขยะล้นเมือง ไม่มีน้ำเสีย อากาศเป็นพิษ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ โครงการวิจัยนี้เป็นกลไกหนึ่งขับเคลื่อน ทางจังหวัด &amp;nbsp; และอบต.แดงใหญ่ พร้อมร่วมงานจัดการขยะอิเล้กทรอนิกส์ตลอด 15 เดือน เพื่ออยากให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; อนุพงษ์ ยืนยันพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ &amp;nbsp;



&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77991</URL_LINK>
                <HASHTAG>#บุรีรัมย์, กฟผ., ซากขยะอิเล์กทรอนิกส์, นนทบุรี, นายประลอง ดำรงค์ไทย, ยงยุทธ ศรีชัย, ร่างพ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f64ae37582dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2019 19:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2019 19:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แม็คโคร&quot;บุก&quot;ลำพูน&quot;  รณรงค์&quot;เลิกใช้- เลิกซื้อโฟม &quot; หยุดวิกฤตสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รณรงค์เลิกใช้โฟม ตลาดจตุจักรลำพูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ลำพูน &amp;quot;เป็นจังหวัดที่เคยได้รับรางวัลสะอาดอันดับ 1ของประเทศ เมื่อปี 2560 &amp;nbsp;และในปี2561 ลำพูนได้ประกาศว่า เป็นเมืองปราศจากโฟม (No Foam) &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;จึงได้เลือกจังหวัดลำพูน ดำเนินโครงการให้&amp;ldquo;Say Hi to Bio, Say No to Foam on tour&amp;rdquo; เป็นจังหวัดแรก นอกเหนือจากกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวที่ได้ดำเนินโครงการไปแล้ว 12จังหวัด ในช่วง 5เดือนที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจับมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดลำพูน &amp;nbsp;พร้อมเดินรณรงค์ที่ตลาดจตุจักรลำพูน ให้ผู้ประกอบการกว่า 500 ร้านค้า ไม่สั่ง ไม่ซื้อ ไม่ใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร อีกทั้งยังนำบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมาจัดโปรฯ แรง ขานรับวาระแห่งชาติ ขีดเส้นตายเลิกใช้โฟมปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศิริพร เดชสิงห์ รองซีอีโอ แม็คโคร ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 1 ในเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่สำคัญของแม็คโครก็คือ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา ได้ประกาศเจตนารมย์ในการหยุดจำหน่ายภาชนะโฟมบรรจุอาหารภายใต้โครงการ &amp;lsquo;Say Hi to Bio, Say No to Foam : แม็คโครรักษ์โลก ชวนคุณใช้ผลิตภัณฑ์รักสิ่งแวดล้อม&amp;rsquo; ใน 12 สาขาแหล่งท่องเที่ยวนำเสนอทางเลือกการใช้บรรจุภัณฑ์ให้ร้านอาหารรายย่อย และส่งเสริมการใช้ด้วยโปรโมชั่นพิเศษตลอดทั้งปี ล่าสุดต่อยอดโครงการด้วยการเปิดตัวกิจกรรม Say Hi to Bio, Say No to Foam on tour รณรงค์ผู้ประกอบการร้านค้าลดใช้โฟม โดยเลือกจังหวัดลำพูนเป็นจังหวัดแรก และยังจัดโปรโมชั่นขายภาชนะย่อยสลายง่ายในราคาพิเศษอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กิจกรรมสัญจร Say Hi to Bio, Say No &amp;nbsp;to Foam on tour &amp;nbsp;เป็นโครงการต่อเนื่อง ที่แม็คโคร ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในการลดเลิกใช้บรรจุภัณฑ์ทำลายสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ &amp;nbsp;และเราออนทัวร์ ลำพูนเป็นจังหวัดแรก เนื่องจาก เป็นจังหวัดมีความเข้มแข็งและเป็นต้นแบบของเมืองสะอาดระดับประเทศ ซึ่งแม็คโคร สาขาลำพูน ยังเป็นสาขาที่ 13 ที่เลิกจำหน่ายโฟมบรรจุอาหารแล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศิริพรกล่าวอีกว่า สำหรับ โครงการ Say Hi to Bio, Say No &amp;nbsp;to Foam on tour ในช่วง 5เดือน สัญจรไป 12 สาขาแหล่งท่องเที่ยว นับว่าได้รับผลตอบรับดีมาก สามารถลดการใช้โฟมได้ถึง 5ล้านชิ้น จากเดิมที่ขายภาชนะโฟมได้ 13 ล้านชิ้น แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 8ล้านชิ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราคิดว่าต่อไปภาชนะ ที่ไม่ใช่โฟม ทำจากวัสดุธรรมชาติ จะมีราคาถูกลงเรื่อยๆ จากแต่ก่อนเรามีประเภทของภาชนะย่อยสลายง่าย 32แบบ ปัจจุบันก็เพิ่มเป็น 50 แบบ แสดงว่าผู้บริโภคตอบรับดี &amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญอยู่ &amp;nbsp;ทั้งขยะในทะเล สัตว์น้ำอย่างพะยูน ปลาโลมา ที่ตายเพราะกินขยะพลาสติกในทะเลเข้าไป บ่งบอกว่าเราต้องเลิกพลาสติก ส่วนขยะจากโฟมถือว่าเป็นปัญหาหนัก เพราะกว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลา 600-700 ปี พอๆกับพลาสติกที่ใช่เวลา 400ปีกว่าจะย่อยสลายไป นอกจากนี้ พลาสติกยังหลุดรอดออกไปสิ่งแวดล้อมมาก เช่น โฟมล้างหน้า ที่เป็นเม็ดบีด ทำจากพลาสติก ล้างหน้าหนึ่งครั้งจะมีเม็ดพลาสติกขนาดเล็กไหลออกไปสู่แม่น้ำลำคลองร และทะเล ราว 7แสนชิ้น เมื่อสัตว์ทะเลกินเข้าไป &amp;nbsp;แล้วเราไปกินปลาอีกที ก็ทำให้เราได้รับเม็ดพลาสติก ซึ่งพลาสติกเหล่านี้ จะมีขนาดเล็กมาก สามารถอยู่ในกระแสเลือด และเข้าไปอุดตันในอวัยวะต่างๆได้ การเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเลิกใช้พลาสติกและโฟม กันเสียที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอชื่นชมแม็คโคร ที่มีนโยบายชัดเจน ไม่สนับสนุนการใช้พลาสติกตั้งแต่เริ่มแรก &amp;nbsp;ไม่ให้ถุงพลาสติกกับลูกค้า ซึ่งเป็นการช่วยส่ิงแวดล้อม และลดขยะพลาสติกในทะเลได้อีกทาง&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัจจุบันลำพูนเป็นเมืองที่ปลอดขยะเปียก และปราศจากโฟม อีกทั้งการที่ลำพูนเป็นเมืองที่มีโรงงานเยอะมาก ทำให้ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ใส่อาหารมากตามไปด้วย ซึ่งถ้าหากไม่มีการดูแล ก็จะทำให้มีขยะที่เป็นกล่องโฟมจำนวนมากด้วยเช่นกัน แต่การที่ลำพูนเป็นจังหวัดสะอาดที่สุดในประเทศ และเรากำลังทำให้เป็นเมืองปราศจากโฟมได้ ก็เพราะชุมชนเข้มแข็ง มีหลายร้านค้าในลำพูนที่ไม่ขายโฟม ซึ่งตนเองกำลังจะย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ก็จะนำแนวคิดเมืองสะอาดของลำพูนไปใช้กับจังหวัดตากด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมาแม็คโคร ได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ผลิตและพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารจากวัสดุธรรมชาติ ทดแทนโฟมและพลาสติก อาทิ ผลิตภัณฑ์จากชานอ้อย เส้นใยพืช กระดาษ และเส้นใยยูคาลิปตัส &amp;nbsp;จำหน่ายภายใต้ตราสินค้า aro &amp;nbsp;พร้อมการจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ 10-40 % อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงจูงใจ และแม็คโครยังได้ลดพื้นที่การขายของสินค้าพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45154</URL_LINK>
                <HASHTAG>Say Hi to Bio, Say No to Foam on tour”, กรมควบคุมมลพิษ, นายประลอง ดำรงค์ไทย, บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), ศิริพร เดชสิงห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d72515f69fd2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คพ.ฟ้องค่าเสียหาย 5.7 ล้านจากโรงงานเอทานอลราชบุรี ทำกระเบนราหูตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 10 ก.ค.&amp;nbsp;นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากกรณีปลากระเบนราหูและสัตว์น้ำอื่นๆ ตายเป็นจำนวนมากในแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม ในระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม 2559 โดยเฉพาะในเขตอำเภอบางคนที และอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จากการตวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำของ คพ. และจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีสาเหตุมาจากการระบายน้ำกากส่าสุดท้ายที่ผ่านการบำบัดแล้วลงสู่คลองแฉลบและไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลองของโรงงานเอทานอลราชบุรี (บริษัท ราชบุรี เอทานอล จำกัด)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประลอง กล่าวว่า คพ. และกรมประมงจึงเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายตามมาตรา 96 และมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จากบริษัท ราชบุรี เอทานอล จำกัด กับพวกเป็นเงินจำนวน 5,785,996.50 บาท โดยค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการเข้าไปดำเนินการประเมินผลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของ คพ.จำนวน 306,440 บาท และค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปลากระเบนราหู กุ้ง หอยของกรมประมง จำนวน 5,479,556.50 บาท โดยยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดราชบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ สวพ.1/2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ แต่ก่อนที่ศาลจะกำหนดนัดชี้/สืบพยาน ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยคดี ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยเมื่อวันที่&amp;nbsp;2 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าว ทนายซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของจำเลยได้รับเอาข้อเสนอของโจทก์ที่ให้รับผิดตามฟ้องไปเสนอให้คณะกรรมการของบริษัทฯ พิจารณา และศาลนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งในวันที่ 26 สิงหาคม 2562 และหากตกลงกันไม่ได้ศาลจะนัดชี้/สืบพยานต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40616</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมมลพิษ, กรมประมง, กะเบนราหูตาย, นายประลอง ดำรงค์ไทย, ปล่อยน้ำเสีย, โรงงานเอทานอลราชบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d25967332a41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!กรมฝนหลวงฯทำฝนเทียมช่วยลดฝุ่นPM2.5อังคารนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:กรมฝนหลวงและการบินเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ม.ค.62-นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพว่า พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งให้ คพ.ประสานแก้ไขปัญหาร่วมกับกรุงเทพมหานคร จังหวัดปริมณฑล กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีการติดตามตรวจสอบและรายงานสถานการณ์ PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การคาดการณ์และแจ้งเตือนประชาชนรับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คพ.ได้ประสานหน่วยงานต่างๆเช่น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งให้ความช่วยเหลือในการทำฝนเทียมเพื่อลดฝุ่นมาตลอด ทราบว่าทางกรมฝนหลวงฯก็ติดตามปัญหาเพื่อดำเนินการช่วยเหลืออยู่ ซึ่งมีปัจจัยทั้งด้านความชื้นและทิศทางลม หากในอากาศมีความชื้นไม่เพียงพอไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ คาดว่าในวันที่ 15 ม.ค. อาจมีโอกาสจะทำฝนเทียมได้ ในส่วนอื่นๆได้ประสานกองบัญชาการตำรวจจราจร ในการตรวจจับรถควันดำบนเส้นทางจราจร &amp;nbsp;ร่วม ขสมก.ตรวจรถโดยสาร ขสมก.ในอู่ต่างๆ พร้อมร่วมประชุมและประสาน กทม. เพื่อดำเนินการตามมาตรการและแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 ทั้งให้ทุกเขตกวาดล้างถนนอย่างเข้มข้นทุกวัน รวมทั้งการประสานกระทรวงสาธารณสุขในการเตรียมการและแจกหน้ากากอนามัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยง&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26508</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, ค่าฝนละอองPM2.5, นายประลอง ดำรงค์ไทย, อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c2d4846add.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
