<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคคา-โคล่า จับมือ เซ็นทรัล นำร่อง “โค้กขอคืน”เก็บคืนขวด กระป๋อง เพื่อรีไซเคิล 100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่โคคา-โคล่า ได้ประกาศวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;World Without Waste&amp;rdquo; เพื่อกำจัดปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์ให้หมดไป กับเป้าหมายเก็บคืนขวดและกระป๋องเครื่องดื่มทุกชิ้นที่จำหน่าย เพื่อนำกลับมารีไซเคิลในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายออกสู่ตลอดให้ได้ 100% ก่อนปี 2573 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดกลุ่มธุรกิจ โคคา-โคล่าในประเทศไทย ก็เดินหน้าด้วยการเปิดตัวโครงการ &amp;ldquo;โค้กขอคืน&amp;rdquo; ด้วยการร่วมมือกับ GEPP ดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านการจัดการข้อมูลขยะและวัสดุรีไซเคิล ผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้แยกขยะ และผู้รับซื้อขยะให้ซาเล้งไปรับซื้อถึงที่ โดยประเดิมเฟสแรกของโครงการ ด้วยการจับมือกับบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และพันธมิตรภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;โค้กขอคืน x Central Group Journey to Zero&amp;rdquo; ในการสนับสนุน และจัดทำระบบส่งเสริมการแยกขยะที่ต้นทางในบริเวณศูนย์การค้าของเซ็นทรัล และนำส่งบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ตลอดจนวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ ที่จัดเก็บได้ ให้กับบริษัทพันธมิตรเพื่อนำวัสดุเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด กล่าวว่า ทุกปีเรามีการใช้บรรจุภัณฑ์จำนวนมาก บรรจุภัณฑ์บางชนิดแม้ว่าจะเลือกวัสดุ ที่สามารถใช้แล้วนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้ แต่ยังพบว่าบรรจุภัณฑ์จำนวนมากไม่ได้ถูกนำมารีไซเคิลอีก ซึ่งปัญหาน่าจะมาจากประเทศเรายังไม่มีการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางที่ชัดเจน ทำให้ขยะถูกทิ้งปะปนกัน ทำให้บรรจุภัณฑ์บางชิ้นสกปรกยากต่อการนำมารีไซเคิลได้อีก ก็ต้องนำไปเผา ไปฝังกลบ รั่วไหลสู่แม่น้ำลำคลองบ้าง กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเทศไทย โคคา-โคลา ใช้ขวดแก้วชนิดคืนขวดอยู่แล้วจำนวนไม่น้อย &amp;nbsp; ซึ่งเป็นการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทั้งหมด แต่เนื่องจากวิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนไป การผลิตบรรจุภัณฑ์จึงต้องเปลี่ยนตาม &amp;nbsp;ไปเป็นขวดพลาสติก PET กระป๋องอลูมิเนียม ขวดแก้วชนิดไม่คืนขวด &amp;nbsp;และกล่องเครื่องดื่ม ฯลฯ บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้เก็บคืน และไม่มีการนำไปรีไซเคิล ถูกทิ้งตามแหล่งต่างๆ ฉะนั้นจึงมีโครงการ&amp;quot;โค้กขอคืน &amp;quot;ขึ้นมา เพื่อสร้างระบบจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการวางระบบแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด ในปริมาณเทียบเท่ากับที่จำหน่ายออกสู่ตลาด โดยมีการพัฒนาและทดลองระบบการจัดเก็บขึ้นมาใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรในอีโคซิสเต็มมาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเฟสแรก ของโครงการฯ ได้ร่วมมือกับเซ็นทรัล ภายใต้ &amp;ldquo;โค้กขอคืน x Central Group Journey to Zero&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลได้ดำเนินการเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมใน &amp;nbsp;โครงการ Central Group Journey to Zero ที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการกระตุ้นจิตสำนึกในการลดใช้พลาสติก การบริหารจัดการแยกขยะและลดปริมาณขยะต้นทางตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ และรณรงค์การจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม การจับมือกันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการคัดแยกขยะ และนำวัสดุที่สามารถรีไซเคิลไปพัฒนาต่อให้เกิดประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งดำเนินการผ่านศูนย์การค้าของกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (ซีพีเอ็น) นำร่อง 2 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัลพลาซา บางนา ด้วยการนำขยะที่เกิดจากร้านอาหารในเครือ CRG เช่น ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว กลับมารีไซเคิลกับโครงการที่ร่วมมือกันครั้งนี้ และก็ตั้งเป้าว่าจะมีการขยายโครงการไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ ดำเนินการ มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค. โดยโคคาโคล่า ให้การสนับสนุน GEPP มาเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างร้านค้าที่มีวัสดุรีไซเคิลจากการแยกขยะ ผู้รับซื้อวัสดุรีไซเคิล และบริษัทผู้รีไซเคิลวัสดุเหล่านี้ โดย GEPP จะประสานงานให้ผู้รับซื้อเข้าไปซื้อวัสดุรีไซเคิลจากร้านอาหาร และภัตตาคารของกลุ่มเซ็นทรัล หลังจากนั้นวัสดุเหล่านี้จะถูกนำส่งและจำหน่ายแยกประเภทให้กับพันธมิตรผู้รับซื้อ ได้แก่ บริษัทบีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับซื้อวัสดุประเภทแก้ว, บริษัทไทยเบเวอร์เรจ แคน จำกัด (มหาชน) รับซื้อกระป๋องอลูมิเนียม, บริษัท เวสท์ทีเรียล จำกัด รับซื้อกระดาษ และกล่อง เครื่องดื่ม, บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) รับซื้อพลาสติกชนิด HDPE, LLDPE, LDPE และ PP และบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) รับซื้อพลาสติกชนิด PET&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัดGEPP &amp;nbsp;ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า GEPP เกิดขึ้นมาได้ 1 ปี ตั้งแต่ปี 2561 จากการที่เราเป็นผู้บริโภคแล้วเกิดความสงสัยว่าไทยมีการเก็บขยะกันอย่างไร เก็บแล้วเอาไปไว้ที่ใดบ้าง ก็เลยหาข้อมูลจนพบว่าเมืองไทย มีการกำจัดขยะอยู่ 2 วิธี คือการฝังกลบ กับการเผา ซึ่งทั้งสองวิธีนี้เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ดีต่อคนที่อยู่บริเวณรอบๆ ทั้งนี้ คิดว่าคนจำนวนมาก ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาขยะ แต่โครงสร้าง และระบบของไทยในปัจจุบันยังไม่เอื้อ &amp;nbsp;ซึ่ง GEPP จะเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ โดยจะร่วมมือกับโครงการที่มีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งทางโค้กและเซ็นทรัลต่างก็มีเป้าหมายเหมือนกัน จึงได้เข้าร่วม โดยโครงการฯ ได้เริ่มจัดการฝึกอบรมให้พนักงานของเซ็นทรัล &amp;nbsp;ช่วยออกแบบพื้นที่ในการแยกขยะในร้านอาหาร การจัดตารางเวลา เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ประเมินผล ตลอดจนวางแผนในการพัฒนาและขยายโครงการอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โครงการฯ​ เริ่มเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา มีร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 16 ร้าน และเก็บบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมส่งไปรีไซเคิลต่อได้แล้ว 2.75 ตัน โดย 53% เป็นกลุ่มพลาสติก 40% กระดาษ อีก 7% เป็นโลหะรวมกับแก้ว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า ตอนนี้โครงการเพิ่งเริ่ม ซึ่งก็ยังไกลจากเป้าหมายค่อนข้างมาก ก็เป็นความท้าทาย เพราะเรามีเวลาเพียง 10 ปีเมื่อวางอีโค่ซิสเต็มในการลดขยะและลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อคือการขยายความร่วมมือต่อไปอีก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายอื่นๆ ผู้จัดเก็บคัดแยกขยะ บริษัทผู้รับซื้อวัสดุรีไซเคิล และเซ็นทรัลอีกทั่วประเทศ ซึ่งหลายคนอาจจะเกิดคำถามว่าร่วมมือกับเซ็นทรัลเพียงแค่สองแห่ง กับการตั้งเป้าไว้ 100% จะทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งต่อไปเชื่อว่าเราสามารถสร้างเครือข่ายการจัดเก็บจากเซ็นทรัลหนึ่งไปอีกเซ็นทรัลหนึ่งได้ และการเริ่มต้นที่เซ็นทรัลค่อนข้างจะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย เพราะมีปริมาณบรรจุภัณฑ์มาก เมื่อเรามีเส้นทางหลัก หรือพื้นที่นำร่อง ก็หวังว่าจะเกิดการเชื่อมโยงต่อไปอีก รวมไปถึงโรงแรม โรงเรียน สำนักงานอื่นๆ ที่อยู่ในเส้นทางที่รถวิ่งผ่านก็จะได้ปริมาณวัสดุรีไซเคิลที่มากขึ้นด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47684</URL_LINK>
                <HASHTAG>Central Group Journey to Zero, GEPP, World Without Waste”, กลุ่มเซ็นทรัล, นันทิวัต ธรรมหทัย, นายพิชัย จิราธิวัฒน์, บริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัดGEPP, พรวุฒิ สารสิน, สาวมยุรี อรุณวรานนท์, โคคา-โคล่าในประเทศไทย, โค้กขอคืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191009/image_big_5d9d86f04ea2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 20:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;เซ็นทรัล ทำ&quot;หนึ่งในการทำซีเอสอาร์ยุคใหม่&quot;สร้างมูลค่าเพิ่มให้สังคมแบบมีส่วนร่วม&quot;                                       </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดแผงโซลาร์เซลล์บนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา&amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีต แนวคิดเรื่องการช่วยเหลือสังคมมักจะเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมมอบเงิน มอบสิ่งของให้กับชุมชน เมื่อได้รับความเดือดร้อนเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้การช่วยเหลือสังคมแบบเดิมๆ ไม่ได้ทำให้เกิดความยั่งยืนเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ต้องเติบโต ดังนั้น การช่วยเหลือสังคมจึงมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป โดยเป็นการนำเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญมาสอนอาชีพและสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับคนในสังคมแทน เช่นเดียวกับ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม &amp;ldquo;เซ็นทรัล ทำ&amp;rdquo; ในรูปแบบ CENTRAL Tham Luncheon (เซ็นทรัล ทำ ลันเชียน) ขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานให้เติบโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า ในอดีตเซ็นทรัลเคยมอบเงินบริจาคสังคมไปเป็นพันล้านบาท แต่ไม่ได้เกิดความยั่งยืนเลย เพราะให้ไปแล้วก็หมด วันต่อไปไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเอาเงินไปลงทุน ไปช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนน่าจะดีกว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้เปลี่ยนแนวคิดและหลักการใหม่ในการให้ความช่วยเหลือสังคมจากนโยบายเดิมคือ CSR (Corporate Social Responsibility) การรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม มาสู่แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า CSV (Creating Shared Values) หรือ &amp;quot;การสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มร่วมกันให้กับสังคม &amp;quot;โดยพยายามหาพื้นที่แห่งความสำเร็จร่วมกันระหว่างธุรกิจและสังคม ซึ่งจะคำนึงถึงด้านผลกระทบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากทุกคนในองค์กรเพื่อขยายผลไปสู่สังคม ผ่านกิจกรรม 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของคน (PEOPLE) 2.ด้านการพัฒนาสินค้าชุมชน (COMMUNITY) 3.ด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ENVIRONMENT) 4.ด้านความสงบสุขและการอนุรักษ์ศิลปวัฒธรรม (PEACE &amp;amp; CULTURES)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรับปรุงพื้นที่บริเวณรอบศูนย์การค้าให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนของรายละเอียดกิจกรรม 4 ด้านหลักใน &amp;quot;โครงการเซ็นทรัล ทำ&amp;quot; นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เผยว่า ในด้านที่ 1.ด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของคน ในประเทศยังมีเด็กด้อยโอกาสอยู่เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการสนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กๆ เหล่านั้น ธุรกิจเซ็นทรัลมีครอบคลุม 45 จังหวัด จะให้ทีมงานส่วนหนึ่งในแต่ละแห่งมาอบรม และเอาความรู้ความเชี่ยวชาญไปฝึกสอนกับครู เพื่อที่ครูจะได้นำเอาความรู้ด้านวิชาการใหม่ๆ ที่ทันสมัยไปส่งต่อให้กับนักเรียน พร้อมเพิ่มการเรียนรู้เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงให้เด็กๆ ได้เลี้ยงไก่ ไข่ไก่ ปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นอาหารกลางวัน และจัดตลาดนัดขายผลผลิตในโรงเรียน และยังช่วยต่อยอดอนาคตของเด็กๆ หากเขาไม่ได้ศึกษาต่อก็ยังสามารถนำความรู้เศรษฐกิจพอเพียงไปสร้างอาชีพให้กับตนเองได้ ซึ่งตอนนี้ทำไปแล้ว 9 แห่ง แต่ละแห่งต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะไม่ใช่เรื่องทำง่ายๆ ต้องเรียนรู้ควบคู่กับเด็กๆ ศึกษาพื้นที่แต่ละแห่งว่าเหมาะสมอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2.การพัฒนาสินค้าชุมชน ด้วยการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ชวนชาวบ้านปลูกผักปลอดสารพิษ และจัดให้มีตลาดนัดสินค้าชุมชนในศูนย์การค้าของกลุ่มเซ็นทรัลที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้สินค้ามีความสดใหม่ เน้นผักปลอดภัย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการขนส่ง ทำให้ต้นทุนของสินค้าถูกลง สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชนให้มีดีไซน์ทันสมัยและตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงผ่านสินค้าแบรนด์ ที่ชื่อว่า Good Goods (กู้ด กู้ดส์) ถือเป็นการทำเพิ่อตนเอง ไปพร้อมๆ กับการทำเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลูกฝังเศรษฐกิจพอเพียงให้กับเด็กๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม เริ่มจากการเป็นองค์กรสีเขียวทั้ง 45 จังหวัดที่มีศูนย์การค้า ที่ผ่านมามีการทำเซ็นทรัลกรีนโปรเจ็กต์ ดูแลพื้นที่บริเวณรอบศูนย์การค้าให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีในรัศมี 4 ตารางกิโลเมตร โดยบูรณาการพื้นที่ในการบำบัดน้ำเสียคูคลอง ร่วมมือกับพันธมิตรและภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน โดยการน้อมนำพระราชดำริ ในหลวง ร.9 ด้านการบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนมาปฏิบัติ โดยเฉพาะในบริเวณรอบเซ็นทรัลลาดพร้าว มีการทิ้งของเสีย น้ำมันจากร้านค้าต่างๆ ลงท่อเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเกิดน้ำท่วมบ่อย ปีที่ผ่านมาได้มีการสำรวจและมีแนวคิดที่จะหาทางแก้ว่าจะนำเอาน้ำมันที่ไม่ใช้แล้วตามร้านค้ามาทำอย่างไรต่อได้บ้าง ก็ต้องปรึกษากับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ และยังได้คำนึงถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน จึงได้นำหลังคาโซลาร์เซลล์มาเริ่มใช้ที่ห้างเซ็นทรัลพลาซาแจ้งวัฒนะ เมื่อปี 2553 และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 ติดตั้งที่เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัลอุบลราชธานี และในปี 2561 ที่เซ็นทรัลพลาซาลำปาง, เชียงราย, นครราชสีมา, พิษณุโลก, มหาชัย, ระยอง และคาดว่าในปี 2562 จะมีการใช้หลังคาโซลาร์เซลล์ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาอีก 15 ศูนย์ และได้ติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้า EV Charger เพื่อรองรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ลานจอดรถของทางศูนย์การค้ากว่า 20 สาขาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ก็ยังเน้นการลดใช้ถุงพลาสติกด้วย เนื่องจากเป็นธุรกิจค้าปลีก จึงมีแคมเปญการรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติก แล้วก็โครงการรีไซเคิลขวดพลาสติก โดยจัดตั้งตู้รีไซเคิลขวดพลาสติกนำร่อง ณ ศูนย์การค้าภายในธุรกิจของเซ็นทรัล เพื่อสร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะ ทั้งผู้เข้าใช้บริการในศูนย์การค้าฯ คู่ค้า แล้วก็พนักงานในองค์กร และเตรียมทำโครงการเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน นำทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อจัดทำในเรื่องสิ่งแวดล้อมยั่งยืนอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นโครงการออกมาเร็วๆ &amp;nbsp;นี้ และ 4.ด้านความสงบสุขและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมก็จะมีการอนุรักษ์ความเป็นดั้งเดิม เป็นการสืบสานประเพณีที่ดีงามของแต่ละท้องถิ่น เช่น สืบสานลายผ้าเก่าๆ จัดตั้งเป็นหอศิลป์ของจังหวัดที่มีจุดเด่น เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บริหารเซ็นทรัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้กล่าวว่า การทำธุรกิจที่ยั่งยืน กับการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ประเทศอย่างยั่งยืน มีความคล้ายกันอย่างมาก เพราะเมื่อจะดำเนินการสิ่งใด ต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว และนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และผลกำไรก็ต้องเติบโตในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ เช่นเดียวกับธุรกิจของเซ็นทรัล ควรนึกถึงความยั่งยืน ไม่เช่นนั้นธุรกิจจะไม่ยืด ในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะมีการจัดการที่ต่างกัน อย่างอดีตอาจจะนึกถึงแต่ความผาสุกของลูกค้า ตอบสนองผู้เกี่ยวข้อง แต่มาปัจจุบันเริ่มมีการพูดถึงชุมชน แล้วก็คุณภาพชีวิตคนมากขึ้น สะท้อนวิวัฒนาการในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็เรื่องประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตนที่ต้องนำมารวมกัน เช่น บรรยากาศของโลกที่แย่ขึ้นในทุกๆ วัน เนื่องมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม จนเกิดภัยพิบัติ ทำให้เกิดความเสียหายก็จะกระทบธุรกิจเอกชนไปด้วย ตัวอย่างเช่น สื่อโซเชียล ที่นำเสนอภาพเต่าทะเลมีหลอดพลาสติกที่ใช้ดูดน้ำไปติดที่จมูกเต่า หรือพลาสติกที่อยู่ในท้องปลาวาฬ เป็นเหตุให้เสียชีวิต เกิดความน่าเป็นห่วงในท้องทะเล ภาพที่ปรากฏออกมาเหล่านี้ทำให้สังคมแอนตี้พลาสติก ก็จะทำให้ธุรกิจปิโตรเคมีเดือดร้อน หรือ ธุรกิจท่องเที่ยว ถ้าทะเลไม่สะอาด ชายหาดไม่น่ามอง ก็จะทำให้การท่องเที่ยวทะเลลดลง ร้านอาหารทะเลก็ซบเซาตามไปด้วย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;หากเราคิดจะพัฒนาแต่ในเมือง ไม่คิดถึงชนบท หรือที่อื่นๆ เลย วันข้างหน้าฐานการพัฒนาเศรษฐกิจก็ไม่กว้าง ไม่แข็ง กำลังซื้อของคนก็ลดลง หรือถ้าเราไม่คิดถึงเรื่องการศึกษาของคน ต่อไปพนักงานของเราก็จะไร้ค่า หาคนเก่งๆ ยาก ก็เป็นอีกประการ สองอันนี้มันพันกันหมด ก็เลยเป็นที่มาว่า การทำธุรกิจเพื่อให้ได้กำไรธุรกิจกับการคิดสิ่งดีๆ เพื่อสังคม สิ่งแวดล้อมให้ไปด้วยกันได้ ตรงกับความต้องการสังคม สมมติผู้บริโภคต้องการผักปลอดสารเคมี ถ้าชาวไร่เขาปลูกตามสังคมต้องการอาจจะได้ราคาสูง ก็เป็นกำไร ส่วนสังคมในฐานะผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ด้วย&amp;rdquo; ดร.ประสารกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการช่วยเหลือสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ติดตามรายละเอียดโครงการ &amp;ldquo;เซ็นทรัล ทำ&amp;rdquo; (Central Tham) ได้ที่ เฟซบุ๊กและไอจี @centraltham&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลผลิตปลอดสารพิษของชุมชนที่ร่วมโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16274</URL_LINK>
                <HASHTAG>CSV (Creating Shared Values), การสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มร่วมกันให้กับสังคม, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, นายพิชัย จิราธิวัฒน์, เซ็นทรัลทำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b83f37294a18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
