<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105746</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวไกลอ้าง3เหตุผลโหวตคว่ำพรก.กู้5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - &amp;nbsp;นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (กก.) ล่าวถึงจุดยืนพรรคในการโหวตพระราชกำหนดเงินกู้ 5 แสนล้านบาทว่า &amp;nbsp;พรรคก้าวไกลเข้าใจถึงการเงินการคลังของประเทศ มีช่องว่างอนุญาตให้รัฐบาลนี้กู้เงินเพิ่มเติมได้อีก และจากการประชุมพรรคมีมติยืนยันพรรคก้าวไกล ไม่เห็นชอบอนุญาตให้รัฐบาลนี้กู้เงินเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท มีเหตุผล 3 ประการ คือ 1.ความล้มเหลว เห็นจากการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมา งบสาธารณสุขที่เบิกจ่ายได้ล่าช้า เยียวยาประชาชนที่ไร้ประสิทธิภาพ และฟื้นฟูประเทศที่ไม่เกิดผล พรรคก้าวไกลจะอภิปรายสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวเหล่านี้ว่าเป็นอย่างไร สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลนี้ ซึ่งเมื่อครั้งอภิปราย พ.ร.ก.1 ล้านล้านบาท พรรคก้าวไกล ได้เสนอให้กักเงินไว้ 1 แสนล้านบาท เพื่อเร่งจัดหาวัคซีนให้มีความหลากหลาย และกระจายวัคซีน รวมถึงยังต้องเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อรองรับการแพร่ระบาด &amp;nbsp;แต่รัฐบาลนี้ก็ไม่ได้จัดการข้อเสนอเหล่านั้นจนนำพาประเทศให้มาถึงจุดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ความมักง่าย รัฐบาลต้องการให้รัฐสภาผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้แต่ไม่มีแผนการใช้เงิน มีเพียงกระดาษ 5 แผ่น เท่านั้น จึงไม่สามารถพิจารณาอนุมัติได้ &amp;nbsp;หากรัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องใช้เงินในการเยียวยาประชาชนจริงๆ ให้ถอน พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ออก แลเวไปทำแผนการใช้เงินให้ชัดเจน แล้วจัดทำเป็นพระราชบัญญัติกลับสู่สภา และพรรคก้าวไกลยินดีที่จะพิจารณาผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนั้นด้วยความรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ความเสียหาย การผ่าน พ.ร.ก.ฉบับนี้เปรียบเสมือนเป็นการต่ออายุต่อลมหายใจให้กับรัฐบาลนี้ ที่จะสร้างความบอบช้ำให้กับประเทศมากขึ้นไปอีก จากแผนงบประมาณในปีหน้า เห็นแล้วว่าการจัดเก็บรายได้ อาจล้มเหลวอีก และต้องกู้เงินอีกซึ่งรัฐบาลจะต้องแก้ไขอัตราการกู้ที่ไว้ให้เพิ่มได้อีก ดังนั้น ทางออกตอนนี้คือหยุดรัฐบาลนี้ หยุดการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ และยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะลงมติคว่ำไม่ให้พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านแน่นอน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105746</URL_LINK>
                <HASHTAG>กก., นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, พรรคก้าวไกล, พระราชกำหนด, เงินกู้ 5 แสนล้านบาท, ​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b45218aa38d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวไกลบี้&#039;บิ๊กตู่&#039;ลาออกรายวัน! ขอผู้นำใหม่จัดงบที่เห็นหัวปชช.มากกว่านี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 64 - นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวย้ำก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า&amp;nbsp; พรรคมีมติไม่เห็นชอบร่างกฎหมายงบประมาณปี 2565 วาระแรกนี้ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง ถึงเวลาที่ต้องมีผู้นำประเทศคนใหม่ หรือรัฐบาลที่จัดสรรประมาณที่เห็นหัวประชาชนมากกว่านี้ และยืนยันความพร้อมของพรรคในการอภิปรายงบประมาณปี 2565 เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตโควิด-19&amp;nbsp; ซึ่งประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้ำว่าการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้จำเป็นต้องตอบโจทย์ปัญหาและผลกระทบที่เผชิญอยู่&amp;nbsp; และแม้งบประมาณตั้งไว้ 3.1&amp;nbsp; ล้านล้านบาท&amp;nbsp; แต่พรรคก้าวไกลมีแนวทางเสนอใช้งบเพื่อแก้ไขปัญหาและใช่ให้เกิดประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เนื่องจากประสบปัญหาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ปัญหาการว่างงาน และปัญหาความเหลื่อมล้ำ และไม่เห็นด้วยงบกระทรวงสาธารณสุขที่ปรับลดลง และจะใช้งบประมาณใน พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทนั้น เพราะไม่มีรายละเอียดและตรวจสอบไม่ได้&amp;nbsp; ซึ่งเห็นว่าหากไม่มีเงินก็สามารถจัดทำกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการอภิปรายของพรรคก้าวไกลจะชี้ว่าการจัดงบผิดฝาผิดตัว ไร้สามัญสำนึก และเตรียมผู้อภิปราย 20 คน เปิดโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร&amp;nbsp; ตามด้วยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งพรรคได้เวลาอภิปราย 300 นาทีแบ่งอภิปรายวันละ 100 นาทีวันละ 6 คน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104754</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวไกล, นายกฯ, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, พ.ร.บ.งบ65, สภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b45218aa38d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พิจารณ์’ซัดแค่โฆษณาชวนเชื่องบกองทัพน้อยกว่าสาธารณสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค. 2564 - นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ &amp;nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2565 ที่กำลังจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรว่า งบประมาณลดลงเหลือ 3.1 ล้านล้านบาท หรือลดลง 5.7% จากปี 64 ซึ่ง 5 อันดับแรกของกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือพูดได้ว่าการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลประยุทธ์ ยังเป็นเหมือนเดิม แม้เราจะอยู่ท่ามกลางวิกฤติโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) ได้เผยแพร่ภาพเปรียบเทียบถึงงบประมาณด้านสาธารณสุขว่าเพิ่มขึ้นและมากกว่ากลาโหม ทั้งยังพยายามอธิบายอีกว่า กลาโหมลดงบประมาณลงอย่างต่อเนื่องตั้งปีงบ 63-65 ซึ่งก็ต้องเรียนว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่ออย่างน่าละอาย เพราะมันเป็นการลวงว่าลด แต่ไม่ได้ลด หากย้อนกลับไปในปีงบ 63 งบกลาโหม 2.317 แสนล้าน ถูกตัดลดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ครั้งที่ 1 เพื่อการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณกลางปี โดยนำเงินจากหลายกระทรวงไปรวมกันเป็นงบกลางแก้โควิด กลาโหมสามารถลดงบประมาณได้ถึงเกือบ 2 หมื่นล้าน ทำให้สุดท้ายงบในปีนั้นลดลงมาเหลือ 2.137 แสนล้าน ในครั้งนั้น กลาโหมเป็นกระทรวงที่ตัดลดงบได้มากที่สุด แสดงให้เห็นว่า แผนงานมีความสำคัญเร่งด่วนน้อย สามารถเลื่อนออกไปก่อนได้ และเบิกจ่ายไม่ทัน แต่พอมาปี 64 กลาโหมของบมากถึง 2.236 แสนล้าน ก่อนที่จะถูกตัดลดในชั้นกรรมาธิการ ทำให้คงเหลือได้รับงบประมาณ 2.145 แสนล้าน หรือเพิ่มขึ้น 1 พันล้านบาทจากปี 63 ดังนั้น จึงเป็นการแอบอ้างอย่างหน้าด้านว่า กลาโหมลดงบจากปี 63 ที่ 2.317 แสนล้าน เหลือ 2.145 แสนล้าน เพราะในความเป็นจริงคือ งบเพิ่มขึ้นในปี 64&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิจารณ์ อธิบายต่อไปว่า สำหรับใน ร่าง พ.ร.บ.งบ 65 แม้งบกลาโหมจะลดลง 5.24% แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าภาพรวมงบประมาณทั้งหมดที่ลด 5.66% อีกทั้งงบบุคลากรของกลาโหมกลับเพิ่มขึ้น 1.7% แสดงให้เห็นว่า ถึงกองทัพอยากจะลดงบยังไงก็ลดไม่ลง ด้วยกำลังทหารที่มากเกินกว่าจะจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพได้ นอกจากนี้ ตามเอกสารงบประมาณเล่มขาวคาดแดงของกลาโหม ด้วยข้ออ้างด้านความมั่นคง จึงทำให้ไม่สามารถเห็นรายการอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบยอดงบประมาณในโครงการผูกพันข้ามปีของเอกสารงบประมาณปี 63-64-65 ทำให้เชื่อได้ว่า กองทัพเรือยังคงเดินหน้าจัดซื้อเรือดำน้ำต่อไป แม้ประเทศชาติจะอยู่ในวิกฤติงบประมาณ หนำซ้ำเมื่อส่องดูงบซื้ออาวุธแบบปีเดียว กองทัพบกตั้งงบเพิ่มขึ้น 9.23% และ กองทัพเรือเพิ่มขึ้นถึง 2.6 เท่า จากปี 64 ในส่วนของงบซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผูกพันข้ามปี ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ยังมีโครงการใหม่ ที่ผูกพันงบตั้งแต่ปี 65-67 รวมมูลค่าโครงการตลอด 3 ปี อีก 9,073 ล้านบาท โดยเป็นปีงบ 65 จำนวน 882 ล้าน และ 933ล้าน ตามลำดับ นอกจากนั้น ทั้ง 3 เหล่าทัพ บวกกับกองบัญชาการกองทัพไทย ยังมีงบซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผูกพันข้ามปี ค้างตั้งแต่ปี 60-69 อีก 70 โครงการ และเป็นงบที่ต้องจ่ายในปีงบ 65 กว่า 24,218 ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเชื่อว่าการระบาดของโควิดจะยังไม่จบจนกว่าเราจะได้วัคซีนครบจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จะดีกว่าไหมถ้าเราจะจัดลำดับความสำคัญใหม่ ไม่ซื้อเรือดำน้ำแต่นำงบไปเพิ่มให้กับงบบัตรทองที่ถูกตัดไป 1,800 ล้านบาท จะดีกว่าไหมถ้าเราจะยอมทนใช้อาวุธเก่าไปอีกสักปี เพื่อนำงบไปช่วยนักเรียนที่ต้องเลิกเรียนกลางคัน เพราะพ่อแม่ตกงานผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาซึ่งถูกตัดงบไป 432 ล้านบาท จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะไม่ซื้ออาวุธใหม่ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศผู้ผลิตอาวุธ แต่นำเงินไปลงทุนอบรมทักษะใหม่ๆ ให้คนที่ตกงานจากภาคท่องเที่ยว ให้พวกเขาหางานใหม่ได้ง่ายขึ้น จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะมีรัฐบาลใหม่ ที่จัดงบประมาณแบบเห็นหัวประชาชนมากกว่านี้&amp;rdquo; นายพิจารณ์ ระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103397</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, พรรคก้าวไกล, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2565, ส.ส.บัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60825890d7d65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 12:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.ก้าวไกลค้านรัฐบาลแบ่งเค้กงบฟื้นฟูโควิด4.5หมื่นล้านแจกรายจังหวัดฐานเสียงรมต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 เม.ย.64 -&amp;nbsp; นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล คัดค้านคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 85/2564 เรื่องมอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด ซึ่งมีสาระสำคัญคือการแบ่งพื้นที่ให้รัฐมนตรีเป็นผู้ขับเคลื่อนงบประมาณโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก กรอบงบประมาณ 45,000 ล้านบาท โดยระบุว่า เป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตประเทศ ครม. กลับลักหลับออกคำสั่งแบ่งเค้กประเทศในครั้งนี้ออกมา คำสั่งแต่งตั้งให้รัฐมนตรีที่ทำงานกระทรวงในระดับประเทศให้มาขับเคลื่อนการใช้งบประมาณระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการบริหารงานที่คิดแต่หวังผลทางการเมือง ไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และตั้งข้อสังเกตว่า การมอบหมายจังหวัดที่รัฐมนตรีรับผิดชอบนั้น ไม่ได้แบ่งตามเหตุผลความจำเป็นของประชาชน แต่แบ่งตามฐานเสียงของพรรครัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องที่ผมเห็นว่าผิดปกติ คือ การแบ่งพื้นที่ขับเคลื่อนงบประมาณเป็นไปตามฐานเสียงที่รัฐมนตรีท่านนั้นๆ เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้ดู จ.สุโขทัย, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ได้ดู จ.ชลบุรี, นางสาวตรีนุช จากตระกูลเทียนทอง ได้ดู จ.สระแก้ว, ชัยวุฒิ ธนาคมนุสรณ์ รมว.ดิจิทัล ได้ดู จ.สิงห์บุรี ที่ตัวเองเคยเป็น ส.ส. หลายสมัย, นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ได้ดู จ.นครราชสีมา นอกจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคร่วมรัฐบาลอื่นก็ได้ดูการใช้งบในจังหวัดตัวเองเช่นเดียวกัน ทั้งนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ได้ดู จ.บุรีรัมย์, น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาวนายธาดา ไทยเศรษฐ์ ได้ดู จ.อุทัยธานี, นายวราวุธ ศิลปอาชา ได้ดู จ.สุพรรณบุรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ดู จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนายสาธิต ปิตุเตชะ ที่ได้ดู จ.ระยอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิจารณ์ กล่าวว่า ที่น่าจับตา คือภาคใต้ที่รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ดูแลเพียง 2 คน คือนายเฉลิมชัย และนายนิพนธ์ ซึ่งนายนิพนธ์ก็ไม่ได้ดู จ.สงขลา แต่เป็น ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ลงมาดูพื้นที่หลายจังหวัดที่สำคัญของภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นสงขลา, นครศรีธรรมราช, ภูเก็ต แล้วให้ น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ขึ้นไปดูจังหวัดในโซนภาคเหนือของตัวเองแทน ก็ต้องจับตาความขัดแย้งภายในรัฐบาลตรงนี้ ไม่ว่าใครจะได้ดูจังหวัดใดก็แล้วแต่ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าการจัดสรรงบประมาณ 45,000 ล้านบาทครั้งนี้ เอาผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายพิจารณ์ ระบุว่า ขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนคำสั่งแต่งตั้งและการใช้งบประมาณในส่วนนี้ เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาวิกฤติเยียวยาประชาชน งบประมาณโครงการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งปรากฏชัดเจนแล้วว่างบประมาณก้อนนี้ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยโครงการที่ไม่สมเหตุสมผล มีการอนุมัติโครงการและเบิกจ่ายล่าช้ามาก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยอนุมัติโครงการจากเงินกู้ให้กับจังหวัดต่าง ๆ ไปแล้ว 210 โครงการ งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท ปรากฏว่ามีถึง 160โครงการ ที่ยังไม่ได้เริ่มเบิกจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว และส่วนที่เบิกจ่ายไปแล้วคิดเป็นเพียงแค่ 2% เท่านั้น พรรคก้าวไกลจึงอยากเสนอให้รัฐบาลทบทวนงบก้อนนี้ แล้วนำมาใช้เป็นงบเยียวยาประชาชนสำหรับโควิดระลอก 3 แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผมในนามพรรคก้าวไกลออกมาคัดค้านในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเงินที่ท่านจะเอาไปแบ่งเค้กกันนั้น มาจากที่ท่านขอกู้มาเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์วิกฤต เวลานี้รัฐบาลควรบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ไม่ใช่การนำงบประมาณมากระจายตามฐานเสียง ตอกย้ำกระแสข่าวลือเรื่องการยุบสภาว่าอาจเกิดขึ้นจริง&amp;rdquo;นายพิจารณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100424</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งนายกรัฐมนตรี, งบโควิด4.5หมืื่นล้าน, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60825890d7d65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 12:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 12:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวไกลฉะเดือด&#039;ประยุทธ์&#039;! หยุดเอาสถาบันกษัตริย์มารักษาอำนาจตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ต.ค. 63 - ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.45 น.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายระหว่างการประชุมรัฐสภาร่วมกันสมัยวิสามัญว่า เนื้อหาของญัตติเป็นข้อบิดเบือน กลบเกลื่อนและให้ร้าย โดนโยนความผิดต่อผู้ชุมนุมโดยไม่ได้คำนึงถึงความผิดพลาดของตัวเอง การชุมนุมไม่ได้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคจากที่ผ่านมาไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อหลังการชุมนุม และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ นานาประเทศต้องเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งในสังคมสงบลง ไม่ใช่ใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ความเชื่อมั่นก็จะลดลง ขณะที่การชุมนุมที่ทำเนียบก็มีการประกาศชัดเจนว่าจะยุติการชุมนุมเมื่อไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่มีการกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมขวางขบวนเสด็จ ทั้งที่รัฐบาลเป็นผู้ถวายการอารักขาความเรียบร้อยในการเสด็จ และผู้ชุมนุมก็หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นแล้ว แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้สำนึกถึงความผิดพลาดของตนเอง แต่ไปใส่ร้ายผู้ชุมนุมนำไปสู่คดีความที่มีโทษถึงประหารชีวิต เติมเชื้อไฟในสังคม การสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน เช่น การฉีดน้ำที่มีสารเคมีใส่ผู้ชุมนุม ก็เป็นการทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่ามีการดำเนินการบางเรื่องที่ผู้ชุมนุมขอมาแล้ว แต่อยากให้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าทำเรื่องไหนแล้วบ้างและความคืบหน้าถึงไหน ไม่ใช่การฟอกขาวตัวเองและปกปิดความผิดในการแก้ปัญหาประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีต้องทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมใหม่ ไม่ใช่ว่าเยาวชนจะมีใครมาชี้นำได้พวกเขาฉลาดเกินกว่าใครจะชี้นำ ไม่อย่างนั้นค่านิยม 12 ประการที่รัฐบาลยัดใส่ก็คงจะอยู่ตรงนั้น ส่วนมาตรา 9 ใน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อ้างกระทบความมั่นคงของรัฐ ซึ่งต้องไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล จะเอามาป้องกันความอยู่รอดของรัฐบาลไม่ได้ องค์การสหประชาชาติก็แสดงท่าทีว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีอยู่ นายกรัฐมนตรีต้องหยุดคุกคามประชาชนด้วยกฎหมายพิเศษ ที่ผ่านมาเคยมีการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ทำลายทรัพย์สินราชการจนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สำหรับการชุมนุมนี้ไม่มีถึงขั้นนั้น แล้วจะประกาศให้ถอยคนละก้าว แต่ท่านก้าวเกินมาหลายก้าว ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่เท่ากับเพิกถอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีต้องยกเลิกการดำเนิคดีกับผู้ที่ชุมนุมโดยสงบ นายกรัฐมนตรีเป็นคนเสพติดอำนาจ สมัยนี้ไม่มีเครื่องมือเหมือนหลังรัฐประหาร พอเกิดโรคระบาดจึงต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นี่คือพฤติกรรมของผู้นำประเทศที่ลุแก่อำนาจและเสพติดอำนาจโดยแท้ อำนาจตุลาการก็บิดเบี้ยว ตอบสนองความอยุติธรรมในสังคม คำถามของนายกรัฐมนตรีว่าผมผิดอะไร ความแยกแตก ความอดอยากของประชาชนคือคำตอบที่ชัดเจน ความผิดที่ร้ายแรงคือไม่รู้ตัวว่าทำผิด ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงและจะแก้ไขความผิดพลาด ทำเสียสมดุลการรักษาสุขภาพกับเศรษฐกิจ ใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระจนเสียสมดุล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถึงเวลาที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องทบทวนการร่วมรัฐบาล รัฐบาลจะไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีพรรคร่วม นายกรัฐมนตรีต้องหยุดเอาความจงรักภักดีมากอดตัวเอง หยุดผูกมัดเอาสถาบันไว้กับปัญหาที่ตัวเองเป็นคนก่อเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและปกปิดความล้มเหลวหยุดสะกดจิตตัวเองว่าไม่ผิดและยอมลาออก เปิดทางให้คนที่เห็นคนเท่าเทียมกันเข้ามาทำงานเพื่อหาทางออกและฉันทามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจให้กับประชาชน&amp;quot; ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81810</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวไกล, นายกฯ, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, ม็อบ, สถาบัน, สภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201026/image_big_5f965d7ae1442.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 14:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>209สส.ฝ่ายค้านพึ่งสภาเป็นตัวกลางดึงส.ส.-ส.ว.ร่วมลงชื่อเปิดวิสามัญฯถกแก้ปัญหาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 พ.ค.63 - เมื่อวัน 8 พ.ค. เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ยื่นหนังสือต่อนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการรัฐสภา เพื่อแสดงความจำนงในการนำรายชื่อ ส.ส.ฝ่ายค้านจำนวน 209 คน เพื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญในการหาทางออกเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp; และมาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 กำหนดให้การเปิดประชุมสมัยวิสามัญสามารถทำได้ 2 ทาง คือ 1. การให้ ครม. นำความขึ้นกราบบังคมทูลหรือ 2. ส.ส. และส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เข้าชื่อกันเพื่อขอเปิดประชุมสภาวิสามัญ ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้ไปแสดงความจำนงต่อรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายบริหารเปิดประชุมวิสามัญแต่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล มีความเห็นว่าการเปิดประชุมสมัยวิสามัญยังไม่มีความจำเป็น ดังนั้นฝ่ายค้านที่มีรายชื่ออยู่ในมือ 209 คน จึงต้องทำหนังสือถึงเลขาธิการรัฐสภา เพื่อขอให้สำนักงานเลขาสภาผู้แทนฯ เป็นตัวกลาง ในการให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล หรือส.ว. ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ มาลงชื่อร่วมกับฝ่ายค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกังวลของบางฝ่ายที่ว่าหากมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญฯ จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง เพราะส.ส.บางส่วนมาจากพื้นที่เสี่ยงนั้น ส่วนตัวคิดว่าในภาพรวมสภามีความพร้อมในการปฏิบัติให้ได้มาตรฐานการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งสภาก็ได้มีการจัดที่นั่งให้ ส.ส.ตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมแล้ว รวมทั้งจะมีการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวดจึงคิดว่า จากการดำเนินการของสภาทำให้สามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า สำหรับความจำเป็นที่จะต้องมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ เป็นการเร่งด่วน เพราะ 1. รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นจำนวนเงินสูงสุดมากเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับการพิจารณาใช้เงินกู้นั้นมีแต่เพียงคณะกรรมการกลั่นกรองเท่านั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐสภาต้องเข้าไปร่วมตรวจสอบเป็นการเร่งด่วน เช่นเดียวกับการตรา พ.ร.ก.ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่อาจจะมีการกำหนดให้รัฐบาลใช้ดุลพินิจได้ตามอำเภอใจ ซึ่งอาจทำให้การใช้เงินกลายเป็นเบี้ยหัวแตก รวมไปถึงการตรา พ.ร.ก.ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งมีความกังวลว่าธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะมีการเลือกปฏิบัติจนทำให้ไม่ได้มีการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ยังมีกรณีของพ.ร.ก.โอนงบประมาณ ที่ตามปฏิทินของสำนักงบประมาณ กำหนดให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวทั้ง 3 วาระภายในวันเดียว ในเมื่อรัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว ทำไมถึงไม่เปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ เพื่อให้รัฐสภาช่วยกันให้ความเห็นและตรวจสอบ ซึ่งตนคิดว่ารัฐบาลกำลังกลัวการถูกตรวจสอบมากกว่า&amp;quot;นายพิจารณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65379</URL_LINK>
                <HASHTAG>209สส.ฝ่ายค้าน, นพ.ชลน่าน  ศรีแก้ว, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, นายสรศักดิ์ เพียรเวช, เปิดสภาวิสามัญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200508/image_big_5eb5061bbc47c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
