<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่มีกั๊ก‘หลานมาร์ค’ร่ายยาวหนุนยกเลิกมาตรา112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.2564 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กในรูปแบบบทความในหัวข้อ &amp;ldquo;#ยกเลิก112 : กระดุมเม็ดแรก สู่สังคมที่ประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ร่วมกันได้ในโลกยุคใหม่&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ปีที่แล้ว (10 สิงหาคม 2563) แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ประกาศ 10 ข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 1 ปี ผ่านมา ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกพูดถึงโดยหลายกลุ่มอย่างกว้างขวางขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะคิดเห็นอย่างไร ทุกข้อเสนอมีความสำคัญยิ่งต่อโครงสร้างทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอด้านกฎหมาย (เช่น การแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) ข้อเสนอด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (เช่น การปรับลดงบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือข้อเสนอด้านประเพณีปฏิบัติ (เช่น การบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะถูกเสนอโดยใครหรือด้วยวิธีใด ทุกข้อเสนอมักถูกโจมตีจากบางกลุ่มที่คัดค้านการปฏิรูปสถาบันฯว่าเป็น &amp;lsquo;การล้มล้าง-เปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;rsquo; ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่หากเราวิเคราะห์ตัว &amp;ldquo;แก่น&amp;rdquo; หรือใจความสำคัญของข้อเสนอทั้งหมด เราจะสังเกตเห็นว่าข้อเสนอต่างๆ ล้วนเป็นข้อเสนอ ที่ไม่เพียงแต่อยู่ภายในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและสอดคล้องกับหลักสากลของหลายประเทศทั่วโลกที่ปกครองด้วยระบอบนี้ แต่ยังเป็นการพยายามยืนยันและยับยั้งไม่ให้ประเทศเราไถลหลุดจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตยที่มีประชาธิปไตยเป็นเพียงไม้ประดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่า การบริหารประเทศภายใต้ระบอบประยุทธ์ทำให้หลายคนเกิดข้อกังขามากขึ้นต่อสถานะ &amp;lsquo;เหนือการเมือง&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; ที่ควรจะเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพราะการกระทำของระบอบประยุทธ์ที่ตั้งใจลาก หรือปล่อยให้สถาบันฯ ไหลเข้ามาในความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านการกล่าวอ้างและผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับตนเพียงผู้เดียว จนทำให้เกิดคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับคณะรัฐประหาร ผ่านความไม่กล้าหาญของนายกรัฐมนตรีที่จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการกระทำใดที่สุ่มเสี่ยงจะขัดกับหลักระบอบประชาธิปไตย หรือผ่านการไม่สามารถชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงการตัดสินใจสนับสนุนงบประมาณแก่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เพื่อผลิตวัคซีนโควิด จนเกิดข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ปีผ่านมา แม้กลไกนอกระบบจะทำให้เมล็ดพันธุ์ทางความคิดถูกหว่านไปกว้างขวางทั่วประเทศจากความตื่นตัวของภาคประชาชนทั้งบนท้องถนนและในโซเชียลมีเดีย แต่ยังไม่มีต้นใดเติบโตแข็งแรงจนก้าวข้ามหรือทะลุกำแพงของกลไกในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมาย การพิจารณางบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการพิจารณางบประมาณของหน่วยงานอื่น ความกล้าหาญของสื่อหลักในการนำเสนอข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมแม้เป็นประเด็นอ่อนไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผนวกกับที่ฝ่ายอำนาจรัฐมีมุมมองต่อผู้เสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ว่าเป็น &amp;ldquo;ภัยต่อความมั่นคงของชาติ&amp;rdquo; ที่ต้องถูกจับกุมดำเนินคดี ก็ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม โดยข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า นับตั้งแต่มีการเผยแพร่รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 116 ราย ใน 115 คดี ล่าสุดคือทนายอานนท์ นำภา ที่เมื่อวานนี้ได้เข้ามอบตัวตามหมายจับ กรณีการปราศรัยหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำเช่นนี้ นอกจากสะท้อนว่ารัฐไม่ใจกว้างมากพอจะเปิดใจเจรจารับฟัง ยังต้องการจะบดขยี้ผู้เห็นต่างให้อยู่อย่างยากลำบาก ทำให้หนทางในการเรียกร้องของผู้ชุมนุมหดแคบลงเรื่อยๆ และกำลังบีบให้พวกเขาต้องเลือก ระหว่างการทนอยู่ในระบอบปัจจุบันที่มีปัญหา หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว (ที่มวลชนทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มี &amp;ldquo;คำตอบ&amp;rdquo; อยู่ในใจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทย์ของวันนี้จึงไม่ต่างจาก 1 ปีที่ผ่านมา คือจะทำอย่างไรให้เรื่องที่ถูกขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นอยู่นอกระบบ มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนจากทุกฟากฝ่ายมาร่วมถกเถียง และถูกผลักเข้าไปพิจารณาเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระบบ โดยไม่ต้องรอให้ &amp;ldquo;จุดต่ำสุด&amp;rdquo; เดินทางมาถึงและเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าหรือเกิดความสูญเสีย แม้จะริบหรี่ลงไปมาก แต่ผมเชื่อว่าสังคมไทยยังพอมีโอกาสตอบโจทย์นี้ให้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การพูดคุยเรื่องนี้จะทำไม่ได้เลย หากเราไม่ติดกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญอย่างการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ขัดหลักสากลถึง 3 มิติ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึก &amp;ldquo;ไม่ปลอดภัย&amp;rdquo; ในการพูดคุยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 1 &amp;nbsp;= ปัญหาในเชิงการบังคับใช้ มาตรา 112 ไม่ได้วางขอบเขตชัดเจนระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต กับการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเชิงกฎหมาย การวิจารณ์โดยสุจริตไม่น่าจะเข้าข่ายความผิด เพราะมาตรา 112 เขียนถึงแค่ความผิดจากการที่ &amp;ldquo;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย..&amp;rdquo; แต่ในทางปฏิบัติ หลายคนที่แม้จะวิจารณ์โดยสุจริต ก็ยังถูกตัดสินว่าผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความคลุมเครือและความไม่แน่นอนในการบังคับใช้ก็ปรากฎให้เห็นมาโดยตลอด เช่น กรณีการแชร์บทความของสำนักข่าวบีบีซี ซึ่งผู้แชร์ (คุณไผ่ ดาวดิน) ถูกตัดสินว่าผิดมาตรา 112 (ทั้งที่ไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท) แต่สำนักข่าวก็ไม่ได้โดนข้อหานี้แต่อย่างใด (ซึ่งถูกต้องแล้วที่ไม่โดนข้อหา และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเนื้อหาในบทความไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเพิ่มความชัดเจนตรงนี้ ไม่ควรเป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะการเขียนกฎหมายให้แยกแยะอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่มีตัวอย่างอยู่แล้วในกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ในขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 329, 330 ระบุไว้ชัดเจนสำหรับการหมิ่นบุคคลธรรมดา ว่าการ &amp;lsquo;วิจารณ์โดยสุจริต&amp;rsquo; หรือการกล่าว &amp;lsquo;ความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน&amp;rsquo; เป็นข้อยกเว้นที่ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่ข้อยกเว้นเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกเขียนกำกับกรณีการหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ทั้งที่จริงแล้วการเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตอาจเป็นประโยชน์ต่อสถาบันเองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 2 = ความหนักของโทษ มาตรา 112 ของไทยกำหนดโทษจำคุกอยู่ที่ 3-15 ปี ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก ไม่ว่าจะเทียบกับมิติไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเทียบกับกฎหมายอื่นๆ ของไทย จะเห็นว่าโทษของมาตรา 112 เทียบเท่ากับการฆ่าคนโดยไม่เจตนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเทียบกับกฎหมายของไทยในอดีตที่มีลักษณะเดียวกัน โทษของมาตรา 112 ในปัจจุบันหนักกว่าโทษในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่กำหนดโทษไว้ที่จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ 7 ปี (แล้วแต่ช่วงเวลา) เสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือหากเทียบกับกฎหมายลักษณะเดียวกันของประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 112 ของเราก็มีโทษหนักกว่าหลายประเทศ เช่น สเปน 0-2 ปี, เดนมาร์ก 0-8 เดือน, เนเธอร์แลนด์ 0-4 เดือน ส่วนสหราชอาณาจักร นอร์เวย์ และญี่ปุ่น ไม่ได้กำหนดเป็นกฎหมายอาญา แต่เป็นกฎหมายแพ่ง จึงไม่มีโทษจำคุก มีแต่การเรียกร้องค่าเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 3 = ใครฟ้องก็ได้ การที่มาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงทำให้เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ ใครๆ จึงสามารถกล่าวโทษและฟ้องคนอื่นได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลายปัญหาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนบางกลุ่มอาจตัดสินใจฟ้องมาตรา 112 ด้วยเจตนาที่ต้องการปกป้องสถาบันฯ แต่เมื่อจำเลยถูกตัดสินว่าผิด ความคับแค้นใจก็ไปตกอยู่ที่สถาบันฯ &amp;nbsp;ส่งผลให้สถาบันฯ กลายเป็นคู่กรณีโดยอัตโนมัติ แม้ในบางครั้งสถาบันฯ อาจจะไม่รับรู้ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหา คือการที่สถาบันฯ ถูกนักการเมืองบางกลุ่มจงใจนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองกลั่นแกล้งฝั่งตรงข้าม หรือการนำสถาบันฯ ไปใช้ปกปิดการทุจริต เช่น การระบุว่าเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ จนทำให้คนไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ หลายประเทศจึงมีการระบุ &amp;lsquo;ผู้ฟ้อง&amp;rsquo; อย่างชัดเจน อาทิ พระมหากษัตริย์ต้องมีพระราชกระแสรับสั่งหรือยินยอมให้ดำเนินคดีผ่านสำนักราชเลขาธิการ (สหราชอาณาจักร นอร์เวย์) การให้อำนาจนายกรัฐมนตรี (ญี่ปุ่น) หรือกระทรวงยุติธรรม (เดนมาร์ก) เป็นคนฟ้องเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า การยกเลิกมาตรา 112 ไม่ใช่ข้อเสนอของ &amp;ldquo;ผู้ไม่หวังดี-คิดล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;rdquo; และไม่ใช่เรื่องที่น่าหวั่นวิตก - หากไม่มีมาตรา 112 พระมหากษัตริย์ยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโลกที่ไม่มีมาตรา 112
1. ประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต สามารถทำได้ ไม่มีความผิด (เช่นเดียวกับข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329-330) แต่หากเป็นการหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย ก็ยังเอาผิดได้เช่นเดิม
2. ในการฟ้องร้อง จะต้องได้รับการอนุมัติจากพระมหากษัตริย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้เสียหาย
3. หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดทำผิดจริง บุคคลนั้นก็ยังได้รับโทษทางอาญาเช่นเดียวกับการหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป (ซึ่งข้อนี้สามารถถกเถียงกันได้ว่าโทษจำคุก 0-2 ปี ฐานหมิ่นประมาท ณ ปัจจุบัน เป็นระยะเวลาที่สูงไปแล้วหรือไม่ ไม่ว่าสำหรับใครก็ตาม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากทั้งหมดนี้ยังไม่ทำให้รู้สึกสบายใจ หรือ กังวลว่าการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ยังไม่ครอบคลุม ก็สามารถเพิ่มเติมข้อความต่อจากกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายลักษณะมาตรา 112 ที่อยู่ในหมวดความมั่นคง เช่น ที่ญี่ปุ่น เมื่อกังวลว่าข้อ 2 อาจทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมาดำเนินการฟ้องร้องประชาชนเอง จึงระบุเพิ่มเติมในกฎหมายหมิ่นประมาทไปว่า หากผู้เสียหายคือพระมหากษัตริย์ นายกฯ (ในฐานะผู้นำรัฐบาล) จะเป็นผู้รับผิดชอบการฟ้องร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 จะไม่เพียงแต่ทำให้กฎหมายของไทยสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสากล คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และปกป้องเสถียรภาพ-เกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สง่างาม &amp;nbsp;แต่ยังเป็นหนทางเดียวด้วยซ้ำที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาก 1 ปีที่แล้ว การกล่าวถึงประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอที่ &amp;ldquo;ทะลุเพดาน&amp;rdquo; มาถึงวันนี้ ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนมองว่าการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ควรเป็น &amp;ldquo;ข้อเสนอพื้นฐาน&amp;rdquo; ที่สังคมไทยต้องช่วยกันผลักดันให้สำเร็จ ทั้งเพื่อยุติสังคมแห่งความหวาดกลัว เพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญของการคลี่คลายวิกฤติการเมือง และเพื่อยืนยันหลักการพื้นฐานที่ว่า การวิจารณ์โดยสุจริต หรือ เผยแพร่ความจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้ไม่ถูกใจผู้ฟังทุกคน แต่กฎหมายต้องคุ้มครองอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ล. ผมเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ ใครสนใจอ่านต่อได้ครับ https://www.the101.world/parit-wacharasindhu-interview-2021/ &amp;nbsp;#ยกเลิก112
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112910</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, ยกเลิก 112, อดีตนายกรัฐมนตรี, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a90638df906.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตามนัด‘ป๊อก-ไอติม’หอบ1.5 แสนชื่อยื่นแก้รธน. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 &amp;nbsp;มิ.ย.2564 - &amp;nbsp;กลุ่ม Re-solution นำโดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ก่อตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า พร้อมคณะ เข้ายื่นรายชื่อประชาชน จำนวน 150,921 คน ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ผ่านนายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะชัดเจนกว่านี้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะมีผลต่อชีวิตประชาชนเท่านี้ การยื่นรายชื่อครั้งนี้จะเป็นการเปิดประตูแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกอำนาจของวุฒิสภาในการโหวตเลือกนายกฯ ปฏิรูปที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ยกเลิก ส.ว. 250 คน และยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งถ้าแก้ไขได้ก็จะส่งผลที่ดีขึ้นต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายปิยบุตร กล่าวว่า การเปิดครั้งนี้เป็นการรวบรวมรายชื่อผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก สะท้อนความต้องการของประชาชนในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้เราต้องปิดรับรายชื่อ เพราะต้องนำรายชื่อมาตรวจสอบ หากเรายังเปิดอยู่คงจะมีประชาชนอีกมากมาร่วมลงชื่อในครั้งนี้ด้วย หวังว่าครั้งนี้จะเป็นตัวกระตุ้นเตือนจิตสำนึกของ ส.ส.และ ส.ว.ให้นำร่างแก้ไขของภาคประชาชนสู่การพิจารณา ไม่ใช่คว่ำเหมือนครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้จึงขอให้ประชาชนติดตามว่าวุฒิสภาจะดำเนินการอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเกรงว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูก ส.ว.คว่ำเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า เราทราบดีการแก้รัฐธรรมนูญ ในมาตรา 256 เป็นเรื่องยาก เพราะมีอุปสรรคสำคัญคือ ส.ว. ซึ่งจะหาเสียง 1ใน 3 ของส.ว.ได้อย่างไร ที่ผ่านมา ส.ว.ใช้อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยในการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ แสดงว่าถ้าร่างนี้ถูกคว่ำอีก ก็ใกล้ถึงเวลาสุดท้ายของ ส.ว.แล้ว ถ้าไม่รับร่างนี้อีก ส.ว.ต้องตอบคำถามว่ามีเหตุผลอะไรถึงขัดขวางเจตจำนงของประชาชน &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากร่างรัฐธรรมนุญฉบับนี้ถูกคว่ำอีก พวกเราจะรณรงค์ต่ออย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่า ส.ว.อ้างว่ามีที่มาจากการทำประชามติของประชาชน นายปิยบุตร กล่าวว่า การทำประชามติครั้งล่าสุดเป็นการทำประชามติที่มีปัญหา คำถามพ่วงมีความกำกวมทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และผู้รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นนก็ถู่กจับกุมคุมขัง ดำเนินการคดีติดคุก ดังนั้น จึงอย่าปล่อยให้ ส.ว.ยึดกุมวาระสำคัญของประเทศชาติในการแก้รัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมบูรณ์ กล่าวว่า จะได้นำรายชื่อทั้งหมดตรวจสอบตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108144</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่ม Re-solution, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, ผู้ก่อตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dbfd2576044.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039;ปลุกล่าชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ผ่านออนไลน์ หยุดสืบทอดอำนาจได้เร็วกว่าและง่ายขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 มิ.ย.64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้ก่อตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า
[ รื้อระบอบประยุทธ์ผ่านออนไลน์ หยุดสืบทอดอำนาจได้เร็วกว่าและง่ายขึ้น ]
.
ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก https://bit.ly/3t04VTR เมื่อกรอกเอกสารและลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว สามารถถ่ายรูปส่งเป็นภาพ หรือ ส่งเป็นไฟล์มาที่ช่องทางออนไลน์ต่างๆ (LINE / FB / อีเมล / Twitter ) ตามรายละเอียดใต้โพสต์นี้
.
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจของประชาชนอีกครั้ง พร้อมๆ กับ 2 ข่าวที่ให้ความรู้สึกต่างกันสุดขั้ว ข่าวหนึ่งสร้างความกังวลใจ อีกข่าวช่วยสร้างความหวังมหาศาลในการขับเคลื่อนข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากภาคประชาชน
.
ข่าวที่สร้างความกังวลใจ ที่ผมหมายถึง คือกรณีที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งยื่นต่อประธานรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2564 โดยคาดการณ์ว่ารัฐสภาจะพิจารณาร่างดังกล่าวระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายน ก่อนที่กระบวนการจะแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม - กันยายน เมื่อบวกกับการแก้ไขกฎหมายลูกที่ใช้เวลาอีก 4-5 เดือน ก็เท่ากับทุกอย่างอาจเสร็จสิ้นประมาณต้นปี 2565
.
บางคนอาจเกิดคำถาม ว่าความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นข่าวที่น่ากังวลใจไปได้อย่างไร ในเมื่อผมและกลุ่ม Re-Solution ก็กำลังขับเคลื่อนแคมเปญ #ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอยู่
.
แต่ความจริงแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาภายในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมี 2 เงื่อนไขสำคัญ ที่จะมาช่วยประเมินว่าข้อเสนอตอบโจทย์ปัญหาทางการเมืองที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่
.
1. ข้อเสนอต้อง #แก้ที่ต้นตอปัญหา ของรัฐธรรมนูญ
2. ข้อเสนอต้อง #ไม่มีของแถม ที่เอื้อประโยชน์ตนเอง
.
หากศึกษารายละเอียดเนื้อหาของข้อเสนอ เราจะพบว่าข้อเสนอของพรรคพลังประชารัฐ (จำนวน 5 ประเด็น) ไม่ผ่านทั้ง 2 เงื่อนไขนี้
.
1. ข้อเสนอของพรรคพลังประชารัฐ ไม่แตะที่ต้นตอปัญหาของรัฐธรรมนูญ
.
ปัญหาหลักของรัฐธรรมนูญ 2560 และวิกฤตการเมืองปัจจุบัน คือกลไกที่ระบอบประยุทธ์ หรือ คสช. สอดแทรกไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสืบทอดอำนาจและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็น วุฒิสภาที่มีอำนาจล้นฟ้าแต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศที่ถูกวางไว้เป็นอาวุธลับทางการเมืองเพื่อลงโทษฝ่ายตรงข้ามหากเป็นรัฐบาลและไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่ คสช. วางไว้สำหรับ 20 ปีข้างหน้า
.
แต่ข้อเสนอของพรรคพลังประชารัฐ กลับเลือกจะไม่แตะเรื่องวุฒิสภาเลย ทั้งๆ ที่วุฒิสภาเป็นศูนย์รวมความวิปริตของการเมืองไทยและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดของการสืบทอดอำนาจ ในบริบทการเมืองปัจจุบัน แม้การตัดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกฯ เพียงอย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอ ถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างเพื่อลดอำนาจอื่นที่มีอยู่มหาศาล (เช่น โหวตกฎหมายปฏิรูปประเทศ แต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ) หรือ ปรับที่มาให้มีความยึดโยงกับประชาชน (เช่น มาจากการเลือกตั้ง หรือ ใช้ระบบสภาเดี่ยว)
.
ด้วยเหตุผลนี้ ข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ Re-solution จึงมุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธสำคัญที่ระบอบประยุทธ์ใช้ในการสืบทอดอำนาจ และขัดขวางหนทางสู่ระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการ &amp;ldquo;ล้ม&amp;rdquo; วุฒิสภา เพื่อเดินหน้าสภาเดี่ยว - การ &amp;ldquo;โละ&amp;rdquo; ศาลรัฐธรรมนูญ และ องค์กรอิสระ ด้วยการปฏิรูปที่มา อำนาจ และ การตรวจสอบ - การ &amp;ldquo;เลิก&amp;rdquo; ยุทธศาสตร์ชาติ และ แผนปฏิรูป เพื่อปลดโซ่ตรวนอนาคตประเทศ และให้นโยบายของรัฐมีความยืดหยุ่นและก้าวทันโลก และ การ &amp;ldquo;ล้าง&amp;rdquo; มรดกรัฐประหาร เพื่อหยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย และเอาทหารออกจากการเมือง
.
2. ข้อเสนอของพรรคพลังประชารัฐ มีของแถมที่เอื้อประโยชน์ตนเอง
.
ปัญหาที่พรรคการเมืองมีส่วนได้ส่วนเสียเยอะที่สุดคือเรื่องระบบเลือกตั้ง ผมเห็นด้วยว่าระบบเลือกตั้งปัจจุบันมีปัญหา และการใช้บัตร 2 ใบ แทน บัตรใบเดียว จะเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการเลือก ส.ส. เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากคนละพรรค แต่ระบบที่ใช้บัตร 2 ใบหลายระบบ ก็มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน (เช่น ระบบบัตร 2 ใบ แบบ &amp;ldquo;คู่ขนาน&amp;rdquo; ในสมัยรัฐธรรมนูญ 2540 ที่คำนวณคะแนน ส.ส.เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แยกกัน ทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งอาจมีเสียงข้างมากพรรคเดียวในสภา หรือ ระบบบัตร 2 ใบ แบบ &amp;ldquo;สัดส่วน&amp;rdquo; ของประเทศเยอรมัน ที่ยังคงหลักการว่าพรรคการเมืองจะมี ส.ส. เท่ากับสัดส่วนคะแนนที่ได้ และทำให้โอกาสที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากในสภา เป็นเรื่องยาก)
.
แต่แทนที่พรรคการเมือง จะระมัดระวังในการนำเสนอประเด็นเรื่องระบบเลือกตั้งเพราะอาจถูกมองว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเอง ประเด็นนี้กลับเป็น &amp;ldquo;ของแถม&amp;rdquo; ที่อยู่ในข้อเสนอของพรรคพลังประชารัฐ จนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามว่า การแก้ไขเรื่องระบบเลือกตั้งโดยไม่เปิดให้มีการถกเถียงและรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน กำลังเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของใคร - ประชาชน หรือ พรรคการเมือง? ข้อเสนอเรื่องระบบเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ จะนำไปสู่ระบบที่เอื้อพรรคการเมืองใหญ่ และเพิ่มโอกาสให้พรรคใดพรรคหนึ่งผูกขาดอำนาจ ผ่านการมีจำนวน ส.ส. ในสัดส่วนที่สูงกว่าสัดส่วนคะแนนเลือกตั้งที่พรรคนั้นได้รับในสนามเลือกตั้ง
.
แต่ความกังวลใจจากข่าวแรก ก็ถูกลดดีกรีลงมา เมื่อมีอีกข่าวที่ช่วยสร้างความหวัง - หลังพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้
.
ความพิเศษของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ อย่างแรกคือการยอมรับให้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งเอกสารหลักฐานการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพิ่มความสะดวกสบายแก่ประชาชน จากเดิมที่ต้องส่งเอกสารที่จุดตั้งโต๊ะหรือส่งเป็นจดหมายเท่านั้น และอย่างที่สองคือการลดจำนวนเอกสารที่ต้องใช้ในการเข้าชื่อ จากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ต้องกรอกทั้งแบบฟอร์มและแนบสำเนาบัตรประชาชน เปลี่ยนมาเป็นกรอกแค่แบบฟอร์มใบเดียว ไม่ต้องแนบสำเนาบัตรอีกแล้ว
.
ทันทีที่กลุ่ม Re-Solution ทราบเรื่องนี้ เราได้เตรียมความพร้อมหลังบ้าน และประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันส่งเอกสารหลักฐานผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีมากที่เราพบว่าตลอด 2 วันที่ผ่านมานับแต่เริ่มประชาสัมพันธ์ ประชาชนจำนวนมากให้การตอบรับและช่วยกันส่งเอกสารหลักฐานผ่านทุกแพลตฟอร์มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เป้าหมาย 50,000 รายชื่อตามที่กฎหมายกำหนด เราอาจไปถึงได้เร็วกว่าที่คิด
.
เรื่องนี้ไม่เพียงสร้างกำลังใจแก่ผมและทีมงานกลุ่ม Re-Solution ในฐานะฝ่ายขับเคลื่อนแคมเปญ แต่ยังเป็นนิมิตรหมายที่ดีของสังคมไทย ว่าแม้เวลานี้เราจะเผชิญสถานการณ์โรคระบาดและสภาพเศรษฐกิจที่สร้างความทุกข์ยากอย่างไม่อาจประเมินได้ แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่หมดหวังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ตามกำลังและเวลาที่พวกเขาสามารถสละได้
.
ผมไม่อาจทำนายว่าในอีกหลายเดือนข้างหน้า บทสรุปของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร แต่ ณ วันนี้ ด้วยกำลังคนละเล็กละน้อยของประชาชนทั่วประเทศที่ส่งชื่อเข้ามาร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ #รื้อระบอบประยุทธ์ ทำให้ผมมั่นใจว่าเราจะสร้างแรงกระเพื่อมให้การเมืองไทยได้อีกครั้ง
.
มาร่วมกันรื้อถอนรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจระบอบประยุทธ์ เพื่อแทนที่ด้วยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย มาร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ #มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอ และ #ไม่มีของแถม ที่เอื้อประโยชน์ให้ใคร นอกจากเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนส่วนใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง
.
เพียงดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก&amp;nbsp; https://bit.ly/3t04VTR เมื่อกรอกเอกสารและลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว สามารถถ่ายรูปส่งเป็นภาพหรือส่งเป็นไฟล์ก็ได้ มาที่หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น
.
ผ่านไลน์ https://page.line.me/resolutioncon
กล่องข้อความเฟซบุ๊กเพจ : https://www.facebook.com/resolutionconstitution/
กล่องข้อความทวิตเตอร์ : https://twitter.com/ResolutionCons
กล่องข้อความอินสตาแกรม : @ResolutionCon
ส่งผ่านอีเมล : resolutionconstitution@gmail.com
.
#ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105995</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, จัดการมรดกรัฐประหาร, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, รื้อระบอบประยุทธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056be4076137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 08:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 08:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039;สวมวิญญาณโทรโข่ง&#039;ไอลอว์&#039;แก้ต่างเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.2563 - &amp;nbsp;นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม อดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) &amp;nbsp;แกนนำกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้าโพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะจดหมายถึงสมาชิกรัฐสภาระบุว่า ตลอด 1 วันที่ผ่านมา ท่านคงได้เห็นแล้วว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถูกจับตามองจากคนทั้งสังคม มีประชาชนจำนวนมากเฝ้าชมการทำหน้าที่ของพวกท่าน บางส่วนยอมกระทั่งเอาสวัสดิภาพในชีวิตของตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อแลกกับการยืนยันข้อเรียกร้องที่ว่า ร่างของประชาชนต้องได้ไปต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะประชาชนธรรมดา ผู้เป็นเพียงหนึ่งในรายชื่อที่สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ iLaw ผมไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะสั่งการให้พวกท่านตัดสินใจไปในทางหนึ่งทางใด สิ่งเดียวที่ผมมีเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่นๆ คือสิทธิในการแสดงออกเพื่อเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาเห็นแก่เจตจำนงของประชาชน และเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ
เพราะการรับทุกร่างเท่านั้น ที่จะคลี่คลายวิกฤติทางการเมืองครั้งนี้ ให้พอมองเห็นทางออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับท่านที่ตัดสินใจแล้วว่าจะลงคะแนนให้ร่างของภาคประชาชน ผมขอให้ท่านยืนหยัด มั่นคง และไม่ลังเลไปลังเลมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับท่านใดที่ยังไม่แน่ใจถึงข้อดีของร่างของภาคประชาชน ผมขอเชิญชวนให้ท่านตั้งใจฟังการอภิปรายในรัฐสภาของผู้ชี้แจงจาก iLaw เมื่อวานอีกสักครั้ง แต่สำหรับท่านใดที่กังวลใจกับข้อกล่าวหาต่างๆ ผมขอถือโอกาสนี้ชี้แจงข้อกังวลหลักของหลายท่าน หากจะช่วยลดความหวาดระแวงและทำให้ท่านเปิดใจรับฟังมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. &amp;ldquo;อย่ากังวลเรื่องการล้มล้างการปกครอง&amp;rdquo; บางท่านได้แสดงความกังวล ว่าการที่ร่างของภาคประชาชนเป็นร่างเดียวที่เปิดให้ สสร. มีอำนาจพิจารณาทุกหมวดทุกมาตรา (รวมถึงหมวด 1 และ หมวด 2) จะเสี่ยงต่อการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมขออนุญาตคลายความกังวลของท่าน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;i) การแก้ไขหมวด 1 และ หมวด 2 ไม่สามารถล้มล้างการปกครองได้
- มาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ชัด ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ ก็ตาม ไม่สามารถทำได้หากนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ การเปลี่ยนรูปแบบรัฐจากการเป็นรัฐเดี่ยว
- มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่บางท่านเห็นชอบ ยังเปิดช่องให้แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ตราบใดที่มีการทำประชามติถามประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ii) หมวด 1 และ หมวด 2 ถูกแก้ไขมาโดยตลอด และไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างการปกครอง
- จากรัฐธรรมนูญ 2540 มาสู่ รัฐธรรมนูญ 2550 มีการแก้ไข มาตรา 3 ในหมวด 1 โดยเติมประโยคที่ว่า &amp;ldquo;การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม&amp;rdquo; - การแก้หมวด 1 ตรงนี้ ไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการตอกย้ำความสำคัญของหลักนิติธรรม
- จากรัฐธรรมนูญ 2550 มาสู่รัฐธรรมนูญ 2560 มีการแก้ไขหมวด 2 หลังจากทำประชามติกับประชาชนไปแล้วรวมจำนวน 6 มาตรา รวมไปถึงการแก้มาตรา 16 ให้เขียนว่า พระมหากษัตริย์จะ &amp;ldquo;ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้&amp;rdquo; เวลาไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร - การแก้หมวด 2 ตรงนี้ ก็ไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;iii) การเปิดให้พิจารณาหมวด 1 หมวด 2 เป็นวิธีเดียวในการหาฉันทามติจากทุกฝ่าย เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
- ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้กลายมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้างอย่างสาธารณะ และเป็นเนื้อหาที่สำคัญต่อผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย
- การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในรูปแบบของ สสร. ที่เปิดให้มีการพิจารณา หมวด 1 หมวด 2 จึงมีความจำเป็น ต่อการเปิดให้เนื้อหาสาระของทุกข้อเสนอด้านการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ (ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย) ได้ถูกพูดคุยแลกเปลี่ยนและผสมผสานบนพื้นฐานของเหตุและผล เพื่อให้สังคมหาฉันทามติในเรื่องนี้ได้อย่างสันติวิธี ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาว่าให้มีการปฏิรูปหรือไม่มีการปฏิรูป และถ้าให้มีการปฎิรูป จะปฏิรูปในรูปแบบใดก็ตาม
- เสรีภาพอย่างหนึ่งที่รัฐไม่มีทางควบคุมได้ คือเสรีภาพในความคิด และในวันที่ผู้คนมากมายมีความคิดที่หลากหลายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การพยายามบังคับให้ทุกคนคิดเหมือนกันหรือหยุดคิดเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ และเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
- ในเมื่อความคิดนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทางออกของรัฐที่มีวุฒิภาวะ จึงไม่ใช่การปิดประตูไล่ให้ทั้งสองฝ่ายไปแสดงความเห็นบนเวทีชุมนุมหรือในพื้นที่ส่วนตัว แต่เป็นการเปิดประตูให้ทุกความใฝ่ฝันและทุกความกังวลได้ถูกพิจารณาในพื้นที่ปลอดภัยในระบบรัฐสภาอย่างเช่น สภาร่างรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. &amp;ldquo;อย่ากังวลเรื่องการนิรโทษกรรมคดีทุจริต&amp;rdquo;
บางท่านได้แสดงความกังวล ว่าการที่ร่าง iLaw มีการยกเลิกกฎหมาย ป.ป.ช. อาจนำไปสู่การตีความเพื่อให้คุณแก่ผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดหรือกำลังถูกดำเนินคดีตามข้อกฎหมายนี้ ที่อาจเปรียบเสมือนการนิรโทษกรรมคนที่ถูกตัดสินว่าผิดในคดีทุจริตที่ผ่านมา ผมขออนุญาตคลี่คลายความกังวลของท่าน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;i) ในทางกฎหมาย อาจไม่ตีความเป็นการให้คุณหรือนิรโทษกรรมเสมอไป - จากการปรึกษานักกฎหมายหลายคน มีความเห็นที่หลากหลายว่าการยกเลิกกฎหมายจะนำไปสู่การให้คุณย้อนหลังที่เข้าข่ายนิรโทษกรรมได้จริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ii) ถึงจะมีความเสี่ยงต่อการตีความให้คุณแก่ผู้กระทำผิดจริง แต่เราสามารถปิดช่องไม่ให้การนิรโทษกรรมเกิดขึ้นได้ ในวาระที่ 2 โดยไม่ต้องปัดตกในวาระที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงการโหวตรับหลักการเกี่ยวกับการแต่งตั้งองค์กรอิสระและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องขึ้นมาใหม่ - เช่น การแปรญัตติประมาณว่า &amp;ldquo;การยกเลิก พ.ร.ป. ป.ป.ช. ตามข้อเสนอในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อคดีความที่ได้ดำเนินการไปแล้วหรือคดีความที่กำลังดำเนินการอยู่ตามกฎหมายนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;iii) iLaw ได้ประกาศชัด ว่าการยื่นข้อเสนอเรื่ององค์กรอิสระ ไม่ได้มีเจตนาในการนิรโทษกรรม แต่เป็นเจตนาของการรีเซ็ตองค์กรอิสระเพื่อให้โครงสร้างและกระบวนการสรรหามีความเป็นกลางมากขึ้น จากปัจจุบันที่ ส.ว. 250 คน มีอำนาจชี้ขาดในการอนุมัติรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. &amp;ldquo;โปรดกังวลเรื่องอนาคตของบ้านเมือง&amp;rdquo;
ผมไม่อาจล่วงรู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะช่วยให้ท่านคลายกังวลต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชน ได้มากแค่ไหน แต่สิ่งสุดท้ายที่อยากวิงวอน คือขอให้ท่านโปรดกังวลต่ออนาคตของบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ประชาชนถามหา &amp;ldquo;ความจริงใจ&amp;rdquo; ของรัฐบาลและรัฐสภาในการพิจารณาข้อเสนออันเรียบง่ายของพวกเขา ผมอยากเรียกร้องให้ท่านโหวตรับหลักการร่างของภาคประชาชนในวาระที่ 1 เพื่อให้ไปสู่การพิจารณาต่อในส่วนของรายละเอียดเนื้อหาในวาระที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ร่างนี้อาจมีรายละเอียดบางส่วนที่ท่านไม่เห็นด้วย หรือถึงแม้ร่างนี้อาจมีบางข้อความที่ยังไม่รัดกุมเท่าที่ควรในแง่เทคนิคกฎหมาย แต่ผมไม่อยากให้ท่านนำตรงนั้นมาเป็นเหตุผลในการไม่รับหลักการของร่าง เพราะข้อกังวลทั้งหมดนี้สามารถถูกพูดคุยและคลี่คลายได้ในวาระที่ 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากตัดสินใจปัดตกร่างของภาคประชาชน ท่านอาจถูกประชาชนมองว่าท่านไม่มีความจริงใจที่จะคลี่คลายสถานการณ์ ไม่พิจารณาข้อเสนอของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม และไม่พร้อมที่จะประนีประนอม นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ตัวท่านเองแล้ว รัฐสภาที่ควรเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน จะถูกทำลายความเชื่อมั่น และการกระทำของท่านอาจเร่งให้อุณหภูมิของบ้านเมืองที่กำลังคุกรุ่นจากการใช้ความรุนแรงเกินเหตุของรัฐเมื่อวานนี้ พุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดเดือด จนมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การสูญเสีย ซึ่งไม่ว่าท่านหรือผม ล้วนไม่อยากเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากการรับฟังคำอธิบายของคนที่ท่านไม่รู้จักอย่างผม จะเป็นเรื่องลำบากหรือห่างไกลตัวท่านเกินไป ผมขอให้ท่านนึกถึงอนาคตของลูกหลานท่านเอง ถ้าท่านอ่านมาถึงข้อความนี้ ก่อนจะลงมือโหวต ผมขอความกรุณาท่านหยิบมือถือขึ้นมาและโทรถามพวกเขาสักหน่อย ว่าพวกเขาอยากเติบโตขึ้นมาในอนาคตแบบไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนาคตที่เสียงของเขาไม่สำคัญ หรือ อนาคตที่เขามี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากันกับทุกคนในประเทศ อนาคตที่เต็มไปด้วยการทุจริตและการโกง หรือ อนาคตที่ทุกองค์กรของภาครัฐถูกตรวจสอบได้ อนาคตที่รัฐปฏิบัติกับเขาด้วยมาตรฐานที่ต่างจากผู้มีอำนาจ หรือ อนาคตที่กฎหมายทุกฉบับถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;อนาคตที่เขากำหนดไม่ได้ หรือ อนาคตที่เขาเป็นเจ้าของ โปรดเลือกอนาคตให้ลูกหลานในแบบที่พวกเขาปรารถนาเถอะครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84195</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, เฟซบุ๊ก, ไอติม, ไอลอว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d5be3a6714.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 08:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039;อ้างสิทธิ์1ในแสนเสียงร่ายยาวเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2563 - &amp;nbsp;นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม ตัวแทนกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;อย่าล็อคกเปก ส.ส.ร. / อย่าปล่อย ส.ว.ลอยนวล&amp;rdquo; : 2 วิธีการแก้รัฐธรรมนูญแบบ &amp;ldquo;ลักไก่&amp;rdquo; ที่ประชาชนต้องจับตาและเฝ้ามอง&amp;rdquo; ระบุว่า เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมเดินขบวนกับเครือข่ายภาคประชาชนอีกหลายกลุ่ม เพื่อนำรายชื่อ 100,732 คน ไปยื่นให้รัฐสภารับพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนตามกระบวนการที่เปิดไว้ทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ฉบับนี้อาจตรวจสอบรายชื่อไม่ทันสำหรับพิจารณาในประชุมรัฐสภาสัปดาห์นี้ แต่อย่างไรก็ตามการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาข้อเสนอการแก้รัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลและของพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันนี้และพรุ่งนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการกำหนดอนาคตประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนเฝ้าจับตาดูท่าทีและการโหวตของสมาชิกรัฐสภาอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีการลงมติเห็นชอบแค่เฉพาะข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล รัฐบาลอาจ &amp;ldquo;ลักไก่&amp;rdquo; ทำเป็นว่าได้แก้รัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นตามข้อเรียกร้องแล้ว ทั้งๆที่ไม่ได้แก้สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการนำพาประเทศออกจากวิกฤตการเมืองและสร้างหนทางกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่อาจกลับทำให้ประเทศไทยถึงทางตันหรือวนอยู่ที่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอคาดการณ์ 2 ปรากฏการณ์แก้รัฐธรรมนูญแบบ &amp;ldquo;ลักไก่&amp;rdquo; ที่เราต้องเฝ้าระวังในวันนี้และพรุ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*ลักไก่ #1 = &amp;ldquo;ล็อกสเปก&amp;rdquo; ส.ส.ร.*&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปแบบของ ส.ส.ร. ที่ถูกเสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาลให้มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประกอบไปด้วย 200 คน โดย 150 คนมาจากการเลือกตั้ง และ 50 คนมาจากการสรรหา (20 จากรัฐสภา + 20 จากประชุมอธิการบดี + 10 จากตัวแทน นิสิต นักศึกษา)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอนี้ อาจฟังดูผิวเผินเหมือนเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าเราไปดูรายละเอียดของข้อเสนอ จะพบความน่ากังวลไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i) ส.ส.ร. 200 คน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด - ถึงแม้เราอยากให้ ส.ส.ร. ที่มีตัวแทนวิชาชีพต่างๆ เราก็สามารถทำได้ภายใต้กลไกการเลือกตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีสรรหา (เช่น รับผู้สมัคร ส.ส.ร. ตามหมวดหมู่วิชาชีพต่างๆ และให้ประชาชนเลือกผู้สมัครที่ชอบที่สุดในแต่ละหมวดหมู่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) 20 คนจากตัวแทนรัฐสภา หมายถึงการมอบโควตาส่วนหนึ่งให้วุฒิสภา (ประมาณ 7 คน) ซึ่งพอเห็นถึงปัญหาความไม่เป็นกลางของ ที่มาของ ส.ว. แล้ว ก็แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่พยายามจะเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มที่สนับสนุน คสช. เข้าไปอยู่ใน ส.ส.ร. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) 10 คนจากตัวแทน นิสิต นักศึกษา ไม่ได้ถูกเลือกจากกลุ่ม นิสิต นักศึกษากันเอง แต่ถูกเลือกโดย กกต. ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์กรอิสระที่ผู้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงขาดความไว้วางใจและตั้งข้อครหาถึงความไม่เป็นกลางมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงเจตนาซ่อนเร้นของระบอบ คสช. ในการออกแบบ ส.ส.ร. เพื่อพยายามสืบทอดอำนาจต่อไปแบบเนียนๆ และถ้ารัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ตั้ง ส.ส.ร. รูปแบบนี้ ระบอบ คสช. จะยังคงมีอำนาจในการควบคุมการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับถัดไปอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*ลักไก่ #2 : ปล่อยให้ ส.ว. &amp;ldquo;ลอยนวล&amp;rdquo;*&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่างของพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีข้อเสนอใดที่ครอบคลุมถึงการแก้ไขอำนาจและที่มาของวุฒิสภาแต่งตั้ง 250 คน ทั้งที่เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการสืบทอดอำนาจ และใจกลางสำคัญของความวิปริตของระบอบการเมืองไทยปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i) &amp;ldquo;ความวิปริตในอำนาจ&amp;rdquo;
ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการมาเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส. 500 คน (มาตรา 272) ที่ทำให้คณะกรรมการสรรหา ส.ว. 1 คน มีอำนาจมากกว่าประชาชน 1 คน 2 ล้านเท่า หรือ อำนาจอื่นๆอีกมากมาย เช่น การรับรองผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการองค์กรอิสระ หรือ การติดตาม เสนอแนะ เร่งรัด และ ร่วมพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) &amp;ldquo;ความวิปริตในที่มา&amp;rdquo;
ไม่ว่าจะเป็นการที่ 6 ใน 10 ของคณะกรรมการสรรหาวุฒิสภา แต่งตั้งตนเองเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือจะเป็นการสงวนเก้าอี้วุฒิสภา 6 เก้าอี้ไว้ให้กับผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำที่รับเงินเดือนเต็มเวลาอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) &amp;ldquo;ความวิปริตในสัดส่วนสาขาอาชีพ&amp;rdquo;
ในขณะที่เราคาดหวังให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญที่มีความหลากหลายทางวิชาชีพ เพื่อนำความรู้เฉพาะทางของแต่ละคนมาช่วยกลั่นกรองกฎหมาย เกิน 40% ของสมาชิกวุฒิสภากลับประกอบแค่ 2 อาชีพ (ทหาร และ ตำรวจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iv) &amp;ldquo;ความวิปริตในหน้าที่&amp;rdquo;
ในขณะที่วุฒิสภามีหน้าที่หลักในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แต่เราจะเห็นว่าจากเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาทั้งหมด 145 มติ ส.ว.ให้ความเห็นชอบทั้ง 145 มติ โดยมีค่าเฉลี่ยการลงมติเห็นชอบถึง 96% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางพรรคมักให้เหตุผลว่า ให้รอไปถกเถียงประเด็นเหล่านี้ตอนมีการจัดตั้ง ส.ส.ร. แล้ว แต่ในความเป็นจริง กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน ส.ส.ร. อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การริเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการที่รัฐสภาไม่พูดถึงเรื่องวุฒิสภาในวันนี้ เพราะหากไม่มีการแก้ไขเรื่องวุฒิสภา (ซึ่งทั้งหมดรัฐสภาทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการจัดประชามติ) ความวิปริตเหล่านี้จะยังคงเหลืออยู่ในสังคมไทยไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ามีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ เราก็จะยังมี ส.ว. แต่งตั้ง 250 คนมาร่วมเลือกนายกฯ
ถ้ามีการสรรหากรรมการองค์กรอิสระใหม่ เราก็จะยังมี ส.ว. แต่งตั้ง 250 คนมารับรอง
ถ้ามีกฎหมายไหนที่ถูกตีความให้เข้าข่ายการปฏิรูปประเทศ เราก็จะยังมี ส.ว. แต่งตั้ง 250 คนมาร่วมโหวต
และประเทศจะยังคงวนเวียนอยู่ในวิกฤตการเมืองไปเรื่อยๆ จนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกร่าง รับรอง และบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงหวังว่าใน 1-2 วันข้างหน้าที่สำคัญนี้ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านจะตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ท่านมีต่อประชาชน มากกว่าข้อผูกมัดที่ท่านมีต่อพรรคต้นสังกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดอย่าล็อกสเปก ส.ส.ร. เพื่อสืบทอดอำนาจ แต่โปรดออกแบบ ส.ส.ร. ให้ยึดโยงกับประชาชนและเป็นกลางอย่างไร้ข้อครหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดอย่าปล่อย ส.ว. ลอยนวล แต่โปรดตัดอำนาจอันล้นฟ้าและแก้ไขความบิดเบือนในที่มาของ ส.ว. 250 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรดอย่า &amp;ldquo;ลักไก่&amp;rdquo; ทำเป็นแก้รัฐธรรมนูญ แต่โปรดแก้ประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญต่อการสร้างหนทางสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่จะทำให้ประชาชนกลับมารู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันของประเทศนี้อีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#1ในแสนเสียงแก้รัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78319</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวแทนกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, ลอยนวล, ส.ว., ส.ส.ร., เฟซบุ๊ก, โพสต์, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6aa6eac7f0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เล็งไปที่กองทัพ!&#039;ไอติม&#039;มีข้อเสนอหลังเกิดโศกนาฏกรรมที่โคราช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ.63- พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Parit Wacharasindhu ว่าโศกนาฏกรรมระดับที่มีผู้เสียชีวิต/บาดเจ็บเกือบ 100 คน เป็นสิ่งที่สะเทือนสภาพจิตใจทั้งครอบครัวผู้ประสบเหตุและประชาชนทั่วไปที่ติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงความสลดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราทุกคนทำได้และควรทำ เพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกันในวันที่หลายคนบอบบางและหลายอย่างดูมืดมน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำคัญสุดตอนนี้คือการฟื้นฟูสภาพจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิตและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลังจากนั้น เราควรคุยกันจริงจังเรื่อง:&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การบริหารจัดการอาวุธของกองทัพ
2. ปัญหาการครอบครองปืน (แม้ครั้งนี้เป็นปืนจากค่าย)
3. แนวทางการปฏิบัติของสื่อ (อะไรที่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และ vs. ไม่ควรเผยแพร่)
4. ช่องทางตรวจพบ ติดตาม และช่วยเหลือผู้ป่วยสุขภาพจิต
5. การกำจัดการทุจริตและธุรกิจแฝงในกองทัพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายสุดนี้ ขอขอบคุณตำรวจ/เจ้าหน้าที่รัฐ/รปภ./พนักงานในห้าง และประชาชนทั่วไปอีกหลายคนที่พร้อมเสี่ยงและเสียสละความปลอดภัยของตนเองเพื่อความอยู่รอดของคนอื่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56847</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราดยิงโคราช, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e42066fedfb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2019 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2019 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039;ลั่นถ้ามติพรรคขัดอุดมการณ์ต้องทบทวนตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.62- นายสุทธิชัย หยุ่น ผู้ดำเนินรายการ Suthichai Live โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suthichai Yoon ถึงการสัมภาษณ์นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม หนึ่งใน New Dems ของพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต กทม. ระบุว่า ชัดเจน! &amp;ldquo;ไอติม&amp;rdquo;: ถ้ามติพรรคออกมาขัดกับอุดมการณ์ของผม ก็ต้องทบทวนตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อค่ำนี้ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; พริษฐ์ วัชรสินธุ หนึ่งใน New Dems ของพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต กทม. ตอบคำถามใน Suthichai Live หลายประเด็นว่าด้วยแนวทางการตัดสินใจของพรรคในการจะร่วมหรือไม่ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐในการตั้งรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไอติม&amp;quot; บอกว่าเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวเพราะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคและไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่มีสิทธิลงมติในการตัดสินใจของพรรค บางตอนของการถาม-ตอบมีสาระอย่างนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถาม: ถ้ามติคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ออกมาในแนวทางที่จะร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และมีนายกฯชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณไอติมจะตัดสินใจอนาคตการเมืองอย่างไร
ตอบ: ผมคิดว่าความเป็นเอกภาพของพรรคเป็นเรื่องสำคัญ พรรคการเมืองถูกตั้งมาเพื่ออะไร? ผมพูดเสมอว่าพรรคการเมืองเป็นการรวบรวมคนที่มีอุดมการณ์เหมือนกัน
ดังนั้นสำหรับตัวผมเองต้องตอบคำถามให้ได้ว่าถ้าถึงที่สุดแล้วสมมติว่าความคิดเห็นของผมต่างจากมติของพรรค ประเด็นนั้นลึกซึ้งถึงขั้นอุดมการณ์ไหม ถ้าหากเป็นความแตกต่างกันในเชิงอุดมการณ์ ถ้าผมยังดันทุรังพูดในฐานะเป็นตัวแทนพรรคต่อไป ก็คิดว่าไม่เป็นธรรมต่อพรรค เพราะผมไม่ได้ใหญ่กว่าพรรค พรรคใหญ่กว่าผม เพราะฉะนั้นถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว ผมก็ต้องพิจารณาทบทวนว่าตัวเองยังจะมีบทบาทในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ แต่ก็ยังหวังว่าจะไม่เป็นไปถึงขนาดนั้นนะครับ
ผมคิดว่าคงมีการถกเถียงกันอย่างเต็มที่เพราะการตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญมากต่ออนาคตของพรรคและมีความสำคัญมากต่อประชาชนทั่วไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถาม: คุณไอติมมีแนวคิดอย่างนี้รู้สึกโดดเดี่ยวในพรรคไหม?
ตอบ： ไม่โดดเดี่ยวหรอกครับ ความคิดในพรรคค่อนข้างหลากหลาย ผมไม่ใช่คนเดียวที่คิดอย่างนี้ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนในพรรคเพราะคนที่เห็นต่างก็ไม่ได้มาตำหนิผม ก็พร้อมที่จะนั่งคุยกัน ถือว่าเป็นข้อดีของพรรคที่ทำให้ผมไม่รู้สึกขาดความอบอุ่นครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36259</URL_LINK>
                <HASHTAG>Suthichai Live, การจัดตั้งรัฐบาล, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, พรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190520/image_big_5ce1fda1bd6bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
