<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 18:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.อนุม้ติงบ 2,049 ล้าน ช่วยเหลือเด็ก เยาวชน แรงงานด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1พ.ค.63-ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) - คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้มีการประชุมครั้งที่ 3/2563 เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายของกสศ.ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 โดยนาย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 2,049 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มเป้าหมายในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยแบ่งเป็นการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนทุนเสมอภาค จำนวน 1,449 ล้านบาท และพัฒนาโครงการให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น จำนวน 550 ล้านบาท มาตรการเหล่านี้จะช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายราว 7.5 แสนคน โดยแบ่งเป็น เด็กนักเรียนในระบบ 7 แสนคน เด็กนอกระบบ 35,000 คน แรงงานด้อยโอกาส 10,000 คน เน้นช่วยเหลือทั้งระยะยาว และระยะสั้นที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังเป็นวิกฤต โดยเฉพาะผลกระทบจากการปิดเทอมที่ยาวนาน ทำให้เด็กยากจนประสบปัญหาโภชนาการขาดแคลนอาหาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายประสารกล่าวว่า เรื่องนี้กสศ.ได้ระดมความคิดจากหลายภาคส่วน ทั้งการประชุมกับผู้บริหารสพฐ. ผู้บริหารสถานศึกษา และการสำรวจทางโทรศัพท์ (Telephone survey) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ผู้ปกครอง นักเรียน ครู ผู้อำนวยการ จำนวน 12,460 คน เกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ พบว่าผู้ปกครองของนักเรียนได้รับผลกระทบจาก วิกฤติโควิด-19 ทำให้ รายได้ลดลง ต้องแบกรับภาระอื่นๆ ถูกพักงานชั่วคราว และถูกเลิกจ้าง/ตกงาน โดย 3 เรื่องสำคัญที่ต้องเร่งช่วยเหลือคือ อาหาร ค่าครองชีพและค่าของใช้จำเป็น ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้จัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าอาหารและค่าครองชีพให้กับนักเรียนยากจนพิเศษ ระดับชั้นป.1&amp;ndash;6 จำนวน 500,000 คน ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ตชด ทั่วประเทศและอปท.จำนวน 300 ล้านบาท โดยจัดสรรให้คนละ 600 บาท ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานบอร์ด กสศ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กสศ.ยังได้ประชุมระดมสมองร่วมกับองค์การยูเนสโก และองค์การยูนิเซฟ เพื่อนำประสบการณ์จากนานาชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเรียนที่ยาวนาน มาพัฒนาวิธีการช่วยเหลือนักเรียนในครอบครัวยากจนพิเศษซึ่งปัญหาด้านโภชนาการ การขาดแคลนอาหาร นม และน้ำสะอาด เป็นเรื่องที่ต้องอาหารให้พอเพียง เร่งช่วยเหลืออันดับแรก &amp;nbsp; โดยไม่รอให้โรงเรียนเปิดเทอมก่อนจึงเข้าไปดูแลได้ เนื่องจาก เด็กนอกระบบการศึกษา เป็นอีกกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ กสศ.ต้องเข้าไปช่วยเหลือ ให้ได้รับการดูแลทันทีเพราะในสถานการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านคุณภาพชีวิต &amp;nbsp;โดยกสศ.จะทำงานร่วมกับ เครือข่ายองค์กรภาคเอกชนเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างน้อย 35,000 คน ใน 76 จังหวัดและกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อช่วยเหลือเฉพาะหน้า &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารกสศ.ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายแรงงานด้อยโอกาสที่ถูกเลิกจ้างกระทันหัน กลุ่มคนจนเมือง พ่อแม่นักเรียนยากจนพิเศษ และแรงงานตกงานที่กลับสู่บ้านเกิด โดยกสศ.จะทำงานร่วมกับหน่วยพัฒนาทักษะอาชีพ 80 ตำบลทั่วประเทศเพื่อจัดทำระบบตัวแบบการเรียนรู้ของชุมชนที่เข้มแข็ง และมีเครื่องมือการแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา&amp;nbsp; เบื้องต้นจะสามารถช่วยเหลือแรงงานด้อยโอกาสได้10,000 คนที่สามารถขยายผลในชุมชนของตนเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กสศ.พร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุด ทั้งในส่วนนักเรียนยากจนพิเศษในระบบ เด็กนอกระบบ และแรงงานด้อยโอกาส โดยจะช่วยเหลือได้ทันทีตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ ด้วยความพร้อมของฐานข้อมูลกลุ่มเป้าหมายจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือiSEE ของกสศ.สามารถชี้เป้ากลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุดได้อย่างแม่นยำ &amp;nbsp;และขอเชิญชวนประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความช่วยเหลือในวิกฤตครั้งนี้กับกสศ.และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า ได้ที่ https://donate.eef.or.th/main-donate หรือธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี กสศ.มาตรา 6(6) - เงินบริจาค เลขที่บัญชี 1720300216สอบถามรายละเอียดได้ที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หมายเลขโทรศัพท์ 02- 079-5475&amp;rdquo; ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64809</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., ช่วยเหลือเด็กได้รับผลกระทบโควิด, นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200501/image_big_5eac09687709d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ประสาร’ชี้ระเบิดเวลา แฉศก.ไทย‘ป่วยเรื้อรัง’!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเผยเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ เหมือนผู้ป่วยเรื้อรัง แม้รัฐบาลจ่ายยาหลายขนาน กลับไม่ตอบสนอง ชี้ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะเป็นเหมือนระเบิดเวลา พัฒนาเน้นปริมาณอย่างหยาบๆ ที่เน้นแค่จีดีพี โดยไม่ดูคุณภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ กล่าวระหว่างปาฐกถาวาระ 45 ปี 14 ตุลาคม ในหัวข้อ ประชาธิปไตยกับความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ระบุว่า ช่วง 45 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเกือบ 10 เท่า ความสำเร็จนี้ ในด้านหนึ่งทำให้พอใจได้ว่าไทยเดินหน้ามาพอสมควร แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าพิจารณาโดยไม่เข้าข้างตนเองมากนัก ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความท้าทายดังกล่าว แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือความท้าทายจากบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิม ส่วนที่สองคือความท้าทายจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ กรณีส่วนที่สองนี้ หลายปีที่ผ่านมา อาการของประเทศไทยเหมือนกับผู้ป่วยเรื้อรัง ที่รัฐบาลพยายามจ่ายยาหลายขนาน แต่อาการกลับไม่ตอบสนอง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกล่าวว่า สาเหตุจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเห็นว่าต้องเร่งแก้ไข เพราะเหมือนระเบิดเวลา พร้อมจะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจได้ทุกเมื่อ มีอย่างน้อย 3 เรื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องแรกคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยตัวเลขและผลการศึกษาหลายหน่วยงานชี้ว่าประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับต้นๆ ของโลก โดยคนไทย 10% ประมาณ 7 ล้านคน มีชีวิตใต้เส้นความยากจน, คนไทย 10% ที่มีรายได้สูงสุดและต่ำสุด มีรายได้ห่างกันถึง 22 เท่า, คนไทยมากกว่า 75% ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ขณะที่โฉนดกว่า 61% อยู่ในมือคนแค่เพียง 10% และเด็กไทยกว่า 6 แสนคน ต้องหลุดจากระบบการศึกษา เพียงเพราะผู้ปกครองไม่มีเวลาและเงินไม่พอส่งลูกเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสารระบุว่า สาเหตุของปัญหาความเหลื่อมล้ำ ส่วนหนึ่งมาจากทิศทางการพัฒนาที่เน้นปริมาณอย่างหยาบๆ ที่แน้นแค่จีดีพี โตปีละมากๆ โดยไม่ดูคุณภาพ อีกด้านหนึ่ง การค้าเสรีที่ไร้กติกา ที่แต่ละคนมีทุนและโอกาสไม่เท่ากัน ทำให้การพัฒนาออกมาในลักษณะเศรษฐกิจยิ่งโต ผู้มีทุนมากกว่ายิ่งได้เปรียบ คล้ายกับถนนการค้าที่ขาดกฎจราจร สุดท้ายพื้นผิวถนนถูกยึดครองโดยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่คอยเบียดรถขนาดเล็กให้ต้องวิ่งตามไหล่ทาง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ ถือเป็นต้นตอของความขัดแย้งในโลกและไทย ช่วงที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นอยู่บ่อยๆ ว่า เมื่อความเป็นอยู่ของคนในสังคมแตกต่างกันมาก ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการปะทะกัน เพื่อแย่งทรัพยากรในทุกระดับ สำหรับทิศทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำคือ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น การพัฒนาหัวเมืองในภูมิภาค เพื่อไม่ให้เกิดการพัฒนากระจุกตัวในแค่กรุงเทพฯ ในระดับชุมชน ก็ต้องเพิ่มความแข็งในทุกมิติต่างๆ ระดับบุคคลก็ต้องเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แรงงานยากจน และ ฐานราก เพื่อให้ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องที่สองนั้น ในช่วงทศวรรษก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 9% ต่อปี แต่ช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตวนเวียนอยู่ในระดับ 4% สะท้อนที่ลดลงชัดเจน ขณะที่คู่แข่งในภูมิภาคพัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และถ้าไม่เร่งพัฒนา เป็นไปได้ว่าไทยอาจไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ มองอนาคตยิ่งท้าทาย เพราะไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สภาพัฒน์ชี้ว่า ภายในปี 2583 คนไทย 1 ใน 3 จะมีอายุมากกว่า 60 ปี และธนาคารโลกมองว่าค่ากลางของอายุคนไทยจะเพิ่มจาก 38 เป็น 49 ปี หมายความว่า ฐานกำลังคนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะน้อยลง ขณะที่ประเทศในภูมิภาคประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ในเชิงเศรษฐกิจจึงเปรียบเอาคนแก่ไปสู้แรงกับคนหนุ่มสาว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ที่น่าห่วงคือโอกาสที่คนไทยจะแก่ก่อนรวยและจนตอนแก่จะมีมากขึ้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกล่าวว่า เรื่องที่สามคือกลไกและบทบาทของภารรัฐไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กรณีคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันต่างจากอดีตมาก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่ง สถาบันด้านเศรษฐกิจหลายส่วนที่เคยออกแบบไว้ในอดีต อาจไม่สามารถตอบโจกท์ประเทศภายใต้บริบทใหม่ ให้สอดคล้องกับจังหวะการเดินหน้าของประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความท้าทายในส่วนแรก คือความท้าทายจากบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิมนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ทำให้รู้สึกว่าโลกที่เราอยู่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของคนในสังคม รวมทั้งรูปแบบการทำธุรกิจ ด้านหนึ่งได้ทำให้ธุรกิจและงานหลายประเภทหายไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสารกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงศูนย์อำนาจเศรษฐกิจและการเมืองโลก นับตั้งแต่สงครามเย็นจบลง คาดกันว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกจะทยอยย้ายมาที่เอเชีย โดยภายในปี ค.ศ.2030 คาดขนาดเศรษฐกิจจีนและอินเดียรวมกันจะประมาณ 1 ใน 4 ของโลก และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลต่อทิศทางการค้าโลก สหรัฐอเมริกาที่เคยสนับสนุนการค้าเสรี กลับตั้งกำแพงภาษีกีดกันการนำเข้า จนบรรยากาศการค้าโลกอึมครึม และสร้างความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนโลก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่สนับสนุนกระบวนการ Globalization ทำให้ตลาดการค้า การลงทุนและตลาดการเงินระหว่างประเทศมีความเชื่อมโยงและซับซ้อนขึ้น การรับและส่งผลกระทบระหว่างกันเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น เหมือนเราอยู่ในที่แออัด ย่อมติดเชื้อหวัดได้ง่าย และอีกด้านก็ทำให้เศรษฐกิจและการค้าขยายตัวมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า ภายใต้การเติบโต ผลประโยชน์ของการพัฒนากระจายไม่ทั่วถึง ซึ่งส่วนหนึ่งทำให้เกิด Brexit และการชนะการเลือกตั้งของนักการเมืองที่ใช้นโยบายประชานิยมในหลายประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมคิดว่าความท้าทายส่วนแรกที่ประเทศไทยต้องเผชิญในระยะต่อไป คือบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิม โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าสปีดเดิมที่เราคุ้นชินมาก เป็นโลกที่ซับซ้อน ผันผวน และยากที่จะคาดเดาอนาคตได้ชัดเจน&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวด้วยว่า มองย้อนกลับไปอาจกล่าวได้ว่า ในช่วงหลังตุลาคม 2516 จนถึงเหตุการณ์พฤษภา 2535 เป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งเป็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศไทย นำมาสู่การผลักดันรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฉันทามติร่วมกันของคนในสังคมที่ว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองที่นำพาประเทศไปสู่สังคมที่พึงปรารถนานั้น เริ่มไม่ชัดเจน โดยท่ามกลางปัญหาการเมืองในประเทศกว่าสิบปี คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกกังวลใจและหดหู่กับสภาวะบ้านเมืองที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย และคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยก็อาจรู้สึกอึดอัดที่เหมือนถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง ระหว่างที่ข้างหนึ่งที่ยังเชื่อว่าประชาธิปไตยยังเป็นคำตอบของประเทศ และอีกข้างเริ่มเสื่อมศรัทธากับประชาธิปไตย เพราะเห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบเข้ามากุมอำนาจรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13412</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล, ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, หนังสือพิมพ์, อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, อัตราการเติบโตวนเวียน, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180714/image_big_5b4a17f7d6413.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
