<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศุลกากร&#039;จ่อใช้ระบบบัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ชูจุดเด่นชำระเงินได้ 24 ชั่วโมง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค. 2564 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาโครงการพัฒนาระบบชำระค่าภาษีอากรด้วยบัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Tax Compensation : DTC) เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือตัวแทนเข้าใจการชำระเงินค่าภาษีอากรด้วยบัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ว่า ในวันที่ 21 ก.ย. 2564 จะเริ่มใช้ระบบการชำระค่าภาษีอากรด้วยวงเงินชดเชยอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกับใบขนสินค้าขาเข้าและใบขนสินค้าขาออก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถชำระเงินค่าภาษีอากรด้วยบัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเดินทางมายังกรมศุลกากร ซึ่งจะทำให้การดำเนินธุรกิจมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมศุลกรกรมีช่องทางการชำระเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แล้ว 2 ช่องทาง ได้แก่ 1. การชำระเงินโดยวิธีตัดบัญชีธนาคาร e-Payment และ 2. การชำระเงินโดยผ่านช่องทางการให้บริการของธนาคาร/ตัวแทนรับชำระเงิน Bill Payment ซึ่งการเปิดชำระค่าภาษีอากรด้วยบัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยทำให้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากรเป็น 100% โดยบัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมีอายุการใช้งานรอบละ 3 ปี สามารถต่ออายุได้ 2 ครั้ง ๆ ไม่เกิน 3 ปี รวมกรอบเวลาการใช้งานทั้งสิ้นไม่เกิน 9 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113933</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชำระค่าภาษีอากรด้วยบัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์, นายพชร อนันตศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f21aea2ddd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศุลกากร&#039;โต้ปมร้อนโซเชียลสับเป็นซ่องโจรลุยเปิดขั้นตอนนำเข้าพัสดุยันตรวจสอบได้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค. เวลา 09.30 น. นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร นำขณะสื่อมวลชนตรวจเยี่ยม และ ชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติงานพิธีการศุลกากรทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ที่ ส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์ (ศูนย์ไปรษณีย์ด่วนพิเศษกรุงเทพฯ) ถนนแจ้งวัฒนะ ภายหลังจากที่มีกระแสในโลกออนไลน์ระบุถึงพิธีการทางศุลกากร การเรียกเก็บภาษีไม่ถูกต้อง มีการปั่นแฮ็ชแท็กทวิตเตอร์ &amp;ldquo;ศุลกากรหรือซ่องโจร&amp;rdquo; ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดย อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า ขณะนี้มีประเด็นที่เป็นกระแสเกี่ยวกับการทำงานของกรมศุลกากร เกี่ยวกับการส่งของทางไปรษณีย์ เป็นกระแสที่รุนแรง และเกิดความคลาดเคลื่อน จนกลายเป็นประเด็นที่ไปไกลกว่าการทำงานของกรมศุลกากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทาง รมว.การคลัง และ รมช.การคลัง ได้ติดตามเรื่องนี้ และสั่งให้กรมศุลกากรเร่งชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยกรมศุลกากรไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเรื่องนี้กรมศุลกากรถูกปรักปรำ ไม่สบายใจ จึงต้องขอชี้แจงให้เข้าใจกระบวนการทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจุบันการส่งของระหว่างประเทศ ดำเนินการโดย 2 ช่องทางใหญ่ คือ 1.บริษัทขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ เช่น ดีเอชแอล ซึ่งช่องทางนี้ไม่มีปัญหา เพราะจะมีการแจ้งรายการส่งสินค้า วางเงินประกันชัดเจน โดยในปี 2563 มีการนำเข้ารวม 38 ล้านชิ้น และ 2.การส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ในปี 2563 มีการนำเข้ารวม 5 ล้านชิ้น กว่า 99% ของปัญหา มาจากการนำเข้าพัสดุประเภทที่ 2 มีมูลค่าระหว่าง 1,500-40,000 บาท ที่ 2.9 แสนชิ้น เป็นมูลค่าภาษี 300 ล้านบาท ส่วนพัสดุประเภทที่ 1 ราคาไม่เกิน 1,500 บาท จำนวน 4.44 ล้านชิ้น และ ประเภทที่ 3 ราคาเกิน 40,000 บาท จำนวน 8.1 หมื่นชิ้น ไม่พบปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการนำเข้าสิ่งของพัสดุ เมื่อมาจากประเทศต้นทาง จะไม่สามารถกำหนดได้ว่า ให้ใส่รายละเอียดสินค้าครบถ้วน แล้วแต่ผู้ส่งจะแจ้ง เป็นไปตามหลักสากลทุกประเทศทั่วโลก เมื่อจัดส่งมาที่ไทยเข้าทางสนามบินสุวรรณภูมิ ก็จะจัดส่งตรงมาที่ไปรษณีย์ ถนนแจ้งวัฒนะ วันละ 8 รอบ และ เข้าสู่จุดคัดแยก ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากร และ ไปรษณีย์ทำงานร่วมกัน โดยพัสดุประเภทที่ 1 จะเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ทุกชิ้น ส่วนที่ก้ำกึ่งระหว่างเภทที่ 1 กับ 2 เจ้าหน้าที่ก็จะแกะหีบห่อดูร่วมกัน โดยมีกล้องควบคุมในทุกมุมห้องคัดแยก จากนั้นจะทำเอกสารการประเมินแปะหน้ากล่อง และลงทะเบียนเข้าระบบ ก่อนจัดส่งไปที่ไปรษณีย์ปลายทาง เพื่อและติดต่อให้มารับพร้อมชำระภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมศุลกากรเกี่ยวข้องกับกระทบวนการจัดส่งเพียงขั้นตอนคัดแยกเท่านั้น และเป็นการเปิดพัสดุร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ กรมศุลกากรไม่ได้เปิดคนเดียว โดยการจำแนกว่า พัสดุใดเข้าประเภท 1 2 หรือ 3 จะพิจารณาจากมีการแจ้งราคาต่ำเกินไปหรือไม่ ปริมาณของตรงกับที่แจ้งไว้หรือไม่ โดยพิจารณาจากขนาด รูปลักษณะ น้ำหนัก ขนาด ที่มาของพัสดุทั้งหมด ส่วนการแจ้งประเมินภาษี ก็ไม่ใช่เรื่องดุลพินิจเจ้าหน้าที่ เพราะใช้หลักเกณฑ์เทียบกับสินค้าประเภทเดียวกัน ที่เคยถูกเรียกเก็บมาก่อน โดยอัตราสุ่มตรวจจะอยู่ที่ 3-5% ไม่ได้แกะดูทุกชิ้น&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวอีกว่า เพื่อความโปร่งใส่ในการทำงาน กรมศุลกากร จะเพิ่ม 5 ขั้นตอนเพื่อให้ผู้ส่งพัสดุ มีความสบายใจมากขึ้น คือ 1.เพิ่มขั้นตอนการรับมอบส่งมอบพัสดุของกรมศุลกากรกับไปรษณีย์ ในพื้นที่คัดแยกเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกัน 2.เมื่อพัสดุ ถูกใบประเมิน หรือ ที่เรียกว่าใบเขียว จากเดิมที่จะแจ้งเฉพาะจำนวนภาษีให้ชำระแปะบนกล่องพัสดุ หลังจากเปิดตรวจสินค้า ก็จะเพิ่มรายละเอียดว่า รายการที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ถูกเรียกประเมินจากหลักเกณฑ์อะไร 3.ติดอุปกรณ์กล้องวงจรปิดเพิ่มเติม ซึ่งถ่ายทอดสดแบบ 24 ชั่วโมงไปยังส่วนกลางกรมศุลกากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียน Hotline และ อีเมล ของกรมศุลกากร โดยอธิบดีกรมศุลกากรจะเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนเองโดยตรง แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ร้องเรียน จะต้องสามารถยืนยันตัวตน จะรับมาดำเนินการโดยเร็วที่สุด และ 5.จัดส่งหน่วยเฝ้าระวังเฉพาะกิจลงมาช่วยทำงานที่หน่วยคัดแยกเป็นระยะ ๆ เพื่อร่วมกันทำงาน สนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่อำนวยความสะดวกให้ผู้นำเข้าพัสดุ มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการนำเข้าพัสดุ ที่สำแดงมูลค่าไม่ถูกต้องมากที่สุดในขณะนี้ คือ สินค้า ของสะสมศิลปินที่ส่งจากประเทศเกาหลีใต้ เช่น โฟโต้บุค อัลบั้มศิลปิน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ กลุ่มแฟนคลับต้องสั่งและส่งนำเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่แจ้งราคาไม่ถูกต้อง เช่น โฟโต้บุค 1 ลัง จำนวน 10 เล่ม แจ้งมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งลังที่ 45 เหรียญสหรัฐ แต่ข้อเท็จจริงคือมีมูลค่าราคาหน้าเล่มอยู่ที่ 49 เหรียญสหรัฐ หรือ สำแดงต่ำกว่า 10 เท่า ซึ่งมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% รวมทั้งเซิฟสเก็ต ที่มีการนำเข้ามาในขณะนี้จากประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ที่ไม่ได้สำแดงราคาไว้ โดยมีอัตราภาษีเท่าอุปกรณ์กีฬาที่ 10% เช่นกัน&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สินค้าเมื่อมีการแกะพิจารณาคำนวณภาษีแล้ว ก็จะแปะใบเขียวไปบนหน้ากล่อง และ จัดส่งไปยังไปรษณีย์ปลายทาง ให้มารับชำระภาษี ก่อนนำสินค้าออก ภายใน 7 วัน หากไม่มารับก็จะตีกลับมาที่ไปรษณีย์ส่วนกลาง ก่อนกรมศุลกากรรับไปจัดการ หากไม่มีการมาชำระภาษี ก็จะทำไปขายทอดตลาด ทำลาย หรือ ส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง โดยในปี 2563 มีการอุทธรณ์กรณีเรียกเก็บภาษีไม่ถูกต้อง 3,000 ชิ้น คิดเป็นเพียง 1% ของพัสดุประเภท 2 โดยอุทธรณ์เป็นผล 70% ส่วนกลุ่มที่อ้างว่านำเข้ามาเพื่อเป็นของฝาก ของใช้ส่วนตัว และ เพื่อการซื้อขาย ต้องเสียภาษีทุกกรณี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96874</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพชร อนันตศิลป์, ประเมินภาษี, พัสดุ, ศุลกากรหรือซ่องโจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6057316824c92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;จ่อถก3กรมหั่นเป้ารีดภาษี!โอดโควิด-19กระทบศก.สะดุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค. &amp;nbsp;2563 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2564 ที่คาดว่าจะเก็บได้จริงควรเป็นเท่าไร ซึ่งตามเอกสารงบประมาณตั้งเป้าหมายให้กรมสรรพากรเก็บภาษี อยู่ที่ 2.08 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการคาดการณ์ก่อนมีผลกระทบจากโควิด-19 เศรษฐกิจยังขยายตัวดี และยังไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบการออกมาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการและบุคคลธรรม ที่ทำให้ภาษีหายไปจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป้าหมายการเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2564 จะลดลงกี่แสนล้านบาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะเป็นตัวเลขที่ประมาณการไว้ก่อนที่จะมีโควิด-19 ที่คาดว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี แต่ตอนนี้เหตุการณ์จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น&amp;quot; นายเอกนิติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2563 เป้าหมายการเก็บภาษีของกรมสรรพากรตามเอกสารงบประมาณ อยู่ที่ 2.11 ล้านล้านบาท โดยกระทรวงการคลังได้ปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บภาษีให้เหลือ 1.82 ล้านล้านบาท และกรมฯ สามารถจัดเก็บได้จริง อยู่ที่ 1.83 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กระทรวงกำหนดประมาณ 5 พันล้านบาท แต่หากเทียบกับเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณจะต่ำกว่าประมาณ 3 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า เป้าหมายการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 6.3 แสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังปรับลดเป้าหมายที่คาดว่าจะเก็บได้จริงลงมา อยู่ที่ 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งกรมสรรพสามิตพยายามเก็บให้ได้มากกว่าเป้าหมายที่ได้ปรับลดลง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจะเก็บภาษีเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมสรรพสามิต จะไม่มีการเพิ่มอัตราภาษี หรือ เก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าใหม่อย่างแน่นอน เพราะในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี การขึ้นภาษีหรือการเก็บภาษีสินค้าใหม่เพิ่มจะกระทบผู้ประกอบการและผู้บริโภค ยอมรับว่าการเก็บภาษีปีนี้มีความท้าทายมาก โดยกรมฯ ตั้งเป้าหมายเก็บภาษีให้ต่ำกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณให้น้อยที่สุด&amp;quot; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เป้าหมายการเก็บภาษีของกรมฯ ในปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 1.04 แสนล้านบาท ส่วนจะเก็บได้จริงเท่าไร อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง ที่คาดว่าจะมีการหารือกันในเร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80361</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพชร อนันตศิลป์, ปรับเป้าจัดเก็บภาษี, ลวรณ แสงสนิท, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8e39da3d18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กองสลากฯ&#039;ลุยประชาพิจารณ์หวยออนไลน์หวังประชาชนหนุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.2563 &amp;nbsp;นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ในเดือน ม.ค.2564 สำนักงานสลากฯ จะปูพรมทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั่วประเทศ เกี่ยวกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ จำหน่ายแบบออนไลน์ ว่า ภาคสังคมส่วนใหญ่ มีความต้องการให้สำนักงานสลากฯ ออกหวยออนไลน์หรือไม่ ถ้าไม่ทำก็ยุติ แต่ถ้าทำ จะทำแบบไหน รูปแบบจะเป็นอย่างไร &amp;nbsp;เพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องนี้ หลังจากที่ผ่านมา ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯ ได้ว่าจ้างสถาบันการศึกษาชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยให้เสนอรายละเอียด (ทีโออาร์) การเปิดรับฟังความคิดเห็นมาให้คณะกรรมการสลากฯ พิจารณา ซึ่งผ่านมติการว่าจ้างเสร็จสิ้นแล้ว โดยสาเหตุที่สำนักงานสลากฯ ต้องดำเนินการให้เสร็จ เพราะมีตัวชี้วัดจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำหนดแนวทางมาให้ สำนักงานสลากฯ ต้องหาข้อสรุปเกี่ยวกับหวยออนไลน์ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวว่า แนวทางเปิดรับฟังความเห็น จะเป็นแบบทางการรอบเดียว เพื่อให้ประชาชนเสนอแนวแนวทางมาอย่างเต็มที่ โดยจะรวมรูปแบบการเล่น 5-6 เกม เช่น หวยแบบตัวเลข 6 ตัว แบบตัวเลข 2-3 ตัว แบบลอตโต แบบกีฬา และแบบรูปภาพ หรือ สลาก 12 นักษัตร และยืนยันว่าการออกหวยออนไลน์จะไม่กระทบหวยแบบลอตเตอรี่ หรือ แบบใบเดิม จะยังมีขายปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนเห็นด้วยที่จะมีหวยออนไลน์ ก็จะเดินหน้าต่อทันที เริ่มจากพิจารณาข้อกฎหมายของสำนักงานสลากฯ แม้ว่าจะเปิดให้ทำผลิตภัณฑ์แบบใหม่ได้ ก็ต้องดูให้รอบด้านที่สุด ควบคู่ไปกับผลการเปิดรับฟังความคิดเห็น ถ้าได้ผลออกมาอย่างไร ก็เตรียมทำเรื่องเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และทำร่างกฎกระทรวงออกหวยออนไลน์ต่อไป&amp;rdquo; นายพชร กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล เกินราคา ที่ประชุมสำนักงานสลากฯ ล่าสุด ได้เห็นชอบให้ปรับวิธีการพิมพ์หวย เป็นแบบคละเลขในระบบ 2-2-1 ทั้ง 100 ล้านฉบับ ตั้งแต่งวดวันที่ 16 ธ.ค.2563 โดยจะสามารถรวมชุดสูงสุดได้ 2 ใบ ซึ่งยอมรับว่า หวยชุดจำเป็นต้องมีไว้สำหรับในเชิงการตลาด เพราะตอนนี้ถ้าแผงไหนไม่มีหวยชุด แผงนั้นก็จะไม่ได้รับความสนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78879</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพชร อนันตศิลป์, ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล, หวยออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e9697be43df5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สรรพสามิต&#039;เสียงแข็งไม่รับข้อเสนอบุหรี่นอกจี้ทบทวนติดอี-แสตมป์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค. 2563 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมฯ ไม่รับข้อเสนอของผู้ประกอบการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ ที่ต้องการให้ปรับวิธีการติดแสตมป์ยาสูบใหม่ (อี-แสตมป์) โดยกรมยืนยันว่าการดำเนินการโดยการนำระบบการติดตามและแกะรอย (Tracking and Tracing System) ดังกล่าวมาใช้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และเป็นไปตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO) และให้เป็นไปตามพิธีสารเพื่อกำจัดการค้าที่ผิดกฎหมายในผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่ต้องดำเนินการ
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศจะอ้างว่าระบบดังกล่าวจะทำให้เกิดความยุ่งยาก ซับซ้อน เพราะมีขั้นตอนที่เมื่อนำบุหรี่เข้ามาภายในประเทศแล้วต้องมีการแกะบรรจุเพื่อติดแสตมป์ใหม่ ส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น จากค่าเครื่องจักร และการจ้างงาน และอาจจะส่งผลให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการนำเข้าต้องไปบริหารจัดการเอง ถ้าจะขึ้นราคาบุหรี่ก็สามารถทำได้ และต้องถามกลับว่า บุหรี่ขึ้นราคาแล้วไม่ดีกับผู้บริโภคอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้กรมฯ ไม่รับข้อเสนอของผู้ประกอบการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศที่ต้องการติดอี-แสตมป์จากต่างประเทศและนำเข้ามา โดยยืนยันว่า จะต้องนำมาติดภายในประเทศเท่านั้น ส่วนกระบวนการจะเป็นอย่างไรก็ต้องไปดำเนินการ ไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะโรงงานยาสูบก็ต้องลงทุนเพิ่ม หรือถ้าผู้นำเข้าไม่สะดวก จะจ้างโรงงานยาสูบติดอี-แสตมป์ให้ก็ได้ แต่ขั้นตอนต้องดำเนินการภายในประเทศเท่านั้น&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้หารือกับผู้ประกอบการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศแล้วมีข้อเรียกร้อง ซึ่งกรมฯ ก็ได้เสนอทางออกว่า ให้แจ้งว่าจำนวนบุหรี่ที่ต้องการนำเข้ามา กระจายไปในแต่ละภูมิภาค หรือ รายจังหวัด เท่าไหร่ เช่น เข้ามา 100 จะกระจายไปภาคเหนือ 20 ภาคใต้ 20 ส่วนที่เหลือไปที่ใด แล้วกรมฯ จะส่งโค๊ดไปให้ติดจากต่างประเทศได้ เพื่อให้สามารถติดตามได้ว่าบุหรี่ซองนั้นมีต้นทางปลายทางอย่างไร แต่ผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศไม่เห็นด้วยที่จะแจ้งในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้ตกลงกันไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ ระบุว่า การตั้งโรงงานใหม่นั้นจะทำให้ผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศต้องมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนตั้งโรงงานและซื้อเครื่องจักร 700-800 ล้านบาท และค่าแรงงานและค่าวัสดุห่อใหม่ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีการนำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศมากกว่า 60 ล้านซองต่อเดือน หรือมากกว่า 2 ล้านซองต่อวัน หากผู้นำเข้าต้องมาเปิดโรงงานเพื่อ Activate แสตมป์ภายในประเทศ จะทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้นำเข้าสูง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71959</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดแสตมป์ยาสูบใหม่, นายพชร อนันตศิลป์, อี-แสตมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e9697be43df5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2020 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2020 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “สรรพสามิต”ยันแอลกอฮอล์มีพอรองรับความต้องการด้านการแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค. 2563 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยหลังหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์และสาธารณสุข ว่า กรมฯ ได้รับทราบความต้องการใช้ปริมาณแอลกอฮอลด้านการแพทย์และสาธารณสุขของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งยืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณแอลกอฮอล์เพียงพอต่อความต้องแน่นอน โดยปัจจุบันประเทศไทยทั้งองค์การสุรา ผู้ผลิตสุรา3ทับ7&amp;nbsp;แห่ง และโรงงานผลิตเอทานอล&amp;nbsp;26&amp;nbsp;แห่ง สามารถผลิตแอลกอฮอล์สำหรับใช้งานได้&amp;nbsp;7.39&amp;nbsp;ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมากกว่าความต้องการของหน่วยงานทางการแพทย์และสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นองค์การเภสัช กรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลศิริราช และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีความต้องการใช้แอลกอฮอล์ประมาณ&amp;nbsp;7-8&amp;nbsp;แสนลิตรต่อเดือน

&amp;ldquo;หน่วยงานทางการแพทย์และสาธารณสุข ระบุความต้องการใช้แอลกอฮอล์เพิ่มจากปกติ&amp;nbsp;3-5&amp;nbsp;เท่าตัว แต่ก็ยังถือว่ารับไหว เพราะปัจจุบัน วันหนึ่งทั้งประเทศผลิตแอลกอฮอล์ได้&amp;nbsp;7.39&amp;nbsp;ล้านลิตร และยังมีสต็อกเหลือ&amp;nbsp;133&amp;nbsp;ล้านลิตร สามารถนำไปผลิตแอลกอฮอล์ได้อีกมาก ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาล หน่วยงานทางการแพทย์ที่มีไม่พอ กรมจะประสานไปรับที่องค์การสุราได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายพชร กล่าว

นายพชร กล่าวว่า ขอเตือนให้บรรดานายทุน ร้านค้าอย่ามีการกักตุน หรือเก็บเจลล้างมือ หรือผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ทำความสะอาดไว้จำนวนมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นวัตถุไวไฟ และมีอายุการใช้งานจำกัด ไม่เหมือนกับหน้ากากอนามัย หากเก็บในอุณหภูมิ และสถานที่ไม่เหมาะสมอาจเกิดประกายไฟ และเกิดไฟไหม้ระเบิดขึ้นได้

ส่วนสาเหตุที่เจลล้างมือราคาแพงขึ้นในตอนนี้ เนื่องจากมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งกรมก็ช่วยประสานโรงงานผลิตเจลล้างมือที่ต้องการแอลกอฮอลไปรับวัตถุดิบจากโรงงานเอทานอลให้ จึงขึ้นอยู่กับว่าบรรดาโรงงานผลิตเจล และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด จะหาบรรจุภัณฑ์ ผลิตนำไปจำหน่ายได้มากแค่ไหน แต่เท่าที่ทราบตอนนี้หลายโรงงานกำลังเพิ่มกำลังการผลิตอยู่ ซึ่งในช่วงไม่กี่วันจะมีเจล และแอลกอฮอลออกมาอีกมาก ดังนั้นคนกักตุนก็ไม่ได้ประโยชน์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60133</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ, กรมสรรพสามิต, นายพชร อนันตศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190804/image_big_5d468bd541d52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2019 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2019 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สรรพสามิต&quot; ยันปีหน้าเก็บแน่ภาษีเบียร์0%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ธ.ค. 2562 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมจะเริ่มจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0% หรือ เบียร์ 0% ภายในปี 2563 นี้ โดยขณะนี้ได้จัดทำพิกัดภาษีและอัตราภาษีไว้ทั้งหมดแล้ว ในหลักการจะต้องจัดเก็บต่ำกว่าภาษีเบียร์ในปัจจุบันที่เก็บอยู่ 22% ของราคาขายบวกปริมาณแอลกอฮอล์ แต่จะสูงกว่าอัตราภาษีเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม ที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันที่ 14% ซึ่งจะต้องมีการออกเป็นกฎกระทรวง เสนอ รมว.คลัง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนที่จะประกาศมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้องแต่เป็นนวัตกรรมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เบียร-สุรา์อัดเม็ด ที่ยังไม่เคยมีพิกัดภาษีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวว่า กรมสรรพสามิตไม่ต้องการให้มีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งยอมรับว่าจากการสอบถามและหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่าเบียร์ 0% ในมุมมองของผู้บริโภค จัดว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทหนึ่งแต่ยังไม่มีพิกัดภาษี ที่จะเข้าไปจัดเก็บให้ถูกต้อง และยังพบว่ามีการแจกตัวอย่างทดลองให้ดื่มในสถานศึกษา ขณะที่เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ปกติไม่สามารถทำได้ ทำให้ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะผู้ผลิตแจ้งว่าไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาคือทั้งกรมสรรพสามิตและกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่สามารถให้คำจำกัดความของเบียร์ 0% ในการเข้าไปกำหนดอัตราภาษี หรือ ออกเกณฑ์ควบคุม เหมือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปกติได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริง ผู้บริโภคก็มองว่ามันคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง มีการทำตลาดเหมือนกับเบียร์ปกติ&amp;rdquo;นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อมีการจัดเก็บภาษีเบียร์ 0% ก็จะไม่กระทบกับราคาขายปลีก เนื่องจากปัจจุบัน เบียร์ 0% มีการวางขายในราคาเดียว หรือ ใกล้เคียงกับเบียร์ปกติ ทั้งที่เสียภาษีต่ำกว่าเบียร์ปกติ คือเสียในอัตราเครื่องดื่มทั่วไป เช่น น้ำอัดลม ที่ 14% ทำให้มีกำไรมาก ดังนั้นถ้ามีการจัดเก็บภาษี ราคาขายจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องปรับขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาษีความเค็ม ขณะนี้อยู่ระหว่างรอองค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุข ประกาศค่ามาตรฐานปริมาณความต้องการบริโภคโซเดียมต่อวันอัตราที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะประกาศภายในปี 2563 ก่อนที่กรมสรรพสามิตจะมากำหนดพิกัดอัตราภาษีความเค็มที่เหมาะสม เบื้องต้น อัตราที่จัดเก็บจะไม่สูงมากเพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน และต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านให้กับผู้ประกอบการเหมือนกับภาษีความหวาน ที่ต้องให้เวลาไม่ปรับตัวไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งขณะนี้ แม้จะยังไม่มีการเก็บภาษี แต่เริ่มเห็นทิศทางผู้ประกอบการเริ่มปรับลดปริมาณโซเดียมในสินค้าบางรายการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 กรมมีเป้าหมายจัดเก็บภาษีที่ 6.42 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าจะไม่มีการออกภาษีใหม่ๆ โดยในเดือน พ.ย.2562 ซึ่งเป็นเดือนแรกสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย จากภาษีสุรา เบียร์ ที่ช่วงใกล้เทศกาลที่คนเริ่มเฉลิมฉลอง และภาษีรถยนต์ ที่จัดเก็บได้เกินเป้า โดยเฉพาะจากรถยนต์อีโคคาร์ ซึ่งมีค่ายผลิตหลายแห่ง เริ่มมีการปรับรุ่นรถยนต์ให้เป็นอีโคคาร์มากขึ้น ทำให้เสียภาษีถูกลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53066</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพชร อนันตศิลป์, อธิบดีกรมสรรพสามิต, เก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190714/image_big_5d2b362dd2a06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
