<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 17:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดร.สุเมธ&quot;ปาฐกถา &quot;ชุมชนอยู่รอด ประเทศชาติอยู่ได้ &quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ส.ค.63- &amp;nbsp;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานในพิธีให้เกียรติกล่าวปาฐกถาหัวข้อ &amp;ldquo;ชุมชนเข้มแข็ง สังคมก้าวหน้า ร่วมพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นอกจากนี้ภายในงานมีการสรุปผลงานโครงการ &amp;ldquo;ผนึกกำลัง Big Brothers&amp;hellip;นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4&amp;rdquo; โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชนเข้าร่วมงาน ณ ห้อง Auditorium อาคาร ท.103 สำนักงานใหญ่ กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุเมธ &amp;nbsp; กล่าวปาฐกถาว่า ชุมชนเปรียบเหมือนรากแก้วที่คอยหล่อเลี้ยงต้นไม้ให้เติบโต ทุกองค์กรจึงต้องดูแลและช่วยเหลือชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ประเทศชาติจะอยู่ได้เติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาชุมชนในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) จึงไม่ใช่เพียงแค่มารยาทในการทำธุรกิจ แต่เป็นความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility) ที่ทุกองค์กรต้องทำเพื่อให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข เพราะประเทศชาติจะอยู่ได้ถ้าชุมชนอยู่รอด ซึ่งสุดท้ายแล้วผลพลอยได้จะเป็นความก้าวหน้าทางธุรกิจของตนเอง จึงขอเชิญชวนให้องค์กรต่างๆ มาร่วมเป็นสมาชิก Big Brothers จาก 11 องค์กร ให้เป็น 110 และ 1,100 องค์กร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ซึ่งเป็นรากแก้วของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรรวม 11 องค์กร จากภาครัฐและเอกชน นำโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ วช. ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ผนึกกำลัง Big Brothers&amp;hellip;นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม&amp;rdquo; เข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในรูปแบบ SE ด้วยการเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือชุมชนให้มีกิจการที่สร้างรายได้จากการผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าและบริการของชุมชน โดยในปีนี้เครือข่ายพันธมิตรได้เตรียมเปิด &amp;ldquo;ตลาดปันสุข&amp;rdquo; จัดจำหน่ายสินค้า จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1จัดระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 24 กันยายน 2563 และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 11 &amp;ndash; 16 พฤศจิกายน 2563 ณ เซ็นทรัลพลาซา ระยอง ส่วนครั้งที่ 3 จัดระหว่างวันที่ 24 &amp;ndash; 29 พฤศจิกายน 2563 ณ เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช &amp;nbsp;ซึ่งหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถยกระดับชุมชนให้มีความยั่งยืน สอดคล้องกับการดำเนินโครงการของ กฟผ. กับชุมชนทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้ว่าฯ &amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับการดูแลสังคมและชุมชนให้อยู่ดีมีสุข เป็นหนึ่งในภารกิจของ กฟผ. ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร ทั้งในมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวปฏิบัติ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อนของ กฟผ. ได้เข้าอบรมและศึกษาดูงานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการตลาดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถต่อยอดการดำเนินงานโดยจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศ อาทิ วิสาหกิจชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ชุมชนร่วมกันเฟ้นหาจุดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เช่น &amp;lsquo;เค้กชะคราม&amp;rsquo; ทำจากสมุนไพรทรงคุณค่าในป่าชายเลน และ &amp;lsquo;ปลากะพงขาวเลี้ยงกระชัง&amp;rsquo; จากโครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลากะพงแบบเศรษฐกิจพอเพียงปากแม่น้ำบางปะกง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากชุมชนรอบโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ เช่น &amp;lsquo;ผ้าพันคอ&amp;rsquo; ผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสีเปลือกจาก และเห็ดนางฟ้าภูฐาน ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม สามารถสนับสนุนให้ก้าวสู่การเป็นกิจการเพื่อสังคม นอกจากนี้ กฟผ. ได้เพิ่มช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ชุมชนในรูปแบบออนไลน์ โดยผู้สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทาง Facebook Fanpage &amp;ldquo;ตลาดนัดเอนจี้ ของดีทั่วไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฟผ. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม โดยชุมชนที่แข็งแรงแล้วยังสามารถเป็นพี่เลี้ยงช่วยให้ชุมชนอื่นเติบโตอย่างมั่นคง และขอเชิญชวนหน่วยงานหรือภาคเอกชนอื่น ๆ ร่วมเป็นเครือข่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและสร้างสรรค์สังคมไทยให้ยั่งยืน มุ่งสู่การเป็นกิจการเพื่อสังคม หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายพัฒนา กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75830</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, นายพัฒนา แสงศรีโรจน์, “ผนึกกำลัง Big Brothers…นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f48de3c78687.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2019 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ยืนยันเปิดเสรีนำเข้าแอลเอ็นจี ทำให้ค่าไฟถูกลงในระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;กฟผ. ยืนยันนโยบายรัฐให้ กฟผ. นำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตัน เพื่อเพิ่มการแข่งขันในธุรกิจนำเข้าก๊าซธรรมชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชื่อมั่นส่งผลดีค่าไฟฟ้าถูกลงในระยะยาว และสัญญาการนำเข้า ฯ มีความยืดหยุ่น ไร้ปัญหาค่า Take or Pay &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงประเด็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ของ กฟผ. เป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติในการเปิดเสรีแก่บุคคลที่สาม โดยมอบหมายให้ กฟผ. นำร่องเป็นผู้จัดหาและนำเข้าแอลเอ็นจีไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี ซึ่ง กฟผ. ดำเนินการเปิดประมูลจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติตามขั้นตอนอย่างเปิดเผยและโปร่งใส โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายทั้งในประเทศและต่างประเทศแข่งขันเสนอราคา จนกระทั่งได้ผู้เสนอราคาแอลเอ็นจีที่มีราคาถูกกว่าราคาต่ำสุดของสัญญาจัดหาระยะยาวของประเทศในปัจจุบัน และหากนำไปเฉลี่ยรวมกับก๊าซธรรมชาติจาก อ่าวไทยและเมียนมาร์จะมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับแอลเอ็นจีที่ใช้อยู่ในระบบปัจจุบัน โดยจะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ กฟผ. เพื่อไม่ให้เกิดภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;ส่วนความกังวลว่าการนำเข้าแอลเอ็นจีของ กฟผ. จะทำให้เกิดปัญหาค่าปรับตามสัญญาไม่ใช้ก็ต้องจ่าย หรือ Take or Pay นั้น กฟผ. มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหา เนื่องจาก กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมแผนบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดค่า Take or Pay โดยสัญญาซื้อขายแอลเอ็นจีของ กฟผ. มีความยืดหยุ่น สามารถปรับลดปริมาณการนำเข้า โดยกำหนดปริมาณไว้ระหว่าง 0.8 -1.5 ล้านตันต่อปี อีกทั้ง กฟผ. ได้เจรจากับบริษัทคู่สัญญาให้ดำเนินการขายแอลเอ็นจีส่วนที่ไม่ได้ใช้ให้กับรายอื่นแทน กฟผ. ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;กฟผ. ดำเนินการตามนโยบายของรัฐ เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติของประเทศ โดย กฟผ. เล็งเห็นถึงโอกาสในการเลือกซื้อแอลเอ็นจีในราคาต่ำสุด ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจากใช้ไฟฟ้าราคาถูกลงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44409</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., นายพัฒนา แสงศรีโรจน์, แอลเอ็นจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d64f3946dcca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.พน. ลงพื้นที่โรงไฟฟ้าบางปะกง มั่นใจ กฟผ. นำน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตไฟฟ้าได้ตามแผน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 ให้เดินเครื่องด้วยน้ำมันปาล์มดิบ โดยจะเริ่มทดสอบระบบภายในเดือนธันวาคม เพื่อให้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 62 ตามแผนที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รมว.พน.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 ให้เดินเครื่องด้วยน้ำมันปาล์มดิบ ที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยดูพื้นที่บริเวณถังน้ำมันที่ใช้เก็บสำรองน้ำมันปาล์มดิบ ห้องควบคุมการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 และบริเวณท่าเรือรับน้ำมันปาล์มดิบ พร้อมทั้งรับฟังแผนการดำเนินงานจากผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำให้มั่นใจได้ว่า กฟผ. มีการวางแผนงานที่ดี และมีทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ในการนำน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตไฟฟ้าได้ตามที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ด้านนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าและแผนการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 ให้เดินเครื่องด้วยน้ำมันปาล์มดิบ ว่า กฟผ. ได้ปรับปรุงระบบเผาไหม้เชื้อเพลิงรับจ่ายน้ำมัน เช่น หัวจ่ายเชื้อเพลิง ( Burner ) ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหน่วยที่ 3 ให้พร้อมใช้น้ำมันปาล์มดิบร่วมกับก๊าซธรรมชาติในอัตราส่วน 50 : 50 โดยมีปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเดือนละ 30,000 ตัน ซึ่ง กฟผ. จะรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบในราคากิโลกรัมละ 18 บาท ณ ท่าเทียบเรือโรงไฟฟ้าบางปะกง ที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดหาจากเกษตรกรผู้ผลิตที่ลานเทและโรงสกัดขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่แหล่งผลิตที่สำคัญ เช่น จ.กระบี่ สุราษฎร์ธานี และชุมพร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;สำหรับการขนส่งน้ำมันปาล์มดิบไปยังโรงไฟฟ้านั้น กฟผ. จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ใช้การลำเลียงทางเรือวันเว้นวัน ขนาดความจุลำละ 2 พันตัน นำขึ้นที่ท่ารับน้ำมันฝั่งศูนย์ฝึกอบรมบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้นจะใช้รถบรรทุกขนาด 20 ตัน ขนส่งจากท่ารับน้ำมันฯ ไปที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะทาง 11 กิโลเมตร โดยขนส่ง 3 ช่วงเวลา คือ 05.00 &amp;ndash; 07.00 น. 09.00 &amp;ndash; 16.00 น. และ 19.00 &amp;ndash; 22.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ทั้งนี้ กฟผ. จะเริ่มทยอยรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 เป็นต้นไป และคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันปาล์มดิบอย่างเป็นทางการได้ในวันที่ 15 มกราคม 2562 และจะสิ้นสุดโครงการในเดือนกรกฎาคม 2562 รวมระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งสิ้น 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22910</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์, นายพัฒนา แสงศรีโรจน์, น้ำมันปาล์มดิบ, บางปะกง, รมว.พน., รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รมว.พน.), โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181127/image_big_5bfd13082a780.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
