<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. ลากไส้กระบวนการหลอกขายข้อสอบครูผู้ช่วยสพป. สุรินทร์เขต 2 ตั้งคกก.สอบสวน2ครูมีเอี่ยว และ เตรียมขยายผลส่วนอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ก.ย.62-นายพีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มผู้กระทำการส่อทุจริตคอรัปชั่น หลอกลวงผู้ปกครองเด็กว่าสามารถขายข้อสอบให้บุตรหลานสอบเป็นข้าราชการครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ในราคารายละ 650,000 บาท โดยอ้างว่าซื้อข้อสอบมาจากเลขาฯ กพฐ.เป็นเงิน 100 ล้านบาท กล่าวว่า ตามที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำหลักฐาน เป็นภาพถ่ายของข้าราชการครู พร้อมแผ่นดีวีดี คลิปเสียง และบัญชีการโอนเงิน มาให้กับคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงแล้วนั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้พบว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฏาคม 2561 ในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุรินทร์ เขต 2 โดยมีตัวละครสำคัญคือ นายน้ำ และ ครู ม ซึ่งนายน้ำอ้างว่ารู้จักกับผู้ใหญ่ในสพฐ.สามารถช่วยเหลือให้บรรจุเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วยได้ โดยไม่ต้องอ่านหนังสือไม่ต้องนั่งติวให้เสียเวลา แต่มีค่าใช้จ่ายในการบรรจุ จำนวน &amp;nbsp;650,000 บาท โดยมีครู ด เป็นผู้เกี่ยวข้องรับหน้าที่เป็นธุระติดต่อประสานรับเงินมัดจำ 50,000 บาทจากผู้เสียหาย จากนั้นมีเครือข่ายที่เป็นกลุ่มข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการเป็นผู้ประสานงานกับผู้เสียหายอีกทอดหนึ่งได้รับค่าตอบแทน จำนวน 10,000 บาทจากครู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ครู ด มีเทคนิคทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ โดยมีการทำสัญญาเงินกู้ ให้ผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ คล้ายกับการทำประกันไว้ว่า เงิน 50,000 บาท ไม่ได้หายไปไหน แต่เนื่องจากมีผู้เสียหายสอบไม่ได้ และไม่ได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการครู จึงมีการเรียกขอคืนเงินเกิดขึ้น และกลุ่มคนดังกล่าวได้มีการจัดประชุม เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้เสียหายได้ถ่ายคลิปในวันประชุมแล้วนำมาร้องเรียน เรื่องนี้จึงถูกเปิดเผยขึ้นมา ดังนั้นเรื่องนี้ สพป.สุรินทร์ เขต 2 จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ครู ด และครู ม แล้ว เนื่องจากเป็นข้าราชการครู แต่มาสร้างขบวนการหลอกลวงแบบนี้ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง อีกทั้งคนที่เป็นครูต้องมีจรรยาบรรณ แต่ใช้อำนาจหน้าที่ไปหลอกลวง ปฏิบัติหน้าที่ในทางมิชอบ ส่วนนายน้ำ ขณะนี้ยังหาตัวไม่เจอแต่เชื่อว่าจะสอบเพิ่มเติมเพื่อให้เจอตัวนายน้ำ เพราะทราบข้อมูลเบื้องต้นว่านายน้ำเป็นติวเตอร์อยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อเจอตัวแล้วจะมีการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีทางอาญาต่อไป ส่วนประเด็นป้ายทะเบียนรถ กทม.ที่ปรากฎอยู่ในคลิปอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลอยู่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46595</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., กระบวนการหลอกขายข้อสอบครูผู้ช่วยสพป. สุรินทร์เขต 2, นายพีระ รัตนวิจิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d64e96f62c9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44788</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สพฐ.&quot;เงื้อ&quot;ทบทวนหลักสูตร&quot;อีกแล้ว คราวนี้เชิญคนนอกมีส่วนร่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;


2ก.ย.62-&amp;quot;สพฐ. &amp;quot;เตรียม ชง ตั้ง คณะทำงาน ทบทวน หลักสูตร &amp;nbsp;ดีงผู้เชี่ยวชาญคนนอกเข้ามามีส่วนร่วม ชี้เพื่อให้ทันกับโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว&amp;ldquo;พีระ&amp;rdquo; เผยต่อไปการประเมินเด็ก ไม่เน้นความรู้อย่างเดียว แต่ต้องเน้นสมรรถนะด้วย ทักษะนอกห้องเรียน &amp;nbsp;ย้ำ การนำไปปฏิบัติ การวัดผลประเมินผลที่จะต้องไปด้วยกัน

นายพีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มอบนโยบายเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน ว่า จะต้องมีทบทวนหลักสูตรที่ใช้อยู่ในขณะนี้พัฒนาต่อยอดให้เท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนไปนั้น ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมที่จะเสนอรายชื่อคณะทำงานที่เข้ามาดูแลเรื่องการปรับหลักสูตรโดยเฉพาะ ให้ รมว.ศธ.เป็นผู้ลงนามเห็นชอบ ทั้งนี้กรรมการจะมีบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรจากภายนอกเข้ามาร่วมด้วย&amp;nbsp;
นอกจากนี้การปรับหลักสูตร สพฐ.ได้มีการเตรียมการในเรื่องต่างๆ ไปบ้างแล้วในหลายเรื่อง อย่างการสร้างเครื่องมือวัดผลที่อิงสมรรถนะ คือ ต่อจากนี้การประเมินจะไม่เน้นเรื่องความรู้เพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นในเรื่องของสมรรถนะด้วย โดยที่จะดูเรื่องการปฏิบัติต่างๆ ที่มีพื้นฐานมาจากความรู้ ทักษะ ความนิยมที่ได้ศึกษามา เช่น การเพาะเห็ด เด็กจะต้องรู้ว่าเห็ดมีกี่ประเภท แต่ละชนิดจะเจริญเติบโตได้อย่างไร ปลูกอย่างไร กินอาหารชนิดไหน ต้องกำหนดอุณหภูมิเท่าไร ดูแลรักษาอย่างไร เป็นต้น ซึ่งการเรียนการสอนก็จะต้องปรับไปในทิศทางที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสมรรถนะด้วย เพราะนอกจากเด็กจะมีสมรรถนะแล้ว การจัดการเรียนการสอนในลักษณะนี้จะทำให้เด็กมีค่านิยมที่ดี มีวินัย ความขยัน ความใส่ใจและความใฝ่รู้ใฝ่เรียน

&amp;ldquo;ที่ผ่านมาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดสมรรถนะไว้อยู่แล้ว 5 ด้าน คือ 1.ความสามารถในการสื่อสาร 2.ความสามารถในการคิด 3.ความสามารถในการแก้ปัญหา 4.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ 5.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี แต่ต่อจากนี้ สพฐ.จะนำมาเน้นให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เวลาเด็กจะเรียนรู้เรื่องอะไรจะต้องมีการฝึกปฏิบัติจะมีความเชี่ยวชาญ และมีการเสริมค่านิยม คุณลักษณะที่ดีให้เกิดเป็นสมรรถนะ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมีการปรับหลักสูตรแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การนำไปปฏิบัติ การวัดผลประเมินผลที่จะต้องไปด้วยกัน&amp;rdquo;รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44788</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., นายพีระ รัตนวิจิตร, หลักสูตรของสพฐ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d64e96f62c9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2019 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลประเมิน225 เขตพื้นที่การศึกษาพบคะแนนป้องกันทุจริต ได้เกรดC ยังไม่น่าพอใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
27ส.ค.62-นายพีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รายงานผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาออนไลน์ ประจำปีงบประมาณ 2562 ซึ่งมีกรอบการประเมิน 10 ตัวชี้วัด ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่ การใช้งบประมาณ การใช้อำนาจ การใช้ทรัพย์สินของราชการ การแก้ไขปัญหาทุจริต คุณภาพการดำเนินงาน ประสิทธิภาพการสื่อสาร การปรับปรุงระบบการทำงาน การเปิดเผยข้อมูล และการป้องกันทุจริต ซึ่งผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 225 เขต พบว่า ภาพรวมของประเทศได้คะแนนเฉลี่ย 85.58โดยผลการประเมินพบตัวชี้วัดเรื่องการป้องกันทุจริต มีคะแนนเฉลี่ย 73.50 ระดับ C ซึ่งส่วนนี้ถือว่ายังไม่เป็นที่น่าพอใจ สพฐ.จึงได้วางแนวทางการป้องกันการทุจริตไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ให้แต่ละสำนักจากส่วนกลางจัดทำโครงการกิจกรรม ปีงบประมาณ 2563 ที่มีแนวทางสอดคล้องหรือสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและยกระดับคุณธรรมความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2.ส่งเสริมให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริต ได้แก่เจตจำนงสุจริตของผู้บริหาร การประเมินความเสี่ยงเพื่อการป้องกันทุจริต การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรและแผนปฎิบัติการป้องกันการทุจริต และ3.ส่งเสริมให้สำนักเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการจัดทำมาตรการภายในเพื่อป้องกันการทุจริต เช่น มาตรการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ มาตรการส่งเสริมความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง มาตรการแนวปฎิบัติในการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับรายละเอียด ของผลประเมินในระดับเขต พบว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ได้คะแนนระดับ AA มีจำนวน 6 เขต เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สระแก้ว เขต 1 สพป.เพชรบูรณ์ เขต 2 เป็นต้น ระดับ A จำนวน 127 เขต ระดับ B จำนวน 83 เขต ระดับ C จำนวน 7 เขต และระดับ D จำนวน 2 เขต คือ สพป.นครราชสีมา เขต 7 และ สพป.ขอนแก่น เขต 5 โดยในข้อมูลแต่ละเขตพื้นที่จะระบุชัดเจนว่า ที่ไหนได้ A เรื่องใด และด้านไหนจะมีคะแนนน้อย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวก็จะเป็นตัวช่วยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานำไปใช้ในการพัฒนาตัวเองในด้านนั้น ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของกลุ่มของ ระดับ D สพฐ.จะเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะประกาศผลการประเมินดังกล่าว ให้สาธารณชนได้รับทราบรวมถึงนำเสนอผลการดำเนินการต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป &amp;ldquo;รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44402</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., ความสุจริต โปร่งใส, นายพีระ รัตนวิจิตร, ผลประเมินความสุจริต โปร่งใส, เขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d6398b74a746.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2019 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2019 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.แจงรร.อีลีทยังเป็นเพียงแค่แนวคิด ถ้าทำจริงต้องประชาพิจารณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
26ส.ค.62-นายพีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสวุรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มอบนโยบายให้แก่ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการพูดถึงประเด็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอยากให้สร้างโรงเรียนอีลิท (Elite) ที่มีแต่เด็กเก่ง เด็กหัวกะทิเข้าเรียน และเรื่องนี้เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้นยังไม่มีข้อสรุปที่จะดำเนินการใดๆ ทั้งนั้น อีกทั้งการจะสร้างโรงเรียนเฉพาะทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะต้องทำประชาพิจารณ์และศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ดังนั้นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าการสร้างโรงเรียนอีลิทจะเป็นโรงเรียนอภิสิทธิ์ชนสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นจึงไม่ใช่เรื่องจริง เพราะสพฐ.มีนโยบายชัดเจนในการดูแลและให้การศึกษาเด็กทุกคนทุกช่วงวัยพร้อมกับการจัดสรรทุนการศึกษา เงินอุดนหนุนรายหัว และการมีโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการแบ่งแยกชนชั้นเด็กเก่งหรือจะสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะ สพฐ.มีโรงเรียนเฉพาะทางสำหรับเด็กเก่งอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ &amp;nbsp;โรงเรียนกีฬา โรงเรียนดนตรี ดังนั้นเด็กเก่งไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาการอย่างเดียว แต่เด็กที่เก่งและมีทักษะด้านกีฬา ดนตรี ก็เป็นเด็กเก่งและเด็กอัจฉริยะเช่นกัน ส่วนเด็กปกติเราก็มีการจัดการเรียนการสอนด้านวิชาการควบคู่ไปกับทักษะด้านวิชาชีพ พร้อมกับให้เด็กเรียนรู้ทักษะชีวิต เพราะสพฐ.มีนโยบายชัดเจนว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;rdquo;รองเลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44313</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., นายพีระ รัตนวิจิตร, รร.อีลีท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d6398b74a746.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.ศธ.หย่าศึก &#039;อค.-สสวท.&#039; ปรับปรุงการพิมพ์แบบเรียนใหม่  &#039;พีระ&#039;ลาออก เลขาฯ สกสค. ระบุภาระงานมาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 8 ต.ค. นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนายวีระกุล อรัณยะนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และนายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กรณีองค์การค้าของ สกสค. ได้ส่งมอบหนังสือให้กับโรงเรียนไม่ทันเวลาเปิดเรียน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเรียนการสอนทั่วประเทศ และคณะกรรมการ สสวท.จึงได้มีมติให้กระจายความเสี่ยงและลดสัดส่วนสิทธิ์ในการพิมพ์ขององค์การค้าของ สกสค.เป็นร้อยละ 70 ของต้นฉบับทั้งหมด พร้อมให้องค์การค้าของ สกสค.วางแผนการดำเนินการให้รัดกุมไม่ให้การผลิตหนังสือล่าช้าอีก และให้สิทธิ์กับสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร้อยละ 30 ว่า ขณะนี้ทั้งทาง สสวท. และองค์การค้าของ สกสค.มีความเข้าใจตรงกันและพร้อมทำงานร่วมกันแล้ว โดยจากการหารือทั้ง 2 หน่วยงาน พบว่ามีเป้าหมายเดียวกัน คือ การจัดส่งหนังสือให้กับทางโรงเรียนได้ทันตามเวลาที่กำหนด และต้องการทำหนังสือให้ทันสมัย ซึ่ง 2 หน่วยงานถือว่ามีประวัติศาสตร์ทำงานร่วมกันหลายปี ถ้าจะมีขัดกันในวันนี้คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม ดังนั้น ได้พยายามให้เข้าใจกัน &amp;nbsp; สสวท. มีภารกิจชัดเจน หนังสือทันและทันสมัย องค์การค้าของ สกสค.ก็อยากให้การพิมพ์แบบมีความทันสมัยเช่นเดียวกัน แต่หากการพิมพ์แบบเรียนจะไม่ให้องค์การค้าฯ ดำเนินการ องค์การค้าก็คงจะอยู่ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ผมขอยืนยันว่าพนักงานทั้งหมดขององค์การค้าของ สกสค. จะไม่มีการตกงาน แต่องค์การค้าของ สกสค.จะมีการปรับปรุงการพิมพ์แบบเรียนใหม่ โดยจะมีการจัดซื้อแท่นพิมพ์ใหม่ ให้เกิดความทันสมัย ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปองค์การค้าของ สกสค.ครั้งใหม่ให้เป็นองค์การค้าฯ 4.0 อย่างแท้จริง โดยผมได้มอบหมาย ให้ พล.อ.โกศล ปทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ดำเนินการจัดทำแผนปฏิรูปองค์การค้าของ สกสค.ต่อไป ส่วนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการไม่ต้องกังวล เพราะ สกสค.มีงบประมาณรองรับไว้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัด ศธ.ในฐานะปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. แจ้งขอลาออกจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ สกสค. เนื่องจากมีภาระงานมาก จึงต้องหาคนมาดำรงตำแหน่งเลขาฯ สกสค. แทนก่อน ผมยังไม่มีคนในดวงใจ ขอหารือกับ พล.อ.โกศล ก่อน คาดว่าจะได้เร็วๆ นี้ เพราะผมจะเร่งประชุมคณะกรรมการ สกสค.หารือเรื่องการแก้ปัญหาให้องค์การค้าของ สกสค.&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากต่อจากนี้เกิดปัญหาการจัดส่งหนังสือเรียนล่าช้าอีกจะหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องดูที่ผลงาน เมื่อกำหนดระยะเวลาขั้นตอนการดำเนินการอย่างชัดเจนแล้วจะทราบทันทีว่า เกิดปัญหาที่จุดไหน เช่น สสวท.จัดส่งต้นฉบับตรงต่อเวลา แต่องค์การค้าของ สกสค.จัดพิมพ์ช้า หรือ สสวท.จัดส่งต้นฉบับในเวลากระชั้นชิดและมีการขอแก้ไขต้นฉบับเพิ่มเติม เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพีระ &amp;nbsp;กล่าวว่า การที่ตนลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เพราะว่ามีภาระงานจำนวนมาก ทั้งดูแลศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาของกระทรวง และงานอื่น ๆ ในส่วนของรองปลัด ศธ. อีกทั้งจากการทำงานเป็นเลขาธิการสกสค.มา 1 เดือน ทำให้พบว่างานต้องดูแลหลายเรื่องไม่สามารถทำงานควบ 2 หน้าที่ อาจทำให้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจึงลาออกจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19389</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นายพีระ รัตนวิจิตร, ผลิตหนังสือช้า, สสวท., องค์การค้าของ สกสค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbb38f9cf5ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 21:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2018 21:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือภาครัฐ เอกชน กับสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;บิ๊กน้อย&amp;rdquo; พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารโดย นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน กับสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ผลงานนักเรียนอาชีวะสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ภาคใต้ รวมมูลค่าซื้อขายทั่วประเทศกว่า 138 ล้านบาท ณ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเร็วๆนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17053</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, จ.นครศรีธรรมราช, นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์, นักเรียนอาชีวะ, นายพีระ รัตนวิจิตร, พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์, ร่วมมือ, สักขีพยาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b928c8204a8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
