<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.ทวง&#039;บิ๊กตู่&#039;คืนเงินกองทุนน้ำมัน2หมื่นล้าน เลิกขูดรีดปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 64 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามที่ราคาน้ำมันได้เพิ่มขึ้นสูงมาก สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก โดยตนได้เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท และ ใช้กองทุนน้ำมันเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา โดยตนได้ทวงให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คืนเงินจำนวนเป็นหมื่นล้านที่โอนไปจากกองทุนน้ำมันเข้าไปเป็นรายได้ของรัฐคืนมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบพบว่า รัฐบาลได้โอนเงินกองทุนน้ำมันที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันโดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันทั้งหมด 3 ครั้งดังนี้ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 16 ธันวาคม 2558 จำนวนเงิน 8,529.42 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวนเงิน 1,558 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2561 จำนวนเงิน 10,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 20,087.42 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เงินกองทุนน้ำมันดังกล่าวถูกโอนไปให้รัฐในช่วงที่ราคาน้ำมันมีราคาลดลงและราคาอยู่ในระดับต่ำมาตลอด ทำให้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจนล้น รัฐบาลจึงถือโอกาสโอนไปเป็นรายได้ของรัฐ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเงินดังกล่าวเป็นของประชาชนที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในช่วงที่ราคาผันผวนเช่นในภาวะปัจจุบัน แต่ในช่วงที่ราคาน้ำมันลดลง พลเอกประยุทธ์นอกจากจะขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจำนวนที่สูงถึงลิตรละ 5.99 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วสูงถึง 6.41 บาท แถมยังถือวิสาสะโอนเงินกองทุนน้ำมันที่เป็นเงินของประชาชนไปเป็นรายได้ของรัฐกว่า 20,000 ล้านบาท ดังนั้นในภาวะปัจจุบันที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนและมีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นไปอีก รัฐบาลจึงต้องคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้กับกองทุนน้ำมันเพื่อนำไปใช้ในการแทรกแซงราคาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บกองทุนน้ำมันที่ไม่ได้จะให้เป็นรายได้ของรัฐ ทั้งนี้อยากให้องค์กรคุ้มครองสิทธิประชาชน องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค iLaw และ องค์กรนอกภาครัฐ ได้ช่วยกันเรียกร้องและหากจำเป็นก็ควรฟ้องร้องเพื่อให้นำเงินนี้กลับคืนมาเพื่อช่วยแทรกแซงราคาน้ำมันให้กับประชาชนในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การที่รัฐนำเงินไปสนับสนุนราคาก๊าซแล้วกว่า 17,000 ล้านบาท น่าจะเป็นแนวทางที่สับสนเพราะก่อนหน้านี้พลเอกประยุทธ์เคยประกาศลอยตัวราคาก๊าซและประกาศเองว่าเลิกการอุดหนุนข้ามประเภท (Cross Subsidies) โดยเอาเงินคนเติมน้ำมันมาสนับสนุนให้กับคนใช้ก๊าซซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ใช้น้ำมัน และน่าจะเป็นปัญหาทางข้อกฏหมายหากมีผู้ฟ้องร้องเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากมองย้อนหลังจะพบว่าสาเหตุที่ไทยใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) กันมาก เพราะในอดีต บมจ. ปตท. ผลิตก๊าซ LPG เหลือเป็นจำนวนมาก จากการกลั่นน้ำมัน และจากการแยกก๊าซธรรมชาติของโรงแยกก๊าซ จึงส่งเสริมให้ประชาชนนำไปใช้ในรถยนต์โดยมีรถยนต์ใช้ก๊าซ LPG กว่า 1 ล้านคัน และยังส่งเสริมในการใช้ในอุตสาหกรรมในภาคเหนือ จนมีปริมาณการใช้ก๊าซ LPG พุ่งสูงขึ้นมาก นอกเหนือจากการใช้ในการหุงต้มอาหาร ต่อมาก๊าซ LPG นี้สามารถนำไปใช้ในธุรกิจเปโตรเคมีได้ บมจ. ปตท จึงนำก๊าซ LPG เหล่านี้ไปใช้ในธุรกิจปิโตรเคมีในเครือ และให้รัฐบาลนำเข้าก๊าซ LPG มาทดแทนในราคาที่สูง โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันที่เก็บจากประชาชนมาใช้สนับสนุนราคาก๊าซ LPG ที่ต้องนำเข้าในราคาสูง ซึ่งเป็นความไม่ยุติธรรมและเอาเปรียบ ซึ่ง บมจ. ปตท. ควรจะต้องร่วมรับผิดชอบในการส่งเสริมการใช้ก๊าซ LPG ในปริมาณที่มากตั้งแต่แรก โดยในสมัยที่ตนเป็น รมว. พลังงาน ได้สั่งให้ บมจ. ปตท. ได้จ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ในปริมาณก๊าซ LPG ที่นำไปใช้ในธุรกิจปิโตรเคมี กิโลกรัมละ 1 บาท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และควรต้องรับผิดชอบมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเข้าใจในเรื่องพลังงานและประวัติย้อนหลังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และการบริหารพลังงานต้องใช้ความรู้ความเข้าใจหลายด้านทั้ง ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเมือง และ ด้านเทคนิคทางพลังงานในแต่ละประเภท ซึ่งยากที่พลเอกประยุทธ์จะเข้าใจได้ พลเอกประยุทธ์อาจจะถูกบริษัทพลังงานหลอกได้ง่าย อีกทั้งยังนำคนจากบริษัทพลังงานมาร่วมรัฐบาลและนำมาสนับสนุนรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้เลย ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องพลังงาน เพราะตลอด 7 ปีพลเอกประยุทธ์บริหารยังทำประเทศไทยเสื่อมถอยทุกด้านได้ขนาดนี้ และ ถ้าพลเอกประยุทธ์จะอยู่ต่ออีก 5 ปีตามที่ประกาศเอง ประเทศจะเสื่อมถอยขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น นอกจากพรรคเพื่อไทย จะเสนอลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท และ การใช้เงินกองทุนน้ำมันเพื่อแทรกแซงราคา รวมถึงการทวงคืนเงินกองทุนน้ำมันที่พลเอกประยุทธ์โอนไป 20,087.42 ล้านบาทแล้ว&amp;nbsp; พรรคเพื่อไทยยังจะขอเสนอนโยบายในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน และ ราคาพลังงานทั้งหมดเพื่อไม่ให้เอาเปรียบประชาชนจนมากเกินไป และ บริษัทพลังงานก็อยู่ได้ด้วย โดยจะเข้าไปแก้ไขราคาหน้าโรงกลั่นที่ต้องเท่ากับราคาหน้าโรงกลั่นที่ประเทศสิงคโปร์ และราคาเนื้อน้ำมันที่ขายในประเทศต้องไม่สูงกว่าราคาน้ำมันที่ส่งออก เพราะมีการขยายโรงกลั่นขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก แสดงว่ากำไรมากอยู่แล้ว ค่าการตลาดที่สูงมากบางช่วงสูงกว่าลิตรละ 2 บาท และราคาพลังงานทดแทนที่ทำจากพืชพลังงานที่มีราคาสูงเกินทั้ง เอทานอล และ ไบโอดีเซล และ โครงสร้างราคาไฟฟ้าที่ตอนนี้ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเกินกว่า 40-50%&amp;nbsp; โดยค่าไฟฟ้ากำลังจะขึ้นตามมา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ตนได้เคยเสนอให้กรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฏรแล้ว ตอนที่ถูกเชิญไปให้ข้อมูล แต่ยังไม่เห็นมีการนำไปแก้ไขแต่อย่างใด ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาบริหารประเทศ จะนำนโยบายนี้มาแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ประชาชนได้ใช้พลังงานในราคาที่ถูกลงและต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119384</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, น้ำมัน, บิ๊กตู่, พท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61021467d4943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ขาประจำ&#039;ถล่ม15ปีรัฐประหาร ซัด7ปีรัฐบาล&#039;บิ๊กตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 64 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กำลังต้องยกเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ของจีดีพี เป็น 70% ของจีดีพี ทั้งที่พยายามโม้มาตลอดว่าหนี้สาธารณะจะไม่เกินเพดาน 60% แต่สุดท้ายก็ต้องกู้ทะลุเพดาน และเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เพราะตลอด 7 ปีที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ไม่เคยรู้จักการหารายได้มาใช้หนี้เลย ดังนั้นการที่หนี้สาธารณะจะพุ่งไปถึง 70% จะทำให้รัฐบาลมีปัญหาในการชำระหนี้ เพราะปัจจุบันรายได้ของรัฐซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาษีอากรที่เก็บได้ลดลง เหลือเพียง 13-14% ของจีดีพีเท่านั้น รายได้จะไม่สามารถใช้หนี้ได้เลย จะมาอ้างประเทศอื่นเช่น ญี่ปุ่น หรือ สหรัฐ ที่มีสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงกว่า แต่ประเทศเขาเก็บภาษีได้ในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศไทยมากเช่นกัน การที่พลเอกประยุทธ์กู้จนจะถึง 70% จะเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลในอนาคตที่จะต้องใช้เงินในการฟื้นเศรษฐกิจ เพราะถ้าพลเอกประยุทธ์กู้มากเกิน รัฐบาลในอนาคตแม้จะมีความสามารถมากกว่า แต่จะไม่มีเงินเหลือให้กู้มาฟื้นเศรษฐกิจได้ ประชาชนจะลำบากกันอย่างรุนแรงและยาวนาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ก่อนหน้านี้ มีการเปิดเผยว่าหนี้ครัวเรือนได้ขึ้นไปถึง 14.13 ล้านล้านบาทหรือ 90.5% ของจีดีพี และ จะทะลุ 93 % ภายในสิ้นปี ซึ่งแสดงถึงความลำบากของประชาชนที่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายจึงต้องไปกู้หนี้ยืมสินจนหนี้ทะลุไปมาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่พลเอกประยุทธ์บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวจนทำให้ ประเทศหนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วม หนี้สินเพิ่มพูน ลำบากกันตั้งแต่รัฐบาลยันประชาชนเลย การที่พลเอกประยุทธ์ขายฝันอีกครั้งว่าจะทำให้ไทยเป็นประเทศมีรายได้สูง มีความสงบ และคนไทยมีความสุข จึงไม่เป็นความจริง และยังเป็นการโกหกพูดเรื่อยเปื่อยเพื่อจะเอาตัวรอดในภาวะวิกฤตินี้เท่านั้น เพราะตามยุทธศาสตร์ชาติเองเศรษฐกิจไทยจะต้องขยายตัวปีละ 5% ไปอีก 20 ปี ประเทศไทยถึงจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ แต่ 7 ปีที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์บริหารเศรษฐกิจของไทยขยายตัวเฉลี่ยได้เพียง 2% เท่านั้น และ 2 ปีที่ผ่านมาที่มีการนำยุทธศาสตร์ชาติมาเริ่มใช้ พลเอกประยุทธ์กลับบริหารเศรษฐกิจติดลบถึง - 3.8 % ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าขยายตัวในระดับนี้อีก 50 ปี ไทยก็เป็นประเทศรายได้สูงไม่ได้ แบบนี้ถือเป็นเฟกนิวส์หรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิชัย กล่าวว่า ประเทศจะสงบได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนจำนวนมากลำบากและเดือดร้อนจึงทนต่อความล้มเหลวของพลเอกประยุทธ์ไม่ได้ และต้องออกมาประท้วงขับไล่ แต่พลเอกประยุทธ์กลับให้ตำรวจใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ซึ่งได้รับบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมาก คนไทยจะมีความสุขได้อย่างไรในเมื่อญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต้องมาเจ็บมาตายจากไวรัสโควิดจากความล้มเหลวของพลเอกประยุทธ์ที่ไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ อีกทั้งยังบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาดมาตลอดพร้อมข่าวคราวการทุจริตคอรัปชั่นในส่วนต่างของราคาวัคซีน ซึ่งส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยต้องย่ำแย่ ประชาชนไม่มีรายได้ ตกงาน และ อดอยากกันเป็นจำนวนมาก สิ่งที่พลเอกประยุทธ์พูดมา จึงตรงข้ามกับความเป็นจริงทั้งหมด และ พลเอกประยุทธ์จะไม่สามารถทำได้จริงตามที่พูด เป็นได้แค่การขายฝัน โดยมีแต่จะทำให้แย่ลงไปเรื่อยๆ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
การที่ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูง ประเทศมีความสงบ และ คนไทยมีความสุขได้ ประเทศไทยจะต้องมีผู้นำที่ฉลาดกว่าผู้นำในปัจจุบันมาก โดยจะต้องรอบรู้และตามโลกให้ทัน คิดล่วงหน้าได้ และสามารถจะทำหลายๆ เรื่องได้พร้อมกัน ไม่ใช่ถูกด่าทีถึงจะทำที และที่สำคัญจะต้องมีใจรักประชาชนอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่คำพูด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับพลเอกประยุทธ์ทั้งหมด ดังนั้นหากประเทศไทยจะก้าวหน้าต่อไปได้ ไทยจะต้องเปลี่ยนผู้นำที่ฉลาดและเก่งกว่าปัจจุบันมากเท่านั้น เพราะผู้นำปัจจุบันยากที่จะแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศรายได้สูง มีการกระจายรายได้ ยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทย เป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยมาตลอด โดยมีแผนงานและวิธีการชัดเจน ซึ่งหากมองย้อนหลังจะพบว่าหากไม่มีการปฏิวัติเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ประเทศไทยน่าจะพัฒนาเป็นประเทศรายได้สูงไปแล้ว เหมือนที่ประเทศเอสโตเนียได้พัฒนาประเทศ นับเป็นความสูญเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวงของประเทศไทย ที่เกิดมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117244</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิชัย นริพทะพันธุ์, บิ๊กตู่, พท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61021467d4943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่างจัด’พิชัย’เย้ยพปชร.ร้าวพ่วงเรื่องวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า สภาวการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนี้น่าเป็นห่วงอย่างมาก มองไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหา ความแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่รอวันจะแตกประทุอย่างรุนแรงตามที่ได้เตือนไว้แล้ว เห็นชัดแล้วว่าภายในพรรคแตกแยกกันอย่างหนัก และจะยิ่งหนักขึ้นไปอีกเพราะไม่เกรงใจและไม่ต้องไว้หน้ากันแล้ว แม้จะพยายามสร้างภาพว่ายังรักกัน แต่น่าจะประสานยากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ปลดคนออกจาก ครม. ได้ แต่ปลดออกจากพรรคไม่ได้ แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การควบคุมการระบาดของไวรัสน่าจะบรรเทาได้ชั่วคราว แต่มีโอกาสจะปะทุครั้งใหม่ เพราะวัคซีนคุณภาพยังมีไม่เพียงพอ อีกทั้งอาจเจอกับการกลายพันธุ์ของไวรัส โดยพรรค พท.ได้เตือนเรื่องวัคซีนนี้มาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว และการที่ ครม. อนุมัติการจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นาให้กับสภากาชาด 1 ล้านโดส ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ควรสั่งมากกว่านี้ให้กับประชาชนเพื่อเป็นวัคซีนทางเลือก เพราะวัคซีนโมเดอร์นามีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้สูงมาก นอกจากนี้ประชาชนยังคาใจเรื่องการทุจริตวัคซีนที่มีส่วนต่างของราคาวัคซีนซิโนแวคที่รัฐบาลยังไม่ได้นำหลักฐานมาโชว์เพื่อพิสูจน์ ทำให้ เชื่อได้ว่าพิสูจน์ความโปร่งใสไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน เอกสารที่มีก็อาจจะไม่กล้าแสดง เพราะจะยิ่งทำให้ประชาชนเห็นการทุจริตคอร์รัปชันอย่างชัดเจน จึงได้แค่พูดแก้ตัวแต่ไม่กล้าแสดงหลักฐาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116757</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิชัย นริพทะพันธุ์, พท., พลังประชารัฐ, รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, วัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_6123572452b76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.เตือน&#039;บิ๊กตู่&#039;รีบหาทางลง! เย้ยพปชร.ยังไม่เอารอวันแตกหัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 64 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้การโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ผ่านพ้นไปแล้ว พรรคเพื่อไทยอภิปรายความล้มเหลวของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอีก 5 รัฐมนตรีได้เป็นอย่างดีและชัดเจน โดยเฉพาะการเปิดแผลเรื่องส่วนต่างของราคาวัคซีนซิโนแวค ที่รัฐบาลยังไม่ได้มีหลักฐานการชำระเงินมาโชว์เพื่อแสดงความโปร่งใสแต่อย่างใด พลเอกประยุทธ์ ได้คะแนนไว้วางใจรองบ๊วย แต่ได้คะแนนไม่ไว้วางใจมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ามี ส.ส. ฝั่งรัฐบาลเองที่รับไม่ได้กับความล้มเหลวในการบริหาร ก่อนหน้าการลงคะแนนโหวต มีกระแสการโหวตเพื่อจะไม่เอาพลเอกประยุทธ์ ในฝั่งของรัฐบาลเองอย่างรุนแรง ขนาดพลเอกประยุทธ์ ยังต้องออกมาตัดพ้อเองว่าการโหวตล้มนายกฯ ถือว่าไม่ใช่สุภาพบุรุษ พร้อมกับมีกระแสการแจกกล้วยเพื่อล้มนายกฯ ต่อมาก็มีกระแสข่าวการแจกกล้วยเกทับของฝั่งนายกฯ เพื่อจะรักษาสถานะของตนเองไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ในประเด็นความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ที่พรรคเพื่อไทยอภิปรายในสภา พลเอกประยุทธ์กลับตอบไม่ตรงประเด็น อีกทั้งชี้แจงไม่ได้เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจภาพรวมที่ย่ำแย่ ภาคการท่องเที่ยวที่ทรุดหนัก ภาคอุตสาหกรรมและ SMEs ที่ต้องปิดตัว ความล้าหลังของเศรษฐกิจดิจิตอลในไทย รวมถึงปัญหาภาคการเกษตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิชัย กล่าวว่า จากสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ทั้งการเมืองที่ง่อนแง่นในพรรคพลังประชารัฐเอง ที่รอวันแตกหัก การควบคุมการระบาดที่ยังคุมไม่ได้จริง คนเจ็บคนตายยังสูงมาก แม้จะพยายามตรวจน้อยลงเพื่อให้ตัวเลขลดลง วัคซีนคุณภาพยังขาดแคลน เศรษฐกิจมีแต่จะทรุดลงเรื่อยๆ ประชาชนที่ไม่พอใจพลเอกประยุทธ์ ออกมาชุมนุมประท้วงกันเป็นจำนวนมากและออกมาแทบทุกวัน พลเอกประยุทธ์ ควรจะต้องหาทางลงให้เร็วที่สุด ไม่มีทางเลยที่พลเอกประยุทธ์ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ มีแต่จะแย่ลง ยิ่งลากต่อไปยิ่งเสื่อมถอย ประชาชนจะยิ่งทนกันไม่ไหว สุดท้ายพลเอกประยุทธ์ อาจจะไม่มีพื้นที่ยืนในประเทศไทยได้เลย จึงอยากขอเตือนไว้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115754</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซักฟอก, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, บิ๊กตู่, พท., พปชร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61021467d4943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114994</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กพท.&#039;ยกคดีผกก.โจ้ขย่ม&#039;บิ๊กตู่&#039; โวยเคยโดนทหารใช้ถุงดำคุลมหัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 64 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ อีก 5 รัฐมนตรี จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก โดยคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะนำความล้มเหลวทุกด้าน รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ และพลเอกประยุทธ์เอง น่าจะทราบดีว่า บริหารล้มเหลวแบบแตะตรงไหนก็เละ ดังนั้นจึงได้มีความพยายามจะแก้ปัญหาแบบจัดฉาก หรือ ผักชีโรยหน้า คือทำแบบสร้างภาพโดยไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง และใช้ประชาสัมพันธ์แบบโบราณล้าหลังเพื่อหวังจะหลอกประชาชนให้หลงเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกดาวน์ทั้งที่ยังมีผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมากประมาณวันละ 16,000 -20,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 200-300 คนทุกวัน ในขณะที่ตอนประกาศล็อกดาวน์ผู้ติดเชื้อเพียงวันละประมาณ&amp;nbsp; 8 -9 พันคน และเสียชีวิตวันละ 70-80 คน เท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ยังไม่ได้ดีกว่าตอนประกาศล็อกดาวน์เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นคำถามว่าที่ประกาศปลดล็อกดาวน์เพราะกำลังจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ เป็นแค่ผักชีโรยหน้า ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาได้จริงๆ เพราะสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นจริงแต่อย่างไร การล็อกดาวน์แต่แรกโดยไม่มีแผนงานที่เป็นระบบรองรับทำให้ยิ่งล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด เศรษฐกิจได้เสียหายอย่างมาก นอกจากนี้การที่ปลดล็อกดาวน์โดยไม่มีแบบแผนอย่างเป็นระบบรองรับก็เช่นกัน เพราะวัคซีนคุณภาพยังไม่ได้กระจายการฉีดเพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เหมือนประเทศอื่นใช้กำหนดในการที่จะปลดล็อกดาวน์ ซึ่งหากมีผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มสูงขึ้นอีก พลเอกประยุทธ์จะสั่งล็อกดาวน์อีกครั้งหรือไม่ การเปิดๆ ปิดๆ หรือที่เรียกว่า โรคลักปิดลักเปิด จะยิ่งทำลายความเชื่อมั่นและจะทำความเสียหายทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบริหารจัดการวัคซีนที่ล้มเหลวก็เช่นกัน สถานการณ์ยังไม่ได้ดีขึ้น ปริมาณวัคซีนยังขาดแคลนอย่างมาก พลเอกประยุทธ์พยายามเอาเรื่องเก่ามาขายฝันว่าจะฉีดได้ 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี แต่ยังไม่เห็นวัคซีนที่เข้ามาจริงมีแต่ราคาคุย เห็นมีแต่การจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคอีก 12 ล้านโดสที่ประชาชนด่ากันทั้งเมือง เพราะข้อมูลที่ปรากฏกระจายทั่วโลกว่าวัคซีนซิโนแวคไม่สามารถป้องกันไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาได้ ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ที่บอกว่าสั่ง 30 ล้านโดส ก็เพิ่งจะสั่งไปไม่นาน ไม่แน่ใจว่าจะเข้ามาจริงได้เมื่อไหร่ เพราะสหรัฐประกาศฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้กับประชาชนทั้งประเทศแล้ว ดังนั้นความต้องการวัคซีนคุณภาพจะเพิ่มขึ้นอีกมาก และประเทศไทยเองก็ต้องคิดถึงวัคซีนเข็ม 3 ล่วงหน้ากันได้แล้วเหมือนกัน ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนเข็ม 1 ได้กันเพียง 34.45 % เท่านั้น และ ฉีด 2 เข็ม เพียง 11.01 % ดังนั้น จึงอยากให้มีวัคซีนที่เข้ามาจริง และวัคซีนเต็มแขนจริง ไม่ใช่วัคซีนทิพย์ที่มีแต่ราคาคุยเพื่อไว้แก้ตัวในสภาฯ ตอนถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น นอกจากนี้ประชาชนจำนวนมากยังเชื่อว่าจะต้องมีการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อวัคซีน และ ชุดตรวจ ATK ซึ่งไม่น่าจะมีเหตุผลอื่นในการบริหารจัดการที่ล้มเหลวแบบสิ้นคิด นอกจากจะต้องมีการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ก็ต้องขาดสมองขาดสติสัมปชัญญะกันอย่างมากถึงทำได้เละเทะขนาดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนความล้มเหลวเรื่องตำรวจที่มีการพูดกันมาก เพราะพลเอกประยุทธ์รับผิดชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย คดีผู้กำกับโจ้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับความเชื่อถือของสำนักตำรวจแห่งชาติอย่างมาก คลิปการใช้ถุงคลุมหัวผู้ต้องหาจนเสียชีวิตกระจายไปทั่วโลก พร้อมกับคลิปที่ตำรวจใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้ชุมนุม ทั้งการยิงกระสุนยางระยะกระชั้นชิด และ ยิงแก๊สน้ำตา ยิ่งตอกย้ำความเสื่อมถอยของตำรวจไทย และการปล่อยให้ผู้กำกับโจ้แถลงข่าวแก้ตัวหลังจากถูกจับกุมยิ่งตอกย้ำความเสื่อมทราม ขนาดสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยยังต้องออกมาท้วงติงความถูกต้องทางกฎหมาย และเรื่องการคลุมหัวนี้หากจำกันได้ พลเอกประยุทธ์ใช้วิธีการนี้ในการคลุมหัวตัวแทนของพรรคการเมืองโดยเฉพาะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหลายท่าน ที่ไปร่วมประชุมที่สโมสรกองทัพบกตามคำเชิญของกองทัพแต่พลเอกประยุทธ์กลับประกาศปฏิวัติและใส่กุญแจมือพร้อมคลุมหัวตัวแทนพรรคเพื่อไทยเพื่อนำไปกักตัว และต่อมาอีก 1 ปีกว่า ผมเองก็ถูกทหารนำถุงดำคลุมหัวเพื่อนำไปกักตัว 7 วันและถูกคลุมหัวกลับ ในการปรับทัศนคติครั้งที่ 7 เพราะเตือนว่าเศรษฐกิจจะพัง แล้วเศรษฐกิจก็พังจริงๆ และปีที่แล้วยังมีครูถูกศาลตัดสินให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญาเพราะนำถุงดำไปคลุมหัวเด็กนักเรียนเพื่อทำโทษ จนกระทั่งมาถึงคดีผู้กำกับโจ้นี้ ซึ่งแสดงให้เห็นพฤติกรรมของผู้นำที่ทำเป็นแบบอย่างของการกระทำผิดๆ ให้มีการกระทำตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัญหาความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ที่ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก และจะเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลง พลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจกลับไม่มีแนวทางแก้ไข อีกทั้งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เงียบหายไปกันหมด เหมือนปล่อยประเทศและประชาชนให้เป็นไปตามยถากรรม พอถูกคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยทักท้วง พลเอกประยุทธ์ก็ได้ให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ออกมาพูด 6 แนวทางของรัฐบาล ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดอ่อนและความล้มเหลว ของพลเอกประยุทธ์ให้เห็นชัดขึ้น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม ซึ่งเป็นความล้มเหลวของพลเอกประยุทธ์อย่างมาก ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยเคยอยู่ที่อันดับที่สิบกว่าก่อนการปฏิวัติ และขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ใน 2 ปีหลังการปฏิวัติ และ ขึ้นมาอันดับ 1 ในอีก 2 ปีถัดมา โดยธนาคารโลกแถลงว่า ในช่วงปี 2558-2561 ประเทศไทยไทยมีคนจนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน และ หลังจากวิกฤตไวรัสโควิด คนจนยังได้เพิ่มขึ้นอีกหลายล้านคน ในขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาตลอด 7 ปี แต่อภิมหาเศรษฐีของไทยกลับรวยเพิ่มขึ้นคนละหลายแสนล้านบาทจนติดอันดับนิตยสารฟอร์ปกันจำนวนมาก อีกทั้งนโยบายการแจกเงินที่เข้าบัญชีให้ใช้ผ่านแอ๊ปไม่แจกเป็นเงินสด ทำให้เงินเข้าไปใช้ในธุรกิจของเจ้าสัวจำนวนมาก ผู้ประกอบการรายย่อยแทบไม่ได้ประโยชน์เลย ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ยังอธิบายได้อีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สร้างความต่อเนื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นายอาคมคงจะลืมไปว่าในขณะที่นายอาคมดำรงตำแหน่ง รมว. คมนาคม นายอาคมได้ตัดสินใจสร้างรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ไว้เพียง 3.5 กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาสร้างนานถึง 2 ปี 6 เดือน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย แล้วจะต่อเนื่องอย่างไร นอกจากนี้ การลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออกหรือ EEC ก็ไม่ประสพความสำเร็จ การลงทุนจากต่างประเทศน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะรูปแบบการลงทุนของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษายิ่งล้มเหลวหนัก อันดับคุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ลำดับท้ายๆในอาเซียน การเรียนการสอนในช่วงโควิดยังได้สะท้อนความล้มเหลวทางการศึกษาของไทยให้มากขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอลที่ไม่สามารถรองรับการศึกษาได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการค้าและการลงทุนในด้านดิจิตอล และ รมว. ดีอี แต่ละคนเข้ามาเพื่อทำแต่เรื่องจับเฟคนิวส์แต่ไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ลดภาวะเรือนกระจกและหาวิธีแก้ไขปัญหาภาวะภูมิอากาศแปรปรวน ยังไม่เห็นแนวทางด้านนี้เลย ประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการใช้ถึง 40-50 % อีกทั้ง ล่าสุด CNN รายงานว่าภาวะโลกร้อนได้รับผลกระทบจากก๊าซมีเทนที่มาจากภาคการเกษตร ดังนั้นรัฐบาลจะต้องพิจารณาหาทางแก้ไขปรับปรุงขั้นตอนทางการเกษตรเพื่อลดก๊าซมีเทนเพื่อลดภาวะโลกร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขัน อยากให้พลเอกประยุทธ์และนายอาคมได้บอกว่า อุตสาหกรรมของไทยในปัจจุบันที่มีศักยภาพในการแข่งขันมีอะไรบ้าง ในเมื่อรถยนต์ที่ไทยผลิตอยู่เป็นรถยนต์ประเภทสันดาปภายในที่กำลังจะถูกทดแทนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ก็ย้ายฐานไปประเทศเวียดนามกันเกือบหมดแล้ว การลงทุนจากต่างประเทศของไทยที่หดหายตลอด 7 ปีที่ผ่านมาเพราะไม่มีความมั่นใจในพลเอกประยุทธ์ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อันนี้ก็เช่นกัน อะไรคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย ตลอด 7 ปีไทยไม่ได้มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือยูนิคอร์นเลย พลเอกประยุทธ์พูดถึงไทยแลนด์ 4.0 ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ แต่เหมือนท่องมา เพราะไม่มีการพัฒนาและ ไม่เกิดผลที่จับต้องได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. สร้างความเข้มแข็งและความสามารถการแข็งขันสำหรับธุรกิจรายย่อย (MSMEs)&amp;nbsp; อยากให้พลเอกประยุทธ์และนายอาคมไปตรวจสอบดูว่าตลอด 7 ปีมี่ผ่านมา มีบริษัท SMEs เจ๊งและต้องปิดตัวไปเป็นจำนวนเท่าไหร่ ยิ่งช่วงวิกฤตไวรัสโควิด ธุรกิจ SMEs ยิ่งขาดทุนและต้องปิดกิจการกันอีกเป็นจำนวนมาก รัฐบาลยังไม่มีแนวทางช่วยเหลือ SMEs อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องซอฟท์โลน การลดหนี้ ลดดอกเบี้ย การยืดชำระหนี้ ฯลฯ โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่งจะออกมาพูดเรื่องนี้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะผลในการปฏิบัติจะเป็นอย่างไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิชัยกล่าวว่า ความล้มเหลวทั้งการควบคุมไวรัส ความล้มเหลวทางการบริหารจัดการวัคซีน ความล้มเหลวทางการบริหารเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง ไม่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยการแก้ตัวหรือการประชาสัมพันธ์ เพราะประชาชนถูกหลอกมามากแล้ว ดังนั้นพลเอกประยุทธ์และคณะจะต้องเตรียมรับการอภิปรายจากพรรคเพื่อไทยที่จัดหนักอย่างแน่นอน โดยพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าหลังจากการอภิปรายไม่ว่าผลโหวตจะออกมาอย่างไร ประชาชนจะได้รับข้อมูลความล้มเหลว การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจะทำให้หมดความน่าเชื่อถือ พลเอกประยุทธ์จะหมดสภาพในการที่จะบริหารประเทศนี้อีกต่อไป และควรจะออกไปได้เลย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114994</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซักฟอก, ถุงดำคลุมหัว, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, บิ๊กตู่, ผกก.โจ้, พท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61021467d4943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตรรกะบิดเบี้ยว!พิชัยโยงผกก.โจ้เลียนแบบบิ๊กตู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.2564 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ระบุว่า เลียนแบบผู้นำ! ตำรวจไถเงินและใช้ความรุนแรงกับผู้ต้องหาจนเสียชีวิต ทำให้สงสัยว่าจะเลียนแบบผู้นำที่สั่งทำร้ายเด็กที่มาประท้วงความล้มเหลวของตนเอง คงคิดว่าขนาดเด็กไม่ได้ผิดยังรุนแรงได้ แล้วพ่อค้ายาทำไมจะทำร้ายไม่ได้ ประยุทธ์ต้องเลิกเป็นตัวอย่าง &amp;nbsp;#ผู้กํากับโจ้ #หยุดทําร้ายประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114471</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทวิตเตอร์, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, ผู้กำกับโจ้, พท., รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125cb9edc8c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.ตีปี๊บจัดหนัก&#039;บิ๊กตู่&#039;! ซักฟอกภาพจำ6ปัญหากับ7ปีภาวะกบต้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค. 64 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ อีก 5 รัฐมนตรีที่บริหารงานผิดพลาดสร้างปัญหาทำให้คนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนักต่อประธานสภาฯ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้เตรียม ส.ส. ที่มีความรู้ความชำนาญด้านเศรษฐกิจ พร้อมอภิปรายจัดหนักพลเอกประยุทธ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าในปัจจุบันประชาชนทุกคนเห็นได้ชัดเจนถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของพลเอกประยุทธ์โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ โดยจะมีภาพจำใน 6 ปัญหา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ภาวะกบต้ม ตามทฤษฎีกบต้มที่เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่จริงที่มีมากว่า 100 ปีแล้ว แต่พลเอกประยุทธ์ไม่มีความรู้เลยส่งคนมาฟ้องผม แต่ผมโชคดีมีนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย คุณนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ มาช่วยเหลือในคดี ทำให้สำนักอัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะเป็นหลักคิดทางเศรษฐกิจสากล โดยกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจที่จะค่อยๆทรุดลงเรื่อยๆ เหมือนค่อยๆเร่งไฟหม้อต้มกบ กบจะค่อยๆปรับตัวจนถูกต้มเดือดตาย ซึ่งภาวะกบต้มของไทยนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้นทุกวัน ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำเตี้ย มาตลอด พอมาเจอวิกฤตโควิดจึงเหมือนเป็นการเร่งไฟหม้อกบต้ม คนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก ธุรกิจเจ๊งกันมาก แถมยังไม่มีทิศทางจะฟื้นเศรษฐกิจได้เลย ไทยอยู่อันดับบ๊วยในการจัดอันดับประเทศที่จะฟื้นตัวช้าที่สุดในสื่อหลักญี่ปุ่น และบทความในสื่อนี้ ยังระบุชัดเจนว่าการที่ไทยไม่ฟื้นหรือฟื้นช้าหมายถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศตลอด 7 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ซึ่งแสดงถึงภาวะกบต้มอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. บริหารโดยการโดนด่า เรื่องนี้หากจำกันได้ผมเป็นคนแรกในการชี้ประเด็นนี้ โดยพลเอกประยุทธ์ไม่เคยคิดหรือวางแผนล่วงหน้า ถูกด่าถึงจะคิดแก้ไข ตั้งแต่การล็อกดาวน์ในครั้งแรกและไม่คิดจะเยียวยาจนต้องโดนด่าถึงคิดเยียวยา พอเยียวยาก็เยียวยาไม่ทั่วถึง จนต้องโดนด่าถึงจะทำ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่การบริหารจัดการวัคซีนยังมั่วมาก ยังต้องด่าถึงจะแก้ไข แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่เลย นอกจากนี้ประชาชนยังเชื่อว่าการบริหารจัดการวัคซีนที่มั่วมากและผิดพลาดขนาดนี้น่ามาจากเพราะมีผลประโยชน์และมีการทุจริตคอรัปชั่นเกี่ยวข้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. บริหารแบบรอวันเจ๊ง การที่พลเอกประยุทธ์ขาดความรู้ความสามารถ ปล่อยประเทศและประชาชนตามยถากรรม ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องล็อกดาวน์นานเท่าไหร่ถึงจะปลดล็อกดาวน์ได้ ประกาศจะเปิดประเทศใน 120 วัน โดยจะครบวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้แน่ แค่จะปลดล็อกดาวน์ในวันที่ 14 ตุลาคมก็ยังทำไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าวัคซีนที่มีคุณภาพจะมาเมื่อไหร่&amp;nbsp; ถ้าไม่มีวัคซีนจะปลดล็อกได้อย่างไร คนติดไวรัสและคนตายจะลดลงไหม เศรษฐกิจจะพินาศขนาดไหน โดยคาดกันว่าการล็อกดาวน์จะทำความเสียหายถึงเดือนละ 3-4 แสนล้านบาทเป็นอย่างต่ำ เศรษฐกิจไทยน่าจะติดลบอีกในปีนี้หลังจากปีที่แล้วติดลบหนักแล้วถึง -6.1 % แล้วพลเอกประยุทธ์จะฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างไร ที่ผ่านมายังไม่เคยพิสูจน์เลยว่าทำได้ เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจกี่ครั้งก็ยังล้มเหลว พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้าทีมเองยิ่งล้มเหลวหนักมากขึ้น ทุกวันนี้บริหารเหมือนรอวันเจ๊ง คิดได้แค่กู้เงินมาแจกไปเรื่อยๆ เพื่อเอาบุญเอาคุณกับประชาชนโดยประเทศไม่ได้พัฒนา หนี้สาธารณะพุ่งกระฉูด เป็นการยืมเงินของลูกหลานในอนาคตมาแจก อีกหน่อยลูกหลานก็ต้องตามใช้หนี้กันอาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ไม่สามารถลำดับความสำคัญได้ หรือ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้นำพิการทางความคิด เรื่องที่สำคัญควรเร่งทำก่อน กลับไม่ยอมทำ เรื่องการบริหารจัดการวัคซีนน่าจะเห็นชัดสุด กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แต่กลับไม่ยอมนำเงินไปซื้อวัคซีนที่มีคุณภาพ ทำให้เกิดการระบาดรอบใหม่คนเจ็บคนตายพุ่งขึ้นจำนวนมาก กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท ก็ยังไม่เห็นวัคซีนที่มีคุณภาพเข้ามาเลย วัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐอเมริกามา บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้ากลับไม่ได้รับการฉีดให้ครบ ทหารกลับได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ก่อน ขนาด รมว. สาธารณสุขยังงงและยอมรับเอง และในขณะที่คนเจ็บคนตายจำนวนมาก เศรษฐกิจเจ๊งหนัก พลเอกประยุทธ์ในฐานะ รมว. กลาโหม กลับปล่อยให้กองทัพเรือเสนอเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำเข้ามาขออนุมัติ แม้สุดท้ายจะถอนออกไปแต่ความจริงคือแค่คิดเสนอเข้ามาแต่แรกก็ผิดแล้ว แสดงถึงการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆไม่ได้เลย ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่พูดได้อีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ปิดปากคนเห็นต่าง เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาอย่างมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หากจำกันได้สมัยที่เป็นเผด็จการได้เรียกผู้เห็นต่างจำนวนมากไปปรับทัศนคติ ซึ่งรวมถึงผมด้วยที่โดนเรียกไปถึง 12 ครั้ง จากการเตือนเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งต่อมาเศรษฐกิจก็ทรุดหนักและแย่จริง และหลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังคงปิดปากผู้เห็นต่างตลอด มีการฟ้องดำเนินคดี เพื่อ ปิดปาก ดารา นักร้อง นักแสดง ที่ทนการบริหารที่ล้มเหลวไม่ได้ ต้องออกมา call out แม้กระทั่งพยายามจะปิดปากสื่อมวลชน แต่โชคดีที่ศาลตัดสินว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย แม้กระทั่งการชุมนุมเพื่อประท้วงความล้มเหลวที่พลเอกประยุทธ์ล้มเหลวจริงยังถูกเจ้าหน้าที่ยิงด้วยกระสุนยางและแก๊สน้ำตา ถึงขนาดมีการลอบยิงจากที่สูง ซึ่งไม่ใช่ตามหลักการสากลตามที่อ้างไว้แน่นอน และล่าสุดผู้ประท้วงที่ยอมรับว่ากลับใจจากการเป็นสลิ่ม นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวน หรือ ไฮโซลูกนัท ยังถูกยิงถึงกับทำให้ตาบอดเลย ซึ่งไม่มีใครสมควรจะโดนการกระทำอย่างรุนแรงเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. #ผนงรจตกม หรือ ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด ซึ่งต้องขอชื่นชมนักศึกษาที่ขึ้นป้ายนี้ในฟุตบอลประเพณีต้นปี 2563 เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของเด็กรุ่นใหม่ได้อย่างแม่นยำที่สุด ปัจจุบันความไม่ฉลาดของผู้นำทำให้คนเจ็บและคนตายเป็นจำนวนมาก ไม่ตายด้วนไวรัสโควิดก็ตายด้วยพิษเศรษฐกิจ #ผนงรจตกม จึงเป็นความจริงขึ้นทุกวัน และเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่การเจ็บการตายจะลดลงหรือหยุดได้เลย ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายพิชัย กล่าวว่า ทั้ง 6 ข้อนี้เป็นภาพจำปัญหาของผู้นำที่ประชาชนจำได้แม่น และยังคงเป็นอยู่ โดยที่พลเอกประยุทธ์ยังไม่แก้ไขหรือแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นข้อจำกัดทางความรู้ความสามารถและปัญหาทางความคิดไปแล้ว ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารใหม่จะต้องทำตรงข้ามกับทั้ง 6 ข้อนี้ทั้งหมดคือ ต้องแก้ไขภาวะกบต้มนี้ให้ได้ เพื่อให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตไวรัสโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องคิดล่วงหน้าไม่ต้องให้โดนด่าก่อนถึงค่อยคิดทำ ต้องไม่บริหารแบบรอวันเจ๊ง เร่งแก้ไขไม่ปล่อยประเทศและประชาชนตามยถากรรมโดยต้องมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ต้องจัดลำดับความสำคัญของเรื่องจำเป็นว่าจะต้องทำก่อนหลังได้ เพื่อจะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ และ สุดท้ายต้องมีผู้นำที่ฉลาดมานำประเทศ เพราะจะสอนคนที่ไม่ฉลาดให้ฉลาดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องเลือกเอาคนฉลาดมาบริหารประเทศ ประเทศไทยถึงจะรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113434</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบต้ม, ซักฟอก, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, บิ๊กตู่, พท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61021467d4943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
