<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนค.ตะลึงคนไทยช้อปปิ้งออนไลน์ไตรมาสแรกทะลุ 7.5 หมื่นล้านเพิ่ม 45%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย. 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ทำการสำรวจความเห็นของประชาชน จำนวน 7,499 คน ทุกอำเภอทั่วประเทศ เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค.2564) ใน 13 กลุ่มสินค้า พบว่ามีมูลค่าการใช้จ่ายสูงถึง 75,000 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 45.05% จากที่เคยสำรวจช่วงเดือนพ.ย.2563 ที่มีมูลค่า 52,000 ล้านบาทต่อเดือน และมีการซื้อออนไลน์เพิ่มขึ้น 68.97% จากการสำรวจครั้งก่อน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หันมาซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์กันมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าทั้ง 13 กลุ่ม พบว่า กลุ่มเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมซื้อออนไลน์สูงสุด รองลงมา คือ อาหารและเครื่องดื่ม , สินค้าสุขภาพ เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนบุคคล , ของใช้ในบ้าน สำนักงาน , เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ , โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์มือถือ , เครื่องกีฬา เครื่องเขียน , เพลง ภาพยนตร์ และสินค้าบันเทิงอื่น ๆ , ซอฟแวร์ เกมส์ , การจอง/บริการต่าง ๆ , คอมพิวเตอร์ , ของเล่น , หนังสือ นิตยสาร ทั้งนี้ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์มือถือ เป็นสินค้าที่มีสัดส่วนใช้จ่ายออนไลน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูสิตกล่าวว่า สนค.ได้ทำการสำรวจช่วงอายุของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ด้วย โดยพบว่า ผู้ที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี โดยเฉลี่ยคิดเป็น 87.00% รองลงมา คือ น้อยกว่า 20 ปี คิดเป็น 85.71% และช่วงอายุ 30-39 ปี คิดเป็น 80.13% โดยกลุ่มผู้ซื้อใกล้เคียงกับผลสำรวจเดือนพ.ย.2563 แต่แนวโน้มผู้ซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดในเดือนพ.ย.2563 ได้แก่ ผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ซื้อออนไลน์คิดเป็น 50.62% รองลงมา 30-39 ปี 50.20% และ 20-29 ปี 49.04% ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะพฤติกรรมของคนใน Generation Y และ Generation Z ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ส่งผลให้สามารถเรียนรู้ และปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงปริมาณการใช้จ่าย พบว่า ค่อนข้างใกล้เคียงกัน โดยกลุ่มอายุที่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุด คือ ช่วง 20-29 ปี ประมาณ 2,379.30 บาทต่อเดือน รองลงมา 50-59 ปี 2,349.00 บาทต่อเดือน และหากจำแนกตามอาชีพ พบว่า ผู้ที่ใช้จ่ายออนไลน์สูงสุดมีอาชีพ นักศึกษา คิดเป็น 92.88% โดยเฉพาะในสินค้ากลุ่มโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์มือถือ และกลุ่มคอมพิวเตอร์ รองลงมา คือ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ พนักงานรัฐ 84.57% และพนักงานบริษัท &amp;nbsp;84.36% โดยข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ พนักงานรัฐ และนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ เจ้าของแผงค้า มียอดค่าใช้จ่ายสูงสุด สอดคล้องกับความมั่นคงในอาชีพและการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากจำแนกตามภูมิภาค พบว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีการใช้จ่ายผ่านออนไลน์มากที่สุด 81.62% ตามด้วย ภาคใต้ 71.68% ภาคกลาง 68.25% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 67.86% และภาคเหนือ 64.42% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108370</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช้อปปิ้งออนไลน์, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de87d78c472.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> พาณิชย์เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ ผุด 2 ดัชนีโฟกัสภาคบริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินการจัดทำเครื่องชี้วัดใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่เจาะจงมากยิ่งขึ้น โดยได้เริ่มจัดทำดัชนีใหม่ 2 ดัชนี คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มค่าบริการ (Consumer Price Index Service : CPI Service) ซึ่งสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของค่าบริการได้เฉพาะเจาะจงกว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป และจะเป็นเครื่องชี้วัดที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นความเคลื่อนไหวของค่าบริการได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจในการใช้จ่ายและวางแผนดำเนินชีวิต และยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการกำหนดมาตรการและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการของภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีกดัชนี ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคบริการ (Business Confidence Index Service : BCI Service) เป็นดัชนีใหม่ที่ สนค. ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่จะทำให้ทราบถึงทิศทาง แนวโน้ม และการเปลี่ยนแปลงของผลการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่ภาคธุรกิจบริการกำลังเผชิญอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สนค. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าดัชนีเหล่านี้จะเป็นดัชนีทางเลือกที่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ของผู้ใช้งานดียิ่งขึ้น และยังสามารถเป็นข้อมูลให้ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลไปใช้ในการกำหนดนโยบาย และมาตรการในการดูแลค่าบริการ และผู้ประกอบการภาคบริการได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ดัชนีนี้ มีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลเป็นรายไตรมาส โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคบริการ ได้เผยแพร่แล้วในไตรมาสที่ 1 ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มค่าบริการ จะเผยแพร่ไตรมาส 2 ปีนี้&amp;rdquo;นายภูสิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มค่าบริการ เป็นดัชนีราคาที่คัดเลือกรายการค่าบริการจากตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ปีฐาน 2562 ซึ่งมีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยมีทั้งสิ้นจำนวน 87 รายการ คิดเป็นร้อยละ 20.23 จาก 430 รายการสินค้าและบริการในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภคชุดทั่วไป มีการจัดหมวดหมู่ตามโครงสร้างรหัสมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย (Thailand Standard Industrial Classification : TSIC) จำแนกเป็น 14 หมวด โดยหมวดที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก คือ หมวดกิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงที่สุด ที่ร้อยละ 54.93 ตามด้วยหมวดข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ร้อยละ 15.88 หมวดการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ร้อยละ 6.94 หมวดกิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน ร้อยละ 6.55 และหมวดการศึกษา ร้อยละ 4.22 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคบริการ เป็นเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่แสดงถึงความคิดเห็นของผู้ประกอบการภาคบริการที่มีต่อธุรกิจของตนเอง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญเป็นประจำทุกปี อาทิ ข้อมูลเกี่ยวกับยอดขาย รายรับ และสินค้าคงเหลือ รวมทั้งสอบถามความคิดเห็นต่อการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ สนค. ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงดัชนีตัวชี้วัดเดิมมาแล้ว โดยในปี 2563 ได้ปรับปีฐานดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) จากปีฐาน 2558 เป็นปีฐาน 2562 ซึ่งเป็นปีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนทั่วประเทศ และปรับปีฐานดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน จากปีฐาน 2553 เป็นปีฐาน 2558 ตามตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) ล่าสุด ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งปกติแล้วทั้ง 3 ดัชนีนี้ จะมีการปรับปีฐานทุก 4-5 ปี โดยการปรับปรุงรายละเอียดที่สำคัญในมิติต่าง ๆ ได้แก่ เชิงโครงสร้าง ความครอบคลุม และวิธีการจัดทำ อีกทั้งยังคำนึงถึงการเชื่อมโยงและบูรณาการกับเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจของหน่วยงานอื่น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องชี้วัดเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิต ได้มีการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลเป็นรายเดือน โดยได้กำหนดปีฐานใหม่และได้เริ่มเผยแพร่แล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.2564 ที่ผ่านมา สำหรับดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน มีการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลเป็นรายไตรมาส มีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลที่มีปีฐานใหม่ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 นี้ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105922</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคบริการ, ดัชนีราคาผู้บริโภคกลุ่มค่าบริการ, ดัชนีใหม่, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, สนค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b05e6980749.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนค. เร่งผลักดัน &#039;ธุรกิจน้ำแร่ร้อน&#039;จังหวัดระนองและแม่ฮ่องสอน ลุยพัฒนาสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2564 สนค. ได้จัดทำโครงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนกับห่วงโซ่บริการยุคใหม่ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการค้าและบริการเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากไทย โดยมีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาโครงการ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์เข้าไปช่วยเหลือและพัฒนาภาคบริการ โดยเฉพาะภาคบริการในชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีความเข้มแข็ง และสอดรับกับแนวโน้มการค้าในยุค New Normal&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการดำเนินโครงการในปีนี้ สนค. ได้เน้นธุรกิจบริการดูแลรักษาสุขภาพ (Wellness) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีความโดดเด่นในระดับโลก และเป็นสาขาบริการที่สามารถผสมผสานการผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความคิดสร้างสรรค์ และการให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยมาปรับใช้ได้ และยังสอดคล้องกับนโยบายศูนย์กลางการบริการสุขภาพและการแพทย์นานาชาติ (Medical and Wellness Hub) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism Hub)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้คัดเลือกจังหวัดระนองและแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดต้นแบบ เพราะเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีน้ำแร่และผลิตภัณฑ์จากน้ำแร่เป็นตัวชูโรงด้านสุขภาพ โดยได้นำร่องธุรกิจน้ำแร่ร้อน มาเป็นกลุ่มธุรกิจบริการชุมชนต้นแบบ มีทั้งตัวสินค้า คือ น้ำแร่บริสุทธิ์ ปราศจากกำมะถัน จากบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เช่น สบู่น้ำแร่ ครีมทาหน้าน้ำแร่ สเปรย์น้ำแร่ เชื่อมโยงกับบริการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพได้&amp;rdquo;นายภูสิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูสิตกล่าวว่า แนวทางการช่วยเหลือ สนค. จะร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าไปช่วยพัฒนาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการในชุมชน โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนแผนงานไปสู่การปฏิบัติจริง มีกลยุทธ์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ยกระดับการให้บริการ Wellness และการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง 2.เสริมความสามารถด้านการตลาดและการค้าสู่สากล 3.พัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์ และ 4.สร้างความเข้มแข็งของการจัดการและกิจการสนับสนุน และจะขยายโมเดลธุรกิจการพัฒนานี้ไปยังธุรกิจบริการอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือไปยังพื้นที่อื่นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สนค. มั่นใจว่าการจัดทำโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนไทยจำนวนมาก และมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยหากสามารถพัฒนาภาคธุรกิจบริการระดับชุมชนให้มีศักยภาพและมีความเข้มแข็ง จนสามารถเข้าร่วมอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและการค้าของประเทศได้ ในอนาคตก็มีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ห่วงโซ่การค้าโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายงานของสถาบันดูแลรักษาสุขภาพโลก (Global Wellness Institute) พบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดบริการดูแลรักษาสุขภาพของโลกในปี 2562 มีมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าตลาดส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาสุขภาพ ดูแลความงาม และต่อต้านวัย มูลค่า 1.083 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของตลาดโลก รองลงมา คือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มูลค่า 0.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ส่วนตลาดสปาและน้ำพุร้อน/น้ำแร่ มูลค่ารวม 0.18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนรวมร้อยละ 4 แต่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปี ร้อยละ 10 และ 5 ตามลำดับ และยังคาดว่าจะมีทิศทางการเติบโตที่ดีภายหลังสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นในธุรกิจสปา มีกิจการที่อยู่ในกลุ่มนี้เกือบ 1400 กิจการ ซึ่งจำนวนนี้เป็นกิจการขนาดเล็กกว่า 1300 ราย (ยังไม่นับรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกิจการร้านค้าเจ้าของคนเดียว) คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวม กว่า 8 พันล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจน้ำแร่ร้อน, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ระนอง, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.), แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b05e6980749.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 12:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ตลาดสมุนไพร-อาหารเสริมของไทยมีโอกาสเติบโตช่วงโควิดระบาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค. 2564 &amp;nbsp;นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคอาหารเสริมและวิตามินทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย (Immune System) จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทย จะใช้จุดแข็งของสมุนไพรไทย บวกกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการวิจัยเพิ่มเติม ต่อยอดผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ ของไทย เพื่อขยายตลาดต่างประเทศและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น มีผลวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคของบริษัท Mintel ยืนยันว่า ผู้บริโภคในทวีปยุโรป ให้ความสำคัญกับการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมังสวิรัติ (Vegan) และมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อย (Low Lactose) ในขณะที่ผู้บริโภคในทวีปอเมริกาเหนือ เน้นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สารตกแต่งพันธุกรรม (GMO Free) และผู้บริโภคในทวีปเอเชียนิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและปราศจากสารปรุงแต่ง โดยผู้บริโภคทั่วโลกยังคงนิยมรับประทานอาหารเสริมและวิตามินในรูปแบบเม็ดแคปซูลมากที่สุด รองลงมา คือ แบบเม็ด แบบผง และแบบน้ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ มีฉลากชัดเจน และมีความโปร่งใสตรวจสอบในที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ได้ โดยผู้บริโภคทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากกว่าที่ใส่สารปรุงแต่ง และผู้บริโภคชาวอเมริกัน ร้อยละ 27 ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากสินค้านั้นเป็นอาหารเสริมที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง (whole food ingredients) และร้อยละ 35 ต้องการทราบที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มอาหารเสริมและวิตามินในอนาคต ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญมี 5 ปัจจัย ได้แก่ 1.การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) ผู้บริโภคทั่วโลกกว่าร้อยละ 70 ต้องการอาหารเสริมหรือวิตามินที่สามารถปรับสมดุลในร่างกายเพื่อช่วยในการนอนหลับและลดความเครียด โดยเน้นสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะการรักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหาร เพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคภายในช่องปาก และช่วยรักษาผิวพรรณ
2.ความกังวลกับโรคอุบัติใหม่และปัญหาสุขภาพ (New and emerging health concerns) โดยผู้บริโภคชาวอเมริกันร้อยละ 35 จะเลือกซื้อสินค้าที่สร้างภูมิคุ้มกันในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่มทดแทน ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 47 ของผู้บริโภคที่ต้องการอาหารเสริมและวิตามินเพิ่มเติม จะหาซื้อในรูปแบบอาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 63 จะนิยมเครื่องดื่มบำรุงสายตา ในขณะที่ผู้บริโภคชาวเยอรมัน อายุระหว่าง 55-64 ปี ร้อยละ 41 นิยมรับประทานในรูปแบบของโยเกิร์ต
3.การผสมผสานกับอาหารและเครื่องดื่ม (Align with food and drink) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินที่มาจากพืชและโปรตีนทางเลือกจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยผู้บริโภคชาวออสเตรเลียร้อยละ 24 ให้ความสำคัญต่อการเลือกอาหารที่คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผู้บริโภคในยุโรปร้อยละ 45 เชื่อว่าการรับประทานอาหารจากพืช (plant-base) ส่งผลดีต่อร่างกาย และผู้บริโภคชาวโปแลนด์และฝรั่งเศส ร้อยละ 34 และ 35 ตามลำดับ นิยมรับประทานเครื่องดื่มจากพืช เช่น น้ำนมถั่วเหลืองและโยเกิร์ตที่มาจากพืชมากกว่าสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การผสมผสานกับความสวยความงาม (Beauty Benefit) กรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) ได้รับความนิยมสูงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนริ้วรอยและให้ความชุ่มชื้นต่อผิว โดยพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยกว่าร้อยละ 51 ให้ความสนใจกับอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น และผู้บริโภคชาวจีนให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่ใส่อาหารเสริมและวิตามินในน้ำผลไม้ นอกจากนี้ ผู้ผลิตสินค้าในประเทศจีนเริ่มมีการนำกรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) มาผลิตเป็นอาหารเสริมในรูปแบบเยลลี่และเครื่องดื่ม ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การมีฉลากที่ชัดเจนและความโปร่งใสที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ (Clean label and transparency) ผู้ผลิตสินค้าจะต้องให้ความสำคัญกับฉลากที่ชัดเจนทั้งห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ และฉลากที่บ่งบอกลักษณะสินค้าที่สำคัญ เช่น วัตถุดิบทำจากพืช (plant-based ingredient) สินค้าออแกนิก (Organic) ปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO-free) ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ (Allergy free) หรือไม่ใส่สารกันบูด (no preservatives) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันไทยเป็นแหล่งสมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติที่หลากหลาย ในปี 2563 มีสถิติการส่งออกอาหารเสริมและวิตามิน (พิกัดศุลกากร 2936) ปริมาณ 1,616.88 ตัน คิดเป็นมูลค่า 794.27 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศเวียดนามและเมียนมา รวมสองประเทศคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของการส่งออกอาหารเสริมและวิตามินทั้งหมด ส่วนการนำเข้าอาหารเสริมและวิตามินปริมาณ 11,942.02 ตัน มูลค่า 5,504.93 ล้านบาท โดยนำเข้าจากจีนถึงร้อยละ 40 รองลงมา ได้แก่ สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ร้อยละ 18.9 15.4 และ 15.3 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103414</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของโควิด-19, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), สมุนไพรไทย, อาหารเสริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a5c447e162.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกมี.ค.64  พุ่งแรงสูงสุดในรอบ 28 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 เมษายน 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนมี.ค.2564 มีมูลค่า 24,222.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกที่ทำมูลค่าได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัว 8.47% เป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 28 เดือนนับจากเดือนพ.ย.2561 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 23,511.65 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 14.12% เกินดุลการค้า 710.80 ล้านเหรียญสหรัฐ และภาพรวมการส่งออกไตรมาสแรกของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 64,148.03 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.27 การนำเข้า มีมูลค่า 63,632.37 เพิ่มขึ้น 9.37% เกินดุลการค้า 515.66 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกเดือนมี.ค.2564 ขยายตัวถึง 11.97% สะท้อนการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และไตรมาสแรกปี 2564 การส่งออกเมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธออก ขยายตัวที่ 7.61%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเดือนมี.ค.2564 สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกเพิ่มขึ้น 8.5% หลายรายการที่ส่งออกได้ดีขึ้น และทำมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 3,040 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.1% ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 50.6% เม็ดพลาสติก มูลค่า 1,013.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 52.9% และยังมีสิค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เพิ่ม 34.8% เคมีภัณฑ์ เพิ่ม 27% ส่วนสินค้าที่หดตัว เช่น ทอคำ ลด 81.5% อากาศยาน ยานอวกาศและส่วนประกอบ (เครื่องบินโดยสาร) ลด 96.9% ยานพาหนะอื่นๆ และส่วนประกอบ ลด 94.1% ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ลด 15.5% &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้าเกษตร ส่งออกเพิ่มขึ้น 6.5% สินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น ยางพารา เพิ่ม 109.2 ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 59.2% อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 41.4% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เพิ่ม 5.8% สินค้าที่หดตัว เช่น น้ำตาลทราย ลด 60.6% ข้าว ลด 40.5% ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ลด 20.3% สินค้าปศุสัตว์อื่นๆ ลด 16.7%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เตาอบไมโครเวฟ ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง เครื่องซักผ้าและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ โทรศัพท์และอุปกรณ์ และสินค้าเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ และถุงมือยาง ยังมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านตลาดส่งออก มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด สะท้อนการค้าโลกฟื้นตัว โดยตลาดหลัก เพิ่ม 12.3% จากการเพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป 7.2% , 4.6% และ 32% ตามลำดับ ตลาดศักยภาพสูง เพิ่ม 7.6% เช่น จีน เพิ่ม 35.4% เอเชียใต้ เพิ่ม 24.3% CLMV เพิ่ม 2% แต่อาเซียน 5 ประเทศ ลด 2.4% ตลาดศักยภาพระดับรอง เพิ่ม 12% เช่น ทวีปออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา และทวีปแอฟริกา เพิ่ม 16.9% , 11.9% และ 11.2% รัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS เพิ่ม 2.1% แต่ตะวันออกกลาง ลด 0.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูสิต กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกยังคงมีทิศทางขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น กองทุนการเงินระหว่างระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2564 ว่าจะขยายตัว 6.0% จากเดิม 5.5% เนื่องจากได้แรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดของสหรัฐฯ และการเร่งแจกจ่ายวัคซีนทั่วโลก และยังคาดว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยจะปรับตัวดีขึ้น เช่น สหรัฐฯ เพิ่ม 6.4% จีน เพิ่ม 8.4% ญี่ปุ่น เพิ่ม 3.3% และประเทศในทวีปยุโรป เพิ่ม 4.4% ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโลก (Global Manufacturing PMI) ปรับตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 55.0 สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคและความต้องการนำเข้าสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สนค.ประเมินการส่งออกยังดีอยู่ จะเพิ่มมากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดู แต่เท่าที่ประเมิน น่าจะเป็นบวกได้ต่อเนื่อง และตัวเลขทั้งปี น่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 4% เพราะถ้าส่งออกได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 19,624 ล้านเหรียญสหรัฐ จะโต 4% ถ้าเฉลี่ย 20,134 ล้านเหรียญ จะโต 6% และ 20,391 ล้านเหรียญสหรัฐ จะโต 7% แต่จะปรับเป้าส่งออกหรือไม่ ต้องเป็นระดับนโยบาย ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะหารือร่วมกับภาคเอกชน และทูตพาณิชย์ เพื่อประเมินก่อน แล้วนำมาประมวลผลอีกทีว่าจะปรับเป็นเท่าไร อย่างไร แต่ถ้าดูหลายๆ หน่วยงาน ตอนนี้ แบงก์ชาติและสภาพัฒน์ ก็ได้มีการปรับเป้าหมายการส่งออกแล้ว&amp;rdquo;นายภูสิตกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100443</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ส่งออก มี.ค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60828404df0d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกเดือนก.พ.64 วูบ2.59%พาณิชย์มองบวก มี.ค.ฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนก.พ.2564 มีมูลค่า 20,219 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.59% เป็นการกลับมาหดตัวอีกครั้ง หลังจากเพิ่งขยายตัวเป็นบวกได้ 2 เดือนติดต่อกันก่อนหน้านี้ แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจและเป็นสัญญาณดี เพราะมูลค่าเกิน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 20,211.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.99% โดยเกินดุลการค้า 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยอดส่งออกรวม 2 เดือนปี 2564 (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 39,925.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.16% นำเข้ามูลค่า 40,120.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.77% ขาดดุลการค้า 195.2 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกในเดือนก.พ.2564 ลดลง มาจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง 4% โดยหดตัวอีกครั้งในรอบ 3 เดือน แต่ก็ไม่น่าห่วง เพราะยอดส่งออกที่ลดลงมาจากแรงฉุดของการส่งออกทองคำที่ลดลงถึง 93% ขณะที่สินค้าอื่นที่ลดลง เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ลด 7.2% สิ่งทอ ลด 12.5% อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ลด 6.6% ส่วนเฟอร์นิเจอและชิ้นส่วน เพิ่ม 20.2% สินค้าเกี่ยวเนื่องน้ำมัน เพิ่ม 14.8% คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 12.7% เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่ม 12.3% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่ม 9.5% รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 3.6% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 24.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 7% ขยายตัว 3 เดือนต่อเนื่อง โดยสินค้าที่ขยายตัวเพิ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 46.6% ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 42.9% ยางพารา เพิ่ม 22.9% อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 20.7% สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 3.4% แต่น้ำตาลทราย ลด 35.5% อาหารทะเลแช่แข็งกระป๋องและแปรรูป ลด 10.9% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ลด 7.6% ข้าว ลด 4.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านตลาดส่งออก มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยตลาดหลัก เพิ่ม 10.1% จากการเพิ่มขึ้นของญี่ปุ่น 6.5% สหรัฐฯ เพิ่ม 19.7% และสหภาพยุโรป 15 ประเทศ เพิ่ม 0.2% ตลาดศักยภาพสูง ลด 5.2% เช่น อาเซียนเดิม 5 ประเทศ ลด 17.3% CLMV ลด 4.2% ฮ่องกง ลด 36.7% ไต้หวัน ลด 2.5% แต่จีน เพิ่ม 15.7% อินเดีย เพิ่ม 8.9% เกาหลีใต้ เพิ่ม 10.9% ตลาดศักยภาพระดับรอง เพิ่ม 7.3% เช่น ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 18.3% ทวีปแอฟริกา เพิ่ม 16.3% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 14% แคนาดา เพิ่ม 0.8% แต่ตะวันออกกลาง ลด 9.9% สหภาพยุโรป 12 ประเทศ ลด 2.2% และตลาดอื่นๆ ลด 87.5% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ลด 93%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูสิตกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในเดือนมี.ค.2564 คาดว่าจะยังดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ฐานปีก่อนเดือนมี.ค.2563 อยู่ในระดับสูงถึง 22,330.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะตอนนั้นมีการส่งออกทองคำและอากาศยาน ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้ตัวเลขน่าจะยังติดลบ แต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวของการส่งออก โดยทั้งปี ยังมั่นใจว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการส่งออก มาจากการกระจายวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพในหลายภูมิภาค ทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของคู่ค้าสูงขึ้น สหรัฐฯ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นแตะระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลบวกต่อสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง และค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยดีขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97288</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ., นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, สนค., ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c791a67bb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
