<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2019 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2019 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งติดอุปกรณ์กำไลEMคุมประพฤติเมาขับสงกรานต์แล้ว186ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.62-นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เผยศาลปิดทำการ ในวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา จึงมีสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติทั่วประเทศเพียง 11 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา สำหรับยอดสะสมสถิติคดีที่ศาลสั่งคุมประพฤติในช่วง 4 วัน (11-14 เม.ย.) มี 4,067 คดี แบ่งเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา 3,908 คดี คิดเป็นร้อยละ 96.09 คดีขับเสพ 150 คดี คิดเป็นร้อยละ 3.69 คดีขับรถประมาท 9 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.22 ส่วนจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสะสมสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม 337 คดีกรุงเทพมหานคร 250 คดี และจังหวัดนครพนม 211 คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ศาลมีการสั่งใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไรEM) เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยอง ศาลมีคำสั่งใช้อุปกรณ์ดังกล่าวกับกลุ่มผู้ถูกคุมความประพฤติในฐานความผิดขับรถขณะเมาสุรา ซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 8 ราย ขณะที่ยอดสะสมที่ศาลสั่งติดกำไรEM ในช่วงที่มีการควบคุมเข้มงวด (11-14 เม.ย.) มี 186 ราย แบ่งเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา 184 ราย และคดีขับเสพ 2 ราย&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33685</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไล EM, นายประสาร มหาลี้ตระกูล, สงกรานต์, อธิบดีกรมคุมประพฤติ, เมาแล้วขับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190415/image_big_5cb4365e359ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับเมาขับช่วง7วันอันตรายทะลุ8พันราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดสถิติเมาแล้วขับถูกจับช่วงปีใหม่ 8.7 พันคดี ในจำนวนนี้มีที่ถูกจับซ้ำ 153 ราย ถูกส่งเข้ารับการบำบัดใน รพ.รวม 4 ราย พบข้าราชการทำผิด 160 ราย ถูกคุมประพฤติ 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมคุมประพฤติ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมด้วย นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงสถิติคดีเมาแล้วขับ ถูกจับคุมประพฤติ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.61-2 ม.ค.62 โดยนายประสารกล่าวว่า สถิติคดีเมาแล้วขับ ผู้กระทำความผิดที่เข้าสู่ระบบบังคับใช้กฎหมายและศาลมีคำสั่งส่งมาให้กรมคุมประพฤติดูแลภายใน 1 ปี โดยใช้อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM จำนวน 80 ราย และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากเคหสถานในช่วง 22.00-04.00 น. ในจำนวนนี้มีผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง 1 ราย ซึ่งกรมคุมประพฤติได้รายงานให้ศาลรับทราบแล้ว และหลังจากครบ 7 วันอันตราย ศาลยังมีคำสั่งให้ใช้กำไล EM กับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเมาแล้วขับอีก 26 ราย รวมมีผู้ที่ใช้กำไล EM ถูกควบคุมความประพฤติ 116 ราย เป็นผู้ชาย 110 ราย และผู้หญิง 6 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในปีนี้มีคดีที่เข้าสู่ระบบจำนวน 9,453 คดี แยกเป็นคดีเมาแล้วขับ 8,706 คดี คดีเสพและขับ 701 คดี คดีขับรถประมาท 44 คดี และคดีขับรถซิ่ง 2 คดี ในจำนวนนี้ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ชายร้อยละ 97.2 ผู้หญิง 2.77 เปอร์เซ็นต์ สำหรับช่วงอายุของผู้ที่กระทำความผิดน้อยกว่า 20 ปี จำนวน 595 ราย, ระหว่างอายุ 21-30 ปี จำนวน 2,378 ราย, ระหว่างอายุ 31-40 ปี จำนวน 2,340 ราย, ระหว่างอายุ 41-50 ปี จำนวน 1,985 ราย, ระหว่างอายุ 51-60 ปี จำนวน 888 ราย, อายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 213 ราย และไม่ระบุอายุ จำนวน 1,054 ราย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสารกล่าวว่า สำหรับผู้กระทำความผิด มีอาชีพรับจ้าง จำนวน 3,436 ราย, อาชีพเกษตรกร 823 ราย, อาชีพพนักงานบริษัท รัฐวิสาหกิจ 772 ราย, อาชีพค้าขาย 333 ราย, นักเรียน/ นักศึกษา 200 ราย, ข้าราชการ 160 ราย, อาชีพธุรกิจส่วนตัว 131 ราย, พนักงานขับรถโดยสาร/ บรรทุก &amp;nbsp;98 ราย, ว่างงาน 72 ราย, อื่นๆ (ไม่ระบุ) จำนวน 3,428 ราย &amp;nbsp;โดยกลุ่มข้าราชการที่กระทำความผิดจะต้องถูกคุมประพฤติระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ถูกคุมประพฤติและผู้ที่ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ซึ่งศาลสั่งให้กรมคุมประพฤติสืบเสาะประวัติเพิ่มเติม จำนวน 66 คดี และให้ทำงานบริการสังคม 15 วัน ขยายได้ไม่เกินครั้ง 30 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ที่ผู้ถูกคุมประพฤติมากที่สุด แยกเป็น ภาคเหนือ 951 คดี จังหวัดเชียงรายมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 331 คดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,175 คดี จังหวัดมหาสารคามมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 565 คดี ภาคกลาง 1879 คดี จังหวัดปทุมธานีมีผู้กระทำความผิดมากที่สุด จำนวน 188 คดี ภาคตะวันออก 1020 คดี จังหวัดที่ทำความผิดมากที่สุดคือ ฉะเชิงเทรา 207 คดี ภาคตะวันตก 219 คดี จังหวัดตากกระทำผิดมากที่สุด 67 คดี ภาคใต้ 335 คดี จังหวัดพัทลุงกระทำความผิดมากที่สุด 84 คดี ส่วน กทม. 567 คดี โดยศาลได้ระบุเงื่อนไขสำหรับผู้ที่กระทำความผิดจะต้องรายงานความประพฤติกับศาลปีละ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชม., พักการใช้ใบอนุญาตขับรถระยะเวลา 6 เดือน, ให้เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย/ วินัยจราจร, ห้ามออกนอกสถานที่ โดยการติด EM บางรายต้องตรวจปัสสวะหาสารเสพติด และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการตรวจสอบในระบบคุมประพฤติพบว่า มีจำนวน 153 รายที่เคยถูกจับซ้ำในข้อหาเมาแล้วขับในช่วง 3 ปีผ่านมา ซึ่งขณะนี้กรมคุมประพฤติได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำบุคคลเหล่านี้มาเข้ารับการคัดกรองตามแบบประเมินพฤติกรรม ว่าเข้าข่ายมีความเสี่ยงสูงในการติดสุราหรือไม่ หากพบพฤติกรรมเสี่ยงจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูสภาพ ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยหรือติดสุราในระดับต่ำจะส่งไปทำงานบริการสังคม อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร และลด เลิกแอลกอฮอล์&amp;quot; นายประสารกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในปีนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 463 ราย ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุเกิดจากเมาแล้วขับ โดยในปีนี้กรมควบคุมโรคได้ทำโครงการนำร่องร่วมกับกรมคุมประพฤติ บำบัดรักษา ฟื้นฟูผู้ดื่มแล้วขับที่กระทำผิดซ้ำ โดยจะส่งตัวบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนผู้ติดสุราและมีปัญหาซับซ้อนจะส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และกรณีผู้ที่เมาและมีอาการทางจิตรุนแรงจะส่งต่อไปโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต เพื่อบำบัดรักษาผู้ติดสุรารุนแรงเรื้องรังให้มีสุขภาพดีไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก ซึ่งมีตัวเลขผู้เข้ารับการบำบัด 4 รายเข้าโครงการ ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี จำนวน 2 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25998</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, นายประสาร มหาลี้ตระกูล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190107/image_big_5c335e682055f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอมี่ร่ำไห้ผิดไปแล้ว เผย11เดือนในคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เอมี่&amp;quot; ร่ำไห้รับผิดไปแล้วริลองเสพยาจนชีวิตดำดิ่ง ถูกจองจำนาน 11 เดือน เผยอยู่ในเรือนจำร้องไห้ทุกวัน ได้แต่ไหว้พระสวดมนต์เพื่อให้จิตใจสงบ ขอโทษพ่อแม่ที่ทำให้พลอยทุกข์ใจไปด้วย หลังจากนี้จะทำงานเพื่อสังคม ให้ข้อคิดน้องๆ ตามโรงเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 สิงหาคมนี้ ที่มูลนิธิทีมงานทนายประชาชน จ.สมุทรสาคร น.ส.เอมี่ อาเมเรีย จาคอป อดีตดาราสาวนักแสดง พร้อมด้วยนายฮันนาส จาคอป และนางลำดวน จาคอป พ่อและแม่ และนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน เปิดแถลงข่าวหลังได้รับอิสรภาพคดีเสพยาเสพติด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายษิทรากล่าวว่า ก่อนหน้านี้ญาติเอมี่ได้มาขอร้องให้ตนช่วยเหลือ ซึ่งเงื่อนไขในการช่วยเหลือคือ ต้องสารภาพในสิ่งที่ทำ ไม่ได้กลับผิดเป็นถูก ส่วนข้อหาค้ายาเสพติดนั้นเป็นคนละจำนวนกับที่เสพ โดยของกลางเจอกันคนละที่ จนในที่สุดศาลก็ตัดสินแล้ว และพิสูจน์ว่าเอมี่ไม่ได้ค้ายาเสพติด หลังจากนี้เอมี่ต้องรายงานตัวคุมประพฤติตามที่ศาลสั่ง ตรวจหาสารเสพติดทุกครั้งที่ไปรายงานตัวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เอมี่กล่าวทั้งน้ำตาว่า ดีใจที่ได้ออกมา อยู่ข้างในไม่ได้สบาย 11 เดือนอยู่ในเรือนจำได้เจอกับคนทุกประเภทอยู่รวมกัน ชีวิตทุกวันแค่กินแล้วนอน ไม่ได้ทำอะไร แต่มันก็ไม่ได้เหมือนใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก แรกๆ ที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ ตนร้องไห้ทุกวัน แต่คิดอีกที ร้องไห้ก็ออกไปไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ปลอบใจตัวเองด้วยการไหว้พระสวดมนต์อย่างเดียว ช่วยทำให้เราไม่ต้องคิดอะไรมาก รอเวลาในเรื่องของการตัดสินคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หนูคิดถึงแม่มาก รู้ว่าแม่กับพี่ตั้ม (ทนาย) ช่วยหนูอยู่ข้างนอก หนูยอมรับว่าหนูเสพยา และหนูยอมรับว่าไม่ใช่คนดี แต่เราไม่ได้ขายยาเสพติด ส่วนเรื่องค้ายาเสพติด หนูไม่ทราบว่าแฟนเขาค้ายาเสพติด ซึ่งวินาทีที่ถูกจับหนูตกใจมาก หนูแค่หลงผิดไปเสพ ตอนนั้นแค่อยากลอง ถ้าเราไม่ลอง ไม่เสพ คงไม่เกิดเรื่องอะไรแบบนี้ หนูโทษตัวเองคนเดียวเลย แฟนไม่ได้ชักชวน ตอนนั้นแค่อยากลอง หนูสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกแล้ว ถามว่าเสียดายอนาคตตัวเองไหม เสียดายมาก แต่ก็ได้รับกำลังใจจากหลายๆ คน หนูขอโทษผู้ใหญ่ทุกคน หนูขอโทษทุกคนที่เคยให้โอกาส อยากกราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่ท่านต้องมาเสียน้ำตา ต้องเหนื่อยกับการเดินทางมาเยี่ยมหนู ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน (ร้องไห้) หนูสัญญาว่าจะไม่กลับยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอมี่กล่าวว่า หลังจากนี้จะทำงานเพื่อสังคม เข้าไปช่วยโครงการพี่สอนน้องให้เป็นคนดี เล่าประสบการณ์การหลงผิดเสพยาจนทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ให้เด็กและเยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ ได้รับรู้ถึงพิษภัยของยาเสพติด ว่ายาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดี ถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็จะทำให้เสียอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณี น.ส.อาเมเรียจะยื่นขอเงินชดเชยการถูกควบคุมตัวในเรือนจำเกินกว่าคำพิพากษา ว่า น.ส.อาเมเรียสามารถเข้ายื่นคำร้องขอรับการชดเชยกรณีนี้ได้ โดยต้องมายื่นคำร้องต่อสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อให้คณะอนุกรรมการพิจารณาว่าจะได้รับเงินชดเชยหรือไม่ หากอนุมัติให้จ่ายเงินชดเชย น.ส.อาเมเรียจะได้รับการชดเชยโดยคำนวณเป็นรายวันตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำของพื้นที่เกิดเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คดีดังกล่าว น.ส.อาเมเรีย และนายปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ แฟนหนุ่ม ถูกฟ้องในความผิดฐานมียาไอซ์และยาอี ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อเสพและจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย ในชั้นพิจารณาคดี นายปุณยวัจน์ให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ส่วน น.ส.อาเมเรียรับสารภาพเฉพาะเสพยาเสพติด แต่ให้การปฏิเสธข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิพากษาให้จำคุกนายปุณยวัจน์ 25 ปี 4 เดือน 15 วัน และปรับ 750,000 บาท ส่วน น.ส.อาเมเรีย ศาลยกฟ้องข้อหาจำหน่าย แต่ลงโทษข้อหาเสพ จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ มีกำหนด 2 ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และตรวจสารเสพติดจำเลยทุกครั้งที่มารายงานตัว รวมทั้งให้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์รวม 24 ชั่วโมง โดย น.ส.อาเมเรียถูกควบคุมตัวตั้งแต่ชั้นสอบสวนรวม 11 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน น.ส.อาเมเรียต้องเข้ารายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 4 หรือคุมประพฤติมีนบุรี โดยคุมประพฤติจะชี้แจงรายละเอียดในคำพิพากษาและเงื่อนไขการคุมประพฤติ ซึ่ง น.ส.อาเมเรียต้องเข้ารายงานตัวทุก 3 เดือน และต้องเก็บปัสสาวะตรวจหาสารเสพติดด้วย ในส่วนของการทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง เบื้องต้นอาจให้ น.ส.อาเมเรียทำงานด้านประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้เยาวชนตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16442</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธวัชชัย ไทยเขียว, นายประสาร มหาลี้ตระกูล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอมี่ อาเมเรีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b86a01111fc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับค้ากามเด็กชาย ผู้ใหญ่ขอให้ปิดชื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผบก.ปคม&amp;quot; ควง &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot; แถลงจับกุม &amp;quot;นิว&amp;quot; เอเยนต์ค้ากามตุ๋ยเด็กชายผ่านไลน์ เผยผู้ใหญ่ขอร้องปิดข่าว หวั่นแฉชื่อกลุ่มกามวิปริต ด้านกรมคุมประพฤติแจงกรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดมีเอี่ยว ได้ยื่นลาออกแล้ว เตรียมสอบวินัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อบ่ายวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ชั้น 4 ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2, พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.อ.คมกฤช สุขไทย กก.1 บก.ปคม. ร่วมกันแถลงข่าวผลการกวาดล้างคดีค้ามนุษย์บนสื่อออนไลน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.กรไชยกล่าวว่า ตำรวจ บก.ปคม. ตำรวจ บช.ทท. และหน่วยงานเอ็นจีโอ กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกันทลายเครือข่ายการซื้อบริการทางเพศเด็กชายอายุต่ำกว่า 18 ปี ผ่านโลกออนไลน์ โดยจับกุมนายนำพล สมงาม หรือนิว อายุ 27 ปี เอเยนต์และเจ้าของกลุ่มไลน์ชื่อ &amp;quot;รักเด็ก&amp;quot; ที่รวมคนมีรสนิยมทางเพศเด็กชาย ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา &amp;quot;ค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักชวนบุคคลอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี และเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเด็กเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ก่อนนำตัวฝากขังศาลอาญา รัชดาฯ โดยค้านประกันตัวไปแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ช่วยเด็กผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อค้าบริการทางเพศได้ 7 คน อายุประมาณ 12-16 ปี ก่อนนำตัวมาสอบปากคำพร้อมนักสังคมสงเคราะห์ โดยเด็กชายให้การและชี้ตัวผู้ซื้อบริการทางเพศ ต่อมาศาลอนุมัติหมายจับผู้ซื้อบริการทางเพศ 8 คน ข้อหาสนับสนุนให้มีการค้าประเวณี และพรากผู้เยาว์ โดยเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.ปคม.ได้ทำการไล่จับกุม และนำมาแจ้งข้อกล่าวหาโดยชั้นสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหากับทั้ง 8 คน ให้การปฏิเสธหมด จากนั้นนำตัวส่งฟ้องศาล เบื้องต้นทราบว่าศาลอาญา รัชดาฯ ให้ประกันตัวคนละ 300,000 บาท ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา&amp;quot; พล.ต.ต.กรไชยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ปคม.เผยอีกว่า ในส่วนผู้ซื้อบริการทางเพศเด็กผู้ชายอายุต่ำกว่า 18 ปีนั้น เป็นไฮโซ อาจารย์มหา&amp;#39;ลัยดัง หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานใด ตนเคยแถลงข่าวไปแล้ว พวกท่านมีรสนิยมทางเพศแบบนี้ มีการร่วมเพศกับเด็กผู้ชาย มันผิดกฎหมาย ตนก็จะจับกุมตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้ใหญ่หลายคนโทร.มาขอให้ตนไม่แถลงข่าว เพราะเกรงว่าจะมีการเปิดเผยชื่อผู้ซื้อบริการที่ถูกจับกุมไป ซึ่งตนไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เพราะติดขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ยืนยันหากมีการกระทำผิดต่อเด็กชายจะจับดำเนินคดีตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.คมกฤชเผยว่า นายนำพล สมงาม หรือนิว ก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้จัดการร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ต่อมาได้ลาออก และด้วยความรู้ด้านโซเชียล อีกทั้งเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ จึงได้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ &amp;quot;นำพล สมงาม&amp;quot; รับสมัครผู้ที่อยากดูคลิปลามกเด็กชาย เสียค่าสมาชิก 300 บาท ก่อนดึงเข้ากลุ่มแอปพลิเคชันไลน์ลับชื่อ &amp;quot;รักเด็ก&amp;quot; โดนนายนำพลแจ้งว่า หากใครอยากดูคลิปโป๊เด็กชายต้องจ่าย 500 บาทขึ้นไป แล้วแต่จำนวนคลิป ส่วนใครที่อยากมีเพศสัมพันธ์กับเด็กผู้ชายก็จะติดต่อประสานงานให้ โดยค่าตัวเด็กชายประมาณ 1,500 บาท นายนำพลหักค่านายหน้า 500 บาท และนำเด็กชายไปส่งตามสถานที่ผู้ซื้อนัดหมายกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เผยว่า กรณีมีพนักงานกรมคุมประพฤติ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายบริการทางเพศเด็กชายอายุต่ำกว่า 15 ปีนั้น เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าผู้ถูกกล่าวหารายดังกล่าวเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติ สังกัดกรมคุมประพฤติ และได้ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2561 โดยให้เหตุผลว่าไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งกรมคุมประพฤติได้มีคำสั่งยกเลิกสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2561 หลังจากนี้จะตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาดำเนินการทางวินัยตามขั้นตอนและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กรมคุมประพฤติให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการและลูกจ้าง ข้อบังคับกรมคุมประพฤติว่าด้วยจรรยาบรรณของข้าราชการกรมคุมประพฤติ พ.ศ.2552 และวินัยของข้าราชการ พลเรือน และพนักงานราชการ ที่ต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14924</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์, ค้ากามเด็กชาย, นายประสาร มหาลี้ตระกูล, นำพล สมงาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b69a170d52ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5วันเซ่น323ศพยึดรถเมาขับหมื่นคัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 5 วันอันตรายสงกรานต์เซ่น 323 ศพ เจ็บ 3,140 ราย เกิดอุบัติเหตุ 3,001 ครั้ง โคราชยังครองแชมป์ตายมากสุด คสช.ยึดรถเมาแล้วขับกว่าหมื่นคัน ดำเนินคดี 1.8 แสนคน &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; สั่งทุกฝ่ายเข้มบังคับกฎหมายจราจรต่อเนื่องทั้งปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 เมษายน นายดำรง ลิมาภิรักษ์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2561 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2561 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 15 เม.ย.61 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ &amp;quot;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;quot; เกิดอุบัติเหตุ 552 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 69 ราย ผู้บาดเจ็บ 589 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 42.03 ขับรถเร็ว ร้อยละ 25.72 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 78.53 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ &amp;nbsp;65.04 บนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 37.86 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 36.05 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 32.61 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 23.25 ทั้งนี้ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,031 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 65,354 คน &amp;nbsp;เรียกตรวจยานพาหนะ 886,202 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 178,191 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 51,488 ราย ไม่มีใบขับขี่ 46,094 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (20 ครั้ง) &amp;nbsp;จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ชลบุรี (6 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (27 คน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 5 วัน (11-15 เม.ย.61) เกิดอุบัติเหตุ 3,001 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 323 ราย &amp;nbsp;ผู้บาดเจ็บ 3,140 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 7 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ระนอง สตูล &amp;nbsp;สมุทรสงคราม หนองคาย หนองบัวลำภู และอ่างทอง จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ &amp;nbsp;(119 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (19 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (136 คน) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังจากศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2561 ตั้งแต่วันที่ 11-15 เม.ย.61 รายงานสถิติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี มีจำนวน 1,281 ราย &amp;nbsp;ซึ่งลดลงร้อยละ 15.55 (เทียบกับปี 2560 จำนวน 1,517 ราย) และจากการเจาะเลือดส่งตรวจแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่ที่ประสบอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต พบว่ามีผู้ขับขี่ถูกเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจแอลกอฮอล์ 1,578 ราย ที่ทราบผลตรวจแล้ว 301 ราย เกินกฎหมายกำหนด 161 ราย ในจำนวนนี้พบว่าเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ทั้งหมด 304 ราย ทราบผลแล้ว 98 ราย มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินที่กฎหมายกำหนด 15 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้กำชับไปยังสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั่วประเทศเเละเขตเมือง ให้เฝ้าระวังและตรวจจับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ทั้งสถานที่ห้ามขาย ห้ามดื่ม การขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และในช่วงเวลาห้ามขายอย่างเข้มข้น รวมถึงร่วมทำงานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตั้งด่านชุมชนเพื่อลดการบาดเจ็บและสกัดกั้น หวังลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตได้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า สถิติการตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาทด้วยการดื่มแล้วขับขี่ในวันที่ 15 เม.ย. 61 มีดังนี้ รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 52,698 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ 2,999 &amp;nbsp;ราย จำเป็นต้องยึดไว้ 2,069 คัน และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 41,443 คน สำหรับรถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 38,956 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ 3,544 ราย &amp;nbsp;ยึดรถยนต์ 814 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 24,936 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตลอด 5 วันที่ผ่านมา (11-15 เม.ย.61) เจ้าหน้าที่ได้ยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการความปลอดภัย ดื่มไม่ขับไว้แล้ว 10,099 คัน (รถจักรยานยนต์ 7,372 คัน และรถยนต์ 2,727 คัน) และดำเนินคดีผู้กระทำผิด รถจักรยานยนต์ 113,450 คน รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคล 69,898 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลดำเนินคดีเมาแล้วขับช่วงเทศกาสสงกรานต์ว่า วันที่ 15 เม.ย.ซึ่งเป็นวันที่ห้าของ 7 วันอันตราย คดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติจากสำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศ อยู่ที่ 3,460 คดี โดยแบ่งเป็น ขับรถขณะเมาสุรา &amp;nbsp;3,456 คดี และขับรถประมาท 4 คดี สำหรับยอดสะสม 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-15 เม.ย.ที่ผ่านมา มีคดีทั้งหมดจำนวน 6,707 คดี แยกเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 6,541 คดี หรือ 97.5%, ขับรถประมาท 21 คดี &amp;nbsp;หรือ 0.31%, แข่งรถหรือขับซิ่ง 2 คดี หรือ 0.02%, ขับเสพ 143 คดี หรือ 2.13%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กรมคุมประพฤติได้ติดเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (กำไลข้อเท้า EM) ผู้กระทำผิดในคดีเมาแล้วขับ นับตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา ตามคำสั่งศาลรวม 37 ราย ซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกบ้านตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น.เป็นเวลา 15 วัน นอกจากนี้ผู้กระทำผิดดังกล่าวยังมีเงื่อนไขการคุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวจำนวน 4 ครั้ง พร้อมทั้งทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างจิตสำนึกและให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและสังคม อาทิ ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจที่จุดตรวจค้นหรือจุดบริการประชาชน ทำความสะอาดบริเวณจุดตรวจค้น รวมทั้งบริการช่วยเหลือประชาชน คนชรา ผู้พิการ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ณ ศูนย์อำนวยการร่วมฯ สถานีขนส่ง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้แสดงความขอบคุณและเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมกันทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการดูแลความมั่นคงปลอดภัยของสังคม รวมถึงการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐกำหนด เป็นผลให้วันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์เต็มไปด้วยความสุขทั่วหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตรได้ย้ำกับทุกส่วนราชการ ขอให้คงเข้มบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่องจริงจังตลอดทั้งปี เพื่อร่วมสร้างวินัยจราจรในสำนึกและหน้าที่ของทุกคน &amp;nbsp; และขอให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมข้อมูลสถิติอุบัติเหตุในทุกพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์และแยกแยะ สำหรับการบริหารจัดการและกำหนดมาตรการต่างๆ ให้ครอบคลุมกับปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในภาพรวมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการรณรงค์สร้างการรับรู้และจิตสำนึกความปลอดภัยบนท้องถนนร่วมกัน เพื่อลดการสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บของประชาชนในแต่ละปีให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย ออกแถลงการณ์เรื่องความปลอดภัยทางถนนช่วงสงกรานต์ 2561 ฉบับที่สอง โดยระบุว่าเนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 5 วันอันตรายเป็นจำนวนมากถึง 323 ราย มากกว่าในช่วงสงกรานต์ปีที่แล้วถึง 18 ราย ในฐานะอดีตรองผู้อำนวยการ ศปถ.และอดีต รมช.คมนาคม ขอเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลเข้ามาบัญชาการดำเนินการของ ศปถ.เพื่อสั่งการอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาเหลืออยู่แค่ 2 วันโดยด่วน ขอให้หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่และตามเส้นทางช่วยกันดูแลป้องกันกรณีการหลับในเป็นพิเศษ และขอให้ประชาชนที่กำลังเดินทางกลับช่วยกันดูแลตนเองและครอบครัวตลอดจนบุคคลอื่นๆ ที่ใช้ถนนร่วมกันด้วยความระมัดระวัง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7232</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 วันอันตราย, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, นายดำรง ลิมาภิรักษ์, นายประสาร มหาลี้ตระกูล, บิ๊กป้อม, พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สงกรานต์เซ่น 323 ศพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180416/image_big_5ad4b645c428c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
