<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. ร่วมมือ สมาคมการค้าตลาดกลางฯ ลงนาม MOU หนุนนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในตลาดกลาง เสริมความเชื่อมั่น สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 29 ก.ย.64 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) ไปปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และ สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย (TAWMA) โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายกสมาคมการค้าตลาดกลางค้าฯ&amp;nbsp; เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านเกษตรกรรมของประเทศ รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบห่วงโซ่คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาด เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพ จนถึงปลายทางผู้บริโภค โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตและจัดการการค้าสินค้าเกษตรของประเทศ ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับความเชื่อถือ และนำพาประเทศให้ก้าวสู่การเป็นตลาดชั้นนำที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้นโดย มกอช. ได้หารือร่วมกับสมาคมการค้าตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ในการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าไปปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง เริ่มตั้งแต่การคัดแยกคุณภาพ ตัดแต่ง บรรจุ ตลอดจนการขนส่ง เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพ ลดการสูญเสีย จนถึงปลายทางผู้บริโภค การวางระบบมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรสำหรับตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย ถือเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้า และสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย รวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีแผนการดำเนินงานประกอบด้วย ระยะ Quick win คือแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน โดย มกอช. และสมาคมฯ ได้กำหนดให้มีการจัดพิธีลงนามในวันนี้ รวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ มาตรฐานสินค้าเกษตรและระบบการรับรอง รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ การดำเนินงานในระยะที่ 1 การจัดทำคู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษตร ตามมาตรฐาน โดยนำร่องที่ &amp;ldquo;ตลาดไท&amp;rdquo; ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าส่งขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และมีความสำคัญมากต่อห่วงโซ่อาหารและสินค้าเกษตรของประเทศ การดำเนินงานในระยะที่ 2 เป็นการจัดทำมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดกลางสินค้าเกษตร และการดำเนินงานในระยะที่ 3 เป็นการเตรียมความพร้อมระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานและจัดทำระบบ Supply Chain จากนั้นจะนำต้นแบบจาก &amp;ldquo;ตลาดไท&amp;rdquo; ขยายผลไปยังตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งอื่นเพิ่มเติมในปีถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อใช้เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย ให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพสินค้าเกษตร ซึ่งปัจจุบัน สมาคมฯ มีสมาชิกตลาดกลางค้าส่งทั่วประเทศ 17 แห่ง ในการกระจายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าประเภทผักและผลไม้จำนวนมากที่ต้องกระจายผ่านตลาดกลางค้าส่งเหล่านี้ จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงมีความยินดีและพร้อมที่จะสนับสนุน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การนำมาตรฐานสินค้ามาปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง โดยได้ร่วมมือกับ มกอช. ในการพัฒนาตลาดกลางต้นแบบด้านการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดสินค้าเกษตร โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น ผู้ซื้อจะได้รับสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานตรงกับความต้องการ ผู้ขายมีความมั่นใจในสินค้าเกษตร ส่งผลให้การซื้อขายมีความสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งตลาดมีพื้นที่จัดสรรและหมุนเวียนเพื่อการซื้อขายสินค้าเกษตรมากขึ้น ภายใต้ความเป็นธรรมในการค้าขายสินค้าเกษตร รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านอาหารในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย&amp;quot;นายประดิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118347</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, TAWMA, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษต, ตลาดไท, นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, นายประภัตร โพธสุธน, นายพิศาล พงศาพิชณ์, พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, มกษ., มกอช., มาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในตลาดกลาง, สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, สินค้าเกษตร, โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61557fc2a67df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 14:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. เปิดเวทีสัมมนาผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เติมความรู้การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ยก “ฟาร์มแม่ปิงเกษตรธรรมชาติ” แปลงเกษตรอินทรีย์ต้นแบบปฏิบัติตามมาตรฐาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2564 เพื่อให้ผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ได้รับความรู้ความเข้าใจในการใช้และการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้อง โดยมีผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทั่วไป จำนวน 3 มาตรฐาน ประกอบด้วย มาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ. 9001-2556)&amp;nbsp; มาตรฐานสินค้าเกษตรเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ (มกษ. 9000 เล่ม 1) หลักเกณฑ์การปฏิบัติ : หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023-2550) และมาตรฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดีด้านสุขลักษณะอื่นๆ เข้าร่วมสัมมนาทั้งสิ้น 45 คน ณ โรงแรมคุ้มภูคํา จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับพืชอาหาร และเกษตรอินทรีย์ ความรู้เกี่ยวกับการใช้และการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ความรู้เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ (DGT-Farm) และระบบการตามสอบสินค้าเกษตรและอาหาร (QR Trace) นอกจากนี้ ยังได้มอบป้าย หรือสติกเกอร์เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรให้กับผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับพืชอาหาร เกษตรอินทรีย์ และ GMP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้เลือกแปลงเกษตรอินทรีย์ บริษัท รินคำ กรุ๊ป จำกัด และแปลงปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มแม่ปิงเกษตรธรรมชาติ ของนายสุจิตร โนคำ ตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นแบบในการปฏิบัติมาตรฐานสินค้าเกษตรเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000 เล่ม 1-2552) สำหรับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย และแปลงเกษตรอินทรีย์ต้นแบบภายใต้โครงการได้รับการสนับสนุนการตรวจสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตร โดย มกอช. จัดจ้างบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานที่ มกอช. ให้การรับรองระบบงานให้เป็นหน่วยรับรองเอกชน (CB) และมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 17025 เป็นผู้ดำเนินการสุ่มตรวจสารพิษตกค้างให้กับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าเกษตรที่แสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีผลตรวจสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตรปลอดภัยตามที่มาตรฐานกำหนด รวมทั้งสามารถแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานได้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายของโครงการ รวมถึงแปลงอินทรีย์ต้นแบบดังกล่าวได้รับใบรับรองมาตรฐานอินทรีย์จากสถาบันรับรองระบบการผลิตผลิตภัณฑ์การเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็น CB ที่ มกอช. ให้การรับรองระบบงานให้เป็นหน่วยรับรองเอกชนและดำเนินการยื่นขอรหัสรับรองให้กับเกษตรกรผ่านระบบศูนย์ควบคุมและตามสอบสินค้าเกษตรและอาหาร (Thai TRACES) และระบบกำหนดรหัสรับรอง https://tascode.acfs.go.th (e-Coding)&amp;rdquo;เลขาธิการ มกอช. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98785</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิศาล พงศาพิชณ์, พิศาล พงศาพิชณ์, ฟาร์มแม่ปิงเกษตรธรรมชาติ, มกอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606eaef34bb47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. จับมือ พาณิชย์ จัดทำแผน Quick Win ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทยสู่มาตรฐาน ตอบโจทย์เทรนด์โลก ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตครั้งที่ 1/2564 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการร่วม ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรับทราบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ภายใต้คณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 4 คณะ รวมทั้ง พิจารณาผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ของแต่ละคณะ ได้แก่ คณะอนุการขับเคลื่อนการสร้างข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง &amp;quot;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;quot; คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ มกอช. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนในคณะอนุการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ โดยมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการร่วมกับ เลขาธิการ มกอช. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ รวมทั้งการจัดทำแผนงานนำร่อง (Quick Win) ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;quot;สินค้าเกษตรไทย ได้คุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขับเคลื่อนไทยสู่ครัวโลก&amp;quot; และพันธกิจ &amp;quot;สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรและอาหารไทย&amp;quot; โดยมีแนวทางการดำเนินงาน 3 รูปแบบคือ 1. ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปสู่ระดับมาตรฐานพื้นฐานตามที่ตลาดต้องการ เช่น Food Safety ,GAP ,GMP เป็นต้น 2. พัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตรและอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานพื้นฐานแล้วไปสู่มาตรฐานระดับสูงสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น Organic, GI, Sustainable, Fair Trade เป็นต้น 3. สร้าง พัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารไทยเป็นสินค้านำเทรนด์ตลาดโดยเฉพาะสินค้าประเภท Functional Foods อาหารควบคุมผู้บริโภคเพื่อตอบโจทย์ในตลาด Niche Market &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังกำหนดแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ในการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ความต้องการของตลาด กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ภายใต้หลักการของยุทธศาสตร์ &amp;quot;ตลาดนำการผลิต&amp;quot; กำหนดตลาดเป้าหมายไว้ 5 กลุ่ม ในเบื้องต้นคือ เอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป โอนีเชีย และตะวันออกกลาง เพื่อสร้างให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ด้วยการพิจารณาจัดทำสินค้า &amp;quot;Quick Win&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97361</URL_LINK>
                <HASHTAG>Quick Win, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.ทองเปลว กองจันทร์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายพิศาล พงศาพิชณ์, มกอช., สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605d8f48812cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. เดินหน้าติวเข้มกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ เรียนรู้ เข้าใจใช้ระบบ PGS พร้อมพัฒนาผู้ตรวจประเมินเบื้องต้น มุ่งสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานมีหน้าที่ในการกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรตั้งแต่ไร่นาจนถึงผู้บริโภค ด้วยนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ มีความประสงค์ที่จะทำให้จำนวนเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร ได้เข้าสู่ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 20 ต่อปีซึ่งการดำเนินการด้านการผลิต ตรวจสอบและรับรองสินค้าในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) นั้น จำเป็นต้องสร้างกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และมีการพัฒนา ให้มีความรู้ ความชำนาญในการตรวจสอบรับรองระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรของชุมชนได้รับการรับรองตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น มกอช. โดยกองรับรองมาตรฐาน ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาผู้ตรวจประเมินภายในของกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมในพื้นที่จังหวัดนครนายก สระแก้ว จันทบุรี และระยอง (ตั้งเป้า 4 จังหวัด ให้ได้ 220 ราย จัดสัมมนาที่ จ. นครนายก ได้ 50 ราย สระแก้ว ได้ 90 ราย จันทบุรีและระยอง กำลังจะจัดสัมมนา ) เพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจของเกษตรกรเกี่ยวกับกระบวนการการรับรองแบบมีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาผู้ตรวจประเมินของกลุ่มเกษตรกรในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม และรวบรวมข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ยื่นขอการรับรองกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ โดยกองรับรองมาตรฐานจะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ผ่าน มกอช. ได้ดำเนินโครงการยกระดับเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐาน (PGS) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ลำปาง ขอนแก่น มหาสารคาม กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ซึ่งมีเกษตรกรที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์แบบ PGS มาร่วมโครงการ รวมจำนวน 393 ราย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ มกอช. มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะสามารถนำความรู้ ความเข้าใจ ไปใช้ในการดำเนินการตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคนที่สามารถเป็นผู้ตรวจประเมินเบื้องต้นได้ โดยตรวจทั้งในแปลงของกลุ่มตนเอง และแปลงของกลุ่มสมาชิกภายในจังหวัด ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร&amp;rdquo;เลขาธิการ มกอช. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96361</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กลุ่มเกษตรกร, นายพิศาล พงศาพิชณ์, มกอช., สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_6051b467d96be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช.หนุนเกษตรกรที่ผ่านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ติดสติกเกอร์ Organic Thailand ที่ตัวผลิตภัณฑ์ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้สินค้าอินทรีย์แท้ 100% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2564 ว่า การจัดสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP พืชอาหาร (มกษ.9001-2556) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000 เล่ม 1) และมาตรฐานหลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร GMP (มกษ.9023-2550) ให้สามารถใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q และ Organic Thailand ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเครื่องหมายสัญลักษณ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ ดีจีทีฟาร์ม (DGT Farm) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการโดยการขยายทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งให้ผู้บริโภคสามารถตามสอบแหล่งที่มาของผลผลิตได้โดยการสแกนคิวอาร์โค้ดระบบตามสอบสินค้าเกษตรและอาหาร (Qr trace) โดยเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา มกอช.มีการขับเคลื่อนด้านการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรหลายด้าน อาทิ การส่งเสริมให้คำปรึกษาในการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้า โดยมีการสร้างพี่เลี้ยง (Q อาสา และ Organic อาสา) คอยให้คำแนะนำสนับสนุนทั้งความรู้ เทคโนโลยี จัดอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับส่งเสริมด้านการตลาด ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ สร้างการรับรู้ในการเลือกซื้อสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานต้องมีตราสัญลักษณ์ Q หรือ Organic Thailand เท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พร้อมกันนี้ยังได้ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนเราเกษตรอินทรีย์ หนองเสือ ต.บึงบา อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นต้นแบบในการปฏิบัติมาตรฐานสินค้าเกษตรเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกลุ่มนี้มีสมาชิกทั้งหมด 12 ราย มี 2 รายที่ผ่านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร สามารถใช้เครื่องหมาย Organic Thailand ติดกับตัวผลิตภัณฑ์ได้แล้ว ที่เหลืออีก 10 ราย มีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP สามารถใช้เครื่องหมาย Q ได้ ทั้งนี้ คาดว่าในระยะเวลาอันใกล้สมาชิกทั้งหมดจะสามารถปรับเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ครบ 100% &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95580</URL_LINK>
                <HASHTAG>DGT Farm, Organic Thailand, ดีจีทีฟาร์ม, นายพิศาล พงศาพิชณ์, มกอช., สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60483af3dcf62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลาร้าไทยตีตลาด ทำเงินปีละ800ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เผยธุรกิจผลิตปลาร้าไทยขยายตัวสูงถึง 4 หมื่นตันต่อปี สร้างมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท พร้อมส่งออกอีกปีละกว่า 20 ล้าน กระทรวงเกษตรฯ จึงจำต้องจัดทำมาตรฐานเพื่อยกระดับการผลิตให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ด้านผู้ผลิตรายใหญ่ชี้ส่งผลดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเมื่อวันที่ 19 เมษายนนี้ ว่า ปลาร้าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่คนไทยนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตปลาร้าขยายตัวเติบโตขึ้นจากระดับครัวเรือนหรือธุรกิจขนาดเล็ก เป็นการผลิตขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยมีปริมาณการผลิตสูงถึง 40,000 ตันต่อปี มีมูลค่าตลาดในประเทศรวมปีละกว่า 800 ล้านบาท ขณะเดียวกันไทยยังมีการส่งออกปลาร้าไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา และประเทศที่มีคนเอเชียอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มตะวันออกลาง มูลค่าการส่งออกปลาร้าของไทยรวมกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปริมาณและมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปลาร้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักปลากับเกลือ เติมรำข้าว หรือรำข้าวคั่ว และ/หรือข้าวคั่ว ในอัตราส่วนและระยะเวลาการหมักที่เหมาะสม เพื่อให้ได้กลิ่นรสที่มีลักษณะเฉพาะของปลาร้า ก่อนบรรจุในภาชนะบรรจุที่สามารถป้องกันการปนเปื้อนได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทยยังไม่มีเกณฑ์กำหนดคุณภาพที่เป็นมาตรฐานสำหรับใช้อ้างอิงการซื้อขายปลาร้า ประกอบกับการรวมตัวเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีการค้าขายอย่างเสรี จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่เป็นที่ยอมรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิศาลกล่าวว่า จากเหตุผลดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. จึงร่วมกับกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง &amp;quot;ปลาร้า&amp;quot; ขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตปลาร้าที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังสามารถใช้มาตรฐานดังกล่าวเป็นเครื่องมืออ้างอิงในการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลต่อการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ปลาร้าของไทยให้เติบโตขึ้น สาระสำคัญของมาตรฐานดังกล่าวมีข้อกำหนดเกณฑ์คุณภาพ ได้แก่ ลักษณะทั่วไป สี กลิ่น และรสชาติ ทั้งยังกำหนดปริมาณเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) ในปลาร้า ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 โดยน้ำหนัก ซึ่งเป็นปริมาณที่สามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ก่อโรคได้ นอกจากนั้น ต้องไม่พบตัวอ่อนพยาธิตัวจี๊ด และตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ และต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอม เช่น เส้นผม ดิน ทราย กรวด รวมถึงแมลง มอด ชิ้นส่วนของแมลง ขนสัตว์ และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ยังได้กำหนดเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหารในปลาร้า เช่น ห้ามใช้สีและวัตถุกันเสียทุกชนิด ข้อกำหนดสารปนเปื้อน อาทิ ปริมาณสูงสุดของสารตะกั่ว ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สารหนูในรูปอนินทรีย์ ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และสารปรอท ต่ำกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นต้น อีกทั้งยังมีข้อกำหนดด้านสุขลักษณะ ปริมาณจุลินทรีย์ ภาชนะบรรจุ การบรรจุ การแสดงฉลากทั้งร้านขายปลีกและขายส่งที่ต้องระบุชนิดปลา ส่วนประกอบ ชนิดของวัตถุเจือปน วัน เดือน ปีที่ผลิต-หมดอายุ คำแนะนำในการเก็บรักษา-การบริโภค ตลอดจนชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้แบ่งบรรจุ รวมถึงการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในขั้นตอนของการกำหนดมาตรฐาน ที่ผ่านมา มกอช.ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างมาตรฐานฯ ปลาร้า เพื่อนำข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาปรับปรุงร่างมาตรฐานให้ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ และอยู่ในแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ พร้อมประชาสัมพันธ์มาตรฐานปลาร้าให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรับทราบ เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมและปรับตัวก่อนที่มาตรฐานจะประกาศใช้ต่อไป&amp;quot; นายพิศาลกล่าว และว่า &amp;quot;มกอช.ได้ปรับปรุงรายละเอียดร่างมาตรฐานฯ และได้นำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้มีมติให้ออกประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า มาตรฐานเลขที่ มกษ.7023-2561 ไว้เป็นมาตรฐานทั่วไป ใช้โดยสมัครใจ เพื่อส่งเสริมพัฒนายกระดับสินค้าปลาร้าให้มีคุณภาพมาตรฐาน เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 และมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งล่าสุดมาตรฐานดังกล่าวได้ประกาศเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสอบถามความคิดเห็นของผู้ประกอบการผลิตปลาร้าในพื้นที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปลาร้าที่มีชื่อเสียงแหล่งหนึ่งของประเทศ นายศุภชัย พละสุข ผู้ประกอบการบ้านปลาร้าแม่ผาลำ กล่าวว่า เห็นด้วยกับกำหนดให้การผลิตปลาร้าต้องได้มาตรฐาน เพื่อผู้บริโภคจะได้รับประทานของดี ของสะอาด ปลอดภัย เพราะการผลิตปลาร้าบางแห่งยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร ในส่วนตนเองไม่หนักใจกับประกาศดังกล่าวที่ออกมา เนื่องจากปัจจุบันโรงผลิตปลาร้าของตนได้มีกระบวนการผลิตและแปรรูปที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยในกระบวนการผลิตอาหาร หรือ Primary GMP อยู่แล้ว และยังได้รับเครื่องหมาย อย.รับประกันคุณภาพสินค้า ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในผลิตภัณฑ์ปลาร้าของตนว่าสะอาดและปลอดภัย จึงมียอดสั่งซื้อปีละไม่ต่ำกว่า 100 ตัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ผู้ประกอบการผลิตปลาร้าใน อ.สรรพยา หลายรายบอกว่า ยังไม่ทราบว่ากำหนดให้ปลาร้าเป็นสินค้ามาตรฐานเกษตร และยังไม่เข้าใจว่าต้องทำเช่นใดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามที่ประกาศกำหนดไว้ บางคนยอมรับว่าค่อนข้างหนักใจ โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงสถานที่ผลิต จากที่เคยทำกันอยู่ภายในบ้าน ต้องเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ผลิตที่ได้เกณฑ์มาตรฐาน Primary GMP ซึ่งจะต้องใช้เงินจำนวนมาก หากจะให้ปรับเปลี่ยนไปในทันทีคงไม่สามารถทำได้ แต่หากให้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละน้อย ก็มั่นใจว่าจะดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานตามที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนดไว้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7454</URL_LINK>
                <HASHTAG>Primary GMP, กระทรวงเกษตรฯ, ธุรกิจผลิตปลาร้าไทยขยายตัว, นายพิศาล พงศาพิชณ์, นายศุภชัย พละสุข, ผู้ประกอบการบ้านปลาร้าแม่ผาลำ, มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท, สารตะกั่ว, สารปรอท, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โซเดียมคลอไรด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad8a28c83773.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
