<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2019 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2019 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>17องค์กรขับเคลื่อนแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของเด็กไทย หลังพบเสียชีวิตวันละ9ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 &amp;nbsp;ส.ค.62- มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดงาน &amp;ldquo;Pathway to the Future เส้นทางสู่อนาคตที่ปลอดภัยของเด็กและเยาวชน&amp;rdquo; พร้อมลงนาม ประกาศเจตนารมณ์เพื่อการขับเคลื่อนความร่วมมือความปลอดภัยทางถนนสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน ร่วม 17 องค์กร อาทิ &amp;nbsp;มสช. สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สถาบันยุวทัศน์-แห่งประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการขนส่งทางบก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สกอ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยการบาดเจ็บในเด็ก Save the Children องค์กรช่วยเหลือเด็กประจำประเทศไทยฯลฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) เป็นประธานลงนามประกาศเจตนารมณ์ พร้อมกับมีการสัมมนาวิชาการระดับชาติ ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 14หัวข้อ &amp;ldquo;เดิน ขี่ ขับ ไป-กลับ ปลอดภัย&amp;rdquo; &amp;nbsp; ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังจำนวนมาก&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์ธร จันทรัศมี &amp;nbsp;จากมสช. &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก โดยทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ปี พ.ศ. 2554-2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน (Decade of Action for Road Safety) ตามปฏิญญามอสโก และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญและผลักดันเรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยกำหนดเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงร้อยละ 50 ภายในปี 2563 ในส่วนของประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นนี้เช่นกัน โดยรัฐบาลประกาศให้ พ.ศ. 2554-2563 &amp;nbsp;เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนด้วย แต่ปัจจุบันยังพบว่าการบาดเจ็บทางถนน และคงห่างไกลจาก เป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงครึ่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ซึ่งอ้างอิงสถิติขององค์การสหประชาชาติ (WHO) พบว่า ในปี 2559 ไทยมีอีตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน สูงถึง 22,491 ราย หรือเท่ากับ 60 คน/วัน &amp;nbsp; ร้อยละ 75 ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 2 ล้อ และ 3 ล้อ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 15-29 ปี &amp;nbsp;ขณะที่ จำนวนรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นจาก 19 ล้านคัน เป็น 20 ล้านคันในระยะเวลา 4 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; WHO ยังระบุในรายงานของเขาอีกว่า ไทยมีกฎหมายและมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนครบใน 5 ด้าน ได้แก่ ความเร็ว เมาแล้วขับ หมวกนิรภัย เข็มขัดนิรภัย และห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างขับรถ แต่กลับพบว่ามีข้อจำกัดในการส่งเสริมสร้างความความตระหนักของผู้ใช้รถใช้ถนน &amp;nbsp;และการบังคับใช้กฎหมาย เห็นได้จากอัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในประเทศ ปี 60 ของมูลนิธิไทยโรดส์ พบว่าเด็กไทยที่ซ้อนท้ายจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่ขับขี่จักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยเพียงร้อยละ 18 เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์ธร กล่าวต่ออีกว่า ข้อมูลสถานการณ์และปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายในข้างต้น ทำให้ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ รวมถึงเครือข่ายเด็กและเยาวชน ห่วงกังวลในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงรวมตัวเป็น เครือข่ายความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยทางถนนสำหรับเด็กและเยาวชน พร้อมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนในการสร้างความตระหนัก การเรียนรู้ และการบังคับใช้กฎหมายส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน ในกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.จัดให้มีทางเลือกในการเดินทางเพื่อทดแทนการขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยการจัดให้มีรถรับส่งนักเรียน และพัฒนาการขนส่งสาธารณะให้ทั่วถึงและมีมาตรฐาน กรณีบ้านอยู่ใกล้สถานศึกษา ควรส่งเสริมการขี่รถจักรยานหรือเดินไปเรียน ทั้งนี้ หากต้องขับขี่ด้วยรถจักรยานยนต์ ต้องใช้หมวกนิรภัยในการขับขี่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สนับสนุนให้มีการเรียนรู้ตั้งแต่ปฐมวัย เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อนุบาล และต่อเนื่องไปทุกช่วงวัย ทั้งในด้านแนวคิด การรับรู้ความเสี่ยง และทักษะการขับขี่ โดยเด็กและเยาวชนต้องผ่านหลักสูตรด้านกฎหมายและการใช้ถนน ก่อนได้รับใบขับขี่อย่างเคร่งครัด พร้อมผลักดันการขับเคลื่อนแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน และมีการติดตามอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ผลักดันการขับเคลื่อน &amp;quot;วาระความปลอดภัยทางถนนของเด็กเยาวชน&amp;quot; และมีการติดตามอย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางเครือข่ายความร่วมมือฯ จะร่วมกันขับเคลื่อนประกาศเจตนารมณ์ข้างต้น โดยจะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปีแรกที่ดำเนินงาน และน่ายินดีที่ รมช.ศธ. รับปากนำประกาศเจตนารมณ์ในวันนี้ เข้าหารือกับคณะรัฐมนตรีเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นว่าตัวเลขเยาวชนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุยังสูงอยู่ &amp;rdquo; ตัวแทนจากมสช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนนประจำปี 2561 ของ WHO ยังพบด้วยว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก หรือร้อยละ 74.4 โดยพบว่าเป็นเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 3,300 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 9 คน/วัน ในกลุ่มนี้เป็นเยาวชนอายุ 15-19 ปี บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์มากที่สุด สาเหตุส่วนใหญ่มากจากการไม่สวมหมวกนิรภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ผลการสำรวจความเชื่อและสถานการณ์ต่ออุบัติเหตุในประเทศไทย จากตัวอย่างกลุ่มประชากรเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 10-25 ปี ทั่วประเทศไทย 1,151 คน ช่วงอายุ 16-20 ปี มากที่สุดร้อยละ 81.6 ที่ทางสถาบันยุวทัศน์ฯจัดทำขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า เยาวชนทราบว่าการไม่สวมหมวกนิรภัยเป็นสาเหตุที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บขั้นรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้สูงถึงร้อยละ 95.7 แต่กลับใส่สวมหมวกนิรภัยเวลาใช้จักรยานยนต์ &amp;nbsp;บางครั้งสูงที่สุดร้อยละ 65.5 และไม่ใส่เลยร้อยละ 7.3 ส่วนสาเหตุที่ไม่ใส่เพราะเห็นว่าระยะทางใกล้ร้อยละ 75.6 และคิดว่าไม่น่าเกิดอุบัติเหตุร้อยละ 4.9 ขณะที่อัตราเกิดอุบัติเหตุกับตัวเองจากกรณีรถจักรยานยนต์ล้ม /ลื่นไถลมากที่สุดร้อยละ 26.2 บาดเจ็บจากอุบัติเหตุขั้นสาหัสร้อยละ 5.4 พร้อมกันนี้เรียกร้องให้ภาครัฐและองค์กรเอกชนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอุบัติเหตุมากถึงร้อยะ 58&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบาดเจ็บและเสียชีวิตนี้ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติในหลาย ๆ ด้าน เช่น สูญเสียกำลังคนที่จะเติบโตมาพัฒนาประเทศ และอาจลุกลามไปถึงขั้นส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น การรักษาชีวิตของเด็กและเยาวชนในฐานะผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมดำเนินการ โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้อุปกรณ์นิรภัย และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ใช้รถใช้ถนน ให้เป็นไปในแบบได้คุณภาพมาตฐาน โดยทางสถาบันฯ จะเน้นสร้างความตระหนักในกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาทั่วประเทศเป็นกลุ่มแรก และทำเป็นแผนระยะยาว 5 ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้รถจักรยานยนต์มากที่สุด&amp;rdquo; เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์ฯกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;nbsp;นายธนวัฒน์ พรหมโชติ รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ปัจจุบันองค์กรหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคเอกชน ให้ความสนใจในเรื่องนี้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้ามาเป็นหนึ่งพลังร่วมแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;จะสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติไปในทิศทางเชิงบวกได้ และจะกลายเป็นฐานที่เข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;shy;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ธงที่ตั้งไว้จากการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในครั้งนี้ คือ 1.ประเทศไทยจะต้องมีเครือข่ายเด็กและเยาวชนเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างน้อยหนึ่งเครือข่าย 2.ข้อเสนอนโยบายเพื่อความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชนถูกน่าเสนอต่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้แทน 3.สร้างแกนนำเด็กและเยาวชนที่มีความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์และนโยบายถนนปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชนให้ได้ 200 คน &amp;nbsp;และ 4.เครือข่ายเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นนั้นสามารถวางแนวทาง แผนการขับเคลื่อนนโยบาย และมาตรการการเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนได้เอง&amp;rdquo; รองประธานสภาเด็กและเยาวชนฯ&amp;quot;กล่าวทิ้งท้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43021</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพงศ์ธร จันทรัศมี, มสช., อุบัติเหตุบนถนน, อุบัติเหตุบนท้องถนนของเด็กและเยาวชนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190808/image_big_5d4c06efea58f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนพ่อแม่ติดคุก ปล่อยลูกพนันบอล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายหยุดพนันร้องบิ๊กป้อมคุมเข้มบอลโลก สั่ง สตช.ตั้งศูนย์ปราบปรามจริงจัง บช.น.เดินหน้ากวาดล้าง เผยเตรียมออกหมายจับเจ้าของบัญชีแบงก์กว่า 600 รายเกี่ยวข้องการพนัน เตือนผู้ปกครองเยาวชน ปล่อยให้ทำผิดซ้ำเล่นพนันทายผลบอล ตัวเองติดคุก 1 ปี 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน นายพงศ์ธร จันทรัศมี ผู้จัดการศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะเพื่อลดปัญหาการพนัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ นำกลุ่มเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน และเครือข่ายรณรงค์หยุดพนันกว่า 30 คน ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลงานด้านตำรวจและกีฬา เสนอให้มีแผนปฏิบัติการเชิงรุก เตรียมความพร้อมรับมือปัญหาพนันฟุตบอลโลก 2018 ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน และถ่ายทอดสดทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนากรกล่าวว่า ปีนี้รัฐบาลจัดถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ชมและเชียร์ฟุตบอลโลก 2018 ทุกนัด คาดว่าจะมีเงินสะพัดในวงจรพนันบอลโลกครั้งนี้จำนวนมหาศาล มีเด็ก เยาวชน และกลุ่มคนวัยทำงานสนใจเล่นพนันจำนวนมาก จากการสำรวจของฝ่ายวิชาการ พบเด็กไทยเล่นพนันแล้วร่วม 3 ล้านคน มีเว็บพนันออนไลน์มากกว่า 2 แสนเว็บ และจากช่วงฟุตบอลยูโรที่ผ่านมา เด็กไทยใช้เงินพนันบอลเฉลี่ยต่อนัดสูงขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 1,800 บาท เป็น 3,000 บาท โดยเล่นพนันผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1.เล่นพนันกับคนใกล้ชิด 2.เล่นผ่านโต๊ะรับแทงพนัน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน และ 3.เล่นผ่านเว็บไซต์พนัน ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากโต๊ะรับแทงพนัน จึงอยากให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้รณรงค์หยุดพนันผ่านช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะช่วงที่มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลในแต่ละนัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์ธร จันทรัศมี ผู้จัดการศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะเพื่อลดปัญหาการพนัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า เครือข่ายมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังนี้ 1.ขอให้การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทุกนัด มีการรณรงค์สอดแทรกโทษภัยของการพนัน เชิญชวนให้เชียร์ฟุตบอลโดยไม่พนัน ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้บรรยายกีฬารณรงค์ไปในทางเดียวกัน 2.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งศูนย์ปราบปรามการพนันฟุตบอลอย่างถาวร เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เพราะปัญหาพนันบอลนำมาซึ่งความเสื่อมทั้งในวงการกีฬา และทำให้เกิดคดีอาชญากรรมเพิ่มขึ้น 3.ขอให้สั่งการสนับสนุนการขับเคลื่อนความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ 10 องค์กรภาครัฐและภาคประชาสังคม ที่ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา และ 4.เครือข่ายฯ ยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการรณรงค์หยุดพนัน ตลอดจนเฝ้าระวัง แจ้งเหตุ เพื่อหนุนเสริมการดำเนินงานของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ป้องกันปราบปรามการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล บช.น. พร้อมด้วยรอง ผบก.น.1-9 รอง ผบก.สปพ. (191) รอง ผบก.อก.บช.น. ร่วมแถลงผลการระดมกวาดล้างลักลอบเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลประเภทต่างๆ เช่น ฟุตบอลยุโรป ฟุตบอลลีกทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค. โดยมีผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1-15 พ.ค. ดังนี้ 1.การพนันทายผลฟุตบอล จับกุมเจ้ามือ 1 คดี รวมผู้ต้องหา 2 คน, ผู้เล่น 150 คดี รวมผู้ต้องหา 160 คน, เดินโพย 2 คดี รวมผู้ต้องหา 2 คน 2.การพนันทายผลฟุตบอลทางอินเทอร์เน็ต จับกุมเจ้ามือ 7 คดี รวมผู้ต้องหา 13 คน, ผู้เล่น 9 คดี รวมผู้ต้องหา 41 คน ทั้งหมดรวมผู้ต้องหา 167 คดี 218 คน ยึดของกลาง 1.เงินสด 171,856 บาท 2.มูลค่าเงินในโพย 297,846 บาท 3.โพยพนันฟุตบอล 267 แผ่น 4.คอมพิวเตอร์ 21 ชุด 5.คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง 6.เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ 5 เครื่อง 7.เครื่องถ่ายเอกสาร 1 เครื่อง และ 8.โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ภาณุรัตน์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อเตรียมออกหมายจับเจ้าของบัญชีธนาคาร ที่พบจากการระดมกวาดล้าง ปราบปราบพนันฟุตบอลออนไลน์ ทั้งหมดกว่า 600 บัญชี เพื่อดำเนินคดีในความผิด 1.พ.ร.บ.การพนัน 2.พ.ร.บ.ฟอกเงิน และ 3.พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ที่มองว่าเป็นเหยื่อของการพนัน และในขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบกว่า 300 เว็บไซต์ ที่สามารถเสิร์ชหาได้จากกูเกิล โดยก่อนหน้านี้สามารถจับกุมเจ้ามือได้ 3 ราย พบเงินหมุนเวียนกว่า 60 ล้านบาท ส่วนมาตรการหยุดยั้งคือ สร้างการรับรู้ให้ประชาชน เริ่มจากสถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษา ซึ่งมีการเฝ้าระวังในช่วงการแข่งฟุตบอลตามร้านอาหาร ผับ บาร์ต่างๆ พร้อมการใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ร.บ.ฟอกเงิน และ พ.ร.บ.เด็กและเยาวชน รวมถึงการเอาผิดกับผู้ปกครองของเยาวชนที่ลักลอบเล่นพนันทายผลบอล เบื้องต้นมีการทำทัณฑ์บนไว้ แต่หากเด็กกระทำผิดซ้ำ ผู้ปกครองจะได้รับโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9261</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระดมกวาดล้าง, คุมเข้มบอลโลก, นายธนากร คมกฤส, นายพงศ์ธร จันทรัศมี, บิ๊กป้อม, ปราบปราบพนันฟุตบอลออนไลน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินสะพัดในวงจรพนัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afada50af999.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
