<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคปชช.-เอกชน ร่วมสร้าง&#039;บ้านอยู่ดีมีสุข&#039;ให้อสม.ขุนพลด่านหน้าสู้ภัยโควิดผ่อนราคาถูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ต.ค.64 - ดร.เมธี จันท์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน และพีรพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา&amp;nbsp; ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี กริม และ กลุ่มบริษัท บี กริม เพาเวอร์ ร่วมจัดทำโครงการบ้านอยู่ดีมีสุขครอบครัวอสม.โดยทำพิธียกเสาเอกบ้านหลังแรกให้กับ อสม.วิทสันติ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรค ดูแลสุขภาพของประชาชน อย่างเข้มแข็ง จนได้รับการยกย่องจากนานาประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ #อสม.จำนวน 1,050,000 คนทั่วประเทศ (ทุกหมู่บ้าน/ชุมชน)ต่างได้เสียสละเวลา แรงกาย แรงใจ ความอดทนทุกข์ยากต่าง ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนในหมู่บ้านและแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศชาติตลอดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี กริม กล่าวว่า การสร้างบ้านอยู่ดีมีสุขให้กับครอบครัว อสม. ผู้ที่มีบทบาทหลัก ในการช่วยเหลือดูแลสุขภาพ และ ควบคุมป้องกันโรคให้กับประชาชนในประเทศไทยตลอดมา ทางบีกริม ยินดีร่วมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งสอดรับกับ โครงการ &amp;ldquo;บี กริม ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19&amp;rdquo; ที่ได้สนับสนุนเงินบริจาค และปัจจัยสิ่งของจำเป็น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกันชีวิต และถุงยังชีพ เป็นต้น โดยบริจาคทั้งทางตรง กับ สถานพยาบาลต่างๆ หรือ ประชาชนที่เดือดร้อน รวมถึงผ่านองค์กรการกุศล สำคัญต่างๆอย่างเร่งด่วนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.ฮาราลด์ ลิงค์&amp;nbsp; กล่าวอีกว่า บี.กริม ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 142 ปี มีความเกี่ยวข้องผูกพันกับสังคมไทย ในหลากหลายภาคส่วนผ่านธุรกิจและบริการต่างๆ ของ บี.กริม เมื่อยามที่ประเทศไทยประสบภัย ทำให้คนไทยได้รับความทุกข์ร้อนจึงเป็นความตระหนักจากใจจริงถึงความร่วมแรงร่วมใจในการให้ความช่วยเหลือตามกำลังความสามารถของแต่ละบุคคลหรือองค์กร ซึ่งรวมถึง บี.กริม ด้วยอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.เมธี จันท์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน กล่าวว่า อสม. มีบทบาทหลักคือการช่วยดูแลสุขภาพและควบคุมป้องกันโรคให้กับประชาชนในพื้นที่ ดั่งคำขวัญที่ว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข&amp;rdquo;&amp;nbsp; อสม.ก็คือชาวบ้านในหมู่บ้านประกอบอาชีพเหมือนกับชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรฐานะยากจน การศึกษาไม่สูงนัก มีรายได้น้อย อยู่แบบเรียบง่ายและมีจิตอาสา แม้ว่าจะต้องประกอบอาชีพ แต่ก็ยังทำหน้าที่ของอสม.เพื่อส่วนรวมอย่างมั่นคงเสมอมา ไม่ได้มีการเรียกร้องสิ่งตอบแทนใด ๆ จะมีบ้างก็คือ ค่าป่วยการในการทำงานของอสม. เดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งอสม.บางคนใช้เงินในการทำงานมากกว่าเดือนละ 1,000 บาท&amp;nbsp; สวัสดิการการเจ็บป่วย การเสียชีวิต การประกอบอาชีพ อสม.ต้องทำด้วยตนเองแทบทั้งสิ้น ยังไม่มีองค์กรใด ๆ มาให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง ความเป็นอยู่ของอสม.กว่า 40 ปี จะยังคงทุกข์ยากอยู่ในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งดำเนินงานร่วมกับอสม.มาโดยตลอดและเข้าใจสภาพปัญหาของอสม.มาเป็นอย่างดี จึงได้หารือกับภาคธุรกิจเอกชนอย่าง บริษัท บีกริม ที่มีแนวความคิดในการสนับสนุนภาคประชาชนให้มาสนับสนุนการดำรงชีวิตของอสม.ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัยให้มีสภาพที่ดี มั่นคง สวยงาม ภายใต้โครงการบ้านอยู่ดีมีสุขครอบครัวอสม. รวมทั้งการสนับสนุนการสร้างอาชีพ ปลูกไผ่ สมุนไพร ให้เกิดรายได้กับอสม.ผู้เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายพีรพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา กล่าวว่า โครงการบ้านอยู่ดีมีสุขนี้ จะเป็นความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ บริษัท บีกริม สถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแห่งประเทศไทย มูลนิธินายแพทย์ปรีชาดีสวัสดิ์เพื่อการสาธารณสุขไทย มูลนิธิพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐาน ชมรมอสม.ระดับจังหวัด และบริษัทเวลโกรโซลูชั่น จำกัด เป็นต้น ทางอสม.และครอบครัวสามารถที่จะมีบ้านอยู่ดีมีสุขได้เมื่อเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีรายละเอียดหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เบื้องต้น คือเป็นอสม.มาไม่น้อยกว่า 5 ปี มีความเข้มแข็งในการทำงาน มีรายได้เพียงพอในการที่จะผ่อนบ้านตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด การพิจารณาคัดเลือกจะพิจารณาจากคณะกรรมการของอสม.ระดับจังหวัดและผู้ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อ อสม.โดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางเอื้อ ทองมั่น อายุ 34 ปีบอกว่าตนเป็น อสม.มา 3 ปีบ้านถูกน้ำท่วมและมีสภาพที่ทรุดโทรม ยังหาเงินมาซ้อมแซมบ้านไม่ได้เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากทางด้านประธาน อสม.เห็นความลำบากจึงได้ให้เข้าร่วมกับโครงการและดีใจมากที่ได้เข้าร่วมโครงการเพราะตนก็อยากมีบ้านที่มั่นคง ราคาในการผ่อนก็ถือว่าไม่แพงเพราะมีการส่งเสริมรายได้บวกกับเงินเดือนของ อสม.สามารถที่จะผ่อนชำระให้ได้เพียง 2,500 บาทเท่านั้นดีกว่าไปกู้เงินจำนวนมากมาสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือ สถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน ได้จัดทำโครงการสร้างบ้านอสม. 1,000,000 หลังทั่วประเทศ มูลค่าก่อสร้างหลังละ 500,000 บาท ใช้แรงงานในท้องถิ่นระดับหมู่บ้าน เป็นผู้ก่อสร้างตามแบบบ้าน 5 แบบ โดยให้อสม.ผ่อน ชาระเพียงเดือนละ 2,500 บาท เป็นเวลา 20 ปี ภายใต้ชื่อโครงการ &amp;ldquo;บ้านอยู่ดีมีสขุ &amp;rdquo;ครอบครัวอสม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนี้ จะเป็นการ&amp;ldquo;สร้างชีวิตอสม.ใหม่&amp;rdquo; ด้วยการใช้พื้นที่ทางการเกษตร เพียง 1 ไร่ ปลูกไผ่ หรือปลูกฟ้า ทะลายโจร หรือปลูกพืชสมุนไพร หรือปลูกพืชผสมผสานกันจะสร้างมูลค่าในการผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้านขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้อง 1 ห้องครัว 1 ห้องเอนกประสงค์ พื้นที่ใช้งานรวม 46 ตารางเมตร ในที่ดินของตนเองได้บ้าน 1 หลัง
&amp;ldquo;บ้านอยู่ดีมีสุข&amp;rdquo;ครอบครัว อสม.ถูกออกแบบเพื่อให้เป็นอยู่สบายมีการจัดระเบียบรูปทรงให้เกิดดุลยภาพ โดยจะเน้นการประหยัดพลังงาน การระบายอากาศ เพื่อให้เกิดการเวียนของลมธรรมชาติ อากาศถ่ายเทสะดวก ให้ แสงจากภายนอกเข้าถึงภายในได้มากที่สุด บรรยากาศภายในดูโปร่งสบายผ่อนคลายไม่อึดอัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;ldquo;บ้านอยู่ดีสุข &amp;rdquo; ครอบครัวอสม.มีพิธียกเสาเอกบ้านหลังแรกของโครงการ วันที่ 14 ตุลาคม 2564 เวลา10:00น&amp;ndash;11:00น. ซึ่งบ้านหลังแรกเป็นของนายวิทสนัติ หอมงาม เลขที่ตั้ง 101หมู่12ต.หนองไม้แก่น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทราโดยมีดร.ฮาราลด์ ลิงก์ ประธานบริษัท บี กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน)เป็นประธานในพิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งโครงการ &amp;ldquo;บ้านอยู่ดีมีสุข&amp;rdquo;ครอบครัวอสม. ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท บี กริมเพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) บริษัท ดับเบิลไนท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันการเงินภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)จ.ฉะเชิงเทรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119823</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มบริษัท บี กริม เพาเวอร์, ดร.เมธี จันท์จารุภรณ์, นายพีรพล ตริยะเกษม, บ้านอยู่ดีมีสุข, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_616944f644cf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66012</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อดีตแกนนำ14ตุลาฯปิ๊งไอเดียขายแพคเกจแสนล้านแก้ปัญหาสภาพคล่องการบินไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 พ.ค.63-นายพีรพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุค14ตุลาฯ2516&amp;nbsp; เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลไทยกำลังแก้ปัญหาวิกฤติการบินไทย ว่า สิ่งที่เร่งด่วนที่รัฐบาลควรจะทำ คือการปรับองค์กรให้เล็กลงตามความรู้ความสามารถของพนักงาน เร่งหาสภาพคล่องเน้นการพึ่งพาตัวเองขององค์กรมากกว่าพึ่งพารัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีรพล กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปรับองค์กรที่หลายฝ่ายกำลังพูดถึงโดยเน้นปรับตามความโดดเด่นและจุดแข็งขององค์กรมทั้งด้านการบิน การบริการ การซ่อมบำรุง การผลิตอาหารและการขนส่ง โดยเฉพาะเรื่องความโดดเด่นทางด้านการผลิตอาหาร ขอเสนอให้สร้างเป็นนิคมอุตสาหกรรมอาหารเพื่อเป็นการเน้นธุรกิจอาหารอย่างเต็มระบบ ส่วนภาคบริการการซ่อมบำรุงการบินไทยมีศักยภาพในเรื่องนี้มาก ขอเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาโดยร่วมมือกับสายการบินโลว์คอสต่างๆของไทยเพื่อที่จะได้เกิดความร่วมมือและทำให้เกิดการแข่งขันกับต่างประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตแกนนำนักศึกษา 14 ตุลาฯ กล่าวอีกว่า จุดแข็งของการบินไทย คือ มีบุคลากรที่ชำนาญการ ส่วนจุดอ่อน คือ การบริหาร และการจัดการซึ่งเราจะปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่เป็นฝ่ายการเมือง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง ตลอดจนบุคลากรที่มีการฝากฝังมา&amp;nbsp; แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็สร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องสร้างให้กับการบินไทยในเร็ววัน คือ รัฐบาลตั้งบอร์ดที่มีความเป็นกลางเข้ามาแก้ปัญกาของการบินไทย เปิดให้มีคนหลายฝ่ายเข้าร่วม ไม่ใช่ใครก็ได้มานั่งรับเงินเดือนแพงๆ ที่สำคัญการบินไทยต้องแก้ปัญหาแบบไม่หวังพึ่งรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว ต้องหวังพึ่งศักยภาพของตัวเองให้มากที่สุด โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีรพล กล่าวถึงปัญหาการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของการบินไทย ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าว่า ในฐานะที่เป็นลูกค้าของการบินไทย จากประสบการณ์ที่บินร่วมกับการบินไทยและเห็นว่า ทุกเที่ยวบินจะมีที่ว่างโดยเฉลี่ย 30% นั่นคือ การบินไทยขาดรายได้กับที่นั่งว่างเหล่านี้ ถ้าหากจะให้ตนเสนอแนะ ก็ให้นำที่ว่าง 30% นี้ออกมาขายล่วงหน้า หากการบินไทยต้องการเงินสดมาแก้ปัญหาสภาพคล่อง 1 แสนล้านบาท ก็ทำแพคเกจให้ได้ 1 แสนล้านบาท เช่น แพคเกจละ 50,000 บาท ก็ขาย 2 ล้านแพ็คเกจ ก็จะได้มีเงินมาแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในระยะเวลาอันสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าแพคเกจที่แนะนำให้คืออะไรในแพ็คเกจ 50,000 นี้เป็นตั๋วเครื่องบินที่มีอายุตั๋วโดยสาร มีอายุ 3 ปี วันเริ่มยังไม่ระบุเพราะวันเริ่มจะชัดเจนเมื่อเรานำเครื่องการบินไทยขึ้นบินอีกครั้ง เมื่อเครื่องการบินไทยขึ้นบินเมื่อไหร่ก็นับวันนั้นเป็นวันเริ่มต้นของอายุตั๋ว โดยตั๋วนี้ไม่ระบุวัน เวลา และชื่อผู้โดยสารที่จะบิน ซึ่งตั๋ว 4 ใบนี้ ใบแรกบินยุโรปประเทศไหนก็ได้ในภาคพื้นยุโรป ใบที่ 2 เดินทางในภาคพื้นเอเชีย ใบที่ 3 และ 4 บินภายในประเทศ เพียงแค่นี้การบินไทยก็จะมีเงินหมุนเวียน 1 แสนล้านทันที&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีรพล กล่าวต่อว่า สำหรับแรงจูงใจที่จะทำให้ตัวขายได้เร็ว และผู้ซื้อใช้ตั๋วบินเร็วขึ้นก็อาจจะจูงใจด้วยการเพิ่มมูลค่าของหางตั๋ว เช่น การนำหางตั๋วมาจับรางวัลชิงเงินสด บ้าน รถยนต์ หรืออื่นๆเพื่อให้บรรดาผู้ซื้อแพคเกจแต่อาจจะอยากซื้อแพคเกจหลายใบแล้วรีบบินเพราะหลังจากดินแล้วก็มาจากฉลากตรงนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตแกนนำนักศึกษาสมัย 14 ตุลาคม กล่าวอีกว่า หากมองว่าการขายแพคเกจอาจจะใช้ระยะเวลา เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเจรจากับธนาคารเพื่อเอาเงินจากธนาคารมาแก้ปัญหาสภาพคล่องก่อน และเมื่อขายแพคเกจได้อาจจะใช้เวลาเพียง 2-3 เดือน ก็ส่งเงินคืนธนาคารพร้อมดอกเบี้ยก็ได้ การนำที่นั่งที่ปกติก็ว่างหรือขายไม่ออกมาสร้างให้เกิดมูลค่านี้ไม่ได้สร้างปัญหากระทบในส่วนใดเลย ในทางตรงกันข้ามกับเอาที่นั่งที่ไม่มีมูลค่ามาสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องหวังไปพึ่งพาแต่ภาษีประเทศชาติ และให้คนทั้งประเทศมานั่งวิตกกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมก็คิดได้แบบบ้านๆแบบนี้แหละถ้าเกิดใครมองว่าดี ก็เอาไปปรับใช้ได้ หรือจะให้ผมไปเป็นที่ปรึกษาด้วยผมก็ยินดี&amp;quot; นายพีรพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66012</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายแพคเกจแสนล้าน, นายพีรพล ตริยะเกษม, วิกฤติการบินไทย, แผนฟื้นฟูการบินไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe4b5de7439.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
