<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 17:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท.ยืดมาตรการช่วยเหลือ&#039;บจ.&#039;ลดผลกระทบโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค. 2564 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ซึ่งปีที่ผ่านมา บจ. มีการเตรียมพร้อมและปรับกลยุทธ์ให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน ล่าสุดกลุ่มตลท.ได้ขยายมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย บจ. รวมถึงกองทุนรวมอสังหาริมทัรพย์ (Property Fund) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) ในปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ได้ขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมรายปี ได้แก่ ลดค่าธรรมเนียมนายทะเบียน (TSD Annual Registrar Fee) 10% สำหรับหลักทรัพย์จดทะเบียนใน SET และ mai, ลดค่าธรรมเนียม บจ. รายปีสูงสุด 20% ไม่เกิน 200,000 บาท แก่ บจ. ที่ให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนผ่านกิจกรรม Opportunity Day&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพิ่มมาตรการใหม่ โดยลดค่าธรรมเนียมนายทะเบียนเพิ่มเติมสูงสุด 15% สำหรับ บจ. ที่เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยใช้ระบบงานดิจิทัลตามแนวทางที่กลุ่มตลท.สนับสนุนภายในปี 2564 โดยนำไปหักลดค่าธรรมเนียมในปีต่อไป ได้แก่ จัดทำข้อมูลทางการเงินรายไตรมาสผ่านระบบ FSCOMP (Financial Statement Comparability) เพื่อนำส่งรายงานที่เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบได้, ใช้ QR Code ส่งแบบข้อมูลรายงานประจำปีสำหรับการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM), ใช้ e-Proxy Voting สำหรับการประชุม AGM และปฎิบัติงานนายทะเบียนตามแนวทางสนับสนุนของ TSD เพื่อลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายของธุรกิจ
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน ทั้งตลาดทุน สังคม และประเทศชาติ ให้เติบโตไปพร้อมกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;To Make the Capital Market &amp;lsquo;Work&amp;rsquo; for Everyone&amp;rdquo; และพร้อมสนับสนุนให้ผู้ร่วมตลาดทุนสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งไปด้วยกัน ขณะเดียวกัน ยังเชื่อว่า บจ. จะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นสำหรับอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในระยะยาว&amp;rdquo; นายภากร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90576</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), นายภากร ปีตธวัชชัย, มาตรการช่วยเหลือ บจ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 23:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท. ปิ๊งไอเดียออกเงินดิจิทัล  &quot;ซีแอลเอ็มวีที&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
10 ก.ค. 2562 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยภายในงานเสวนาลิบรา คืออะไร? มาทำไม? มาแทนใคร? ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวคิดศึกษาและพัฒนาแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีให้สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างประเทศร่วมกันได้ รวมทั้งอาจลดระยะเวลาการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ที่ปัจจุบันดำเนินการ 2 วันที่การ (ที+2) ให้เร็วขึ้นมากกว่าเดิม เบื้องต้นหากดำเนินการจริง คงต้องมีการทดลองทำสกุลเงินดิจิตอลที่มีสินทรัพย์อ้างอิงในกลุ่มซีแอลเอ็มวีที ผ่านศูนย์ทดสอบนวัตกรรมการเงิน (แซนบอค) เพื่อทดสอบระบบดังกล่าวก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการเปิดตัวลิบราของเฟซบุ๊ก ถือว่าสร้างความตื่นเต้นต่อโลกการเงิน แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะยังคงเป็นรูปแบบการออกสกุลเงินดิจิตอลเช่นเดิม เพียงแต่ลิบราทำสกุลเงินดิจิตอลที่มีสินทรัพย์อ้างอิงที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าสกุลเงินดิจิตอลในอดีตที่มีความเสี่ยงและมูลค่ามีความผันผวน ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของเทคโนโลยี หากลิบราสามารถสร้างให้เกิดการยอมรับได้ ก็จะกลายเป็นแพลตฟอร์มการเงินใหม่และสามารถขยายการให้บริการในวงกว้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้ลิบรามีแนวโน้มจะเข้ามาแทนระบบการเชื่อมโยงของธนาคารพาณิชย์ เช่น การโอนเงินระหว่างกัน แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้ ส่วนแนวคิดสกุลเงินดิจิตอลซีแอลเอ็มวีที ยังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะดำเนินการเองหรือไม่ หรืออาจเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มที่เฟซบุ๊กกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดให้รอบครอบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์​ฯ กำลังดำเนินการอยู่ คือการคิดโจทย์​เพื่อพัฒนาการ​ลงทุนให้มีการซื้อขายสินทรัพย์​มีความหลากหลาย​มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง​อย่างรวดเร็วเข้ามาดำเนินการ ผ่านการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเชื่อมต่อการลงทุนในภูมิภาคให้กับนักลงทุนไทยลงทุนในต่างประเทศ​ได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40571</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มซีแอลเอ็มวีที, ซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างประเทศร่วมกัน, นายภากร ปีตธวัชชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2019 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2019 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อีอีซี&#039;จุดอนาคตใหม่&#039;ตลท.&#039;ชูบทบาทระดมทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;ปัจจุบันโครงการอีอีซีมีความคืบหน้าในการพัฒนาทำให้เห็นศักยภาพการต่อยอดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบริษัทที่มีการทำธุรกิจทั้งภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อยู่ในแถบพื้นที่โครงการอยู่แล้ว จะสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตได้ดีมากยิ่งขึ้น และจะช่วยเสริมถึงความสามารถในการต่อยอดของธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งมาจากหลายด้าน เช่น ด้านโลจิสติกส์ จากการเชื่อมโยงการขนส่งของทั้งทางอากาศ ทางเรือ ทางราง และทางถนน&amp;quot;. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยทำเลที่ตั้งของประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเศรษฐกิจในทวีปเอเชีย โดยเริ่มจากเหนือสู่ใต้ ตั้งแต่ประเทศจีนลงสู่ประเทศอินโดนีเซีย และตะวันออกไปยังตะวันตก จากเวียดนามไปจนถึงเมียนมา รวมถึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในด้านการผลิต การค้า การขนส่งและการส่งออก อีกทั้งยังอยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศไทยนับเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของการลงทุนในอาเซียน เพื่อเชื่อมเอเชียและเชื่อมโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์&amp;nbsp; 4.0 ด้วยการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก มากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเติมเต็มภาพรวมในการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว โดยระยะแรกจะเป็นการยกระดับพื้นที่ในเขต 3 จังหวัด ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อันได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพผ่านกลไกการบริหารจัดการภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ภากร ปีตธวัชชัย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อีอีซีมุ่งเขตเศรษฐกิจระดับโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อไม่นานมานี้ นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้นำทัพสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจและตลาดทุนเยี่ยมชมโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อทราบถึงความคืบหน้าล่าสุดของโครงการอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนอาจจะคุ้นหูกันไปบ้างแล้วกับคำว่าอีอีซี&amp;nbsp; เพราะตัวโครงการได้เริ่มมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 61 ซึ่งอีอีซีคือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้กลายเป็น &amp;ldquo;เขตเศรษฐกิจระดับโลก&amp;rdquo; รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมสำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ที่จะเชื่อมต่อภายในประเทศและภูมิภาคทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของเอเชียในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เครื่องจักรกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ก้าวกระโดด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลมองว่าการลงทุนในอีอีซีจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวมากยิ่งขึ้น ลดการว่างงานของภาคอุตสาหกรรมและบริการ สร้างฐานภาษีใหม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ อีกทั้งยังช่วยสร้างฐานรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ มา โดยระยะแรกได้ยกระดับพื้นที่นำร่องในเขต 3 จังหวัดก่อน คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันอีอีซีมีตัวโครงการหลักอยู่ 6 โครงการ ประกอบไปด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา), โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือเอฟ, โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3, โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา, เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) ที่จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาเมืองและแหล่งท่องเที่ยวให้พร้อมในการอยู่อาศัย พักผ่อน และประกอบธุรกิจ ครบวงจรทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่เดิมและผู้ที่จะเข้ามาลงทุนใหม่ ภายใต้การลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชนที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลงทุนคึกคักต่อยอดในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากผลการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ปี 61 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 6.7 แสนล้านบาท&amp;nbsp; โดยในปี 2561 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จำนวน 422 โครงการ เงินลงทุนรวม 675,310 ล้านบาท คิดเป็น 75% ของการลงทุนทั้งหมด ซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา จึงทำให้เห็นถึงแนวทางการต่อยอดโครงการออกไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายภากรเล่าว่า ปัจจุบันโครงการอีอีซีมีความคืบหน้าในการพัฒนาทำให้เห็นศักยภาพการต่อยอดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบริษัทที่มีการทำธุรกิจทั้งภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อยู่ในแถบพื้นที่โครงการอยู่แล้ว จะสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตได้ดีมากยิ่งขึ้น และจะช่วยเสริมถึงความสามารถในการต่อยอดของธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งมาจากหลายด้าน เช่น ด้านโลจิสติกส์ จากการเชื่อมโยงการขนส่งของทั้งทางอากาศ ทางเรือ ทางราง และทางถนน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมไปถึงอุตสาหกรรมใหม่ที่จะได้รับประโยชน์ต่อไปในอนาคต จากการที่ภาครัฐมีความพยายามทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ โดยมีทุนเดิมจากโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว จึงสามารถนำมาต่อยอดได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนของภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งในไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และในภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภาครัฐและเอกชนลงขันเข้าลงทุนในอีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีการต่อยอด 5 โครงการหลักจากทั้งทางภาครัฐและเอกชนตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งประกอบไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.ปี 62 นี้ ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก อยู่ระหว่างการตอบคำถามผู้ซื้อเอกสาร การคัดเลือก และจะประชุมชี้แจงเอกสารการคัดเลือกเอกชน ครั้งที่ 2 ในวันที่ 8 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 62 โดยกำหนดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในวันที่ 28 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 62 คาดว่าจะได้ผู้ผ่านการประเมินภายในกลางเดือนเมษายน ปี 62&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือเอฟ หลังจากการเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในวันที่ 14 เดือนมกราคม ปี 62 มีผู้สนใจยื่นข้อเสนอ 1 ราย และไม่ผ่านการประเมินคุณสมบัติ คณะกรรมการคัดเลือกได้พิจารณาแล้วให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชนอีกครั้งในวันที่ 21 เดือนมกราคม ปี 62 โดยนำความคิดเห็นภาคเอกชนมาปรับปรุงเอกสารคัดเลือกและประกาศเชิญชวนการคัดเลือกเอกชนในวันที่ 24 เดือนมกราคม ปี 62 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 สิ้นสุดการตอบคำถามเกี่ยวกับเอกสารการคัดเลือกเอกชนในวันที่ 22 เดือนมกราคม ปี 62 ให้เอกชนยื่นข้อเสนอในวันที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 62 คาดว่าจะประกาศผู้ผ่านการประเมินภายในเดือนมีนาคม ปี 62 ล่าสุด กลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์ และพีทีที แทงค์ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด) มายื่นข้อเสนอต่อ กนอ. เพื่อขอพัฒนาท่าเรือดังกล่าวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา อยู่ระหว่างให้เอกชนส่งคำถามผ่านอีเมล ถึงวันที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 62 หลังจากนั้นจะเปิดซองข้อเสนอจากบริษัทแอร์บัส ในวันที่ 18 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 62 และประเมินข้อเสนอแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 62&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามแผนผังพัฒนาอีอีซี คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและกรมโยธาธิการ ได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชน และชุมชนที่เกี่ยวข้องมาแล้ว 4 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ซึ่งได้ข้อสรุปเห็นด้วยกับแนวทางในการจัดทำแผนผังพัฒนาอีอีซี โดยให้เตรียมพื้นที่รองรับให้เพียงพอกับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจและการแบ่งโซนพื้นที่ รวมทั้งกระจายผลประโยชน์ให้ประชาชนอย่างทั่วถึงและเพิ่มเรื่องการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งยังมีการพัฒนาโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้อนุมัติในหลักของตัวโครงการแล้ว เนื่องจากเล็งเห็นถึงประโยชน์เพื่อเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการพัฒนาด้านนวัตกรรมดิจิทัล ที่มีระยะเวลาการร่วมทุนกว่า 50 ปี คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2564 โดยมีเงินลงทุนรวม 4,342 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 168,000 ล้านบาท (ประเมินจากเอ็นพีวี) และผลประโยชน์ต่อประเทศ โดยมีผลประโยชน์ทางการเงินที่ภาครัฐจะได้รับ มากกว่า 3,402 ล้านบาท โดยประเทศและประชาชนจะได้รับประโยชน์ของตัวโครงการดังกล่าวโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้รับ คือการเป็นศูนย์กลางการลงทุน และพัฒนาด้านนวัตกรรมดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีธุรกิจมากกว่า 1,580 ราย สร้างงานในระหว่างก่อสร้าง และจ้างงานต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมเป้าหมายด้านดิจิทัล ยกระดับความเป็นอยู่ผ่านการพัฒนาเมืองดิจิทัล ภายใต้แนวคิด สมาร์ทซิตี้ ประชากรกว่า 33,700 คน ผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 431,337 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การพัฒนาโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่อีอีซี และประเทศอย่างสูงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ตลาดหลักทรัพย์หวังเป็นแหล่งระดมทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในส่วนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความมั่นใจว่าการระดมทุนต่างๆ ในอนาคต ซึ่งรวมถึงการระดมทุนผ่านตลาดทุน ไม่ว่าจะมาจากอุตสาหกรรมเก่าที่ต้องการขยายภาคธุรกิจของตัวเอง หรืออุตสาหกรรมใหม่ ที่ต้องการต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ๆ จะต้องใช้เงินทุนและลงทุนในภูมิภาคนี้จำนวนมาก โดยมองว่าพื้นที่อีอีซีจะเป็นพื้นที่ศักยภาพใหม่ของประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ภายใต้การลงทุนร่วมกันของทั้งทางภาครัฐและเอกชน โดยมีงบลงทุนกว่า 6.5 แสนล้านบาท จะมาช่วยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ 4.0 ให้เฟื่องฟูเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวได้จริงหรือไม่ต้องรอติดตามโครงการไปเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นโครงการระยะยาว.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;พรชนก คำบูชา &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29986</URL_LINK>
                <HASHTAG>AEC, นายภากร ปีตธวัชชัย, พรชนก คำบูชา, อีอีซี, เศรษฐกิจอาเซียน, ไทยแลนด์  4.0</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190226/image_big_5c74f13b96ab5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 17:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นโรงเรียน&quot;เอสไอเอสบี&quot;เทรดวันแรกราคารูดต่ำกว่าจอง16%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29พ.ย.61-นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่าย หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่จะจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ของบมจ.เอสไอเอสบี ผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่เอสไอเอสบีเข้าทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ &amp;nbsp;ราคาเปิดอยู่ที่ 5.00 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ 3.84% &amp;nbsp;ถือเป็นการเปิดการซื้อขายต่ำกว่าราคาจองที่หุ้นละ 5.20 บาท &amp;nbsp;โดยสาเหตุมาจากกระแสข่าวเชิงลบ และหนักสุดในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาจนถึงวินาทีสุดท้าย ทำให้มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติที่บริษัทไหนเจอกระแสแบบนี้ก็ต้องหวั่นไหว โดยไม่เกี่ยวกับราคาหุ้นแพงและพีอีสูง และในแง่ของพื้นฐานบริษัทยังคงดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ต้องติดตามการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งการที่จะพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้นนั้น ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ ขณะเดียวกัน ยังมีโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนนานาชาติอื่นๆ ที่สนใจจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯอีก แต่ต้องรอดูสถานการณ์และความชัดเจนของกรณีเอสไอเอสบีก่อน ส่วนการที่มีคนยื่นฟ้องร้องต่อศาลนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังไม่มีรายละเอียดใด ๆ โดยทางศาลจะนัดให้ก.ล.ต. ให้ข้อมูลในวันที่ 7 ธ.ค.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ราคาหุ้นของเอสไอเอสบี หลังปิดตลาดฯ&amp;nbsp;ปรากฎว่า ปิดที่ราคา 4.36บาท ต่ำกว่าราคาจอง 0.84บาท หรือ 16%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงกรณีที่นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งทนายความไปยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ ก.ล.ต.ระงับการซื้อขายหุ้นของเอสไอเอสบีนั้น &amp;nbsp;ตลท.อยู่ระหว่างรอข้อมูลใหม่จากหน่วยงานที่กำกับจะสั่งกลับมา จากนั้นจะตรวจสอบข้อมูลใหม่ &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมา ยืนยันว่าตลท.ดำเนินงานตามกฎระเบียบต่าง ๆ มาตลอด ซึ่งการที่จะมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล และสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสไอเอสบี กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนของบริษัทได้ทำตามกฎหมายถูกต้อง และก.ล.ต.ได้มีการตรวจสอบก่อนเข้าจดทะเบียน ซึ่งส่วนตัวไม่มีความกังวลที่เกิดกรณีฟ้องร้องต่อศาล และยังตอบไม่ได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร และต้องรอดูสถานการณ์ก่อน ส่วนกรณีเรื่องภาษีที่โรงเรียนเอกชนได้รับการยกเว้นนั้น หากรัฐเห็นควรที่จะจัดเก็บภาษี ทางโรงเรียนก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม นอกจากนี้ เหตุผลที่เข้ามาระดมทุน เนื่องจากการทำโรงเรียนนานาชาติจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนค่อนข้างยาก ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยกู้ จึงใช้วิธีการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ และเพิ่มประสิทธิภาพของโรงเรียน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23100</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายภากร ปีตธวัชชัย, นายยิว ฮอค โคว, บล.ฟินันเซีย ไซรัส, ยสมภพ กีระสุนทรพงษ์, เปิดขายวันแรกราคาหุ้่นเอสไอเอสบีต่ำกว่าจอง16%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bffbd2da6b65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
