<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนึ่งในน้ำพระทัย &quot;เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ&quot; พระราชทานแบบลายผ้าบาติก สู่ชาวไทย พช.ชวนประทับใจ ยกระดับความร่วมสมัย ก้าวไกลสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันที่ 10 มิถุนายน 2564&amp;nbsp;ปิติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทานลายผ้าบาติก ในโอกาสเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน&amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวีฯ โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค พื้นที่ภาคกลาง โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประกวด ฯ ร่วมด้วย นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม ทีมคณะกรรมการ นำโดย นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์ และคณะ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ&amp;nbsp; โรงแรมแคนทารี โฮเทล อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประกวดในวันนี้ ถือเป็นปฐมฤกษ์ โดยเริ่มต้นจากภาคกลาง เพื่อคัดเลือก 75 ผ้าพื้นถิ่น จาก 4 ภูมิภาค เข้าตัดสินในระดับประเทศ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานการตัดสิน ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 และนับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวดในครั้งนี้ โดยพระองค์ได้พระราชทาน แบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย เป็นดังของขวัญพระราชทานอันมีนัยยะถึงความรักและความห่วงใยในพสกนิกรไทย ที่สะท้อนมาจากพระอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ศิลปะ วัฒนธรรมอันงดงามของไทย กับความเป็นสากล ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทุกลวดลาย สีสัน ล้วนสื่อความหมาย ได้แก่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าบาติกลายพระราชทาน &amp;ldquo;ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง&amp;rdquo; สื่อถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่งดงาม ลวดลายประกอบด้วย ลายนกยูง หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่นน้ำ หมายถึง ท้องทะเลภาคใต้ ที่มีธรรมชาติอันสวยงาม ,ลายเรือกอและ หมายถึง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของภาคใต้ที่ควรรักษาไว้ ,ลายดอกไม้โปรย สื่อถึงมิตรภาพและความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ ลายพระอาทิตย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ,ลายกรอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าบาติกลายพระราชทาน &amp;ldquo;ท้องทะเลไทย&amp;rdquo; ด้วยแรงบันดาลพระทัยในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อมของท้องทะเลไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้าบาติกพระราชทาน &amp;lsquo;ท้องทะเลไทย&amp;rsquo; ด้วยทรงพระดำริ ให้เป็นการจุดประกายความคิดเพื่อให้ ผู้คนเกิดจิตสำนึกในการหวงแหนและรักษาทรัพยากรทางทะเลไทยอันมีค่า ลวดลายประกอบด้วย ลายกะละปังหา หมายถึง ต้นกะละปังหาที่แตกกิ่งก้านออกเป็นรูปพัด เป็นบ้านของสัตว์ทะเลหลายชนิด ,ลายม้าน้ำ ม้าน้ำที่ขดตัวเป็นอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่น ลูกคลื่นที่ล้อไปกับอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง ความห่วงใยใน สิ่งแวดล้อมของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายดาวทะเล หมายถึง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย ,ลายขอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าบาติกลายพระราชทาน &amp;lsquo;ป่าแดนใต้&amp;rsquo; สื่อถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ จึงได้ทรงออกแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน &amp;lsquo;ป่าแดนใต้&amp;rsquo; ด้วยทรงพระดำริให้เป็นการจุดประกายความคิด ในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนที่มีระบบนิเวศอันอุดม ลวดลายประกอบด้วย ลายดอกดาหลาสัญลักษณ์ของดอกไม้พื้นถิ่นภาคใต้ ,ลายนกเงือก 10 ตัว หมายถึง พระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังหมายถึงความรักที่ซื่อสัตย์ ,ลายเถาไม้รูปตัว S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่นตัว S และลายลูกปลากุเลา หมายถึง ความห่วงใยในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของภาคใต้ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายปารังและลายต้นข้าว สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยทรงมีพระประสงค์ให้ประชาชนใช้เวลาว่างในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านให้เป็นประโยชน์&amp;nbsp; มีรายได้เสริม และสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อจรรโลงจิตใจ ในยามวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า &amp;ldquo;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาไทย เพื่อฟื้นฟูมรดกงานศิลป์ล้ำค่าของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทยไม่ว่าจะในชนบทและเมือง ทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; แก่พสกนิกรชาวไทย อันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในด้านการออกแบบ ตอกย้ำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าความงดงามของผ้าไทยจะคงอยู่คู่กับสังคมไทย ทำให้พี่น้องทั้งหลาย กล้าที่จะออกจากกรอบความคิดที่มีต่อผ้าไทยแบบดั่งเดิม ในวันนี้คุณูปการที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงแต่วงการทอผ้าเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการสร้างคุณค่าในงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ประเภทอื่นๆ อีกด้วย ด้วยพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา หนุนให้พี่น้องช่างฝีมือ กลุ่มทอผ้า ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ยังคงสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเลี้ยงดูครอบครัว แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้ฝ่าฟันไปได้อย่างมั่นคง จึงนำมาซึ่งความซาบซึ้งจนมีคำกล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ทรงพระราชทานว่า &amp;ldquo;เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย&amp;rdquo; และด้วยพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ที่ทรงเสด็จไปยังหัวเมืองทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ถึง 2 รอบ พระองค์ได้มีพระกรุณาแนะแนวทางการพัฒนา ยกระดับ ให้กลุ่มหัตถกรรมทั้งหลายได้เพิ่มความประณีต ใส่ฝีมือ ใส่ลูกเล่นลงไป ผลงานที่ปรากฏในวันนี้จำนวน 197 ผืนในส่วนของภาคกลาง และ 3,215 ผืนจากทั่วประเทศ จึงเป็นดังดอกผล ของความมหัศจรรย์ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับการประกวดในวันนี้ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทาน แบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย &amp;ldquo;ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง&amp;rdquo; &amp;ldquo;ท้องทะเลไทย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ป่าแดนใต้&amp;rdquo; ที่พระองค์ได้แรงบันดาลพระทัยจากการเสด็จไปทอดพระเนตรงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในภาคใต้หลายครั้ง ทรงพบเห็นวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ พระดำริทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนผ้าลายบาติกพระราชทานนี้ เพื่อพระราชทานให้กับช่างฝีมือบาติก เป็นของขวัญตอบแทนมิตรภาพ และความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยเรื่องราวและความหมายชวนประทับใจเป็นการยกระดับผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประกวดผ้าลายพระราชทาน&amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ตามโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค ในวันนี้เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่กรมการพัฒนาชุมชน ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์&amp;nbsp; และทุกภาคีเครือข่าย ได้มีโอกาสน้อมนำเอาแนวพระราชดำริในวิถีของการการวิจัยและพัฒนา หรือ R&amp;amp;D ผ้าไทยให้ได้รับการยกระดับ และคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อกระตุ้นให้พี่น้องกลุ่มทอผ้าทั้งหลาย ได้พัฒนาฝีมือ ค้นหาเทคนิควิธีการในการผลิตผ้าไทยให้ดีขึ้นเหมาะสมแก่การตัดเย็บเสื้อผ้าสมัยใหม่ เหนือล้ำไปกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะ คือการการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภ์แห่งศิลปาชีพไทย ที่ทรงริเริ่มนำหัตถกรรมพื้นถิ่น เสน่ห์ของงานฝีมือดั้งเดิม และวิถีชีวิตให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านอย่างมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากนี้ ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม 2564 กรมการพัฒนาชุมชน จะมีการดำเนินการประกวดโดยเริ่มจากระดับภาค ไปสู่ระดับประเทศ ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ภาคกลางเป็นจุดแรก จากนั้นไปภาคใต้ เป็นจุดที่ 2 ระหว่างวันที่ 13 - 14 มิถุนายน 2564 จังหวัดนครศรีธรรมราช จุดที่ 3 ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17 - 18 มิถุนายน 2564 จังหวัดเชียงใหม่ และสุดท้ายจุดที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ต่อด้วยการประกวดในรอบ Semi Final รอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และประกาศผลรอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 สำหรับการประกวดในระดับประเทศ รอบตัดสินรางวัล ดำเนินการ ระหว่างวันที่ 27 &amp;ndash; 29 กรกฎาคม 2564 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระราชินูปถัมน์ ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในการตัดสิน นับว่าเป็นสิ่งที่เป็นขวัญและกำลังใจอย่างยิ่งกับพี่น้องวงการผ้าไทย ปลุกกระแสวงการผ้าไหม ให้เกิดการสืบสาน รักษา ต่อยอด ภูมิปัญญาให้ดำรงเอกลักษณ์ไทยไว้ได้อย่างสมบูรณ์งดงาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการพัฒนาชุมชน ขอน้อมนำพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการเพิ่มคุณค่า และมูลค่ายกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ให้สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน โดยพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี&amp;rdquo; และผ้าบาติกลายพระราชทาน ทั้ง 3 ลวดลาย เปรียบดังแสงสว่างแห่งวิถีความงดงามของอัตลักษณ์ไทย ส่งผ่านไปสู่พี่น้องประชาชน นำทางให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นพลังที่จะสืบสานความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105951</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, กรมหม่อนไหม, กระทรวงมหาดไทย, การประกวดผ้าลายพระราชทาน, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, ท้องทะเลไทย, นางสาวรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์, นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี, นายชาย นครชัย, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, นายปราโมทย์ ยาใจ, นายภานุ แย้มศรี, นายศิริชัย ทหรานนท์, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, บรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก ประเทศไทย, ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ประธานสภาสตรีแห่งชาติ, ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง, ป่าแดนใต้, ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ผ้าบาติกลายพระราชทาน, ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, พระราชทานลายผ้าบาติก, ลายกรอบตัว S, ลายคลื่นน้ำ, ลายดอกไม้โปรย, ลายพระอาทิตย์, ลายเรือกอ, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา, โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c1f80bee60f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรหม่อนไหมขายรังไหมไลฟ์สดออนไลน์ยุค New Normal  3 วัน สร้างรายได้มากกว่า 5 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เกษตรกรหม่อนไหม New Normal ขายรังไหมแก่บริษัทจุลไหมไทย ซึ่งถ่ายทอดสดการคัดเกรดและตีราคารังไหมผ่านเฟซบุ๊ค โปร่งใส เป็นธรรม และปลอดภัย มีรายได้ต่อเนื่องในยุคโควิด-19&amp;nbsp; ช่วง 1 - 3 พฤษภาคม 2564 สร้างรายได้ถึง 5.35 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือการซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรหม่อนไหมมีรายได้มากขึ้น และมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ปัจจุบันได้ประสานให้มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างเกษตรกรกับ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด ซึ่งรับซื้อรังไหมตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการของรัฐบาล บริษัทจุลไหมไทยได้ปรับกระบวนการรับซื้อรังไหมในรูปแบบ New Normal คือเปลี่ยนจากการรับซื้อ ตรวจคุณภาพและตีราคารังไหมในพื้นที่ เป็นการรับรังไหมกลับมาที่บริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วถ่ายทอดสดการตรวจคุณภาพและตีราคารังไหมให้เกษตรกรชม ในเฟซบุ๊ค กลุ่ม &amp;ldquo;เกษตรกรจุลไหมไทย&amp;rdquo; ทำให้เกษตรกรสามารถเห็นกระบวนการรับซื้อรังไหมได้เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในระหว่างวันที่ 1 - 3 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp; มีการรับซื้อรังไหม แบบไลฟ์สด 11 พื้นที่ จากเกษตรกร&amp;nbsp; 483 ราย รังไหม 24 ตัน รวมรายได้ 4.08 ล้านบาท&amp;nbsp; การรับซื้อรังไหม ที่บริษัท 4 พื้นที่ เกษตรกร 109 ราย รังไหม 7.3&amp;nbsp; ตัน รวมรายได้ 1.27&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; รวมรับซื้อรังไหมในระหว่าง 1 - 3 พฤษภาคม 2564 ใน 15 พื้นที่ เกษตรกร 592 ราย รังไหม 31.1 ตัน &amp;nbsp;สามารถสร้างรายได้รวมให้แก่เกษตรกร 5.35&amp;nbsp; ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า ถึงแม้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งส่งกระทบเป็นวงกว้างให้กับประชาชนหลายอาชีพ แต่สำหรับเกษตรกรหม่อนไหมที่ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทจุลไหมไทยนั้น ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด บริษัทยังคงรับซื้อรังไหมของเกษตรกรตามปกติ โดยบริษัทได้ปรับเปลี่ยนการรับซื้อรังไหมแบบถ่ายทอดสดออนไลน์ทางเฟซบุ๊คนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงแรกแม้จะมีเกษตรกรบางรายไม่เข้าใจกับการรับซื้อในรูปแบบดังกล่าว แต่ในปัจจุบันนี้เกษตรกรเข้าใจแล้วว่า การปรับเปลี่ยนนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และมีข้อดี นั่นคือ เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาขายรังนาน รีบขาย รีบกลับ มีเวลากลับไปดูแลสวนหม่อน และการถ่ายทอดสดดังกล่าวก็ถูกบันทึกไว้เป็นวิดีโอ เกษตรกรสามารถตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการรับซื้อรังไหมได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การพลิกวิกฤติเป็นโอกาสดังกล่าวนี้ ส่งผลให้อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพที่น่าสนใจ และเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเลือกเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างต่อเนื่องและอย่างยั่งยืน&amp;quot; อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104805</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal, กรมหม่อนไหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน, ถ่ายทอดสดการตรวจคุณภาพ, นายปราโมทย์ ยาใจ, บริษัทจุลไหมไทย, รังไหม, เกษตรกรจุลไหมไทย, เกษตรกรหม่อนไหม, โปร่งใส เป็นธรรม และปลอดภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4ae0897090.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 21:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 21:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมหม่อนไหมประกาศปรับปรุงรูปแบบและหลักเกณฑ์การติด หรือแสดงดวงตรานกยูงพระราชทานและ 2D barcode กับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย            </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 19 เมษายน 2564 นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ออกประกาศการปรับปรุงรูปแบบและหลักเกณฑ์การติดหรือแสดงดวงตรานกยูงพระราชทานและ 2D barcode กับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการตรวจสอบย้อนกลับการผลิตผ้าไหมไทยตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (คมม.) ได้เห็นชอบให้กรมหม่อนไหมจัดทำสติกเกอร์ดวงตรานกยูงพระราชทานและ 2D Barcode ที่มีหมายเลขตรงกันอยู่บนสติกเกอร์ชิ้นเดียวกัน และปรับปรุงรูปแบบป้ายกระดาษสำหรับติดที่ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ตรานกยูงพระราชทานสีทอง ตรานกยูงพระราชทานสีเงิน ตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน และตรานกยูงพระราชทานสีเขียว สำหรับรูปแบบของดวงตรานกยูงพระราชทานและ 2D Barcode อยู่บนชิ้นเดียวกัน ขนาดกว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตร โดยดวงตรานกยูงพระราชทานอยู่ด้านบน ตรงกลางเป็นชื่อตรานกยูงพระราชทานภาษาอังกฤษแต่ละชนิด ด้านล่างเป็น 2D Barcode และมีตัวอักษร QSDS ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่น สอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2940-6564 ต่อ 14.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102141</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงตรานกยูงพระราชทาน, นายปราโมทย์ ยาใจ, อธิบดีกรมหม่อนไหม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210507/image_big_60954f6d07ccb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมหม่อนไหมพัฒนาการเพิ่มผลผลิตใบหม่อนด้วยปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา เร่งเดินหน้าถ่ายทอดให้เกษตรกรหม่อนไหม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมหม่อนไหมใช้ประโยชน์ของเสียจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามแนวคิด Zero Waste&amp;nbsp; พัฒนาการทำปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตใบหม่อน มุ่งขยายผลถ่ายทอดสู่เกษตรกรหม่อนไหมทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม&amp;nbsp; เปิดเผยว่า การใช้ปุ๋ยหมักเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบัน การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีการนำมูลไหมซึ่งเป็นของเสียที่ได้จากการเลี้ยงไหมมาใช้ทำปุ๋ยหมัก ตามแนวคิดการทำให้ขยะเหลือน้อยที่สุด หรือเท่ากับศูนย์ จนไม่มีขยะเหลือเป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิผล (Zero Waste)&amp;nbsp; เดิมมีวิธีกำจัดมูลไหมรวมทั้งเศษใบและกิ่งหม่อนที่เหลือทิ้ง ด้วยการนำมูลไหมและเศษเหลือทิ้งไปใส่ต้นหม่อนโดยตรง หรือนำมูลไหมและเศษเหลือทิ้งไปตาก 1-2 แดด แล้วนำไปใส่ต้นหม่อน ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคของหนอนไหม เพราะมูลไหมและเศษเหลือทิ้งอาจเป็นพาหะของโรคของหนอนไหมที่ติดมาจากโรงเลี้ยงได้ เช่น โรคซอตโต้ (เชื้อแบคทีเรีย) โรคเกรสเซอรี่ (เชื้อไวรัส) โรคมัสคาดีน (เชื้อรา) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมหม่อนไหม จึงได้ทดลองผลิตปุ๋ยหมักมูลไหมร่วมกับเชื้อไมคอร์ไรซา ซึ่งเป็นเชื้อราชีวภาพที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชในการเพิ่มผลผลิตใบหม่อน&amp;nbsp; และเมื่อนำปุ๋ยหมักที่ทดลองนี้ไปใช้ในแปลงหม่อนสาธิต โดยนำไปใส่รอบ ๆ ทรงพุ่ม หลังการตัดแต่งกิ่งหม่อน ในอัตราส่วน 1 ตัน/ไร่/ปี&amp;nbsp; พบว่ามีผลผลิตใบหม่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 ลดต้นทุนการผลิตได้ถึงร้อยละ 27 และจากการวิเคราะห์ปุ๋ยหมักมูลไหม ปรากฏว่า มีไนโตรเจน ร้อยละ 0.95 ฟอสฟอรัสร้อยละ 0.5 โพแทสเซียม ร้อยละ 0.86 และอินทรีย์วัตถุ ร้อยละ 28.69 สามารถใช้เป็นวัตถุดิบแทนปุ๋ยคอกในการทำปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับเกษตรกร โดยนำร่องในจังหวัดเชียงราย เลย ชัยภูมิ ลพบุรี และศรีสะเกษ และมีแผนพัฒนาขยายผลให้ครอบคลุมศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้ง 21 ศูนย์ทั่วประเทศ ภายในปี 2565 รวมทั้งพัฒนาต่อยอดทางการค้า โดยให้จุดถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงสาธิตและเกษตรกรในชุมชนร่วมกันผลิตปุ๋ยหมักมูลไหมนี้เป็นสินค้า บรรจุถุง 2 ขนาด คือ ขนาด 2 กิโลกรัม และขนาด 10 กิโลกรัม เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิธีการดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดขยะซึ่งเป็นของเสียจากการเลี้ยงไหม ให้สภาวะสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตใบหม่อนแล้ว ยังช่วยส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ครัวเรือนของเกษตรกรและชุมชนให้มีเศรษฐกิจที่ดีและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย&amp;rdquo; อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกษตรกรที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมหม่อนไหม โทรศัพท์ 0 2558 7924-6 ต่อ 402 หรือติดต่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวได้ที่ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 หรือศูนย์หม่อนไหมเครือข่ายใกล้บ้าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96453</URL_LINK>
                <HASHTAG>Zero Waste, กรมหม่อนไหม, นายปราโมทย์ ยาใจ, ปุ๋ยหมัก, ศูนย์หม่อนไหม, สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6052d1eb7dafb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
